[END] ยอดนายสนมกับวิถีชีวิตเยี่ยงคนเกียจคร้าน

ตอนที่ 36 : ตอนที่ 8 อันตรายที่ปลอดภัยที่สุด (4)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,811
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 210 ครั้ง
    11 พ.ค. 63

ย้อนกลับไปก่อนหน้าเหตุการณ์ของจื่อเหยา ไม่ห่างแต่ก็ไม่ใกล้เกินไปนัก ซื่อเป่ายังคงตามหาเจ้านายของตนอยู่

 

ซื่อเป่าใช้สายตาสอดส่องไปพลาง และวางตัวเป็นคนใจกล้ากว่าปกติที่จะเอ่ยทักคนก่อนและถามหาต้วนมู่ชิง เพราะที่นี่คืออาณาเขตวัง มาทำตัวชาวบ้านอย่างป้องปากตะโกนเรียกชื่อให้ดังไปสามบ้านแปดเรือน ย่อมเสื่อมเสียไปถึงตัวเจ้านาย เขาจะทำเช่นนั้นไม่ได้เด็ดขาด

 

และ...แน่นอนเลยว่าไม่มีใครสักคนที่จะพบตัวของต้วนมู่ชิง

 

ซื่อเป่าหยุดการเคลื่อนไหวยามที่รู้สึกเหนื่อย ลมหายใจหนึ่งสายพ่นออกมายาวๆ ครุ่นคิดอย่างหนักจนปวดหัว ไม่มั่นใจนักว่าเดินตามหาต้วนมู่ชิงมานานกี่ชั่วยามแล้ว อาณาเขตวังนี้หรือก็กว้าง แค่ส่วนที่เป็นตำหนักสนมเดินวนครึ่งวันยังไม่ทั่ว แต่ครั้นจะให้วางใจแล้วกลับไปนั่งแซ่วรออยู่ที่ตำหนัก ก็กลัวเรื่องไม่ดีจะเกิดเรื่องไม่ดีกับเจ้านายจริงๆ จริง ๆ

 

ด้วยเพราะใช่ว่าเขาไม่รู้ถึงตำนานสุ่ยเซียน แต่เพราะรู้ดีนี่แหละจึงได้กังวล

 

ชายหนุ่มรู้ดีว่าตนเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย และเพราะมองโลกแบบนั้นนั่นแหละ เวลาเกิดเรื่องไม่ชอบมาพากลแล้วต้วนมู่ชิงอยู่ห่างกายทีไร เขาถึงอยากได้หลักฐานหรืออะไรสักอย่างมาจะยืนยันอย่างน้อยก็ให้มั่นใจว่าเจ้านายตนนั้นจะอยู่ในสถานที่...หรือกับบุคคลที่ปลอดภัยกับเขาจริง ๆ

 

แต่ตอนนี้ ไม่ว่าสถานที่ใดหรือแม้แต่ที่ต้วนมู่ชิงเคยชอบไปก็ไม่เห็นวี่แวว

 

“หรือ...ว่า?”

 

คล้ายซื่อเป่าจะนึกออกว่าตนตกสำรวจสถานที่ใดไป ทั้งที่ตำหนักหลังนั้นไม่ควรจะถูกลืมและน่าจะต้องไปหาเป็นที่แรกเลยด้วยซ้ำ...ซื่อเป่านะซื่อเป่า!

 

ขาของเด็กหนุ่มเริ่มก้าวอีกครั้ง หมุนตัวกลับหลัง มุ่งเป้าหมายตรงไปยังที่แห่งนั้น...

 

ซึ่งนั่นก็คือตำหนักเล็กของอวี้เหวินเฉิงนั่นเอง!!

 

แต่ยามที่ซื่อเป่าไปถึงตำหนักของอวี้เหวินเฉิง เขากลับไม่กล้าเดินเข้าไปเสียอย่างนั้น เด็กหนุ่มยืนยักแย่ยักยันส่องอยู่หน้าทางข้ามสะพาน เกาะต้นไม้ มองหลบอยู่ในมุมอับราวกับแฝงตัว

 

ไม่ใช่เพราะเกรงใจอวี้เหวินเฉิง

 

ไม่ใช่เพราะอยู่ดีๆ ก็ขี้ขลาด

 

หากแต่เขาไม่เข้าใจต่างหาก...

 

เพราะคนที่ยืนอยู่หน้าตำหนักของอวี้เหวินเฉิงนั้นคือสตรีในอาภรณ์ชนชั้นสูง ประดับล้อมกายด้วยอัญมณีล้ำค่าราวกับหีบสมบัติเคลื่อนที่ อีกทั้งนางยังมีใบหน้าได้รูป ตลอดทั้งผิวพรรณดูอ่อนกว่าวัยจริง แม้จะไร้ซึ่งข้ารับใช้ติดตามอย่างเช่นปกติ แต่คนในวังนี้ก็ไม่มีใครที่โง่จนดูไม่ออกว่าสตรีผู้นี้คือใคร

 

คนผู้นั้นคือพระนางกุ้ยเหมย...พระมารดาของเฮ่อเหลียนเว่ยหลง...

 

แล้วทำไมองค์ไทเฮาจึงมาที่นี่กันล่ะ..หากจะเยี่ยมเยียนก็ควรจะไปตำหนักพระชายาอย่างท่านจื่อเหยาหรือไม่ก็ควรจะไปหาสนมตำแหน่งสูงๆ มากกว่าสิ อยู่ๆ ก็มาหาที่เรือนน้อยของว่าที่สนม มันเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

 

นั่นคือสิ่งที่ซื่อเป่าคิด

 

ริมฝีปากเม้มเข้าและกุมอกตัวเองไว้ หัวใจเต้นไม่เป็นระสับด้วยความตื่นตกใจ ทั้งไม่เข้าใจ ทั้งสงสัยว่าทำไมว่าที่สนมผู้นั้นจึงได้รับความสนใจจากคนใหญ่คนโตในวังนี้มากมายนัก เมื่อเช้าก็ได้ยินข่าวลือว่าฮ่องเต้เข้าพบตั้งแต่ฟ้ามืด ไหนจะดูคุ้นเคยกับเสียนเฟย แล้วตอนนี้ยังมีพระพันปีหลวงมารอหน้าเรือนอีก...ไม่แปลกเกินไปหน่อยหรือ...?

 

ราวกับว่าคนผู้นั้นไม่ใช่ว่าที่สนมธรรมดา ไม่ใช่คนอื่นคนไกล...หรือจะเป็นคนรู้จักของเชื้อพระวงศ์

 

ซื่อเป่างุ่นงงเป็นยิ่งนัก

 

“ไม่อยู่หรอกเหรอ” พระนางกุ้ยเหมยพ่นลมหายใจออกมายาวๆ สีหน้านางดูผิดหวังเล็กน้อยเมื่อพบว่าคนที่ควรจะอยู่ที่นี่กลับไม่อยู่

 

"...!! "

 

แต่แล้ว ยังไม่ทันจะพูดประโยคแรกจบ พระนางกุ้ยเหมยก็ชะงักไป เพราะรู้สึกว่ามีสายตาหนึ่งจับจ้องตนอยู่

 

ทว่าเมื่อหันกลับไปมองทางนั้นกลับไม่พบใครที่จ้องมา คิ้วเรียวบางเลิกขึ้นก่อนจะนิ่งไปสักพักคล้ายครุ่นคิดบางอย่าง แต่สุดท้ายก็จะตัดใจทั้งจากคนต้องสงสัยและการรอคอยการกลับมาตำหนักของอวี้เหวินเฉิง

 

บางทีสัญชาตญาณของนางคงทื่อตามร่างกายแล้วจริง ๆ

 

รอไปก็คงยังไม่กลับมาตอนนี้...

 

...

...

 

“อะ...อะไรกัน...”

 

หลังจากที่พระนางกุ้ยเหมยเดินข้ามสะพานออกจากเขตเรือนเล็กไปไกลมากแล้ว ซื่อเป่าจึงหลุดโพล่งออกมาทั้งคำพูดทั้งลมหายใจ ละลักละล่ำเหมือนคนเพิ่งโผล่พ้นจากน้ำ ใจหายใจคว่ำไปหมดกับการอยู่ดีๆ องค์ไทเฮาก็หันขวับมาหาแบบนั้น เกิดสบตาเข้าโดยตรงขึ้นมามีหวัง...

 

โดนกุดหัวแน่...ถ้ารู้มีคนรับใช้มาด้อมๆ มองๆ แถมจ้องพระพักต์นานแบบนั้น เขาต้องโดนกุดหัวแน่ ๆ

 

แค่คิดซื่อเป่าก็กุมหัวกลุ้มใจแล้ว!!

 

"ขอบใจเจ้ามากนะ" ชายหนุ่มเอ่ยพูด ดวงตาสีเข้มเหลือบมองบางสิ่งที่กำลังบินวนรอบหัวตัวเองอยู่

 

สิ่งนั้นมีลักษณะคล้ายนกนางแอ่นตัวเล็ก มันส่องแสงเรืองรอง เปล่งรัศมีคุ้มกันคล้ายปกปักษ์ตัวซื่อเป่าเอาไว้ไม่ให้พระนางกุ้ยเหมยสังเกตเห็น (ไม่งั้นซื่อเป่าอาจได้โดนกุดหัวจริง ๆ) เมื่อมันเห็นว่าไม่มีอะไรที่น่าห่วงแล้วจึงร่อนลงมาอยู่เบื้องหน้า กระพือปีกน้อยๆ คล้ายจะสื่อสารบางสิ่ง

 

"เขาให้เจ้ามาเรียกข้าสินะ? " ซื่อเป่าเอ่ยถาม ซึ่งนกแสงตัวนั้นก็พยักหน้า และบินนำทางไปยังทิศหนึ่งอย่างรวดเร็วทันที

 

ไม่นานนักนกนางแอ่นแสงตัวนั้นก็นำพาซื่อเป่ามายังตำหนักของฮ่องเต้ โดยมีซ่งอี้จุ้นเป็นผู้ยืนรอต้อนรับและนำเขาเข้าไปยังที่แห่งนั้นได้โดยสวัสดิภาพไม่มีทหารวังมาหามตัวไปเข้าคุก

 

"เหม่ยเหริน??? "

 

พลันได้เห็นว่าต้วนมู่ชิงที่ตนวิ่งวุ่ยวายตามหาอยู่ที่นั่นอย่างปลอดภัยไร่ร่องรอย ซื่อเป่าจึงได้ยิ้มอย่างคลายกังวล แม้ว่าเขาจะ...เกร็งจนไม่รู้จะเกร็งยังไงกับการที่ต้องมาเข้าตำหนักพักผ่อนส่วนพระองค์ก็ตาม

 

และคล้ายว่าความเกร็งนี้จะเด่นชัดจนต้วนมู่ชิงสัมผัสได้ ชายหนุ่มหลุดขำออกมา

 

“ตอนแรก ข้าก็เป็นแบบเจ้านี่แหละ” ต้วนมู่ชิงว่า พลางกวักๆ มือเรียกให้ซื่อเป่ามานั่งข้างอย่างไม่ถือตัวเพื่อให้คลายกังวลกับสถานการณ์ตอนนี้

 

นกแสงตัวนั้นเมื่อทำหน้าที่ของตนเสร็จแล้ว มันบินวนไปรอบห้องหนึ่งครั้งก่อนจะร่อนลงไปเกาะบนปลายนิ้วเรียวยาว คลอเคลียแก้มผู้เป็นเจ้านายสักพักก่อนจะกลับสู่สภาพการเป็นกระดาษแผ่นน้อย

 

จื่อเหยาซึ่งบัดนี้ฟื้นจากการหลับไหลและอาการดีขึ้นแล้วเงยหน้ามองคนที่มาใหม่พร้อมกับคลี่ยิ้มให้

 

“กว่าจะหาตัวเจอ แทบแย่เลยนะรู้ไหมเสี่ยวเป่า เจ้าหายไปไหนมา?”

 

“ขออภัยขอรับ...เสียนเฟย” ซื่อเป่าตอบเสียงเกือบหลง แม้หลบตาแต่ก็อดมองพยนต์ในมือของจื่อเหยาอย่างสนอกสนใจไม่ได้จริง ๆ

 

สิ่งที่อยู่ในมือจื่อเหยานี้ถูกเรียกว่าพยนต์คุ้มภัย คืออาคมปกปักษ์ชนิดหนึ่งในการคุ้มครอง โดยผู้ร่ายจะมอบกระดาษพยนต์ให้กับคนที่ต้องการตนปกป้อง และสัตว์อารักษ์นั้นจะมีคุณสมบัติใกล้เคียงกับภูตประจำกาย คอยดูแล ส่งสาส์น และเชื่อฟังเจ้านายทุกอย่าง

 

ซึ่งพยนต์ปรากฏของจื่อเหยาเป็นรูปแบบนกนางแอ่น อันเป็นสัญญะแสดงถึงความผูกพันกับปักษาสวรรค์ของราชวงศ์เฮ่อเหลียนอย่างลึกซึ้ง

 

แม้ว่าจื่อเหยาจะไม่มีแก่นปราณ ไม่ได้มีสายเลือดราชวงศ์เลยก็ตาม หากแต่ก็สามารถครอบครองส่วนหนึ่งของปักษาสวรรค์ได้ กล่าวคือ ผู้มีที่จะใช้พยนต์วิหคได้คือคนที่ได้เข้ามาเป็นครอบครัวและได้รับความรักจากสายเลือดราชวงศ์มากกว่าผู้ใดเท่านั้น

 

ไม่ใช่ชายา ไม่ใช่สนม แต่เป็นสถานะของคู่ครองที่จะอยู่ด้วยกันนิรันดร์หรือก็คือเนื้อคู่นั่นเอง

 

ถึงได้บอกไง...ว่าเป็นเสียนเฟยแค่ในนามจริงๆ

 

"เอาล่ะ..."

 

และแล้วเสียงของเฮ่อเหลียนเว่ยหลงก็ดังขึ้นแทรกจังหวะ ด้วยสุรเสียงของราชานั้นเอง ทำให้คนไม่เคยคุ้นอย่างต้วนมู่ชิงและซื่อเป่าถึงกับแอบเกร็ง

 

"เจ้า...อาจจะมีใจสงสัยใช่หรือไม่ ถึงเหตุผลที่ข้าจำเป็นต้องเรียกเจ้ามา" เฮ่อเหลียนเว่ยหลงกล่าวถามกับซื่อเป่า น้ำเสียงดูผ่อนปรนลง อีกทั้งยังรอยยิ้มที่ดูอ่อนโยนเป็นมิตรไร้ซึ่งการวางอำนาจบาตรใหญ่ ลักษณะภายนอกของเขาเป็นเช่นนั้นเอง จึงทำให้คนมองผ่อนคลายไปบ้าง ไม่สาม ก็สี่ส่วน

 

"กระหม่อม...มิกล้าพะยะค่ะ" ซื่อเป่าพยักหน้า หลุบสายตา เรื่อยๆ จนกลายเป็นนั่งก้มมองตักตน หวั่นเกรงและสงสัย ด้วเพราะเขาเป็นเพียงคนรับใช้ที่มาจากชายแดน ไม่มีอะไรโดดเด่นหรือความเป็นพิเศษที่ฮ่องเต้จะต้องเรียกหา และหากจะหาความพิเศษที่คนอย่างเขาจะมี

 

ก็คงมีแค่สิ่งเดียวที่เข้าเค้า...

 

"ซื่อเป่า หากข้าจำไม่ผิดแล้วเจ้ามาจากชายแดนทางใต้ใช่หรือไม่" เฮ่อเหลียนเว่ยหลงว่า และนั่นทำให้ต้วนมู่ชิงถึงกับนั่งตัวตรงหลังเกร็ง เพราะเขารู้ดีว่าอีกคนนั้นจะกล่าวถึงอะไร

 

เมืองหลวงของแดนใต้นั้นเป็นแดนคมนาคมทางน้ำที่เลื่องลือ นอกจากจะมีทัศนียภาพอันงดงามชวนท่องเที่ยวแล้ว ยังเป็นด่านแรกของการขนส่งนำเข้าสินค้าจากต่างแดน เป็นหนึ่งในเขตปกครองอันนำมาซึ่งความรุ่งเรืองแก่แผ่นดินเขตหนึ่ง และขุนนางที่ปกครองเมืองทางใต้เหล่านั้นก็ล้วนร่ำรวยจากภาษีท่าเรือทั้งนั้น

 

...และ

 

สกุลซู่คือขุนนางที่ได้รับอนุญาตให้ปกครองเมืองสำคัญเมืองหนึ่งทางตอนใต้

 

ซื่อเป่าเองพื้นเพเดิมก็อยู่ทางตอนใต้แม้จะเยื้องไปแถบๆ ชายแดนซึ่งก็คือเขตปกครองของสกุลซู่ นั่นจึงเท่ากับว่าครอบครัว...หรือคนที่ 'ดูแล' ซื่อเป่าเป็นพลเมืองในการปกครองของสกุลซู่

 

และคนที่เคยดูแลซื่อเป่าก่อนถูกนำมาเข้าวังเองนั้น...

 

"ฝ่าบาท สิ่งที่ท่านตรัสมานั้น..." ต้วนมู่ชิงประครองสติเอาไว้ชิงพูดก่อนที่คนนั่งข้างตัวจะพูดเสียอีก พยายามแย้งโดยที่ยังรักษาระดับไม่ให้ดูเหมือนหมิ่นเบื้องสูง "ควรมิควรแล้วแต่จะทรงโปรดในคำที่กระหม่อมที่จะกล่าวต่อไปนี้ ทว่าฝ่าบาททรงทราบอยู่แล้วหรือขอรับเกี่ยวกับผู้ปกครองของอาเป่า..."

 

ชายหนุ่มเม้มปากเล็กน้อย

 

จื่อเหยารู้ไม่แปลกเพราะเดิมทีคนแนะนำให้เขารับดูแลซื่อเป่าต่อจากเจ้านายคนก่อนก็คือจื่อเหยา ไม่สิ ต่อให้จื่อเหยารู้แล้วฮ่องเต้รู้มันก็ไม่น่าจะแปลกเช่นกัน

 

"จื่อเหยากับข้าไม่เคยปิดบังกัน"

 

นั่นไง...เกลียดความเมียรู้ผัวรู้ของคู่นี้เหลือเกิน

 

"ดูที...มีแค่ข้าใช่หรือไม่ขอรับ ที่ไม่รู้ว่าพวกท่านกำลังกล่าวถึงสิ่งใด" อวี้เหวินเฉิงเอ่ยแทรก พาให้มวลกล้ามเนื้อบนใบหน้าของเฮ่อเหลียนเว่ยหลงกระตุก เสี้ยวอึดใจนั้น มั่นใจได้เลยว่าอวี้เหวินเฉิงเห็นพี่ตัวเองมองมาสายตาเหมือนหมาหงิม

 

อวี้เหวินเฉิงกระแอมกลบเสียงขำในลำคอตน

 

"แต่กระนั้นข้าก็พอจับใจความได้" อวี้เหวินเฉิงตอบไปตามตรง เพราะต่อให้ไม่รู้ถึงที่มาความสัมพันธ์อันซับซ้อนของเจ้าพวกคนในวังหลวงแต่เริ่มแรก แต่เขาก็พอจะจับใจความสำคัญในเนื้อสนทนาได้อยู่ไม่มากก็น้อย

 

อย่างน้อยเขาก็พอรู้แหละว่าซื่อเป่าก่อนมาเป็นคนรับใช้ในวังคงเป็นพลเมืองในการปกครองของสกุลซู่ และ 'ผู้ปกครอง' คนนั้นอาจจะมีความเกี่ยวโยงกับจื่อเหยา

 

อวี้เหวินเฉิงหลุบสายตาเล็กน้อย มองซื่อเป่าที่นั่งนิ่งกุมตักตัวเองมาสักพัก ชายหนุ่มพ่นลมหายใจออกมายาว ๆ

 

“ท่านซื่อเป่า หากมีสิ่งใดจะกล่าว กรุณากล่าวเถิดขอรับ”

 

ซื่อเป่าสะดุ้ง ยักแย่ยักยันไม่รู้จะพูดดีหรือไม่

 

“กล่าวเถิด” เป็นเฮ่อเหลียนเว่ยหลงที่พูด ด้วยเพราะรู้ตัวดีว่าคนรับใช้สนมนั้นคงหวาดเกรงตน และหวั่นใจว่าถ้าพูดจาไม่ถูกใจจะโดนกุดหัว

 

“ข้า...ข้า...เอ๊ย กระหม่อม...ไม่มั่นใจนักว่าท่านพ่อจะ...” ซื่อเป่าเสียงสั่น เขารู้จักคนที่ตัวเองเรียกว่า ‘พ่อ’ ดี รู้ด้วยซ้ำว่าคนๆ นั้นจะตอบกับฮ่องเต้ว่าอย่างไร

 

“รู้อยู่แล้วล่ะ” เฮ่อเหลียนเว่ยหลงว่า เรียวนิ้วยาวขยับขึ้นนวดหว่างคิ้วตัวเองเล็กน้อย “ไม่ใช่ว่าไม่เคยติดต่อ แต่ติดต่อแล้วไม่เคยได้รับคำตอบต่างหาก จึงได้มาไหว้วานเจ้า”

 

“กระหม่อมไม่...”

 

“อย่าตอบว่าไม่รู้...ตอบมาแค่ได้หรือไม่ได้” เฮ่อเหลียนเว่ยหลงยื่นคำขาด ซื่อเป่าถึงกับสะดุ้งเฮือก น้ำหูน้ำตาเริ่มไหลแต่ต้องกลั้นใจ

 

“พ...พะย่ะค่ะ”

 

นาทีนั้นคนที่นั่งฟังการประชุมทั้งหมดรู้สึกสงสารซื่อเป่าอย่างจับใจ...ทั้งสงสาร ทั้งเอ็นดูเลยทีเดียว

 

“เว่ยหลง...” ซ่งอี้จุ้นดุเล็กน้อย ส่วนเฮ่อเหลียนเว่ยหลงก็แสร้งทำเป็นไม่ใส่ใจ

 

"งั้นก็ดี..." เฮ่อเหลียนเว่ยหลงคล้ายอารมณ์ดี เขาลุกขึ้นมาประครองจื่อเหยา อุ้มชายาเอาไว้ในอ้อมแขนโดยไม่สนใจสายตาผู้ใด

 

ชายหนุ่มเหลียวหลังหันไปมองยังคนที่เหลือ

 

"ฟ้าสางวันพรุ่ง พวกเราในที่นี้ทั้งหมดจะออกเดินทางไปทางใต้"

 

และเมื่อสิ้นคำอันแสนเอาแต่ใจของชายผู้เป็นเจ้าครองแผ่นดินนั้นเอง ต้วนมู่ชิงรู้สึกราวกับมีกระแสอัสนีฟาดลงกลางหัว ชายหนุ่มถึงกับกรีดร้องในใจอย่างไม่เป็นภาษาผู้ภาษาคน

 

นี่ข้าต้องเสียเวลานอนอีกแล้วเหรอ!

 

สัปดาห์นี้มาช้านิดหนึ่ง...พอดีญาติผู้แต่งมาเยี่ยมบ้านน่ะค่ะเลยไม่มีเวลาแอบมาเขียน (เอ๊ะ) ต้องขออภัยด้วยนะคะะะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 210 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

705 ความคิดเห็น

  1. #660 sakura17 (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 7 สิงหาคม 2563 / 00:11
    นี่กรีดร้องโวยวายเพราะห่วงเวลานอนหรอ555555
    แต่จื่อเหยากับฮ่องเต้เป็นเนื้อคู่กันเลยนะ ดีมากกTT
    #660
    0
  2. #545 อดีตรีดเงา (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2563 / 21:43

    พกหมอนผ้าห่มให้พร้อมนะอาชิง 555

    #545
    0
  3. #462 Ppillow_ (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2562 / 08:58
    หลับในรถเอานะลูก555555555
    #462
    0
  4. #461 inmano2015 (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2562 / 18:41
    คิดว่าน้องจะดีใตได้ออกนอกวัง ได้เที่ยวเสียอีก.....เสียเวลานอน
    สงสารใครดี 555
    #461
    0
  5. #460 LovelyWonbin (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2562 / 06:45
    น้อนนน ยังจะห่วงนอนอีกแล้ว ตื่นๆเกิดเรื่องแล้ววววว
    #460
    0
  6. #458 Moko87 (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2562 / 01:10
    ขำน้อง ยังอุตส่าห์ห่วงนอน 555
    #458
    0
  7. #457 yanuch10 (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2562 / 22:55
    น้องไม่ได้นอน55
    #457
    0
  8. #456 ILOVEMRCHU (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2562 / 19:52
    สงสารน้องงง555
    #456
    0
  9. #455 กิ่งพฤกษาสวรรค์ (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2562 / 19:07
    ขอบคุณครับ
    #455
    0
  10. #454 ZiRbuT (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2562 / 18:56
    หมดเวลาจำศีลแล้วว
    #454
    0