[END] ยอดนายสนมกับวิถีชีวิตเยี่ยงคนเกียจคร้าน

ตอนที่ 37 : ตอนที่ 9 ล่องกระแส (1)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,771
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 178 ครั้ง
    8 พ.ย. 62

เมื่อตะวันขึ้น นั่นคือเวลาเดินทาง    

ทว่าการลงใต้ไปกับฮ่องเต้ในครั้งนี้ ออกจะแตกต่างจากธรรมเนียมประพาสของชาววังอยู่พอควร เพราะนอกจากจะเป็นไปอย่างเรียบง่ายไร้ซึ่งขบวนเสด็จแสนยาวอลังกาลแล้ว ยังกึ่งจะส่วนตัวด้วยซ้ำ ข้อมูลทุกอย่างเกี่ยวกับการเดินทาง ไม่ว่าจะไปที่ไหน กลับเมื่อไร และไปเพื่ออะไรถูกปิดเป็นความลับและทิ้งทุกอย่างให้อยู่ในกำมือของซ่งอี้จุนขันทีคนเก่งเป็นคนจัดการ

แต่หากจะกล่าวถึงเรื่องการประพาสครั้งนี้ ก็ขอวกกลับมาอธิบายถึงนิสัยส่วนตัวของเฮ่อเหลียนเว่ยหลงกันเล็กน้อย

ฮ่องเต้พระองค์นี้จัดว่ามีนิสัยพิลึกพอสมควร แม้จะมีข่าวลือคาว ๆ โดยเฉพาะเรื่องรสนิยมบนเตียงให้เป็นประเด็นเด็ดกลางวงสนทนาอยู่บ้าง แต่ทว่ากลับมีเรื่องหนึ่งซึ่งทุกคนพูดเหมือนกัน นั่นคือเขาเป็นคนที่ถ้าไม่ไปทำงานเจริญสัมพันธไมตรีหรือไปราชการต่างแดนก็แทบจะออกไปนอกวังหลวงน้อยมาก

น้อยไม่น้อยก็มีบันทึกประพาสน้อยกว่าฮ่องเต้รุ่นก่อน ๆ ถึงเท่าตัว

และนอกจากนี้ยังมีเรื่องแปลกอีกหนึ่งเรื่อง--

ฮ่องเต้ผู้ลือชาในเรื่องการบ้านม เอ่อ ดอกบัวคู่ มีสนมนับพันให้ชี้ตัวได้ราวกับผ้าตาดงามในตลาดเช่นเขา หากประสงค์จะพาพวกนางมาสักหนึ่งขบวนเรือย่อมไม่มีใครกล้าขัดข้องอยู่แล้ว แต่เฮ่อเหลียนเว่ยหลงนั้นถือคติงานคืองาน แปดปีที่เสวยราชย์มา คนที่มักเคียงคู่ออกไปต่างแดน หากไม่ใช่เมียรักอย่างเสียนเฟย ก็เป็นกุ้ยเฟยที่เป็นคนโปรดของไทเฮา เขาไม่เคยพาใครออกไปไหนมาไหนเกินจากสองคนนี้

ฉะนั้นแล้วการพาสนมไปร่วมประพาสเกินกว่านี้ย่อมเป็นอะไรที่ผิดวิสัย ชนิดที่หากข่าวเพ่งพรายเมื่อใด คงสนุกปากชาววังหลังไปทั่ว ขนาดเมื่อวานที่ต้วนมู่ชิงกับอวี้เหวินเฉิงได้เข้าไปในตำหนักส่วนพระองค์ยังลือให้แซ่ด ประมาณว่าไปตอนเที่ยง บ่ายโมงข่าวก็ไปทั่ววังหลัง

และแน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องดีงามอย่างนั่งจิบชา ชมดอกไม้...

เอาจริงแล้วเรื่องข่าวลือน่ะไม่ใช่ปัญหาใหญ่เท่าไร ต้วนมู่ชิงมีเสียนเฟยค้ำหัวอยู่ แถมยังมีตำแหน่งเป็นเหม่ยเหริน ไม่ว่าจะตะแคงไปทางไหนก็มีคนให้ความเกรงใจ หากแต่อวี้เหวินเฉิงที่รู้จักกันนามว่าที่สนมเฉิงจื่อเหยียนนั้น นั่นคงจะลำบากสักหน่อย...

หน่อยไม่หน่อยก็โดนมองเป็นตาเดียวตั้งแต่หัวถนนยังหลืบถนนเท่านั้นเอง

แต่กระนั้นคนโดนมอง โดนนินทา โดนแขวะ กลับมีสีหน้าเหมือนสนุกกับสิ่งที่เห็นนี้เสียเต็มประดา

ต้วนมู่ชิงไม่เข้าใจอีกฝ่ายเอาเสียเลย ถึงจะรู้ก็เถอะว่าอวี้เหวินเฉิงเป็นคนนอกที่เบื้องบนจ้างมาสืบคดีอะไรสักอย่างอันน่าจะเกี่ยวข้องกับคำสาปของจื่อเหยา คงไม่ได้ตั้งเป้าหมายชีวิตกินนอนในวังตลอดชีวิตอยู่แล้ว ไม่จำเป็นจะต้องผูกมิตรก็ได้

แต่กระนั้นการโดนมองด้วยสายตาริษยาเช่นนั้นย่อมไม่ใช่เรื่องน่าสนุก

สังคมการแข่งขันของวังหลังนั้นไม่ใช่เรื่องบันเทิงเหมือนเรื่องนินทาหรือเรื่องเล่าในบทประพันธ์ การทำร้ายจิตใจ การกดหัว การใส่ร้ายทุกอย่างล้วนเกิดขึ้นจริง ที่แห่งนี้น่ะคนที่ทำทุกอย่างเพื่อขึ้นไปอยู่ที่สูงนั้น ไม่ได้มีเพียงลี่ย่าหลีแค่คนเดียวสักหน่อย

ทว่าพอถามไปเจ้าตัวกลับตอบว่า

"สมัยที่ข้าเด็กกว่านี้...ข้าเจอมาหนักกว่าอีกล่ะขอรับ"

ต้วนมู่ชิงไม่รู้เลยว่านั่นหมายความว่าอะไร ตอนนี้อวี้เหวินเฉิงก็ยังดูเด็กนัก ดูทีแล้วก็ไม่น่าจะเกินยี่สิบปีด้วยซ้ำ แล้วคำว่า 'หนักกว่า' ในวัยที่เด็กกว่านี้นั้น...มันหนักขนาดไหนกันนะ?

ดูทีข้าคงจะตัดขาดกับโลกภายนอกมากเกินไปแล้วจริง ๆ

ชายหนุ่มได้แต่คิดเช่นนั้นระหว่างที่ก้าวเดินลงจากตำหนัก ทว่าพอพ้นกระไดไม่เท่าไรก็ต้องชะงักไปเมื่อเจอใครบางคนมายืนรอรับอยู่ก่อนแล้ว

คิดถึงก็มา ว่องไวปานลมจริงเชียว

"อาเฉิง..."

"ข้ามารับท่านพี่ขอรับ...ไปลงท่าเรือด้วยกันเถอะ" อวี้เหวินเฉิงตอบด้วยใบหน้ายิ้มแย้มราวกับลูกสุนัขตัวน้อยที่น่าเอ็นดู มือเรียวยื่นส่งมาคล้ายรอให้คว้า ต้วนมู่ชิงชั่งใจอยู่ชั่วขณะหนึ่ง ก่อนจะวางมือลงบนนั้น จับให้มั่นเหมาะและก้าวลงบันไดเรือน ให้อีกฝ่ายช่วยประคองตนในสองขั้นสุดท้าย

เพราะข้าวของโดนขนไปที่เรือพร้อมกับซื่อเป่าที่ล่วงหน้าไปก่อนแล้ว ต้วนมู่ชิงจึงเดินตัวปลิวไม่ต้องมีสัมภาระใด ๆ ให้เป็นภาระ ซึ่งเขาเองก็คาดเดาว่าอวี้เหวินเฉิงก็คงมีคนรับใช้จัดการตรงส่วนนี้ให้แล้วเช่นกัน

แต่กระนั้น...ก็ยังมีข้อสงสัยบางอย่าง

“อาเฉิง...เจ้ามารอข้า นานแล้วหรือ?” เขาถาม พลางงถูมือตัวเองเล็กน้อย แม้อากาศในฤดูใบไม้ผลิจะไม่โหดร้ายเท่าฤดูหนาว แต่เช้าตรู่แบบนี้มันก็เย็นเอาเรื่อง

“มินานเท่าไรขอรับ พอดีข้าไปธุระที่อื่นก่อนหน้าขอรับ” อวี้เหวินเฉิงตอบตามตรง ชายหนุ่มมองกริยาต้วนมู่ชิงเล็กน้อยก่อนจะปลดผ้าคลุมตัวนอกตนออกและสวมทับให้ “ข้าจำได้ว่าท่านพี่...ไม่ชอบอากาศเย็น”

“ที่จริงข้าไม่ได้เกลียดอากาศเย็น...ข้าก็แค่ชอบซุกตัวในผ้าอุ่น” ต้วนมู่ชิงชิงแซะตัวเองก่อน กระชับผ้าคลุมตัวนอกนั้นอย่างไม่ปฏิเสธน้ำใจ แม้จะยังมีอะไรคาใจสงสัยอยู่ก็ตาม

“ข้าถามเจ้าได้หรือไม่ ว่าธุระที่ว่านั้นคืออะไร...”

“ที่เรือนนางกำนัลขอรับ...ไปพบกับหลี่อิง” พอพูดได้เท่านี้ อวี้เหวินเฉิงก็เงียบเล็กน้อย ก่อนจะสั่นศรีษะตนเป็นเชิงสัญญะสั้น ๆ ที่บอกว่าคงไม่อาจบอกรายละเอียดได้มากกว่านี้

สายตาที่ละห้อยน้อย ๆ ไม่ต่างจากสุนัขที่ออกมาจากกรงมาเล่นด้วยไม่ได้พาให้คนมองใจอ่อนแม้จะเสียใจที่อดกินเผือกร้อนแค่ไหนก็ตาม

แต่กระนั้นต้วนมู่ชิงก็รู้ดีว่าหลี่อิงที่ว่าก็คือลูกของลี่ย่าหลีที่ดูแลโดยลี่ย่าเสียน...นั่นจึงเท่ากับว่าคงไปทำอะไรสักอย่างหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับคดีก่อนหน้า และอวี้เหวินเฉิงไม่อยากให้ตนมารับรู้เรื่องนี้...พอคิดได้แบบนี้ ต้วนมู่ชิงก็สบายใจขึ้นมาห้าจากสิบจุดจนนึกอยากชมที่ตัวเองเองเป็นคิดง่ายอยู่ง่ายขึ้นมาเลยทีเดียว

“ท่านพี่...?” เมื่อเห็นคนเดินข้างตัวพยักหน้ายิ้มกระหยิ่มกับตัวเองโดยไม่มีเหตุผลแบบนั้น อวี้เหวินเฉิงเลยทักขึ้นมา แต่แม้จะไม่เข้าใจ ในหัวเองก็มีคำถามหลายอย่างกับการกระทำนั้น ทว่าขากลับไม่ได้ถามอะไรไปมากกว่านี้เพื่อคงความสุภาพและเป็นเด็กดีเอาไว้ต่อหน้าอีกคน

“ใกล้ถึงเรือแล้วนะขอรับ” สุดท้ายเลยชวนเปลี่ยนประเด็นแทน

เมื่อเดินผ่านพ้นแนวรั้วต้นไม้ตัดแต่งสวย แดดอ่อนยามใกล้สว่างสาดส่อง พลันได้เห็นเรือพระที่นั่งปรากฏแก่สายตา พาให้ต้วนมู่ชิงกลืนน้ำลายเล็กน้อย แม้จะเป็นขบวนเรียบง่าย ไม่ใช่แบบเต็มยศอลังกาลเฉกเช่นปกติ แต่กระนั้นกับคนที่ไม่ได้มีโอกาสที่จะได้มาเห็นอย่างใกล้ชิดขนาดนี้ก็ยังชวนตื่นตาตื่นใจอยู่ดี

ซึ่งเมื่อเทียบกันกับอวี้เหวินเฉิงแล้ว...เด็กคนนั้นหน้านิ่งเฉยมาก ซ้ำยังเดินขึ้น เดินเหินอย่างคล่องแคล่วรู้งานว่าทางไหนไปทางไหนอีกต่างหาก

“ท่านพี่ขอรับ มาทางนี้” เขากล่าวเมื่อเห็นคนข้างตัวดูเงอะงะ ดึงมือข้อมือเล็กน้อยเป็นเชิงเรียกก่อนจะนำไปยังเรืออีกลำ ซึ่งเป็นลำที่จัดไว้ให้พวกเขาทั้งสองและซื่อเป่า

“มากันแล้วหรือ...?” เสียงละมุนเอ่ยพูด เฮ่อเหลียนเว่ยหลงที่เดินมาพร้อมกับจื่อเหยาตรงมาทางคนทั้งสอง พาให้ต้วนมู่ชิงต้องขยับข้อมือหนีออกมาจากการเกาะกุม

ใจนึกตุ๊ม ๆ ต่อม ๆ อย่างตกใจ นึกว่าตัวเองมาไวแล้วหากแต่ก็ยังมาช้ากว่าฮ่องเต้ และด้วยมารยาทที่ควรมี ก็ไม่ควรให้พระเจ้าแผ่นดินต้องมาเป็นฝ่ายรอ...ชิบหาย ชิบหายสามครั้ง หวังว่าวันรุ่งขึ้นหัวเขาจะยังอยู่บนบ่า แขนกับขาของเขาจะไม่ไปผูกติดกับวัว[1] นะ

(1 เป็นการประหารแบบโบราณประเภทหนึ่ง โดยจะผูกเชือกตรึงแขนและขาไว้กับวัวสี่ตัว หลังจากนั้นก็จะสั่งให้พวกมันดึงถึ้งแขนขาข้างนั้นจนนักโทษขาดใจตาย)

“ขอ...ขอรับ...” ต้วนมู่ชิงงึมงำ ในใจฮึบเข้าไว้ไม่ให้สั่นกลัว “กระหม่อมต้องขออภัยอย่างสุดหัวใจ ที่ทำให้พระองค์ต้องมารอ...”

“อย่าคิดมาก!” แล้วก็เป็นจื่อเหยาที่เดินมาหา มาดีดหน้าผากอย่างแรงเสียจนจิตนาการร้อยแปดเกี่ยวกับวิธีประหารสุดพิศดารกระเด็นออกไปจากหัวของต้วนมู่ชิง

“พวกเจ้าไม่ได้มาช้าหรอก พวกข้าต่างหากที่มาไวกว่าเวลา ไม่ต้องคิดมากอะไรทั้งนั้น อาชิง เจ้านี่เกร็งมาตั้งแต่เมื่อวานแล้วนะ ไม่ใช่มือใหม่ในวังเสียหน่อย เว่ยหลงซี้ซั้วกุดหัวใครเสียเมื่อไร” ท่อนสุดท้ายนั้นเขาพูดกระซิบ แล้วก็ปล่อยให้เฮ่อเหลียนเว่ยหลงกับอวี้เหวินเฉิงได้พูดคุยกันเล็กน้อยก่อนแยกย้ายลงเรือใครเรือมัน

“...แปดปีแต่ไม่เคยเจอหน้าเลยขอรับ...ถ้าไม่นับเรื่องฉุกละหุกเมื่อวาน นี่คือครั้งแรกนะขอรับที่ข้าพบปะเชื้อพระวงศ์แล้วมีกิจกรรมร่วมใกล้ชิดขนาดนี้” ต้วนมู่ชิงแย้งทันที แน่นอนว่าเสียงเบาหวิว

“ไม่เคยเจอเลย...ข้าให้โอกาสคิดทบทวนดูดี ๆ นะ?” จื่อเหยาลากเสียงเชิงหยอกล้อ ดวงตาเหลือบมอง ‘ว่าที่สนม’ คนนั้นสลับกับใบหน้าเหรอหราของต้วนมู่ชิงแล้วลอบขำกับตัวเอง ด้วยเพราะรู้ตัวดีว่าเรื่องความสัมพันธ์ของอวี้เหวินเฉิงกับเฮ่อเหลียนเว่ยหลงจะเอาไปบอกกล่าว เล่าลือให้ใครฟังไม่ได้

แต่กระนั้นก็อยากหยอดให้คิดอยู่ดี เห็นคนตื่นประหวั่นแบบนี้แล้วมันน่าตลกเกินไป...ตลกจนน่าสงสารเลย ยิ่งพอลองคิดภาพถึงวันที่ความจริงเปิดเผยแล้วก็ยิ่งอยากขำ เด็กนั่นต้องตัวสั่นเป็นลูกนกจนน่าอนาถแน่ๆ

“ไม่ก็คือไม่ขอรับ...พี่จื่อเหยา พี่พูดแปลกๆ” ต้วนมู่ชิงหดคอหนี ไม่ไว้ใจในสิ่งที่คนเป็นรุ่นพี่พูดยิ่งนัก ยิ่งสีหน้ายิ้มกระหยิ่มเหมือนในหัวกำลังจินตนาการเรื่องตลก ๆ อยู่นั้นยิ่งอยากหนี ไม่ก็อยากเปิดหัวจื่อเหยาดูสักทีว่ากำลังก่อร่างความคิดพิเรนท์อะไรอยู่กันแน่

“เอาเถอะ” จื่อเหยาว่า พอเห็นว่าอวี้เหวินเฉิงมองมาแล้วก็ดัน ๆ หลังต้วนมู่ชิงไปทางเรือ “แต่ข้าอยากให้เจ้ามั่นใจอย่างหนึ่ง คนฉลาดคิดย่อมไม่กล้าที่จะทำทำให้ราชสีห์ขัดใจ เพราะงั้นเลิกกังวลและทำตัวตามปกติของเจ้าไปเถอะ ยิ่งกับเว่ยหลง เจ้ายิ่งควรทำตัวตามปกติ”

“เอ๊ะ...ทำไมหรือขอรับ?” ต้วนมู่ชิงกระพริบตาปริบ ๆ ก่อนจะเดินไปด้านหน้าตามการลุนหลังของจื่อเหยา เพียงแค่สองสามก้าวเขาก็มาใกล้กับอวี้เหวินเฉิงแล้ว

แน่นอนเลยว่าพอส่งถึงมือ จื่อเหยาก็ไม่พูดอะไรต่อ คำถามที่ต้วนมู่ชิงถามไว้หรือก็ไม่คิดจะตอบ มือเรียวบางคลี่พัดด้ามจิ้วพัดคลอใต้คางสองถึงสามครั้งด้วยทีท่าอ้อนช้อยเชื่องช้า และใช้จังหวะหนึ่งยกพัดขึ้นบดบังรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ “ประพาสทางเรือ...น่าคิดถึงนะว่าไหม?”

มันเป็นแค่คำพูดลอย ๆ ทิ้งไว้ให้ โดยไม่ได้เจาะจงที่จะบอกให้ใคร ไม่ว่าจะต้วนมู่ชิงหรือว่าอวี้เหวินเฉิง

ดวงตาคู่กลมกระพริบปริบ ๆ คล้ายสงสัย ต้วนมู่ชิงนั้นงุ่นงง หากแต่ก็ไม่ใช่ว่จะไม่เข้าในใจสิ่งที่จื่อเหยาอยากจะสื่อไปเสียหมด มันมีบางคำที่เข้าใจ หากแต่ก็ไม่มีอะไรมายืนยังให้เข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง...

เหล่าคนตรงหน้าเขานั้นต้องการอะไร มีเป้าหมายอะไร ล้วนเป็นปริศนา คล้ายมีประตูหนาตั้งตะหง่านบดบังไม่ให้เขาเข้าไปหาบางอย่างที่ไม่สมควรรู้ แต่กระนั้นสิ่งที่ไม่ควรรู้นั้นกลับแง้มให้เขาเข้าสอดตัวเองเข้าไปข้างใน

หรือเขาควรจะรู้ด้วยตัวเอง...?

“ท่านพี่ขอรับ...เราลงไปเตรียมตัวในเรือกันเถอะขอรับ” อวี้เหวินเฉิงเมื่อเห็นว่าต้วนมู่ชิงยืนนิ่งไปนานก็เอ่ยขึ้น เขาค่อย ๆ ประคองคนตัวเล็กกว่าให้ลงไปในเรือ

เรือกว้างขวางนั่นสบายสำหรับการเดินทาง อีกทั้งความโปร่งรับลมนี้ยังทำให้มองเห็นทิวทัศน์สวย ๆ ขนาบข้างลำน้ำได้อย่างเต็มตา พวกเขานั่งแยกจากเฮ่อเหลียนเว่ยหลงและจื่อเหยาด้วยเพราะรู้กันดีว่าสองคนนี้ต้องการความเป็นส่วนตัวค่อนข้างสูง

ภาษาชาวบ้านคือไม่ต้องการก้างขวางคอ

อีกไม่นานนักการเดินทางออกจากรั้ววังเป็นครั้งแรกในรอบแปดปีของต้วนมู่ชิงก็จะเริ่มขึ้นแล้ว ช่างเป็นเรื่องที่ชวนตื่นเต้นชวนให้โหวงใจเล็กน้อย มันไม่ต่างจากการเข้าคุกไปนานชาติแล้วโดนปล่อยตัว เขาปฏิเสธไม่ได้เลยว่ากลัวการบินออกไปนอกกรงครั้งนี้

“นี่...อาเฉิง” ต้วนมู่ชิงเอ่ยเสียงแผ่ว เรียกให้คนที่อยู่ข้างกายหันมอง

“ขอรับ...?”

แต่กระนั้นแล้ว...

“จะว่าไปแล้ว ขนขโยงออกมาขนาดนี้แล้วใครจะเป็นคนทำงานแทนล่ะ?”

พอคิดอะไรเรื่อยเปื่อยเข้าไปมาก ๆ สมองก็ดันโยนความคิดอันผิดโผผิดจังหวะพรวดเข้ามาราวกับตุ๊กตาล้มลุกเด้งอัดหน้า ขัดบรรยากาศจนเหมือนนั่งเกวียนกลิ้งหัวทิ้มลงขี้เลน

แต่ก็ดันหลุดปากถามออกไปเสียแล้ว...

แต่หากว่าก็ว่าเถอะ คนทำงานอย่างฮ่องเต้เอย เสียนเฟยเอยออกมาข้างนอกกันหมด แถมยังล่องลงใต้ กว่าจะถึงกว่าจะกลับก็ใช้เวลาอย่างต่ำก็ห้าวัน ซึ่งเท่ากับว่าวังจะไม่มีคนตำแหน่งใหญ่ ๆ อยู่ราชการเลย

“ปกติแล้ว...ก็ซ่งกงกงขอรับ” อวี้เหวินเฉิงตอบ นึกทบทวนความทรงจำวัยเด็กแล้วก็พยักหน้า “เดิมทีกงกงเขาก็เป็นฝ่ายจัดการอะไรต่อมิอะไรแทนตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์อยู่แล้ว เรื่องงานนี้เองก็ด้วย ท่านพี่ไม่ต้องกังวล ดีไม่ดี ทำงานดีกว่าฮ่องเต้อีกขอรับ”

“เออะ...” พอได้ยินคำตอบต้วนมู่ชิงก็ลากเสียง ไม่รู้ว่าควรจะทำหน้าอย่างไรดีระหว่างขำกับเหนื่อยใจในคำตอบนั้น

แต่ที่รู้ในหัวใจเลยคือ

น่าสงสารกงกงเขาเหลือเกิน

==================================
เอาล่ะค่ะ ได้เวลาออกเดินทางงงงงง วีคที่แล้วเราป่วยค่ะ อากาศเปลี่ยนแปลงภูมิแพ้เลยขึ้น นอนซมเป็นเต่าเลยไม่ได้ลุกมาเขียนนิยาย ฮือออออ แต่ตอนนี้ดีขึ้นแล้วค่ะ

ใกล้หน้าหนาวแล้วบางพื้นที่อากาศเย็นขึ้น รักษาสุขภาพกันด้วยนะคะ!!
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 178 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

705 ความคิดเห็น

  1. #661 sakura17 (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 7 สิงหาคม 2563 / 00:18
    กงกงก็เพื่อนฮ่องเต้กับจื่อเหยานี่นะ คิดว่าอาชิงน่าจะสะกิดใจอะไรแล้วแหละ แต่ยังไม่มีหลักฐานยืนยันเลยปัดเรื่องนี้ออกจากหัวก่อน55
    #661
    1
    • #661-1 29mildexo-l(จากตอนที่ 37)
      19 มกราคม 2564 / 23:41
      เพราะขี้เกียจคิด55555
      #661-1
  2. #619 Phpalus (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 20 มิถุนายน 2563 / 03:10
    น้องกับพระเอกนี่ต้องเคยเจอกันยังไงนะ หรือว่าพระเอกเคยไปเที่ยวตอนเด็กละเจอหรอ. เดาไม่ถูกกกกก
    #619
    1
    • #619-1 White-Crystal(จากตอนที่ 37)
      20 มิถุนายน 2563 / 07:53
      เดี๋ยวจะมีเฉยในอีก บท ถัด ถัด ถัด ไปค่า---
      #619-1
  3. #468 KnitMaker (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2562 / 21:17
    รักษาสุขภาพด้วยคะไรท์
    #468
    0
  4. #467 SATANGnaphatsorn (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2562 / 13:22
    น้องไม่สงสัยหน่อยเหรอว่าเหวินเฉิงที่เป็นแค่ว่าที่พระสนมจะรู้ได้ยังไง5555 ถึงจะเป็นคนที่โดนสั่งมาสืบก็เถอะ
    #467
    0
  5. #466 Pissuda627 (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2562 / 12:01
    ไรท์ก็ดูแลสุขภาพด้วยนะคะ

    //กงกงผู้น่าสงสาร55
    #466
    0
  6. #465 LovelyWonbin (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 8 พฤศจิกายน 2562 / 19:19
    อย่าลืมของฝากท่านกง กง ที่ทำงานแทนด้วยล่ะ
    #465
    0
  7. #464 กิ่งพฤกษาสวรรค์ (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 8 พฤศจิกายน 2562 / 18:29
    ขอบคุณครับ
    #464
    0