[END] ยอดนายสนมกับวิถีชีวิตเยี่ยงคนเกียจคร้าน

ตอนที่ 44 : ตอนที่ 11 เข้าใจนะว่ารีบ แต่รอกันก่อนสิ (2)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,309
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 168 ครั้ง
    15 ม.ค. 63

ร่างของคนสองบนกระบี่ที่เหินขึ้นสูงบนท้องฟ้ายามราตรี ต้วนมู่ชิงเกาะเอวของอวี้เหวินเฉิงเอาไว้ สายตาก็สอดเสาะหาเบื้องล่าง ในเวลานี้เป็นเวลาดึกนัก แม้จะมีไฟจากงานเทศกาลอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้คึกครื้นเท่าเมื่อตอนหัวค่ำ นั่นจึงทำให้การบินของนกนับร้อยนั้นไม่เป็นที่สังเกตุเท่าที่ควร


 

“ท่านพี่ยังหงุดหงิดอยู่หรือไม่ขอรับ?” อวี้เหวินเฉิงเอ่ยถาม กระชับเอวอีกคนเข้ามาเล็กน้อยเนื่องจากเห็นอาการขยุกขยิก


 

สาบานได้ว่าไม่คิดจะหากำไร เพียงแค่กลัวร่วงจริง ๆ


 

“เดิมทีก็ไม่...ใยเจ้าคิดเช่นนั้นกัน?” ต้วนมู่ชิงตอบ เงยหน้ามองคนตัวสูงกว่าเล็กน้อย กระพริบตาปริบ ๆ


 

“ถ้าไม่....ท่านพี่คงไม่ออกปากด่าฮ่องเต้หรอกขอรับ ปกติท่านชอบทำท่าเหมือนคนกลัวทำอะไรไม่ถูกใจ หรือไม่ก็กลัวโดนลากไปยืนหน้าแท่นประหารตลอดเลย” อวี้เหวินเฉิงกระเซ้าด้วยคำพูดที่ทำให้คนโดนแหย่ทำหน้าเลิกลั่กใส่


 

เห็นดังนั้น ชายหนุ่มจึงพ่นลมหายใจเล็กน้อยลูบหัวปลอบคนในอ้อมแขนโอ๋เอ๋ ๆ


 

“ถ...ถ้า...ถึงตอนนั้นแล้วฮ่องเต้ยังไม่หายขุ่นพระทัย ข้าค่อยไปกอดขาอ้อนวอนเอาทีหลังก็แล้วกัน” เจ้าตัวตอบเสียอ่อย ๆ เอาจริงนะกว่าจะรู้ตัวว่าหลุดด่าฮ่องเต้ไป ต้วนมู่ชิงก็พ่นคำพูดออกมาจนหมดกระบวนความแล้ว จะบอกว่าไม่กลัวเลยมันก็...ก็นั่นแหละ อย่างที่อวี้เหวินเฉิงว่า เลือดพุ่งขึ้นหน้าไปหน่อยเลยลืมตัว


 

อวี้เหวินเฉิงมองคนในอ้อมแขน พิจารณา แล้วก็อดเอ็นดูไม่ได้จริง ๆ แม้ปัจจุบันต้วนมู่ชิงจะโตขึ้น สงบเสงี่ยมเรียบร้อยขึ้น จนแทบจะกลายร่างเป็นสงม้าวจอมเฉื่อยชา แต่เอาเข้าจริงบทจะดุ...ก็เดือดระอุเหมือนเดิม...


 

นั่นจึงทำให้อวี้เหวินเฉิงคิดถึงอดีตนิดหน่อย


 

ตัวตนเมื่อสมัยก่อนไม่ได้หายไปไหนเลยนะ


 

“ยิ้มอะไรของเจ้าน่ะ” ต้วนมู่ชิงกระพริบตาปริบ ๆ มองรอยยิ้มของอวี้เหวินเฉิงด้วยสายตากึ่งจะฉงนกึ่งจะหมั่นไส้ ซึ่งตัวคนโดนมองนั้นไม่ได้ว่าอะไร นอกเสียจากส่ายหน้าหลัดๆ


 

"ข้าแค่จะบอกว่าฮ่องเต้ไม่ทำอะไรท่านหรอกขอรับ...เขาไม่ใช่คนที่จะทำอะไรแบบนั้นจริง ๆ นะ ต่อให้หมิ่นแค่ไหนก็ไม่เอาคอใครมาพาดบนเครื่องประหารง่าย ๆ หรอก" อวี้เหวินเฉิงตอบอีกครั้งอย่างคนที่รู้ดีกว่าใคร "อีกอย่าง...ก็อย่างที่รู้ ๆ กัน คนที่มีอำนาจสั่งประหารจริง ๆ ก็คือพระพันปีหลวง (ไทเฮา) นะขอรับ"


 

ฟังถึงตรงนั้นต้วนมู่ชิงก็มีสีหน้าครุ่นคิดไม่ใช่น้อย


 

ตามที่บันทึกราชวงศ์กล่าว...ในช่วงเปลี่ยนบัลลังก์ใหม่ ๆ เฮ่อเหลียนเว่ยหลงนั้นมีเหตุผลบางประการที่ทำให้ยังไม่พร้อมขึ้นครองราชย์ในทันที จำต้องรอถึงหนึ่งปีจึงจะจัดพิธีได้ และคนที่เข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้สำเร็จราชการในตอนนั้นก็คือพระพันปีหลวงนั่นเอง


 

บางคำก็กล่าวสรรเสริญว่านางเป็นสตรีใจแกร่งและมีความเป็นผู้นำสูงเกินสตรี หลังจากเปลี่ยนผ่านบัลลังก์พระนางก็ทรงงานอย่างหนักเพื่อชดเชยความล้มเหลวของระบบการเมืองที่พระสวามีเป็นผู้ก่อ และคอยดันหลัง ผลักดันให้เฮ่อเหลียนเว่ยหลงกลายเป็นกษัตริย์ผู้เป็นหมิ่งขวัญแก่ประชาชน


 

แต่อีกตำราก็ว่า...หลังจากได้กลายเป็นผู้สำเร็จราชการ นางก็กลายเป็นผู้หญิงบ้าอำนาจ แม้บุตรชายจะเติบใหญ่แล้วก็ยังคอยควบคุมการเมืองการปกครองของยุคนี้อยู่เบื้องหลังม่านไม้ไผ่ จนมีข่าวลือหนาหูว่าอำนาจใหญ่ที่สุดในพระราชวังไม่ใช่ฮ่องเต้ คนที่ตัดสินใจทุกอย่างคือพระพันปีหลวง...พระนางกุ้ยเหมย


 

ทว่าต้วนมู่ชิงกลับคิดว่าในยุคที่เชิดชูชายเป็นใหญ่เช่นนี้ การมีสตรีคนหนึ่งเก่งกาจเกินหน้า นั่นย่อมไม่ใช่ที่พึงพอใจในสังคมอยู่แล้ว การใส่ร้ายป้ายสีย่อมไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอันใด


 

"เจ้าก็เชื่อเรื่องนี้เหรอ? " ต้วนมู่ชิงเลิกคิ้ว "พระพันปีหลวงอาจจะกุมอำนาจบางส่วนในวังก็จริง แต่พระนางก็ดูไม่ได้บ้าอำนาจขนาดนั้นนะ"


 

"ข้าไม่ได้หมายถึงในแง่การเมืองขอรับ...ข้า...หมายถึงในแง่ความเป็นแม่ลูกต่างหาก ผู้เป็นลูกน่ะขัดผู้ให้กำเนิดไม่ได้หรอก... ตำรากล่าวว่าบุรุษที่ดีนั้นควรดำรงค์ไว้ซึ่งความสัตย์และความกตัญญูต่อบิดามารดา หากไร้ซึ่งสิ่งใดไปคนเหล่านั้นล้วนเป็นบุคคลไร้ศักดิ์ศรี" อวี้เหวินเฉิงตอบแล้วพ่นลมหายใจออกมา แม้จะพูดยืดเยื้อขนาดนั้นแต่เขาก็ไม่ได้ยึดคำสอนโบราณพวกนั้นเป็นสรณะเท่าไรนัก ดีไม่ดีถ้าแพร่งความคิดในหัวตัวเองออกไป ประชาชนคงว่าเขาเป็นพวกหัวขบถ


 

แต่ถ้าหากพูดถึงคนเป็นพี่ชายแล้ว...เฮ่อเหลียนเว่ยหลงน่ะ น่าจะเป็นคนที่เหมาะสมกับคำเปรียบนี้ที่สุด


 

ต้วนมู่ชิงพ่นลมหายใจออกมาเบา ๆ เขาคิดว่าตัวเองเข้าใจในสิ่งที่อวี้เหวินเฉิงพูดทุกถ้อยทุกคำ คำสอนนั้นเป็นคำสอนพื้นฐานในตำราที่ต้องเรียนด้วยซ้ำ


 

แต่กระนั้นแล้ว...


 

"แต่ถ้าเสื่อมสิ้นศรัทธาที่มีต่อผู้มีพระคุณเหล่านั้น...จะให้กตัญญูไปก็ใช่ที่"


 

พูดได้เพียงแค่นั้น ต่างฝ่ายต่างก็เงียบไป


 

ต้วนมู่ชิงรู้ดีว่าสิ่งที่เป็นในปัจจุบันนั้นคือสิ่งที่ตนเลือก ทว่า...เพื่อนำมาซึ่งการทดแทนบุญคุณอันสูงส่งของสกุลต้วนมู่ เขาต้องเสียอะไรมาเท่าไรเพื่อรักษาชื่อเสียงนั่น ทอดทิ้งนิสัย ทอดทิ้งตัวตน ทอดทิ้งความเป็นผู้ชาย ทอดทิ้งโอกาสต่าง ๆ นานาตลอดถึงอิสรภาพ เพียงเพราะตนไม่มีแกนปราณทอง...ไม่สามารถที่จะเชิดหน้าชูตาเหมือนดังพี่น้องคนอื่น


 

...น้ำหนักของคำว่ากตัญญูน่ะ มันหนักเสียจนทำให้บ่าแทบทรุดเลยล่ะ


 

และไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือไม่ แต่ต้วนมู่ชิงคิดว่าอ้อมแขนนั้น กอดตนแน่นขึ้นมานิดหน่อย และแม้จะไม่เข้าใจในการกระทำนั้นทว่าด้วยเสียงหัวใจของอวี้เหวินเฉิงนั้น...มันทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายลงนิด ๆ


 

"ขอบคุณ..."


 

คำขอบคุณที่ไร้ซึ่งความหมายออกมาจากปาก ต้วนมู่ชิงไม่เข้าใจเหมือนกันว่าอะไรทำให้พูดไปเช่นนั้น


 

พลันบรรยากาศอันสงบสุขก็มลายไปเมื่อเสียงฮูกอันแหลมเล็กดังแต่ไกล เจ้านกฮกตัวจิ๋วนั้นบินร่อนมาเบื้องหน้า แหกปากร้องไม่เป็นภาษา...และต่อให้เป็นภาษามันก็ไม่ใช่ภาษาที่ต้วนมู่ชิงจะเข้าใจ


 

แต่คนที่ 'เหมือนจะ' เข้าใจกลับบังคับกระบี่ให้เหินตามเจ้าฮูกน้อยไปในทันที


 


 

*********


 


 

จื่อเหยานั้นไม่ยี่หร่ะอะไรกับการมีตัวตนของสกุลซู่นัก


 

แม้สมัยยังเด็กเขาจะชิงชังและแค้นสกุลที่ทอดทิ้งตัวเขาให้ตกระกำลำบากแค่ไหน...ทว่าพอผ่านประสบการณ์ชีวิตมามาก แถมอายุก็ปูนนี้ เขาก็เบื่อที่จะมานั่งขุ่นข้องและเลือกเมินเฉยต่อบาดแผลนั้น


 

…แต่เขาก็ไม่ได้เป็นเทพบุตรใจดีที่จะให้อภัยง่ายๆ


 

การกลับไปประจันหน้าในสถานะที่ยิ่งใหญ่กว่า สูงศักดิ์กว่า นั่นแหละคือการเอาคืนของเขา ต่อให้ประมุขซู่จะอ้อนวอนขอเกี่ยวดองกับพระมหากษัตริย์ในสถานะ ‘ครอบครัว’ เขาก็ไม่เคยจะตอบรับ ตนตัดขาดจากสกุลนั้นโดยถาวรนับตั้งแต่วันที่โดนถีบออกนอกรั้ว...


 

จื่อเหยาไม่ใช่ซู่จื่อเหยา


 

แต่กระนั้นในตอนนี้จื่อเหยากลับมายืนเท้าเอวอย่างมาดมั่นหน้าเคหาสน์หลังใหญ่ ที่แห่งนี้เป็นตำหนักขุนนางโดดเด่นใจกลางเมืองดูงดงามตั้งแต่รั้วตลอดจนถึงเสาสลักลาย อีกทั้งหน้าบานประตูใหญ่ยังประทับป้ายทองสุดหรูหราว่า


 

'สกุลซู่'


 

สถานที่ที่ซึ่งจวบจนปัจจุบันนี้ จื่อเหยาไม่คิดจะเฉียดกายเข้ามาใกล้อีกเป็นครั้งที่สอง


 

หากแต่กรณีนี้เป็นเรื่องที่จำเป็นจะต้องลดทิฐิ


 

"ข้า...ต้องเข้าประตูข้างเหมือนเมื่อก่อนหรือไม่เล่า? " จื่อเหยาว่า ดวงตาคู่สวยหรี่ลงเล็กน้อยอย่างใครรู้ เพราะธรรมเนียมของสกุลซู่แล้ว ประตูด้านหน้าตรงกลางบานใหญ่สุด สงวนไว้เพื่อเจ้าบ้าน สายเลือดสกุลและแขกที่มีสถานะขุนนาง ส่วนประตูเล็ก ๆ ด้านข้างนั้น มีไว้เพื่อให้ข้ารับใช้เข้าออก


 

และใช่...ชีวิตอันอัปยศของจื่อเหยาในวัยเด็ก เขาโดนบังคับให้เข้าออกที่ประตูคนรับใช้


 

ยอมรับก็ได้ ถึงบอกว่าไม่ได้แค้นแล้ว แต่ก็อยากกระแหนะกระแหนน่ะแหละ ในเมื่อประตูบานนั้นเป็นสิ่งสุดท้ายที่เขาได้เห็นก่อนโดนเตะออกจากสกุล ท่ามกลางหิมะอันหนาวเหน็บในเดือนสิบสอง


 

"ข้ามาพบซู่อี้เจิน" เอ่ยเรียกชื่อเจ้าบ้านอย่างห้วนหุ้น และนั่นทำให้คนเฝ้าประตูต้องเข้ามากันที


 

"ดึกแล้ว ยามฟ้าสว่างแล้วท่านค่อยมาใหม่อีกคราเถิด"


 

ผู้เฝ้าประตูเลิกลัก ครั้นจะออกปากไล่หรือก็ไม่กล้า จากสายตาของลูกจ้างตัวน้อย ๆ แล้ว ชายคนนี้ดูร่ำรวยนัก กลุ่มชายที่เดินตามข้างหลังหรือก็ท่าทางดุดัน การว่าจ้างคนคุ้มกันแค่คนเดียวก็ราคาแรงแล้ว แต่นี้มีเป็นสิบ หากไม่ใช่ขุนนางสักที่ก็ต้องมีเชื้อเจ้าแล้วล่ะ!


 

ออกปากร้องห้ามกันเสียให้วุ่นวายหน้าประตู กลัวโดนตื้บก็กลัว แต่กลัวโดนไล่ออกไหมนี่ก็ยิ่งกลัวไปกันใหญ่ แล้วคนอย่างเขาจะเสี่ยงตายไหมเล่า!


 

"วุ่นวายอะไรกันหน้าประ...ตู..." ยังไม่ทันที่คนเฝ้าประตูจะขยับตัว เสียงหนึ่งร้องออกมาเพราะคนรับใช้วิ่งไปเรียกตนถึงในเรือนนอน ชายคนนั้นที่เห็นหน้าจื่อเหยาก็พลันซีดเผื่อน


 

"ไม่เจอกันนานนะ ท่านจื่ออิง" จื่อเหยาทัก โค้งคำนับอย่างสุภาพนอบน้อมกับผู้อาสุโสกว่า ทว่ารอยยิ้มมุมปากนั้นกลับไม่น่าไว้ใจเอาเสียเลย "ให้ข้า...พบอี้เจินหน่อยได้หรือไม่เล่า? "


 

ซู่จื่ออิงชะงัก เห็นได้ชัดว่าหน้าถอดสีก่อนรับหันไปสั่งให้จะเปิดประตูบานกลางให้จื่อเหยาเดินเข้าไป


 

"เอาล่ะ ข้าเข้าได้แล้วสินะ? อากาศตอนกลางคืนมันไม่น่าอภิรมย์เท่าไร เจ้าก็คงรู้ดี" เอ่ยได้แค่นั้น ก่อนจะเดินเข้าไป ท่าทางเขาไม่ได้แสดงความชิงชัง ไม่ได้ดูหมิ่น เป็นท่าทางเรียบเฉยที่กลับทำให้คนซึ่ง 'เคย' เป็นญาติประหวั่นใจ


 

บาดแผลเก่าน่ะ ถ้าสะกิดก็รู้สึกแสบ ๆ คัน ๆ ได้อยู่เหมือนกันใช่ไหมล่ะ


 

แต่คนแสบคันนั้น...มันไม่น่าจะเป็นเขาคนเดียวหรอกนะ


 

จื่อเหยาหยุดเดินเล็กน้อยก่อนจะหันหลัง คลี่ยิ้มให้กับคนที่มาใหม่ทั้งสอง


 

อวี้เหวินเฉิงและต้วนมู่ชิงนั้นลงจากกระบี่อยู่ที่หน้าประตูสกุลซู่ คนทั้งสองรีบสาวเท้าเดินตามเข้าประตูตรงไปหาจื่อเหยาในทันทีโดยไม่สนใจซู่จื่ออิงที่ยืนทื่อเลยแม้แต่น้อย


 

"นึกว่าจะเจ้าลูกนกนั่นจะพาเจ้ามาไม่ถูกเสียแล้ว" เขาตอบก่อนมองเจ้าฮูกน้อยที่ตนให้บินไปตาม พยักหน้าคล้ายชมว่ามันทำงานได้ดี


 

"แล้ว..." ต้วนมู่ชิงเกือบหลุดคำว่าฮ่องเต้ เขาจึงรีบกลืนคำลงไปเสีย " เขา ล่ะขอรับ...ไปไหนหรือ"


 

จื่อเหยาเงียบ เข้าใจได้ทันทีว่าต้วนมู่ชิงหมายถึงใคร


 

"อ้อ...ให้ไปเฝ้าระวังที่บ้านซื่อซือฟูนั่นแหละ ข้าไม่ให้มาหรอก แค่ข้ามาคนเดียวก็วิ่งกันเป็นหนูติดจั่นแล้ว เกิดเว่ยหลงมาอีกคนสกุลซู่คงแตกตื่นเป็นระเบิดเพลิงกันพอดี ปล่อย ๆ ไปบ้างเถอะ เกาะแกะ ลำบากคนจะทำงาน" จื่อเหยาตอบอย่างไม่ยี่หร่ะ ไหล่เล็กไหวน้อย ๆ แล้วเดินต่อ


 

ต้วนมู่ชิงหัวเราะแห้ง


 

คนที่ไล่ฮ่องเต้ให้เฝ้าบ้านรูหนูได้ ทั้งโลกคงมีแต่ผู้ชายคนนี้นี่แหละ...


 

=====================


 

ขึ้นชื่อว่ามนุษย์เมียแล้ว...สั่งอะไรคุณสาย่อมทำอยู่แล้วล่ะเนอะ 5555555555555555555

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 168 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

705 ความคิดเห็น

  1. #668 sakura17 (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 7 สิงหาคม 2563 / 01:00
    เป็นสามีที่ตามใจมาก555
    #668
    0
  2. #549 อดีตรีดเงา (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2563 / 17:22

    เมีย ย่อมอยู่เหนือทุกสิ่ง 55555 แอบสงสารฮ่องเต้


    #549
    0
  3. #517 zenandzun (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 16 มกราคม 2563 / 20:19
    เมียมัอำนาจสูงสุด
    #517
    0
  4. #516 LovelyWonbin (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 16 มกราคม 2563 / 06:17
    เข้าข่ายพ่อบ้านใจกล้าได้ไหม
    #516
    0
  5. #515 sany sanny (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 15 มกราคม 2563 / 09:48
    พี่น้องบ้านนี้จะกลัวเมียเหมือนกันมั้ยนะ
    #515
    0
  6. #514 +_NekoMimizZ_+ (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 15 มกราคม 2563 / 07:51

    อยากเจริญต้องเชื่อฟังเมีย 5555

    #514
    0
  7. #513 XXIV (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 15 มกราคม 2563 / 01:02
    เกียมัวอะ55555555555
    #513
    0