[END] ยอดนายสนมกับวิถีชีวิตเยี่ยงคนเกียจคร้าน

ตอนที่ 42 : ตอนที่ 10 เรื่องแบบนี้แม่รู้เข้า โดนตีตายแน่ (2)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,399
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 141 ครั้ง
    24 ธ.ค. 62

เมื่อเดินอ้อมเข้ามาด้านหลังม่านและออกจากโถงกลางหอคณิกาได้เป็นผลสำเร็จ ต้วนมู่ชิงก็พบกับทางเดินเส้นตรงที่ทอดตัวยาวเชื่อมจากปีกอาคารอีกฝั่งหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ห่างกันเท่าไรนัก ดูแล้วน่าจะเป็นเส้นทางส่วนตัวที่จะให้อี้จี้ใช้เดินทางจากหอลงมาที่โถงรับแขก เหมาะสำหรับหลบสายตาลูกค้าได้ดีทีเดียว


 

อากาศช่วงฤดูใบไม้ผลิตอนกลางคืนจะว่าเย็นก็เย็น ยิ่งออกมาเดินที่แจ้งก็ยิ่งเย็นแต่กระนั้นกลิ่นหอมของดอกไม้ในสวนขนาบทางเดินก็ทำให้สดชื่นขึ้นมาบ้าน


 

ชิงหรูไม่ได้รอเขาอยู่ณ. ที่ตรงนั้น ต้วนมู่ชิงคาดว่านางน่าจะเดินล่วงหน้าไปยังที่ใดสักที่ในช่วงที่เขาวุ่นวายอยู่กับการยัดเงินให้แม่เล้า ชายหนุ่มจึงเริ่มเดินไปตามเส้นทางนั้น แต่ไม่ใช่เพื่อที่จะไป***กับชิงหรูตามเงื่อนไขการท้าพนันแต่อย่างใด สิ่งที่เขาต้องการก็คือการถามหาวิธีออกจากสถานที่แห่งนี้ต่างหาก


 

ต้วนมู่ชิงถอนหายใจ พอคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในโถง ท้องก็รู้สึกโหวง ๆ วูบ ๆ จะว่าเหนื่อยไหมก็เหนื่อยทั้งกายทั้งใจ จะว่าปลงไหม ก็ปลงจนไม่รู้จะพรรณาว่าอย่างไร เขารู้ดีว่าคนที่จ้องจะลวนลามมีแค่เพียงคนบางส่วน แต่พูดกันตามตรงแล้วเขาเป็นคนไม่น่ารักที่เกลียดการเป็นจุดสนใจเป็นอย่างมาก


 

จากตำราหนึ่งที่เคยอ่าน เขากล่าวเอาไว้ว่ามนุษย์เป็นสัตว์สังคม เบื้องลึกในใจมากก็ดีน้อยก็ดี ล้วนอยากได้รับความสนใจ อยากได้รับการยอมรับเป็นที่ชื่นชมต้องการของคนอื่นกันเสียส่วนใหญ่ ซึ่งข้อตรงนี้ต้วนมู่ชิงย่อมรู้ดีและเข้าใจมันอย่างแท้จริง


 

เพราะเข้าใจมันอย่างแท้จริงนี่แหละถึงได้ไม่ชอบเลยที่จะโดนมองอย่างนั้น เขาเข็ดจนขยาดและรู้สึกแย่กับมันไปเสียแล้ว


 

ลมหายใจพ่นมาอีกครั้ง ร่างโปร่งบางหันหลังกลับไปมองเจ้าของเสียงฝีเท้าที่เดินตามมาด้านหลัง


 

“ท่านลุง...ท่านตามข้าทำไมหรือขอรับ?”


 

ต้วนมู่ชิงปรับอารมณ์ของตัวเองได้แล้ว ก็หันมากระพริบตาปริบ ๆ ใส่คนข้างหลังซึ่งก็คือลุงคนนั้นตีเนียนเข้ามายืนปั้นจิ้มปั้นเจ๋อใส่


 

“อ้าว คุณชาย ก็เราสัญญากันแล้วอย่างไรล่ะ ว่าจะท่านชนะจะให้ข้าเห็นหน้าหรูเอ๋อร์ ข้าอุตส่าห์มีส่วนร่วมช่วงตั้งหนึ่งทองแดงเชียวนะ” เขาพูดเสียงกลั้วหัวเราะ คำพูดเหมือนจะจริงจัง แต่ท่าทางที่แสดงออกมากลับไม่ได้ยี่หร่ะต่อสัญญานั้นเลยแม้แต่น้อย ต้วนมู่ชิงจึงพอจับความนัยในสายตาได้...ว่าเห็นเรื่องของเขาเป็นเรื่องสนุกเสียมากกว่าจะได้เจอหน้างาม ๆ ของชิงหรูเสียกระมัง


 

เรื่องของเขามันมีอะไรน่าสนุกกันเล่า...


 

“แต่ข้าจ่ายให้แม่เล้าไปแล้วตอนพาเราหนีมาด้านหลัง แค่นี้ก็น่าจะผ่อนผันกันได้แล้วนะขอรับ”


 

ข้าขาดทุนเสียด้วยซ้ำไป


 

ต้วนมู่ชิงนึกอยากบ่นเช่นนั้น แต่สุดท้ายก็เลือกไม่พูดประโยคนั้น แต่กระนั้นสิ่งที่เขาพูดออกไปก่อนหน้านั้นก็แค่คำบ่นที่ขอให้ได้บ่น ไม่ได้จริงจังกับมันสักเท่าไรนัก


 

"ซื่อหมิง...เรียกข้าเช่นนี้ก็ได้" ซื่อหมิงเอ่ยทำเป็นไม่สนใจอาการกระปอดกระแปดของต้วนมู่ชิง ชายวัยกลางคนโคลงหัวไปมาผิวปากอารมณ์ดี ดูทีแล้วชายผู้นี้ไม่ได้ต่างจากพวกเอาสนุกเข้าว่า เจ้าชู้และลอยชาย ต้วนมู่ชิงนั้นเลยได้ทำหน้าหน่ายจิต เพราะคน ๆ นี้มันตรงตำราชายอันตรายที่แม่เคยสอนให้ระวังตัวชัด ๆ


 

"เหตุใดเจ้าทำหน้าเช่นนั้น รู้อะไรไหม ข้าน่ะไม่บอกชื่อให้ใครง่าย ๆ ถ้าไม่ได้ถูกใจหรอกนะ"


 

"ท่านจะบอกว่าถูกใจข้า...ข้ายังไม่ทำอะไรเลยนะ?" ต้วนมู่ชิงย้อนถาม คิ้วเรียวเลิกขึ้นอย่างสงสัย ด้วยเพราะคำพูดที่คล้ายจะชมนั้น เจ้าตัวรู้สึกตะหงิดใจแบบแปลก ๆ ว่านั่นไม่น่าจะใช่คำชม


 

"อย่างน้อยสุด พวกคุณชายมีสกุลที่ข้าเคยเจอ ก็ไม่มีใครเหรอหราหน้าซื่อเท่าเจ้า" ซื่อหมิงตอบ เขาเสตามองไปทางอื่นพลางผิวปากหวิว “บอกเลยนะ ทั้งชีวิตนี้คนที่ซื้อบื้อระดับเจ้า ข้าเจอมาแค่สองคนเท่านั้นแหละ ยินดีด้วยนะ”


 

นี่มันใช่คำชมไหมเล่า!!!


 

ต้วนมู่ชิงหน้าย่นก่อนจะหันหลังหนีซื่อหมิง ฝ่ามือจับทั้งสองจับใบหน้าตัวเอง พองลมเข้าจนแก้มกลมและนวดหนุบหนับ สภาพตอนนี้ดูแทบไม่ต่างจากปลาทองโดนขัดใจ มีคนบอกแบบนี้กับเขามาหลายคนมากเสียจนเขาเริ่มเชื่อแล้วว่าตัวเองแสดงอาการเหรอหราออกหน้าชัดเจน


 

จะว่าไป...อาเฉิงเองก็เคยบอกประมาณนี้เหมือนกัน...


 

พอนึกถึงคนที่หลงกันได้ ความเป็นห่วงก็เกิดขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ต้วนมู่ชิงรู้ดีกว่าอวี้เหวินเฉิงน่ะไม่ใช่เด็กแล้ว เป็นถึงจอมยุทธ์ที่ฮ่องเต้จ้าง แกร่งกว่าเขาแน่นอน


 

แต่...ที่เขากระวนกระวายใจเพราะรู้สึกผิดที่ตนเอาแต่จับผลัดจับผลูเสียเวลาอยู่ที่หอคณิกาตั้งนานสองนาน อีกทั้งหัวก็สรรค์สร้างจินตนาการล้านแปดไม่หยุดหย่อน ประหวั่นไปหลากหลายเช่น จะยังตามหาเขาอยู่ไหมนะ จะเข้าโรงเตี๊ยมไปแล้วใช่ไหม หรือหากอีกคนตามหาด้วยความเป็นห่วง แต่ตนกลับอยู่ในที่อโคจรแบบนี้จะทำให้โกรธไหมนะ?


 

ริมฝีปากบางเม้มขบกันเล็กน้อย ชายหนุ่มคิดว่าควรรีบไปหาอวี้เหวินเฉิง


 

ต้วนมู่ชิงหันไปหาซื่อหมิง "ท่านลุงรบกวนช่วยบอกทางออกและเส้นทางเข้าสู่ถนนหลักแก่ข้าได้หรือไม่ขอรับ ข้าอาจจะต้องฝากให้ท่านอยู่ที่นี่แทนข้าเสียแล้ว"


 

"หะ..." ซื่อหมิงชะงัก เขาเห็นท่าทางรีบร้อนอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยของต้วนมู่ชิงก็เผลอรั้งแขนไปโดยสัญชาติญาณ


 

"ข้ามีเรื่องต้องทำจริง ๆ ขอรับ ท่านลุงปล่อยข้าเถิด แล้วถ้าบอกทางให้ด้วยจะเป็นพระคุณต่อข้านัก” ต้วนมู่ชิงไม่รีรอ เขากระดื๊บตัวถอยหนีโดยพยายามรักษาความสุภาพเอาไว้ไม่ขาดตก ทว่า...หากมองจากสายตาบุคคลที่สามมันก็เลยเป็นอาการยักแย่ยักยันที่น่าขบขันไปสักหน่อย


 

จังหวะนั้นเองก็มีบางสิ่งพุ่งตรงมาจากต้นไม้ เข้าแทรกกลางระหว่างคนทั้งสอง!!


 

ฝูกนกฮูกและนกเค้าแมวนับสิบบินวน พวกมันสะบัดปีกรุนแรงจนคนทั้งสองต้องล่าถอย ชายหนุ่มหยีตาลงเล็กด้วยเพราะป้องกันละอองขนนก นึกโชคดีอยู่ในที ที่ตรงนี้เป็นทางเดินแยกจากอาคารแถมเพลงจากหอนางโลมดังมากพอจะกลบเสียงเสียง 'ฮูก ๆ ' ที่ร้องดังระงมอยู่ตอนนี้ได้ ไม่เช่นนั้นคงมีเรื่องวุ่นวายตามมา


 

มีตัวหนึ่งพุ่งมันเข้าแทรกตรงกลางกั้นขวางไม่ให้ซื่อหมิงเข้าใกล้ต้วนมู่ชิง ทว่าด้วยหน้าตาที่บ๊องแบ๊วซ้ำขนาดตัวที่เล็กจนเหมือนลูกนก ส่งเสียงร้อง พองขนคล้ายแมวเช่นนั้นมันทำให้รู้สึกขันปนเอ็นดูเสียมากกว่าจะหวาดกลัว


 

"เอ่อ..." ต้วนมู่ชิงนิ่งค้าง กระพริบตาปริบ ๆ อย่างไม่รู้ว่าตัวเองจะจัดการความรู้สึกตรงนี้อย่างไรดี จะขำก่อนก็ใช่เรื่อง ร่างโปร่งจึงได้นั่งลงยอง ๆ ยืดแขนตัวเองออกเรียกมันมาเกาะ แล้วตบ ๆ ปรบ ๆ ขนเจ้านกฮูกจิ๋วให้หายพองฟู “เย็นไว้เจ้าหนู เจ้ามาจากไหน...”


 

“เจ้าทำราวกับมันพูดตอบโต้ได้” ซื่อหมิงว่า ขยับตัวเข้าใกล้ก้อนขนนั้น ซึ่งมันก็ขู่แง่งใส่ “ดูมันไม่ชอบข้า เห้ อย่ากัดนิ้วข้าเชียวนะ”


 

ต้วนมู่ชิงอ้าปากอยากเถียงทว่ายังไม่ทันได้พูด อยู่ดี ๆ ฝูงนกกลางคืนก็มีปฏิกริยา พวกมันสะดุ้งก่อนกางปีกโผบินขึ้นไปยังด้านบนคล้ายกับเร่งร้อนกลับไปหาใคร เมื่อเห็นเช่นนั้น เจ้าฮูกน้อยก็ออกบินบ้าง ทว่าไปไม่ไกลก็หันกลับมาแบบนี้ซ้ำไปซ้ำมาราวสองรอบคล้ายจะบอกให้ตามมันไป


 

นั่นจึงทำให้ต้วนมู่ชิงงุ่นงงหนักกว่าเดิม เขารีบหันไปหาซื่อหมิง ผงกหัวหนึ่งครั้งแล้ววิ่งแยกไปอีกทาง ตามเจ้าจิ๋วไปติดๆ


 

พอรู้ตัวอีกทีก็แยกออกจากตัวอาคาร สักมุมหนึ่งซึ่งห่างไกล ต้วนมู่ชิงหยุดพักยืนเอามือยันเข่า หอบหายใจด้วยความเหนื่อย ไม่รู้ว่าตัวเองคิดผิดไหมที่ตามเจ้าจิ๋วนั่นมา ถ้าเกิดโดนยามหรือคนเฝ้าของหอคณิกาเจอตัว ไม่แคล้วจะได้โดนลากคอไปรับโทษฐานข้อหาบุกรุกพื้นที่ส่วนบุคคล


 

นกฮูกน้อยบินขึ้นสูง ก่อนจะร่อนลงไปเกาะไหล่บางคน


 

“ท่านพี่...”


 

นั่นคือเสียงหนึ่งที่ได้ยิน เสียงคุ้นเคยที่ทำให้ต้วนมู่ชิงรีบเงยหน้าขึ้นไปทันที


 

ม่านเมฆเคลื่อนหลบด้วยสายลมอ่อนโพยพัด แสงจันทร์กระจ่างส่องกระทบใบหน้าที่แสนสมบูรณ์แบบ นกฮูกยามราตรีบินคลอใกล้ ขนนกที่ร่วงหล่นสลับกลีบดอกไม้ กลิ่นหอมยามใบไม้ผลิเคล้าคลอกลิ่นกายอันแสนเคยคุ้น ทุกอย่างพาให้คนมองหัวใจเต้นถี่ระรัวด้วยบรรยากาศ อวี้เหวินเฉิงเคลื่อนกายจากกระบี่ที่ตนใช้เหินลอยเบื้องบน โดดลงมาและคว้าข้อมือของต้วนมู่ชิงเอาไว้


 

เสี้ยววินาทีหนึ่งเขาเกือบคิดว่าตัวเองจะถูกกอดเข้าเสียแล้ว แต่ก็ไม่...


 

"อยู่ที่นี่เองหรือขอรับ..." เขากล่าว เสียงพร่าเล็กน้อย สีหน้าคล้ายเหมือนพบเจอเรื่องเหนื่อยอย่างหนัก


 

"ขอ...ขอโทษ" ดวงตาสวยเคลื่อนหลบ แพขนตาประนาบกับผิวเนียน ต้วนมู่ชิงหลับตาลงอย่างรู้สึกผิด ลงท้าย อีกคนก็เที่ยวท่องกระบี่ตามหาตนด้วยความเป็นห่วงจริง ๆ


 

“อย่าได้กล่าวเช่นนั้นเลยขอรับ...แค่ท่านพี่ปลอดภัยก็เพียงพอแล้วล่ะ" อวี้เหวินเฉิงยกยิ้มบาง พ่นลมหายใจออกมาอีกครั้งเพื่อไล่ความเหนื่อย ก่อนจะเหลียวมองไปรอบ ๆ องค์ประกอบหลากหลายทำให้ รับรู้ได้อย่างทันทีว่าสถานที่แห่งนี้คืออะไร "แล้วทำไมท่านพี่ถึงได้..."


 

"ข้าไม่ได้อยากเข้ามาเองนะ มีคนลากข้ามาต่างหาก!"


 

ต้วนมู่ชิงรีบแย้ง แก้ตัวอย่างรวดเร็วก่อนที่อวี้เหวินเฉิงจะพูดจบเสียอีก ท่าทางก็สุดแสนจะลุกลี้ลุกรนจนแม้แต่ตัวเองยังสัมผัสได้เลยว่าเลิ่กลั่ก


 

ไอ้ความรู้สึกเหมือนเจอเมียจับได้ว่าแอบเที่ยวซ่องนี่มันอะไร...


 

"ข้ายังไม่ทันกล่าวอะไรเลยขอรับ...ท่านพี่มีพิรุธนะ" เขาว่าขำ ก่อนจะเลิกคิ้วเล็กน้อยเมื่อ เจ้านกฮูกบนไหล่นั้นส่งเสียงร้องคล้ายขออะไรบางอย่าง พออวี้เหวินเฉิงอนุญาต มันก็บินร่อนลงไปเกาะไหล่ต้วนมู่ชิง คลอเคลียเบา ๆ กับแก้มใสจนคนมองส่ายหน้าปลง ๆ


 

“มันดูชอบท่าน”


 

“ง...งั้นหรือ?” ต้วนมู่ชิง ตอบรับแกน ๆ แต่กระนั้นการมีเจ้าก้อนขนนุ่ม ๆ มาคลอเคลียแก้มก็ไม่ทำให้รู้สึกแย่เท่าไรนัก


 

จังหวะนั้นเองอวี้เหวินเฉิงก็ยื่นมือมาหา “เรากลับกันเถิดขอรับ มีหลายอย่างเชียวที่ข้าอยากให้ท่านอธิบาย”


 

“อ่ะ...ฮะ ฮะ” ต้วนมู่ชิงหน้าแห้ง ระหว่างเอื้อมมือไปหาอวี้เหวินเฉิง ความคิดที่ว่าจะหาข้ออธิบายสถานการณ์ยังไงให้ดูดีก็หลุดกระเด็นลงพื้น ไม่ต่างจากใจที่ร่วงไปกองที่ตาตุ่ม เพราะคนตัวสูงกว่านั้นดึงรั้งเขาเข้าไปกอด ดวงตากลมเบิกกว้าง ตอนที่ใบหน้าซุกเข้าไปในแผ่นอกแน่นกล้ามเนื้อ


 

หัวใจเต้นแรงนิดหน่อย อาจจะด้วยกลิ่นอายหอม ๆ ที่คลอวนณ.ปลายจมูกก็เป็นได้...อย่างน้อยต้วนมู่ชิงก็หวังให้เป็นอย่างนั้น


 

“จับเอาไว้ดี ๆ นะขอรับ” เมื่อพูดจบ อวี้เหวินเฉิงก็พาคนในอ้อมแขนเหินกระบี่ไปอย่างรวดเร็ว


 

คนหนีลี้ไปแสนไกลจนมองไม่เห็น ทว่ากลีบใบไม้ยังคงปลิดปลิว ดอกไม้ยังคงลอยวน ขนนกนั้นยังคงหลงเหลือจากปีกที่โบยบิน ทุกอย่างนั้นล้วนเป็นหลักฐานที่ทำให้คนตามมาทีหลังถึงกับปวดหัวว่าจะช่วยเก็บได้อย่างไร


 

“ทิ้งภาระทำลายหลักฐานไว้ให้ทำอีกแหน่ะ” ซื่อหมิงบ่นระหว่างเอาเท้าเขี่ย ๆ ขนนกให้กองรวมเป็นที่ ดวงตาสีน้ำตาลเทาเหลียวหลังไปยังอีกคนที่เดินมาด้วยกัน


 

“เจ้าก็มาช่วยกันเก็บด้วยสิ”


 

ทว่ากลับไร้การตอบกลับ


 

ดวงตาคู่กลมสวยคมทอดมองตามไปยังท้องฟ้าสีน้ำเงินเข้ม แสงกระพริบจากดวงดาวทำให้นางเหม่อลอยราวกับคิดอะไรในหัว ใบหน้าเข้ารูปสวยตามฉบับหญิงงามตามวรรณคดีนั้นแสดงสีหน้าอาการหลากหลายสลับกันจนแยกไม่ออกว่านางอยู่ในอารมณ์ใด


 

ยามไร้ซึ่งม่านบดบังและได้เห็นใบหน้าของผู้ประฉินชนะตนอย่างชัดเจน ความคิดมากมายก็ไหลเชี่ยว ราวกับแม่น้ำในฤดูฝนหลาก


 

ชิงหรูเผยอปากอ้าเล็กน้อยก่อนเอ่ยเสียงเบา


 

“...เสี่ยวชิง...?”


 

*********


 

ร่างของเด็กหนุ่มค่อย ๆ ลุกขึ้นมาจากเก้าอี้เตี้ย ซื่อเป่าไม่แน่ใจนักว่าตนลุก ๆ นั่ง ๆ เดินวนไปวนมาในบ้านกี่รอบแล้ว แต่ก็นั่นแหละเขาคิดว่าตัวเองรอที่บ้านนานมาก...แบบ ‘มากๆ’


 

วันนี้มีงานเทศกาลซื่อเป่ารู้ดีว่าคนอย่างท่านพ่อไม่น่าจะพลาด หรือไม่อย่างนั้นก็อาจจะไปทำงานอะไรสักอย่าง เขากลับบ้านมาโดยไม่บอกกล่าว แถมนี่ไม่ใช่วันผ่อนผัน ที่ทางการอนุญาตให้คนรับใช้ในวังออกมาข้างนอก นั่นจึงทำให้เขาไม่มีสิทธิ์เรียกร้องหรือหงุดหงิด ไม่มีใครรอรับก็ไม่ใช่เรื่องแปลก


 

บอกกับตัวเองไว้แบบนั้นแหละ แต่ก็พะว้าพะวงหน่อย ๆ อยู่ดี


 

เปลวไฟบาง ๆ จากโคมตะเกียงทำให้เห็นด้านในบ้าน บ้านของเขายังคงเป็นบ้านหลังเล็กที่ไม่ค่อยมีอะไร แม้จะอยู่ย่านสลัมแต่ก็ไม่ได้รกรุงรังสกปรก กลับดูสะอาดสะอ้านจนเกือบโล่งเตียนด้วยซ้ำ อันด้วยเพราะด้วยอาชีพของบิดาเขานั้นจำเป็นต้องคนรักษาสุขอนามัย


 

อ๊ะ...แต่เอาจริง ๆ เขาก็ไม่รู้นักหรอกว่าบิดาทำอาชีพอะไร ภาพจำในวัยเด็กคือ บางวันก็ขายผัก บางวันก็ขายยา บางทีก็นึกครึ้มเดินไปลงคลอง ขุดผักตบชวามาตากแห้งไปสานตะกร้าขาย นั่นจึงทำให้คนเป็นลูกเช่นเขาต้องทำนั่นทำนี่หลาย ๆ อย่างให้เป็นเพื่อแบ่งเบาภาระ เขาเลยได้ทักษะชีวิตมาเยอะพอตัว


 

ชีวิตวัยเด็กของเขาก็ประมาณนี้แหละนะ...


 

แว่วยินเสียงขลุกขลักคล้ายคนกำลังเปิดประตูหน้า ทำให้ซื่อเป่าหยุดย้อนอดีตวันวาน ละตัวออกมาจากด้านในเพื่อไปเปิดประตูให้


 

คาดหวังเอาไว้ว่าพ่อจะไม่ตกใจจนชกหน้าเขาจริง ๆ ....


 

แต่ทว่าสิ่งที่อยู่เบื้องหน้ากลับไม่ใช่คนที่เขารอแต่อย่างใด!!


 

แกร๊ก


 

ของบางสิ่งหลุดร่วงลงจากกระเป๋าลงสู่พื้น กระจกสีโปร่งแสงที่ห้อยร้อยอยู่ในเชือกนั้นแตกกระจายออกจากโครงทรงกลมจนไม่อาจจะซ่อมกลับคืนดังเดิมได้อีก เขาครุ่นคิด ในใจหนึ่งกลับสังหรณ์ใจประหลาด ด้วยเพราะสิ่งนี้คือเครื่องประดับชิ้นแรกที่เจ้าลูกชายตัวดีทำให้


 

ซื่อหมิงก้มลงเก็บ คิดว่าเดี๋ยวจะเอากลับไปซ่อมที่บ้าน


 

ทว่ามือก็ชะงักไปยามที่เห็นว่า ท่ามกลางซอยอันเปลี่ยวร้างกลับมีคนสองคนที่ตนไม่อยากเจอมากที่สุดมายืนเป็นเพื่อนร่วมทางเสียแล้ว


 

และสองคนตรงนั้นก็คือเฮ่อเหลียนเว่ยหลงและจื่อเหยานั่นเอง


 

“ไม่คิดจริง ๆ ว่าจะมาอีก” ซื่อหมิงจับจ้องสองคนตรงหน้าซึ่งปรากฏตัวได้อย่างเหมาะเจาะราวกับหาจังหวะจับวาง “ อะไรช่วยได้ข้าก็ช่วย แต่เรื่องนั้นน่ะข้าเคยปฏิเสธหลายครั้งแล้วไม่ใช่หรือ เรื่องของพวกท่าน พวกท่านจัดการกันเองเถอะ ข้าไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอะไรกับ ‘มัน’ อีกแล้ว”


 

ลมหายใจพ่นออกมา เฮ่อเหลียนเว่ยหลงคิดอยู่แล้วว่าต้องเป็นเช่นนี้ เขารู้ดีว่าคนตรงหน้าไม่อยากจะเกี่ยวข้องอะไรกับราชสัมนัก และตลอดหลายต่อหลายปี เขาไม่เคยเร้ารือยามโดนปฏิเสธความช่วยเหลือ ช่วยก็ช่วย ไม่ช่วยก็ไม่เรียกร้อง “ข้าเองก็พยายามต่างคนต่างอยู่มาตลอดตามความประสงค์ของเจ้า ไม่เคยตามตัวกลับ ไม่เคยให้บทลงโทษ และขอบใจเสมอในความช่วยเหลือบางเรื่อแต่ทว่า...”


 

แต่เรื่องของจื่อเหยา...เขาไม่อาจจะทำตัวเป็นคนดีได้จริง ๆ


 

“วันนี้ลูกชายของเจ้าก็มาด้วยนะ”


 

เมื่อได้ยินซื่อหมิงไม่แสดงท่าที เขาพ่นลมหายใจออกมา ใบหน้านั่นเรียบนิ่ง ดวงตาสงบราวกับทะเลที่ไร้ซึ่งคลื่นลม


 

“จะเอาจริง ๆ ใช่ไหม”


 

ทะเลไร้คลื่นลมทว่าภายในเต็มไปด้วยคลื่นคลั่ง เป็นคำเทียบถึงคนทีว่าภายนอกเงียบสงบทว่าภายในกำลังโกรธถึงขีดสุด


 

และตอนนี้ เขาก็เป็นเช่นนั้น


 

==========================


 

ขอโทษค่าาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา ที่หายไปคือเราหายไปมีตติ่งผู้ชายมาค่ะ แงงงงงงงงงงงง แต่ ๆๆๆๆๆๆ เรากลับมาแล้วนะคะะะ ขอโทษผู้อ่านด้วยค่ะะะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 141 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

705 ความคิดเห็น

  1. #666 sakura17 (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 7 สิงหาคม 2563 / 00:49
    อ้าว ซื่อหมิงเป็นพ่อซื่อเป่า ชิงหรูก็รู้จักอาชิง
    #666
    0
  2. #548 อดีตรีดเงา (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2563 / 15:25

    ราชสัมนัก = ราชสำนัก

    #548
    0
  3. #505 jsynan (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2562 / 22:52
    แล้วซื่อเป่าจะเป็นไรมั้ยง่ะ ใครเปิดตูบ้านอ่ะ
    #505
    0
  4. #504 caruni01 (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2562 / 16:42

    หายไปนานกลับมาเพิ่มปมให้นอนไม่หลับไปอีก
    #504
    0
  5. #503 TC18 (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2562 / 22:42
    ตกลงซื่อเป่ามีลูก หรือเป็นลูกใคนอะ งง
    #503
    2
    • #503-1 pan club(จากตอนที่ 42)
      26 ธันวาคม 2562 / 12:17
      ซื่อเป่าเป็นลูกซื่อหมิงค่ะ เราคิดว่าตั้งแต่เสียงเเกร๊กน่าจะเป็นการบรรยายของทางซื่อหมิง ไม่ใช่ซื่อเป่านะคะ
      #503-1
    • #503-2 White-Crystal(จากตอนที่ 42)
      27 ธันวาคม 2562 / 12:53
      เราอาจจะพิมพ์บรรยายสับสนไปหน่อย แงงง แต่ตามที่คห.บนกล่าวเลยค่ะ ขอบคุณมากนะคะ
      #503-2
  6. #502 sany sanny (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2562 / 17:36
    อ่าว งี้ซื่อเป่าก็ไม่ธรรมดาสิเนี่ย
    #502
    0
  7. #501 I love guitar (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2562 / 17:32
    อ่ะ งง ใครยังไงนะ งงค่ะ เอาใหม่ อ่านใหม่ค่ะ 55555555
    #501
    0