[END] ยอดนายสนมกับวิถีชีวิตเยี่ยงคนเกียจคร้าน

ตอนที่ 31 : ตอนที่ 7 มีปริศนาบางสิ่งที่ต้องอยู่ร่วมกัน (3)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,821
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 274 ครั้ง
    8 พ.ค. 63

เมื่อได้ยินดังนั้นอวี้เหวินเฉิงก็คลี่ยิ้มบาง "โดยทั่วไป...คนมักจะคิดว่าผู้ที่มาเป็นสนมชายมักคือลูกขุนนางที่ฝึกปราณไม่ด้จึงต้องเอาตัวรอดด้วยวิธีเป็นสนมใช่ไหมขอรับ"

 

ต้วนมู่ชิงนั่งนิ่ง เขาพยักหน้าคล้ายจะตอบรับว่ามันเป็นดังที่อีกคนว่า ลูกขุนนางที่เกิดมาไร้แกนปราณทองทั้งหลายมักจะหาที่ยืนในสังคมด้วยการมาเป็นสนมในวังทั้งนั้น ขนาดเขาเองเขายังทำ

 

แต่ในระหว่างจะพูดต่อนั้นเอง มือก็เผลอกำจอกชาคล้ายเอะใจ ริมฝีปากพึมพำแต่กลับไร้ซึ่งเสียงใดรอดออก

 

"แต่ก็ใช่ว่าจะมีแต่คนไร้ทางเลือก...ใช่ไหมล่ะขอรับ"

 

เมื่อเห็นท่าทางของต้วนมู่ชิงอวี้เหวินเฉิงก็พูดออกมาแทบจะทันที เขาคิดว่าอีกคนน่าจะคาดเดาคำตอบได้แล้ว

 

คนมักเข้าใจว่าสนมมีแต่คนไร้แกนปราณทอง ทั้งที่ความจริงไม่ใช่ ที่แห่งนี้มีหลายคนเลือกจะทิ้งเทียบเชิญจากสำนักดังแล้วถวายตัวเข้าวังอยู่เหมือนกัน ซู่จื่อเจินเองก็เป็นหนึ่งในคนเหล่านั้น ทั้งที่ตัวเขาก็เป็นถึงคุณชายรองบ้านขุนนาง มีทักษะความสามารถด้านวิชาระดับสูง หากเดินเส้นทางอื่นคงมีงานการมั่นคงมากกว่านี้

 

"แม้ตัวข้า ตลอดจนผู้เป็นหลานจะไม่รู้ถึงเหตุผลที่ทำไมซู่จื่อเจินทำเช่นนั้น แต่ข้าคิดว่าผลลัพธ์คงคุ้มค่ามากพอที่จะทำให้เขาเข้ามาในที่แห่งนี้” อวี้เหวินเฉิงพ่นลมหายใจออกมา มองควันชาหอมที่เริ่มจางลงสลับกับมองสีหน้าของต้วนมู่ชิง ใจของชายหนุ่มนั้นคล้ายอยากเอ่ยบางอย่างหากแต่ก็ต้องส่ายหน้า

 

“ไม่รู้ว่าข้าเริ่มนอกประเด็นจากเรื่องของท่านพี่ไปยังเรื่องของซู่จื่อเจินตั้งแต่เมื่อไรกันนะ...กลับมาเข้าประเด็นกันก่อนดีไหมขอรับ?”

 

ต้วนมู่ชิงส่ายหน้าเล็กน้อย คลี่รอยยิ้มบางบนใบหน้าสวย แต่ประกายในดวงตาคู่งามนี้กลับมิได้ยิ้มตามเลยแม้สักนิด

 

“ข้าคิดว่า...แม้ตัวข้าและซู่จื่อเจินจะไม่มีอะไรสักอย่างที่เกี่ยวพัน หากแต่ก็มีสิ่งที่เกี่ยวโยงต่อกัน...เพราะอย่างไรก็ดี ผู้ที่อยู่และปลงชีพตัวเองในสุ่ยเซียนก่อนหน้าข้าก็คือเขา นั่นจึงเท่ากับว่าตัวข้านั้นอาศัยอยู่ในที่ซึ่งมีประวัติของซู่จื่อเจินเช่นกัน” ต้วนมู่ชิงหัวเราะออกมา แม้ว่านั่นจะเป็นเสียงหัวเราะที่ดูไม่เหมือนหัวเราะเลยสักนิด

 

“ไม่เคยสนใจและใส่ใจเลยด้วยซ้ำเพราะไม่เคยเจอกับตัว พอเริ่มเจอบ้าง จึงได้มาสะกิดใจ ข้าก็เป็นคนเช่นนี้แหละ”

 

อวี้เหวินเฉิงไม่ได้กล่าวอะไรต่อ ชายหนุ่มมองต้วนมู่ชิงที่ทำหน้าคล้ายคนสำนึกผิดหรือไม่ก็คนที่รู้สึกผิดอะไรสักอย่างแล้วก็ได้แต่แอบสลดในใจ

 

ใบหน้าสวยนั้นไม่ควรที่จะมีสีหน้าเช่นนั้นด้วยซ้ำ แต่อวี้เหวินเฉิงก็เข้าใจ ต้วนมู่ชิงน่ะมักบอกว่าตัวเองไม่ค่อยสนใจอะไร ทั้งที่ความจริง พอมีเรื่องอะไรเล็กน้อยกระทบใจเข้าหน่อยก็กลายเป็นสนจนเกินพอดีเสมอ...ยกตัวอย่างก็เรื่องนี้อย่างไรล่ะ

 

“ท่านพี่ไม่ต้องคิดมากหรอกขอรับ แปดปีที่ผ่านมาท่านไม่เคยพบเจออะไรเลยไม่ใช่หรือ?”

 

“แต่เมื่อคืนเจอ” แล้วต้วนมู่ชิงก็สวนกลับทันที

 

อวี้เหวินเฉิงชะงักกับการสวนกลับนั้นนิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้ตกใจอะไร เขาแค่รู้สึกว่าการที่ต้วนมู่ชิงกล้าจะสวนเถียงเขาเช่นนั้นเท่ากับว่าเขาน่าเป็นที่ไว้วางใจมากพอจะเป็นที่ปรึกษาแล้ว

 

“ทั้งหมดทั้งมวลนั้น ซู่จื่อเจินคือสาเหตุสำคัญที่ทำให้ท่านพี่นอนไม่หลับสินะขอรับ” อวี้เหวินเฉิงกล่าวยิ้มๆ ก่อนจะลุกขึ้นเพื่อเก็บสำรับอาหารที่กินกันเสร็จเรียบร้อย ซึ่งเมื่อเห็นดังนั้นต้วนมู่ชิงก็อาสาช่วยเก็บด้วย

 

และจังหวะนั้นเองที่เจ้าหมาป่าห่มหนังแกะคลี่ยิ้ม ขยับใบหน้าไปกระซิบข้างใบหูต้วนมู่ชิง...ในระยะที่เรียกว่าลมหายใจแทบรดใบหู...

 

“ข้าก็นึกว่าท่านพี่กังวล...ว่าข้าจะเสียความพรหมจรรย์เสียอีก”

 

กึก!

 

แม่...เกือบร่วง!

 

คล้ายเสียงกระซิบและลมหายใจแผ่วๆ ข้างใบหูมันทำให้ใจกระตุกไปชั่ววูบ มือไม้อ่อนแอถ้วยชามรามไหที่ถือเกือบหลุดออกจากมือ ต้วนมู่ชิงรีบหันไปหา แง่งเป็นสงม้าวโดนแย่งไผ่พร้อมถองศอกใส่สีข้างอวี้เหวินเฉิงอย่างแรง

 

ร่างเล็กงอนตุบตับอุ้มสำรับเดินหนีห่างจากอวี้เหวินเฉิงไปให้ไกล

 

แต่จะไปไกลได้อย่างไรในเมื่อเรือนหลังนี้เล็กนัก อวี้เหวินเฉิงเดินตามแค่ไม่กี่ก้าวก็อยู่กันสองต่อสองในห้องครัวแล้ว

 

“อา...ขออภัยขอรับท่านพี่ ข้าคงเล่นมากเกินไป” เมื่อเห็นคนงอนตุ๊บ อวี้เหวินเฉิงเป็นอันต้องยอมแพ้เข้าไปง้อแต่โดยดี ทั้งเอ็นดูทั้งรู้สึกผิดด้วยเพราะดูเหมือนเขาจะยิงศรเข้าไปทิ่มแทงอีกฝ่ายไปหลายดอกตั้งแต่เช้า...ควรหยุดเสียก่อนจะโดนโกรธจนหาทางคืนดีได้ยาก

 

“รู้ตัวก็ดี” ต้วนมู่ชิงพ่นลมหายใจออกมา มองจานชามในอ่างล้างอย่างเงอะงะ ยกสองมือค้างไว้ราวกับหมอหลวงรอชันสูตร อวี้เหวินเฉิงเห็นก็ได้แต่กลั้นขำ ร่างสูงเอาตัวเข้าแทรกกลางแล้วเป็นฝ่ายแย่งทุกอย่างมาจัดการเอง แถมยังคล่องแคล่วเป็นอย่างมาก

 

และนี่เป็นอีกครั้งที่ทำให้ต้วนมู่ชิงรู้สึกว่าตนควรไปฝึกฝนงานบ้านงานเรือนบ้างเสียแล้ว

 

“ท่านพี่พูดถึงเรื่องนั้นต่อเถิดขอรับ ข้าฟังอยู่” อวี้เหวินเฉิงพูดระหว่างที่กำลังจัดการทำความสะอาดจานอาหาร

 

ต้วนมู่ชิงเงียบลงเล็กน้อย ครุ่นคิดอยู่หน่อยก่อนจะเริ่มกล่าวต่อ

 

“ข้าไม่มั่นใจว่าซู่จื่อเจินนั้นหน้าตาเป็นเช่นไร อีกทั้งรายละเอียดส่วนใหญ่...อา หมายถึงเรื่องที่เขาเคยอยู่ที่สุ่ยเซียนและตายที่นั่นน่ะ นอกจากข่าวที่คนร่ำลือกัน ข้าก็ไม่ได้สนใจใคร่ศึกษา เหม่ยเหรินรุ่นก่อนนิสัยเป็นอย่างไร ทำความผิดเช่นไร ข้าไม่อยากรับมาใส่ใจ...เพราะข้าไม่อยากให้คนรับใช้ในเรือนหวาดกลัวเรื่องเล่านั้น” ต้วนมู่ชิงสารภาพอย่างทดท้อ

 

เขารู้ดีอยู่แล้วว่าตนใช้ตำหนักมือสองต่อจากคนอื่น และคนชอบอ่านหนังสือเช่นเขาย่อมชอบอ่านจดหมายเหตุต่างๆ มีหรือะไม่รู้ประวัติศาตร์

 

เรื่องการใช้ตำหนักต่อจากคนที่เคยอยู่ก่อนหน้าหรือต่อให้มีใครสักคนตายอยู่ในตำหนักน่ะ มันเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว เพราะพระราชวังอยู่มาก็หลายปี ฮ่องเต้ก็เปลี่ยนหลายรุ่น สนมเองก็ด้วย มันก็เหมือนการหมุนเวียนจากรุ่นสู่รุ่นนั่นแหละ หากอยู่อย่างเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ไม่ใส่ใจซึ่งอดีตก็จะอยู่อาศัยได้อย่างสบายใจ ไร้กังวลว่าจะมีเรื่องลี้ลับ

 

กับเขาน่ะไม่เท่าไรเพราะต้วนมู่ชิงไม่ใช่คนกลัวผี แต่กับเหล่าคนรับใช้นี่สิออกจะต่างกัน

 

อย่างน้อยเขาก็อยากให้คนเหล่านั้นอยู่อย่างสบายใจล่ะนะ

 

**********

 

ดวงตะวันค่อยๆ ปรากฏพ้นจากเส้นขอบฟ้า แสงสีทองอาบไล้ขับไล่สีน้ำเงินเข้มให้กลายเป็นสีสันของท้องฟ้ายามอรุณ

 

ณ.เบื้องหน้าประตูบานหนึ่งซึ่งเร้นลับต่อสายตาผู้คนนั้นเอง ปรากฏร่างของชายสองคนที่กำลังยืนส่งมอบของบางอย่างกันอย่างลับล่อ

 

“ไม่อยู่ที่ตำหนักงั้นหรือ” ชายคนที่หนึ่งเอ่ยพูดทันทีหลังจากทราบความจากซื่อเป่า...ผู้หลบออกจากตำหนักสุ่ยเซียนมาลอบพบกัน

 

แม้ว่าจะใช้คำว่า 'ลอบพบ' หากแต่ท่าทางคนสองคนนี้ ไม่ว่าจะการพูดคุยก็ดี ระยะห่างก็ดี ไม่ได้มีความลับๆ ล่อๆ ชวนหวามใจเลยสักกะผีกริ้น ความต้องสงสัยนั้นเรียกได้ว่าไม่มีอะไรในกอไผ่...แม้แต่หน่อไม้สักหัวก็ไม่เจอ

 

“ขอรับ... เหม่ยเหรินท่านได้ทิ้งข้อความไว้ว่า...เขานอนไม่หลับเลยจะออกไปเดินเล่น คาดว่าสักสายๆ ตะวันส่องทั่วฟ้าแล้วคงกลับ ท่านอย่าได้ห่วงกังวลเลย...ข...ขอรับ” ซื่อเป่าเอ่ยตอบ เขาก้มหน้างุดอย่างไม่กล้าสบสายตาคู่สนทนาโดยตรง จะด้วยเพราะเกรงใจ ประหม่า หรือไม่ก็อาจจะทั้งสองอย่างร่วมกัน

 

แต่สรุปแล้วเด็กหนุ่มก็ไม่กล้าสบตาคนตรงหน้าอยู่ดี ความถ่อมตัวปะปนไปกับความกังวลหนักอึ้งในอกจนไม่ต่างจากคนจมน้ำหายใจไม่ทัน ไม่ว่าจะเมื่อไรการพูดคุยกับคนไม่คุ้นเคยก็เป็นเรื่องยากสำหรับเขา สิ่งที่ซื่อเป่าทำได้ตอนนี้ก็คือรีบรับของที่ผู้นั้นฝากมาและจรลีรีบกลับตำหนักโดยเร็วเท่านั้น

 

"เช่นนั้นแล้ว...ซื่อเป่าขอลา" พูดจบซื่อเป่าก็รีบโค้งตน สาวเท้าเดินจากจรให้ไว

 

ชายคนนั้นมองตามแผ่นหลังซื่อเป่าไป พ่นลมหายใจออกมาหนึ่งครั้ง

 

ไม่อยู่ที่ตำหนัก...ไปไหนของเจ้ากันนะ...อาชิง

 

ดวงตาสีเข้มเหลือบมองบรรยาการรอบข้าง พลันลมหายใจอย่างทดท้อก็พวยพ่นออกมาเสียงดัง

 

ดัง...จนคนข้างหลังถึงกับกระแอมทัก

 

“ซ...ซ่งกงกงเองหรอกหรือขอรับ” ชายคนนั้นเอ่ยเสียงแผ่ว ตกใจนักหากแต่ต้องเก็บกริยาให้สำรวมรักษามาดยามที่เห็นหัวหน้าขันทีคนคุ้นเคย

 

ซ่งอี้จุ้นหลุดขำเพราะท่าทางของคนตรงหน้าแทบไม่ต่างจากผู้เป็นน้องชายยามเลิกลั่กเลยแม้แต่น้อย ประมาณ ว่า...คิดว่าตนแนบเนียนทั้งที่มองร้อยลี้ก็ดูออกว่าตกใจ...อะไรทำนองนั้น

 

“ขอรับ...เป็นผู้น้อยเอง" ชายหนุ่มตอบรับอย่างสุภาพ ซ่งอี้จุ้นคลี่ยิ้มจางๆ ทักทายกับคนเบื้องหน้า ด้วยทีท่าคล้ายว่าจะคุ้นเคยกันอยู่ไม่ใช่น้อย "ท่านต้วนมู่หลิวผู้จริงจัง...ลอบส่งของใช้ให้น้องชายอีกแล้วหรือขอรับ?”

 

คำว่า 'อีกแล้ว' ที่ซ่งอี้จุ้นกล่าว ก็พอเป็นคำตอบได้ว่าต้วนมู่หลิวกระทำเรื่องเช่นนี้บ่อยแค่ไหน และกงกงคนนี้จับได้มานานแล้วเพียงใด หากแต่ท่าทีของคนพูดนั้นกลับดูไม่ใช่การตำหนิติเตียนเลยสักนิด

 

เมื่อได้ยินคำแซวเช่นนั้น ต้วนมู่หลิวก็ได้แต่ยืนยิ้มขืนๆ เก้อๆ สิ่งที่เขาทำได้ในตอนนี้จึงมีเพียงแค่ตอบรับด้วยเสียงในลำคออย่างเลี่ยงไม่ได้

 

“ขอรับ...” เขาตอบ

 

ด้วยแซ่นี้ไม่ว่าใครก็คงคาดเดาความสัมพันธ์ได้ ต้วนมู่หลิวเป็นพี่ชายของต้วนมู่ชิง เหม่ยเหรินคนงามแห่งรัชศกนี้อย่างไม่ผิดฝา

 

นอกจากชื่อแซ่แล้วทั้งคู่ยังมีความคล้ายคลึงกันถึงห้าในสิบส่วน แม้คนพี่จะกระเดียดไปทางชายรูปงาม ร่างสูงโปร่งหล่อล่ำมากกว่าสวยหยาดเยิ้มบอบบางเช่นสตรีดังเช่นคนน้องก็ตาม แต่สองพี่น้องก็ได้รับเค้าร่างและองค์ประกอบบนใบหน้าที่เหมาะเจาะจากประมุขสกุลต้วนมู่ผู้เป็นบิดามาอย่างครบถ้วน

 

โดยส่วนที่ดูต่างกันนั้นคงเพราะต้วนมู่ชิงกลับได้รับความงามมาจากผู้เป็นมารดา...ซึ่งมีคนละสายเลือดกับต้วนมู่หลิว หรือก็คือพวกเขามีพ่อคนเดียวกันแต่แม่คนละคน เป็นพี่น้องต่างมารดากันนั่นเอง

 

“ช่วยทำเป็นไม่เห็นได้หรือไม่ขอรับ” ต้วนมู่หลิวเอ่ยเสียงอ่อนมองซ่งอี้จุ้นหนึ่งครั้งแล้วเบือนสายตาหนีอีกสองครา การถูกสายตาของอีกคนจ้องมาหลังจากทำความผิดเช่นนี้มันช่างเหมือนโดนเข็มตำใจ

 

“ข้าก็...ทำเป็นมองไม่เห็นทุกคราขอรับ ท่านต้วนมู่หลิว” ว่าจบซ่งอี้จุ้นก็เงยหน้ามองคนสูงกว่าตน พร้อมกับยิ้มด้วยรอยยิ้มที่เป็นอันรู้กัน เขาเป็นขันทีที่คอยดูแลความเรียบร้อยของเหล่าสนม ทุกเรื่องที่เกิดขึ้นในวังหลังล้วนรายงานผ่านเขา สิ่งที่ต้วนมู่หลิวทำไม่มีทางรอดสายตาแน่นอน

 

จริงอยู่ที่สนมนั้นเป็นสมบัติของวังมีชีวิตอยู่ภายใต้กฎมากมายกองเท่ายอดเขาหิมะ ทว่าซ่งอี้จุ้นไม่ใช่สายพิณตึงขึง คนอื่นมักมองเขาเป็นหัวหน้าขันทีผู้มีความรับผิดชอบสูง หากแต่เนื้อแท้นั้นจิตใจดีไม่เคร่งครัดเกินควร สิ่งใดเว้นได้ก็เว้นสิ่งใดเว้นไม่ได้ก็ไม่เว้น

 

อย่างเช่นกรณีนี้...

 

“อย่ากังวลเลยขอรับ ข้า...ไม่เห็นว่าการที่พี่ชายเอาขนม เอาของกินมาเยี่ยมเยียนน้องชายเป็นเรื่องผิดวินัยแต่อย่างใด” ซ่งอี้จุ้นพูดจบก็ผายมือเล็กน้อย คล้ายจะเชื้อเชิญให้ต้วนมู่หลิวเดินไปด้วยกัน

 

“หากแต่ข้าขออนุญาตใส่ใจสักเรื่อง...จะได้หรือไม่ขอรับ ท่านต้วนมู่หลิว”

 

เมื่อได้ยินคำถามเช่นนั้นต้วนมู่หลิวจึงเลิกคิ้ว ดวงตาสีเข้มเหลือบมองคนที่เดินข้างกายด้วยสายตางุ่นงงหนัก หากแต่ก็ยังอุตส่าห์พยักหน้าตอบรับว่าได้

 

ซ่งอี้จุ้นนั้นส่งเสียง ‘อืม--’ ในคอตัวเองก่อนจะเริ่มพูดบ้าง

 

“ต่อให้ห้ามชายอื่นนอกจากเว่ย...ฮ่องเต้และขันทีเข้าพบพระสนมก็จริง แต่ท่านเป็นผู้ทำงานใกล้ชิดย่อมเอ่ยขอละเว้นเป็นกรณีพิเศษได้ง่ายนัก อีกทั้ง...หากตัดเรื่องตำแหน่งไป ความสัมพันธ์ในสถานะคนในครอบครัวก็ถือว่าเป็นสิทธิ์ที่เอามาอ้างเป็นข้อยกเว้นได้นะขอรับ เหตุใด...ท่านจึงต้องคอยลักลอบจนราวกับเป็นเรื่องผิดธรรมเนียม?”

 

ต้วนมู่หลิวเหลือบมองคนเดินข้างตัวเล็กน้อย สีหน้าเขาไม่ได้เปลี่ยนไปหากแต่ในสายตาล้วนบ่งบอกให้ขันทีหนุ่มรู้ว่าสิ่งที่คิดมันเป็นสิ่งที่พูดได้ยากเย็นนัก

 

เมื่อเป็นเช่นนั้นซ่งอี้จุ้นจึงยกมือขึ้น แตะไหล่อย่างแผ่วเบาหนึ่งครั้ง แล้วละมืออออกอย่างสุภาพ คล้ายกับจะพูดว่าไม่เป็นไร เขารอให้พูดได้

 

ต้วนมู่หลิวจึงเริ่มรู้สึกวางใจ เริ่มพูดให้คนข้างตัวฟัง

 

“แม้สิ่งที่ท่านกล่าวล้วนเป็นสิทธิ์ที่ข้าทำได้ หากแต่...ไม่ใช่ข้าไม่อยากพบน้องชายนะขอรับ ทว่าหากอาชิงเขาไม่อยากพบข้า เส้นสายใดๆ ก็ไม่อาจช่วยได้ แม้กระทั่งท่านเว่ยหลงเองก็ตาม” เสียงยังคงความสุภาพหากแต่ก็แอบเจือควมรู้สึกเสียใจปะปน

 

คนฟังรู้สึกเจ็บปวดตามเล็กน้อย ทว่าซ่งอี้จุ้นไม่รู้เรื่องราวปัญหาในบ้านสกุลต้วนมู่มากนัก มันเป็นความซับซ้อนของครอบครัวขุนนางใหญ่ที่คนนอกไม่ควรเข้าไปยุ่ง แม้ในใจจะรู้อยู่ลึกๆ ถึงสาเหตุที่ต้วนมู่ชิงใจแข็งไม่อยากพบปะกับคนในครอบครัวนัก

 

โดนตัดหางปล่อยเข้ามาเป็นสนมโดยไม่มีการรั้ง...หากไม่น้อยใจก็ไม่รู้จะว่างอย่างไร

 

"อืม..." ซ่งอี้จุ้นถอนหายใจเพื่อปรับความรู้สึก ชายหนุ่มหันไปคลี่ยิ้มให้ "พยายามเข้านะขอรับพี่หลิว"

 

พอได้ยินคำที่ไม่ได้ยินมานานก็หลุดขำพรืดออกมา ความหนักอกหายไปเล็กน้อยจนเริ่มมีรอยยิ้มประดับบนใบหน้าคมคาย

 

"ขอบคุณนะ..."

 

กล่าวออกมาอย่างทดท้อ ทว่าก็ยังคงมีความหวัง

 

แม้ในตอนนี้ต้วนมู่หลิวจะทำได้แต่เพียงส่งผ่านความห่วงใยผ่านข้าวของที่เอามาให้ และเฝ้าหวังว่าสักวัน ผู้เป็นน้องชายจะยอมใจอ่อนและให้อภัยเสียที

 

คงได้แต่กล่าวขอโทษซ้ำไปซ้ำมาเท่านั้น...

 

เมื่อตอนก่อนเราเรียงลำดับญาติผิดค่ะ ต้องเป็น 'อา' นะคะไม่ใช่ 'น้า'

และเอาจริงนะคะ ถ้าเอาพล็อตคู่เว่ยหลงจื่อเหยาเป็นคู่หลักของเรื่อง นิยายเรื่องนี้คงเป็นเปลี่ยนจากสืบสวนเป็นแนวชิงรักหักสวาทในวังหลังจริง ๆ แน่นอนเลยค่ะ 5555555555555

แต่สนใจตอนพิเศษของคู่หลงเหยานี้ไหมคะ /เอ๊ะ

และประกาศข่าวร้ายค่ะ....

อย่างที่เราเคยบอกไปเมื่อตอนก่อนนะคะว่าเรากำลังรีไรท์...แต่เพราะว่ารีไรท์ แถมมีเขียนแทรกอีกเรื่องด้วย เราเลยปั่นตอนใหม่ไม่ทันแน่นอนเลยค่าา *ร้องไห้* *ร้องไห้* และ *ร้องไห้*

ต้องขอโทษด้วยนะคะ ฮือออ แต่เราจะพยายามจัดการรีไรท์ให้เป็นที่เรียบร้อยไปพร้อม ๆ กับสต็อคตอนใหม่ให้เสร็จในอาทิตย์ที่ลาพักร้อนนะคะ

อยากได้ตอนพิเศษสั้น ๆ สัก 1 - 2 หน้า A4 ชดเชยไหมคะ /แค่กๆ ๆ ๆ

แล้วพบกันค่าาาาา!!

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 274 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

705 ความคิดเห็น

  1. #655 sakura17 (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2563 / 23:42
    พี่ชาย มีการแอบส่งขนมมาง้อด้วยยย
    เพราะอย่างนี้จื่อเหยาเลยได้เอ็นดูต้วนมู่ชิงขนาดนี้สินะ
    #655
    0
  2. #541 อดีตรีดเงา (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2563 / 16:46

    ได้คู่นั้นด้วยก็ดีดิ่!

    #541
    0
  3. #448 Ppillow_ (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2562 / 01:17
    ทางเราสนใจค่ะ อิอิ
    #448
    0
  4. #385 sany sanny (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 18 กันยายน 2562 / 11:37
    ชอบเรื่องนี้นะคะ ต่อไปจะเล่นปมอะไรต่อน้าา
    #385
    0
  5. วันที่ 17 กันยายน 2562 / 23:31
    อีพี่นี่ใจดีจริงๆ นิสัยดีด้วยถึงจะดูขี้เกียจหน่อยๆก็เถอะ งี้แหละน้องเฉิงเลยยังปักใจอยู่ แต่ว่าเรื่องนี้นี่ปมนี่เยอะจริงๆ มีมาเรื่อยๆเลย
    #384
    0
  6. #376 FiPp (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 16 กันยายน 2562 / 11:38
    เรื่องนี้สนุก รอติดตามทุกอย่างที่ไรท์จะทำไหวคะ คริๆ
    #376
    0
  7. #371 Moko87 (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 15 กันยายน 2562 / 01:46
    ชอบเรื่องแนวนี้ค่ะ รอนะคะ
    #371
    0
  8. #370 reallelarat3 (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 15 กันยายน 2562 / 00:20
    สนุกมากค่ะ😍😍😍
    #370
    0
  9. #369 GreyEye (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 14 กันยายน 2562 / 21:46
    ขอบคุณค่ะ รอติดตามนะคะ สนุกมากๆ
    #369
    0
  10. #368 ZiRbuT (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 14 กันยายน 2562 / 15:06
    ลึกลับจริงๆ แกล้งพี่เค้าเยอะๆเลยย อยากเห็นคนเขินน
    #368
    0
  11. #367 kyohyeE (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 14 กันยายน 2562 / 15:04
    มาแล้วววว
    #367
    0
  12. #366 Pissuda627 (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 14 กันยายน 2562 / 14:41
    สู้ๆ รออ่านตอนรีไรท์ด้วยค่ะ
    #366
    0
  13. #365 กิ่งพฤกษาสวรรค์ (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 14 กันยายน 2562 / 14:30
    ขอบคุณครับ
    #365
    0