[END] ยอดนายสนมกับวิถีชีวิตเยี่ยงคนเกียจคร้าน

ตอนที่ 35 : ตอนที่ 8 อันตรายที่ปลอดภัยที่สุด (3)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,758
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 209 ครั้ง
    8 พ.ค. 63

ไม่ใช่ว่าจื่อเหยาไม่เคยมีอาการอ่อนแอแบบนี้ให้เห็น ต้วนมู่ชิงนั้นรู้มาตลอดและสังเกตุได้เสมอว่าคนเป็นรุ่นพี่นี้มีสภาพร่างกายที่ไม่ค่อยปกติ บทจะแข็งแรงก็แรงดีไม่มีตก บทจะไม่ดีก็ระโหยราวกับไร้ซึ่งเรี่ยวแรง แต่นั่นตนก็คิดเพียงแค่ปัญหาสุขภาพ หาใช่ปัญหาอะไรที่นอกเหนือการควบคุมได้แบบนี้


 

ชายหนุ่มได้ครุ่นคิดไปพลางหลบตาไปทางอื่นไปด้วย ใจหนึ่งก็ห่วงจื่อเหยาผู้เป็นดังพี่ชาย แต่...


 

แต่อีกใจ...ความเกร็งยามที่เข้ามาในตำหนักส่วนตนของฮ่องเต้ก็ทำให้สนมขายไม่ออก ไม่เคยถูกเรียกตัวใช้งานเช่นเขารู้สึกอยู่ผิดที่ผิดทาง


 

"กระหม่อมว่า พ...เพื่อมิให้เป็นการเกะกะการทำงานของฝ่าบาท กระหม่อมคงต้องขอ...ขอกราบทูลลา..." ต้วนมู่ชิงเอ่ยเสียงแห้งผาก สำเนียงติดขัดอยู่ไม่ใช่น้อย ที่ตรงนี้ก็ฮ่องเต้ ตรงนั้นก็พระชายา ตรงนู้นก็กงกง ไหนจะยังจอมยุทธอีก หากจะหาคนนอกคอกนอกหลืบแล้ว ก็มีแค่เขานี่แหละที่เหมือนหลงเข้ามาในดงยอดมนุษย์


 

พอได้ยินแบบนั้นคนอายุน้อยที่สุดในกลุ่มก็เงียบไป


 

"ท่านพี่..."


 

อวี้เหวินเฉิงพึมพำคล้ายขอความเห็น แต่ก็ช่างกำกวมนักจนคนรอบตัวไม่มั่นใจนักว่าคำว่า 'พี่' ที่ออกมาจากริมฝีปากนั้นหมายถึง 'พี่' คนไหน พี่ในไส้หรือพี่นอกไส้


 

สรุปคือคำเดียวแต่ทำให้ทั้งต้วนมู่ชิงและเฮ่อเหลียนเว่ยหลงหันไปมองอวี้เหวินเฉิงพร้อมกัน


 

“อ๋อ...” เฮ่อเหลียนเว่ยหลงพึมพำเสียงเบา ดูท่าทางเพิ่งรู้ตัวด้วยซ้ำว่ามีต้วนมู่ชิงยืนอยู่ตรงนี้ เขามองหน้าอีกฝ่าย พิจารณาถี่ถ้วนแล้วเหลือบมองน้องชายตนประกอบการตัดสินใจไปด้วย


 

เดิมทีก็รู้จักเหม่ยเหรินคนนี้มาจากคำเล่าของคนใกล้ตัวและจากความทรงจำของไป๋อวี้มาบ้าง ทว่าเพิ่งเคยพบหน้าค่าตากับคนผู้นี้เป็นครั้งแรก ต้วนมู่ชิงผู้เป็นทั้งรุ่นน้องที่จื่อเหยาชื่นชอบ ผู้อยู่ตำหนักสุ่ยเซียนได้อย่างรอดปลอดภัย และยังเป็น 'คนผู้นั้น' ของอวี้เหวินเฉิง


 

คิดเพียงแค่นั้นเฮ่อเหลียนเว่ยหลงก็พยักหน้ากับตัวเองอีกครั้ง ตัดสินใจได้ทันทีว่าน้องชายตนนี้ช่างเลือกคนได้ดีจริง ๆ รสนิยมเดียวกับพี่ชายไม่มีผิด...


 

"เจ้าคือเหม่ยเหรินผู้นั้นนั่นเอง"


 

"ขอรับ...? " มั่นใจได้เลยว่าคำนี้ที่พูด ต้วนมู่ชิงพูดเสียงสูงมากพอจะให้อีกฝ่ายรับรู้ว่าตนพูดประโยคคำถาม ไม่ใช่ประโยคตอบรับ...ก็ว่าหวังว่าจะเข้าใจล่ะนะ...


 

"เอาเถิด ไม่เป็นไร ข้าคิดว่าเรื่องนี้ เจ้าเองก็มีสิทธิ์เข้าร่วม" โดยที่คำพูดนี้ของเฮ่อเหลียนเว่ยหลงนั้นมีอวี้เหวินเฉิงพยักหน้าสำทับไปด้วยอีกต่างหาก


 

"ขอ...รับ? " ต้วนมู่ชิงคล้ายสมองค้าง จนซ่งอี้จุ้นได้แต่พยักเพยิดหน้าปลกๆ ว่าทำตามใจ เลยตามเลยตามน้ำเจ้าสองคนนั้นไปเถอะ


 

เพราะต่อให้สถานการณ์จะเบาบางลงแล้ว แต่ตัวคนเจ็บนั้นไม่มีวี่แววว่าจะตื่นในเร็วๆ นี้ ทำให้คนอื่นที่เหลือจำต้องมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อเหตุการณ์อยู่ดี


 

ณ.ตอนนี้คนทั้งสี่จึงได้ย้ายมานั่งที่โต๊ะทำงาน ห่างจากตั่งที่มีจื่อเหยานอนพักผ่อนไปไม่ไกลสักเท่าไรนัก หัวโต๊ะมีเฮ่อเหลียนเว่ยหลง ขนาบข้างด้วยซ่งอี้จุ่นซึ่งเป็นขันทีคนสนิทด้านขวา อวี้เหวินเฉิงอยู่ด้านซ้าย โดยรวมก็ดูเป็นองค์ประชุมที่เต็มไปด้วยบุคลากรอันทรงคุณภาพอยู่หรอก


 

เว้นเสียแต่ต้วนมู่ชิง เขานั้นไซร้ แม้จะโดนอวี้เหวินเฉิงรั้งให้อยู่ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ไปมากกว่าคอยชงน้ำร้อน รินน้ำชาให้กับชายทั้งสาม บทเรียนการเป็นสนมที่ร่ำเรียนมาเพื่อบริการฮ่องเต้ เก็บรอมมาเกือบสิบปีมาเพิ่งได้ใช้เอาวันนี้...เผลอรู้สึกซาบซึ้งอยู่แว้บหนึ่งเลยทีเดียว ฮือ ฮือ ฮือ


 

เขาเอาข้ามาเป็นบริกรรินชาให้หรือไรเนี่ย?!


 

อวี้เหวินเฉิงซึ่งมองต้วนมู่ชิงอยู่นานจึงเอ่ยขึ้นมา “ก็ท่านพี่...มีความใดที่สงสัยอยู่มิใช่หรือขอรับ?”


 

ต้วนมู่ชิงเงียบ เขามีความคาใจกับรอยแผลเป็นเป็นร่างของจื่อเหยาจริงๆ ดังที่อวี้เหวินเฉิงว่า หากแต่ไปแสดงออกทางสีหน้าตอนไหนว่ามีเรื่องคาใจให้จับได้กันเนี่ยล่ะสิ...ไม่สิ คาใจไม่ว่า ในตอนนี้เรื่องสำคัญกว่าความคาใจของเขา ก็ต่อหน้าพระพักต์ฮ่องเต้มันไม่ควรจะถามเรื่องปัญหาเมียเขาต่อหน้าไม่ใช่หรือ สนิทกันไหม ก็ไม่ใช่


 

อาเฉิงน้องรัก อย่าหาเรื่องให้พี่จ๋าโดนกุดหัวจะได้ไหม พี่จ๋าขอล่ะ...


 

“ว่ามาเถิดขอรับ เสด็จ...เอ่อ ฮ่องเต้ไม่ว่าท่านพี่หรอกขอรับ” อวี้เหวินเฉิงตอบกลับทันทีราวกับอ่านใจได้ ชายหนุ่มวางมือลงบนฟูกนั่งข้างกาย ปรบเบาๆ สอง สามครั้งคล้ายเชื้อเชิญมานั่งด้วยกัน


 

ต้วนมู่ชิงกระตุกคิ้วเล็กๆ คล้ายคาใจกับบางสิ่งที่รุ่นน้องตนทำอย่างเหลือแสนจนชักอยากหยิกแก้มเนียนนั้นให้แดงเรื่อ แต่เมื่อรินชาจอกสุดท้ายจบ เขาก็ยอมไปนั่งข้างอวี้เหวินเฉิงแต่โดยดี


 

ใจเลิกลั่กอยู่ครู่หนึ่ง หากเป็นคนอื่นคงใจกล้าหน้าด้านถามได้มากกว่านี้ ทว่าพอคิดถึงหลายๆ เรื่อง ก็กลั้นใจถามออกไปจนได้ เพราะอย่างไรเสีย เรื่องจื่อเหยาก็สำคัญกว่ามานั่งกลัวว่าจะพูดไม่เข้าหูใครจนหัวกุด


 

“ร่องรอยบนตัวพี่เหยา มันคือ ‘คำสาปสลักวิญญาณ’ ใช่หรือไม่ขอรับ?”


 

พลันที่คำถามส่งออกไป กลับไม่ได้มีคำตอบใดออกมานอกจากความเงียบ เป็นระยะเวลานานพอตัวกว่าที่เฮ่อเหลียนเว่ยหลงจะพยักหน้าตอบกลับ


 

“ใช่”


 

เพียงเท่านั้น ต้วนมู่ชิงก็พ่นลมหายใจออกมายาวเหยียด ใจหนึ่งคาดหวังเอาไว้ว่าตนจะเดาผิด ทว่านอกจากเดาไม่ผิดแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้...ช่างยุ่งยากเกินจะนับ


 

หากว่ากันถึงสิ่งที่เรียกว่า ‘คำสาปสลักวิญญาณ’ นั้นย่อมเป็นนามที่ตรงตัวเป็นอย่างมาก เพราะมันคือคำสาปที่จะจารึกรอยแผลเป็นคล้ายรอยสักบนร่างลึกไปจนถึงวิญญาณข้างในของผู้ถูกสาป ต่อให้เปลี่ยนกายหยาบหรือกลับมาเกิดใหม่สักกี่ร้อยครั้ง คำสาปนี้ก็จะยังคงฝังไปตราบตลอดกาลจนกว่าจะถูกถอนออก เป็นไสยวิชาที่ขึ้นชื่อเรื่องการถอนออกยาก หากไม่ใช่ผู้มีฝีมือถอนก็จะไม่มีวันออกหมด


 

และเท่าที่เคยอ่านมา แทบไม่เคยมีใครถอนออกได้สำเร็จ อีกทั้งหลายคนยังไม่กล้าเสี่ยงที่จะลองเพราะหากไม่เก่งกล้าจริงคำสาปก็จะย้อนเข้าตัว กลายเป็นว่านอกจากจะช่วยไม่ได้แล้วยังโดนคำสาปเล่นเองอีก เป็นตัวปัญหาอันดับหนึ่งในสายวิชาคำสาปเลยก็ว่าได้


 

ต้วนมู่ชิงนั้นเคยเจอคำกล่าวถึงวิชานี้แค่ในตำราที่เขาเอามาอ่านเล่นฆ่าเวลาเท่านั้น แบ่งความรู้สึกเชื่อถือในตัวหนังสือแบบครึ่ง - ครึ่ง จนกระทั้งเจอกับตัวเองวันนี้ ร่องรอยที่จารึกบนตัวของจื่อเหยานั้นก็เป็นหลักฐานชั้นดีถึงการมีอยู่ของคำสาปนั้นโดยแท้จริง


 

“จื่อเหยา...พระชายานั้น ได้รับคำสาปนี้มาเนิ่นนานนักขอรับ” เมื่อเห็นสีหน้าของเฮ่อเหลียนเว่ยหลง ซ่งอี้จุ้นจึงเป็นฝ่ายอธิบายแทน


 

“พวกท่านพอจะรู้ตัวคนสาปหรือไม่ขอรับ” ต้วนมู่ชิงถามกลับทันที แม้ตกใจแต่มารยาทที่ควรมีจึงทำให้ต้องเก็บอาการตนให้นิ่งสนิท เพราะคำสาปนี้ผู้ที่แก้ไขได้ มีเพียงแค่ผู้สาปเท่านั้น


 

“คิดว่า...รู้ขอรับ” ซ่งอี้จุ้นตอบอย่างยากลำบาก ลมหายใจพ่นออกมาเล็กน้อย คล้ายกับว่าเขาชั่งใจว่าตนควรจะอธิบายแทนต่อดีไหม หรือจะปล่อยให้คนที่ประสบปัญหาที่จะมาอธิบายเองดีเพื่อที่จะให้บุคคลที่สามเห็นภาพสถานการณ์ได้ชัดเจนกว่า


 

“รู้ดี แต่ทำได้...ไม่มากไปกว่าการพยายามค้นหาหลักฐานเพื่อสืบสาวให้ไปถึงตัว ซึ่งหลักฐานทั้งหลายก็ดิ้นหลุดไปได้ทุกครา” แล้วเฮ่อเหลียนเว่ยหลงก็พูดหลังจากนิ่งเงียบมาสักระยะ เขาพ่นลมหายใจออกมา ดวงตาเรียวสีดำขลับราวกับนัยน์ตามังกรนั้นดูมีแววเศร้าปะปนไปกับความรู้สึกผิดยามมองร่างบอบบางที่นอนบนตั่งเตียง


 

ระดับฮ่องเต้เนี่ยนะ....?


 

ต้วนมู่ชิงลอบคิด ด้วยเพราะหากว่ากันถึงคนมีอำนาจมากที่สุดในดินแดนแห่งนี้ ตีลังกามองยังไงก็เป็นฮ่องเต้ กับอีแค่เค้นตัวคนร้ายที่มาสาปเมียตัวเองเนี่ย ออกสั่งคำเดียว ขี้คร้านทหารทั้งวังจะออกตามล่า ให้กำลังรีดเร้นตลอดจนข่มขู่ให้แก้คำสาปได้ทันที


 

“ถึงเป็นจักรพรรดิ์ ก็หาใช่ว่าจะกระทำทุกสิ่งได้อย่างสะดวกหรอกนะ เหม่ยเหริน” เฮ่อเหลียนเว่ยหลงเอ่ยออกมาพลางคลี่ยิ้มให้ เขาตอบแทนคำถามที่สายตาต้วนมู่ชิงสื่อออกมาได้เป็นอย่างดีราวกับอ่านใจได้


 

ต้วนมู่ชิงหดคอลงเล็กน้อย นึกสงสัยจัดว่าตัวเองเป็นคนแสดงออกทางสีหน้าชัดเจนเกินไปหรือไร ไยสองคนตนั้นจึงรู้ดีเช่นนี้


 

ชายหนุ่มพ่นลมหายใจออกมาพยายามทำตัวให้ตัวเองผ่อนคลาย แต่ก็เป็นเรื่องที่ยากอย่างเหลือเกิน ในเมื่อเรื่องชักลามจนหาทางแก้ได้ยาก


 

คำสาปสลักวิญญาณ ร่างกายของจื่อเหยา และคนร้ายที่แม้แต่ฮ่องเต้ก็ไม่สามารถลากตัวมารับโทษได้ เป็นโจทย์ที่ยากเสียจนปวดหัว


 

"ฮ่องเต้ขอรับ แม้อาจจะดูเป็นการละลาบละล้วง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับพี่เหยามันเป็นเรื่องที่ข้าควรก้าวก่ายไปมากกว่านี้จริงๆ หรือหรือไม่ขอรับ" ต้วนมู่ชิงถามซ้ำอีกครั้ง เพื่อให้ตนมั่นใจว่าตนสามารถที่จะเข้ามาเป็นส่วนร่วมในเรื่องนี้จริงๆ หรือไม่


 

เพราะเขายังมีอีกเรื่องหนึ่ง ที่รู้สึกเอะใจอย่างยากอธิบายอยู่หนึ่งเรื่อง


 

เป็นเช่นนั้น คนที่มาอธิบายจึงเป็นอวี้เหวินเฉิง


 

"เรื่องนั้น..." อวี้เหวินเฉิงเหลือบมองต้วนมู่ชิง เอ่ยด้วยคำพูดที่เหมือนสื่อว่าการที่ตนให้อีกฝ่ายเข้าร่วมการฟังด้วยนั้น เป็นเพราะมีบางสิ่งที่ต้องขอความร่วมมือจากอีกฝ่าย “เพราะหลังจากที่ท่านพี่มาปรึกษาเรื่องสุ่ยเซียน เสียนเฟยก็มีปฏิกริยาทันที ท่านพี่คงกำลังคิดเช่นนั้น ใช่หรือไม่ขอรับ”


 

"อืม..." ต้วนมู่ชิงตอบรับทันทีเพราะตำหนักสุ่ยเซียนที่ตนอยู่เป็นตำหนักของอาจื่อเหยา พอหลังจากที่เขาเจอวิญญาณซู่จื่อเจิน จื่อเหยาก็มีอาการนี้เกิดขึ้น ทุกอย่างประจวบมาในเวลาที่ใกล้เคียงกันเกินไปจนทำให้เขามองในแง่ลบว่าตำหนักนั้นอาจมีส่วนได้ส่วนเสียกับเหตุการณ์นี้


 

“เจ้าคาดเดาไม่มีผิดเลย อาเฉิง....”


 

“เพราะเช่นนั้นข้าจึงให้ท่านพี่อยู่ด้วยกัน เพื่อหาคำตอบของมันด้วยกันขอรับ”


 

พออวี้เหวินเฉิงตอบแบบนั้นต้วนมู่ชิงก็รู้สึกประทับใจอย่างบอกไม่ถูก สรุปแล้ว เจ้าเด็กนี่ไม่ได้หาเรื่องให้เขา แต่ให้เขาอยู่เพื่อที่จะช่วยหาคำตอบไปด้วยกันในทีเดียว...


 

และแล้วสงม้าวต้วนมู่ก็ยังคงเป็นตัวสงม้าว แสนใสซื่อและไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมต่อไป


 

ทว่าเมื่อได้ยินคำพูดของอวี้เหวินเฉิง ทั้งเฮ่อเหลียนเว่ยหลงและซ่งอี้จุ้นต่างก็มีปฏิกริยาทันที


 

"อาเฉิง...เจ้ากำลังบอกว่าสุ่ยเซียนมีปัญหา? " เฮ่อเหลียนเว่ยหลงเงยหน้าขึ้น ซึ่งอวี้เหวินเฉิงก็พยักหน้าไม่ได้ปฏิเสธสายตาแต่อย่างใด "เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ในเมื่อการจัดสรรค์ผู้ที่อยู่ในสุ่ยเซียน จื่อเหยาเลือกเฟ้นแล้วว่าจะไม่พบเจอกับปัญหาตามมาไม่ใช่หรือ? "


 

"แลคล้ายว่าการมาถึงขอข้าจะเป็นการกระตุ้นขอรับ" อวี้เหวินเฉิงรับผิดแต่โดยดี พลางนึกถึงวันที่ตนได้ไปสำรวจผนึกในห้องลับของสุ่ยเซียน การทำเช่นนั้นอาจส่งผลถึงบางสิ่งก็เป็นได้ "คราที่ข้าไปตรวจสอบ ผนึกในสุ่ยเซียนนั้นยังคงแข็งกล้า หากแต่สุดท้ายแล้วการตวรจสอบนั้นมันก็ไม่ทำให้ข้าสามารถระบุได้ว่าสิ่งที่ซู่จื่อเจินกระทำก่อนฆ่าตัวตายนั้นคือสิ่งใด"


 

พอมาฟังถึงจุดนี้ ต้วนมู่ชิงก็นิ่งค้าง เริ่มรู้สึกว่าเหมือนมีบางอย่างที่กำลังตามไม่ทันอยู่


 

ผนึก?


 

สิ่งที่ทำก่อนตาย?


 

ไม่ใช่ว่าแค่วิญญาณแค้นของคนฆ่าตัวตายงั้นหรือ?


 

ข้อมูลสารทุกอย่างมันเริ่มปะปนในหัว ต้วนมู่ชิงพ่นลมหายใจออกมา เขาเงียบลงเล็กน้อย


 

พลันนั้นที่รับรู้ถึงความอบอุ่นที่วางบนมือตน รอยยิ้มบางของอวี้เหวินเฉิงนั้นทำให้ต้วนมู่ชิงกระพริบตาปริบๆ ราวกับว่าความสับสนที่ตนมีตอนนี้ อีกฝ่ายกำลังพยายามที่จะช่วยคลี่คลายให้


 

คนๆ นี้ แม้จะมีสิ่งปกปิด แต่หากอะไรที่เขาอยากรู้ อวี้เหวินเฉิงจะบอกให้เขารู้ อะไรที่ไม่สามารถบอกได้ก็บอกตามตรงว่าขอไม่บอก ไม่บ่ายเบี่ยง ทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับความต้องการของเขา พอเป็นแบบนั้น ต้วนมู่ชิงจึงแอบไม่เข้าใจแล้วว่าทำไม อวี้เหวินเฉิงจึงได้ดึงเขาเข้าหา ให้โคจรรอบกายไม่ห่างแบบนี้


 

และในระหว่างที่ต้วนมู่ชิงครุ่นคิดแต่เรื่องของอวี้เหวินเฉิงนั้นเอง สองพี่น้องแห่งราชวงศ์เฮ่อเหลียนต่างสบตากันและกัน ประกายนัยน์ตานั้น ล้วนจริงจังขึ้นอย่างยากอธิบาย


 

“คนของท่านกับคนของข้า ล้วนมีปัญหาอยู่ในจุดเดียวกัน...” อวี้เหวินเฉิงว่า


 

“คงหมดเวลาดื่มชากันเสียแล้วสินะตอนนี้” เฮ่อเหลียนเว่ยหลงตอบรับ


 

 


 

ก็สองคนนี้มันเป็นพี่น้องกันนี่เนอะ นิสัยบางส่วน (?) เลยคล้ายกันนิดหน่อย

ป.ล. แอบมาเลียบ ๆ เคียง ๆ ถามดูค่ะ ว่ามีใครสนใจแบบฉบับรวมเล่มของนิยายเรื่องนี้ไหมนะคะ มาเซเวย์ซาวด์เสียงก่อน แล้วเดี๋ยวจะลองงอกแบบฟอร์มสอบถามความสนใจในการจัดมาให้ทำดูค่ะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 209 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

705 ความคิดเห็น

  1. #659 sakura17 (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 7 สิงหาคม 2563 / 00:06
    ขำสงเมาตอนที่บอกว่าในที่สุดสิ่งที่ได้เรียนรู้เพื่อบริการฮ่องเต้ก็ได้เอามาใช้555
    #659
    0
  2. #561 หนังสือเรา (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 12 มีนาคม 2563 / 14:44

    สนใจหนังสือรูปเล่มค่ะ รอซื้อนะค่ะ

    #561
    0
  3. #510 ruby1 (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 8 มกราคม 2563 / 23:42
    สนใจค่ะ
    #510
    0
  4. #451 Ppillow_ (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2562 / 01:36
    สนใจแบบอีบุ๊คค่าาา
    #451
    0
  5. #428 FiPp (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 20 ตุลาคม 2562 / 22:49
    สนใจค่าาาา จัดงบรอเลยยยย
    รีบมาต่อน้าาาา
    #428
    0
  6. #427 GreyEye (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 20 ตุลาคม 2562 / 11:56
    สนใจค่ะ พิมพ์เมื่อไหร่จะรีบจองค่ะ
    #427
    0
  7. #426 _n_n_ (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 20 ตุลาคม 2562 / 02:26
    เราสนแบบอีบุ๊คจ้า
    #426
    0
  8. #425 Parn Wikawee (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 20 ตุลาคม 2562 / 00:46
    แอบหลอนนนนน มีเล่มจะซื้อแบบไม่คิดเลยจ้าาาาา
    #425
    0
  9. #424 Morganez (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2562 / 22:20
    สนุกมากกกกกกกกกกกกกกกกก
    #424
    0
  10. #423 moonra (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2562 / 16:54
    สนค่า~
    #423
    0
  11. #422 Iynew (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2562 / 16:33
    ขอเปนรูป​แบบ​ e_book นะ
    #422
    0
  12. #421 กิ่งพฤกษาสวรรค์ (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2562 / 15:01
    ขอบคุณครับ
    #421
    0