[END] ยอดนายสนมกับวิถีชีวิตเยี่ยงคนเกียจคร้าน

ตอนที่ 30 : ตอนที่ 7 มีปริศนาบางสิ่งที่ต้องอยู่ร่วมกัน (2)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,994
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 325 ครั้ง
    8 พ.ค. 63

คล้ายกับว่าอาการกระเง้ากระงอดดังคนงอนเมื่อครู่หายไปในทันทีเมื่อเท้าของต้วนมู่ชิงข้ามธรณีประตู ดวงตาสีเข้มมองตำหนักเล็กของว่าที่สนมอย่างสนใจ ด้วยเพราะตั้งแต่แรกเข้าจนบัดนี้ตนไม่เคยเข้ามาตำหนักเล็กนี้มาก่อน

 

เดิมทีตำหนักนี้ไว้มอบให้แก่พระนางน้อยๆ ทั้งหลาย อีกทั้งตามหลักพวกว่าที่สนมทั้งหลายจะให้นอนรวมกันที่หอนอน กรณีอวี้เหวินเฉิงคงเป็นเหตุผลพิเศษ (แน่สิก็จ้างมานี่นะ) ฮ่องเต้จึงพระราชทานตำหนักน้อยหลักนี้ให้เพื่อความเป็นส่วนตัวในการทำงานกระมัง?

 

ตำหนักนี้ค่อนข้าเล็กชนิดที่ห้องบางห้องในตำหนักจูเชวี่ยของจื่อเหยายังใหญ่กว่าด้วยซ้ำ ทว่าก็มีห้องหับครบถ้วนต่อความจำเป็นตกแต่งอย่างเรียบง่ายเหมาะจะอยู่แค่คนหรือสองคน

 

แต่ที่ต้วนมู่ชิงใคร่สนใจคงเป็นเพราะที่แห่งนี้กลับสะอาดสะอ้าน เป็นระเบียบ ทั้งที่ไม่ได้มีคนรับใช้คอยดูแลตำหนักให้ตลอดเวลาเหมือนสนมมีลำดับ นั่นอาจจะเป็นเพราะอวี้เหวินเฉิงเป็นคนทำความสะอาดเองก็เป็นได้

 

“แล้วเหตุใดวันนี้เจ้าถึงตื่นเช้านักหรือว่านอนไม่หลับกันนะ อาเฉิง?” ต้วนมู่ชิงเริ่มชวนคุย เขาปล่อยให้เจ้าของตำหนักเดินนำทาง

 

“อันที่จริง เวลานี้...เป็นเวลาตื่นข้าน่ะขอรับ ท่านพี่” อวี้เหวินเฉิงตอบ ส่วนต้วนมู่ชิงก็ได้แต่ส่งเสียง ‘อะ’ ออกมาเบาๆ คล้ายคนประหลาดใจแต่ก็ยังไม่ทันได้ถามอะไร พวกเขาก็มาถึงห้องรับแขกกันเสียก่อน

 

อวี้เหวินเฉิงหยุดฝีเท้า หันมาผายมือเชื้อเชิญให้คนอายุมากกว่าเข้าไปด้านใน ทว่าในระหว่างจัดแจงเตรียมสำรับชาให้อยู่นั้นเอง ชายหนุ่มก็ต้องทำหน้างุ่งงงเป็นยิ่งนัก เพราะแขกของเรือนตอนนี้นอกจากจะไม่ยอมนั่งแล้วยังทำหน้าเหมือนเจ้าหนูจำไมใส่อีก

 

อวี้เหวินเฉิงคล้ายจะอ่อนใจ พ่นลมออกจากริมฝีปากเล็กน้อยและเริ่มพูดต่อ

 

“กฏข้อสำคัญของสำนักข้านั้นคือ เข้าหอนอนก่อนฟ้ามืด ทบทวนตำราจวบจันทร์ขึ้นสูง และตื่นก่อนฟ้าสว่างขอรับ” อวี้เหวินเฉินอธิบายกฏของสำนักตัวเองให้กับอีกคนฟัง “ตัวข้านั้นเป็นศิษย์ใน [1] สำนัก จึงต้องใช้ชีวิตเช่นนี้ตั้งแต่เล็ก เมื่อโตมาเลยติดนิสัยเช่นนี้ขอรับ”

 

ต้วนมู่ชิงได้ยินคำว่า ‘ตื่นเช้า’ ก็ได้แต่ทำหน้าคล้ายเจอยาขม

 

“เป็นข้า...คงละตัวออกจากหมอนก่อนตะวันรุ่งไม่ได้แน่” ต้วนมู่ชิงตอบทันทีพร้อมกับพ่นลมหายใจออกมาเบาๆ นึกภาพตัวเองลุกขึ้นมาแต่ตะวันไม่พ้นขอบฟ้ามาทำนั่นทำนี้แล้วก็ได้แต่ส่ายหน้า ถ้าเป็นสมัยก่อนช่วงวัยแรกรุ่นคงทำได้หรอก แต่ตอนนี้อย่าหวังเลยว่าจะตื่น

 

แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้น...

 

ใบหน้าสวยเงยขึ้นเล็กน้อย เหลือบมองอวี้เหวินเฉิง

 

“แต่หากเจ้าไม่ว่าอะไร เล่าให้ข้าฟังอีกได้ไหม จะเป็นเรื่องราวประจำวันของเจ้าสมัยอยู่สำนักก็ได้นะ” ต้วนมู่ชิงพูดพร้อมกับรอยยิ้ม ถึงจะรู้สึกว่าวิถีชีวิตนั้นเป็นอะไรที่เข้าไม่ถึงแต่ก็อยากจะฟังอยู่ดีเพราะชีวิตในรั้วสำนักก็เป็นหนึ่งในความฝันวัยเด็กของเขา

 

อีกทั้งเขายังอยากจะรู้จักอีกฝ่ายมากกว่านี้...คงไม่ใช่ความผิดหรอกกระมัง...

 

“ได้สิขอรับ” อวี้เหวินเฉิงตอบรับในแทบจะทันทีพร้อมพยักหน้า ฝ่ามือที่ค่อนไปทางกร้านจากการฝึกกรำกระบี่ลูบไล้ผิวแก้มเนียนนุ่มอย่างถนอม

 

ทว่าชายหนุ่มไม่มั่นใจนักว่าตอนนี้ตนทำหน้าเช่นไรให้กับอีกคน...

 

จวบจนความเงียบงันนั้นจบลงเมื่อเสียงครวญจากท้องของต้วนมู่ชิงดังขึ้น

 

“ดูที...แทนที่จะเตรียมชาข้าอาจต้องขอตัวไปทำอาหารเช้าเสียแล้ว นี่ข้าเองก็เพิ่งต้มข้าวทิ้งไว้ ท่านพี่อยากร่วมโต๊ะอาหารด้วยกันไหมขอรับ” อวี้เหวินเฉิงว่าพลางกลั้นขำเท่าที่จะทำได้

 

“อีกประเดี๋ยวก็มีคนรับใช้ยกมาให้ไม่ใช่หรือ” ต้วนมู่ชิงเอามือวางบนท้องตัวเอง แม้ใจจะนึกอับอายขายขี้หน้าแต่คำพูดของอวี้เหวินเฉิงก็ทำให้เขาต้องเงยหน้ามองเพราะปกติแล้วต่อให้เป็นว่าที่สนมพอถึงเวลาอาหารก็มีบ่าวไพร่ในวังจัดเตรียมไว้ให้อยู่แล้ว

 

“ข้ารู้ขอรับแต่ข้าเคยขอกับซ่งกงกงแล้วว่าจัดหาอาหารการกินเอง” อวี้เหวินเฉิงตอบ สารภาพกลายๆ ว่าตนเป็นคนกินยาก

 

“อีกทั้งท่านพี่เองก็มาเยี่ยมเยียนน้องถึงนี่แล้ว ข้าจึงอยากตอบแทนมื้ออาหารที่สุ่ยเซียนวันก่อน...ได้ไหมขอรับ” อวี้เหวินเฉิงคลี่ยยิ้มให้เล็กน้อย ก้มลงมองต้วนมู่ชิง มือที่แตะแก้มนั้นเลื่อนลงมาประครองมือเอาไว้พร้อมกันกับที่ดวงตาคู่สวยราวกับหงส์นั้นเจือประกายออดอ้อนชวนให้ใจกระตุกวูบ

 

“แม้อาจจะไม่ได้เลิศรสเช่นพ่อครัววังหลวง แต่ท่านพี่จะให้โอกาสน้องทำอาหารให้ท่านได้ลองชิมบ้างสักครั้ง...ได้หรือไม่ขอรับ?”

 

...เอ่อะ...

 

มาไม้นี้ ส่งสายตาอ้อนแบบนี้ แล้วเขาจะปฏิเสธได้อย่างไรเล่า!

 

ต้วนมู่ชิงจึงได้แต่ครวญในใจ หยีตาหรี่กับภาพลูกหมาน้อยกระดิกหางออดอ้อนนั้น เขายอมแพ้แก่สายตาของอวี้เหวินเฉิงแต่โดยดี ซ้ำยังเดินตามอีกฝ่ายเข้าไปในครัวอีกด้วย

 

“ท่านพี่นั่งรอก่อนได้นะขอรับ ข้าจัดการไม่นานหรอก” อวี้เหวินเฉิงว่า

 

“ให้ข้าตามไปเถิด อยากช่วยเหลืออะไรเจ้าบ้าง” ต้วนมู่ชิงตอบกลับ ก่อนจะได้รับการลูบๆ ผมจากคนตรงหน้าแทนคำตอบ ก่อนพวกเขาจะเดินไปด้วยกันต่อ

 

เนื่องจากราชวงศ์นี้มีธรรมเนียมยึดเอาความสะดวกสบายของคนอยู่เป็นหลัก (ถ้ามันไม่ขัดต่อกฏพระราชวัง) ตำหนักแต่ละตำหนักล้วนมีห้องครัวอยู่แล้ว หากแจ้งความประสงค์ต่อขันทีว่าต้องการจะทำอาหารเอง ก็จะมีคนนำของสดที่พอเพียงต่อการรับประทานมาส่งให้ถึงหน้าเรือนทุกสัปดาห์ ไม่ต้องออกไปจ่ายตลาดเองชีวิตสะดวกสบายเป็นยิ่ง

 

อะ...?

 

กลิ่นหอมๆ ของเครื่องเทศและควันอุ่นฉุยๆ ของข้าวต้มสุกใหม่ลอยอบอวลในยามที่ย่างเข้าไปในครัว ทำให้ต้วนมู่ชิงก็แอบกลืนน้ำลายทันที

 

อวี้เหวินเฉิงทำงานครัวคล่องแคล่ว จับนั่นจับนี่ว่องไวราวกับถนัดมือ อีกทั้งความเป็นระเบียบเรียบร้อยของสถานที่อยู่อาศัยก็พอทำให้เข้าใจได้ว่านอกจากกินยากแล้วเจ้าตัวยังระเบียบจัดอยู่พอตัว

 

ต้วนมู่ชิงรู้สึกเหมือนตนเป็นตัวเกะกะได้แต่ยืนหน้าเหรอหรา ไม่รู้จะหยิบจะจับทำอะไรก่อนเป็นอย่างแรก สารภาพเลยก็ได้ว่าเขาทำงานบ้านไม่เป็น ตลอดหลายปีที่ผ่านมามีคนคอยจัดการให้มาตลอดไม่ใช่ว่าเพราะเขาเป็นลูกคุณหนูแต่เพราะแค่เอาผักจากไหดองมาหั่นยังวินาศสันตะโร คนเลยไม่อยากมาตามเก็บล้าง

 

สุดท้ายเมื่อรู้สึกว่าตัวเองไร้ประโยชน์ ชายหนุ่มจึงเก็บไม้เก็บมือ หลบฉากเป็นเด็กดีรอจนกว่าอวี้เหวินเฉิงจะทำอาหารเสร็จ

 

อาหารเช้าวันนี้จึงเป็นข้าวต้มเกลือพร้อมผักดองทรงเครื่องกลิ่นหอมฉุย เป็นสำรับที่ดูน่ากินเหมาะกับเริ่มวันใหม่เป็นที่สุด

 

หากแต่...เครื่องเคียงข้าวต้มนั้นออกจะแปลกประหลาดไปสักหน่อยเพราะเป็นเนื้อแกะผัดกับเครื่องแกงแบบเผ็ดร้อน...หรือก็คือกินของเผ็ดปากพองแต่เช้าตรู่เลยนั่นเอง หาคนครัวมาเห็นคนเป็นลมพร้อมกรีดร้องว่าชวน ‘ผิดผีเป็นที่สุด! ’ อะไรทำนองนั้นแน่ๆ

 

แต่แทนที่จะรู้สึกกระอั่กกระอ่วนกับมื้อเช้าชวนเสาะท้อง ต้วนมู่ชิงกลับตาวาววับกับเนื้อแกะผัดเผ็ดนั่น

 

“ข้าจำได้ว่าท่านชอบทานของรสจัด...” อวี้เหวินเฉิงพูดระหว่างที่เขาเช็ดมือกับผ้าเช็ดมือ หลังจากจัดเตรียมอาหารใส่สำรับเรียบร้อยแล้ว

 

“จำได้ด้วยหรือ” ต้วนมู่ชิงนึกถึงมื้อเย็นที่ได้กินด้วยกันในสุ่ยเซียนเมื่อหลายวันก่อนก็ร้องอ๋อ วันนั้นก็มีแกะผัดพริกเช่นนี้เหมือนกัน เลยสรุปเอาตรงนั้นว่าอีกฝ่ายคงจำได้ ช่างใส่ใจจริงเชียว

 

"ท่านพี่ชอบเนื้อแกะ ชอบของเผ็ด แล้วก็ชอบพริกหม่าล่าที่สุด" อวี้เหวินเฉิงไล่นับนิ้วสิ่งตนเองจำได้ ส่วนต้วนมูชิงก็พยักหน้ากับตัวเองเบาๆ สองสามครั้งแทนคำตอบว่าอีกฝ่ายพูดถูกแล้ว

 

"เจ้าความจำดีนัก เก่งมากเลยอาเฉิง..." ต้วนมู่ชิงเอ่ยชมส่งท้ายก่อนจะก่อนจะขันอาสาช่วยยกสำรับอาหารเนำออกจากห้องครัวไปนั่งกินที่โต๊ะอาหาร

 

อวี้เหวินเฉิงถอนหายใจออกมาระหว่างมองแผ่นหลังเล็กเดินออกจากห้องไป

 

ดวงตาหงส์หรี่ลงเล็กน้อย สีหน้าที่ราวกับถอดใจปะปนไปกับระลึกบางสิ่งที่ค้างคา

 

“ข้าจำเรื่องของท่านได้ทุกอย่างขอรับ...”

 

อวี้เหวินเฉิงพูดออกมาเบาๆ ก่อนจะเดินตามหลังต้วนมู่ชิงไปเช่นกัน

...

...

 

หลังจากนั้นพวกเขาก็เดินมาถึงโต๊ะอาหารและจัดแจงเตรียมกินมื้อเช้าด้วยกัน

 

“รสชาติ...เป็นเช่นไรบ้างขอรับ” อวี้เหวินเฉิงเอ่ยถาม แม้สีหน้าเป็นสุขของต้วนมู่ชิงยามที่ได้ลิ้มลองเนื้อแกะผัดเผ็ดก็พอจะเดาคำตอบได้อยู่หรอก หากแต่...เขาก็อยากได้ยินคำชมว่ารสมือตนเป็นที่ชื่นชอบจากปากอยู่ดี

 

“อร่อยสิ” ต้วนมู่ชิงลอบใช้ปลายนิ้วโป้งเช็ดปากตน คลี่ยิ้มอย่างเริงร่า “เจ้านี่ใส่ใจข้าจังเลยนะ”

 

“ต้องใส่ใจสิขอรับ”

 

“งั้นเจ้าจะลองชิมหน่อยไหม เป็นคนทำแท้ๆ แต่เตรียมให้ข้าแค่คนเดียว”

 

“ข้าเตรียมให้ท่านพี่ขอรับ แค่เพียงท่านคนเดียว” เมื่อได้ยินคำนั้นก็ตอบทันที เขามองคนที่นั่งอยู่เบื้องหน้าไม่วางตาเสียจนคนโดนมองต้องเฉไฉหนีไปเอง

 

เห็นดังนั้นอวี้เหวินเฉิงก็ได้แต่หัวเราะและเริ่มทานอาหารต่อ ซึ่งกับข้าวของเขานั้นเป็นเพียงเนื้อผัดผักธรรมดาๆ ไม่ได้เผ็ดร้อนแบบที่ต้วนมู่ชิงกินแต่อย่างใด

 

“ทานอาหารเช้ากันต่อเถิดนะขอรับ หากมีเรื่องอะไรที่จะคุย เอาไว้คุยหลังจากทานอาหารดีไหมขอรับ” อวี้เหวินเฉิงเปลี่ยนเรื่องคุย พร้อมกับหยิบกาใส่ชาหอมหมื่นลี้ขึ้นมาเติมใส่จอกที่เริ่มพร่องของต้วนมู่ชิง

 

ต้วนมู่ชิงพยักหน้าพร้อมกับรับจอกชากลิ่นหอมนั้นมาจิบ

 

สักพักจึงเอะใจนึกได้ถึงบางอย่างจึงกล่าวว่า "เรื่องที่จะคุย....? "

 

อวี้เหวินเฉิงพยักหน้ารินชาให้ตัวเอง ดื่มหนึ่งอึกก่อนจะเริ่มพูดต่อ

 

"แม้ตัวข้าจะไม่มั่นใจนัก ทว่าข้ากลับรู้สึกว่าท่านพี่อาจจะกำลังมีบางอย่างค้างคาใจ” เขาสังเกตต้วนมู่ชิงอยู่ตลอด กิริยาผิดแปลกจากปกติเพียงเล็กน้อยก็เอะใจแล้ว หากลองได้ตื่นผิดเวลาเช่นนี้คงมีเรื่องคาใจจนนอนไม่หลับเป็นแน่

 

“มันคง...ทำให้ท่านพี่นอนไม่หลับจนเดินมาหาข้าถึงนี่ใช่ไหมขอรับ? "

 

ต้วนมู่ชิงพ่นลมหายใจออกมาเบาๆ สั่นศรีษระเป็นเชิงปฏิเสธ

 

“แค่เรื่องเป็นตุเป็นตะน่ะ อย่าใส่ใจเลย”

 

“ข้าเป็นห่วงท่านพี่นะขอรับ” อวี้เหวินเฉิงตอบกลับทันที น้ำเสียงของเขาไม่ใช่อาการคาดคั้นแต่อย่างใด แต่เต็มไปด้วยการแสดงออกถึงความเป็นห่วงอย่างจริงใจ

 

เมื่อเห็นอีกคนมีสีหน้าดังนั้นต้วนมู่ชิงจะทำอย่างไรได้ ชายหนุ่มผ่อนลมหายใจออกมาเบาๆ เรียบเรียงคำพูดในหัวออกมาอย่างยากลำบากเพราะแม้แต่ตัวเองก็ยังไม่รู้เลยว่าจะเริ่มต้นพูดจากตรงไหน

 

"มันเป็นความฝันที่ออกจะไร้สาระนะ...อาเฉิงอยากฟังมันอย่างนั้นหรือ? " เขาตอบไวๆ ซ้ำยังบ่ายเบี่ยงด้วยการยกชามข้าวต้มขึ้นมาพุ้ยกินอีกต่างหาก

 

“ข้ายินดี” อวี้เหวินเฉิงตอบเสียงแผ่วเบาทว่าหนักแน่นจนต้วนมู่ชิงต้องวางถ้วยข้าวต้มลง

 

“จะว่าไปแล้ว เรื่องที่เจ้ามาสืบนั้นมันรวมถึงเรื่องของตำหนักสุ่ยเซียนด้วยสินะ” ต้วนมู่ชิงยอมแพ้ ก่อนจะพยายามหาช่องทางลงด้วยการเกริ่นถึงเรื่องที่ใกล้ตัวที่สุดอย่างการทำงานของอวี้เหวินเฉิงก่อน ต่อให้เขาไม่รู้ว่ามันจะเกี่ยวข้องกันไหม หากแต่...ก็ยังดีกว่าไม่มีข้อมูลอะไรให้

 

ยิ่งภาพของคนปริศนาที่ฝันถึงนั้นมันยังคงค้างอยู่ในใจเขา แม้ว่าต้วนมู่ชิงจะลืมใบหน้านั้นไปแล้วก็ตาม

 

“เจ้ารู้ต้นเหตุของตำนาน ‘วิญญาณ’ ตำหนักสุ่ยเซียนหรือไม่”

 

“ขอรับ...” อวี้เหวินเฉิงเอ่ยตอบออกมา หมุนถ้วยชาในมือหนึ่งครั้ง จิบหนึ่งครั้งก่อนจะค่อยๆ คลี่ยิ้มแผ่วจาง...ทว่ากลับเป็นรอยยิ้มที่ดูนิ่งเฉยเสียเหลือเกิน

 

“ที่แห่งนั้น เคยมีการอัตวินิบาตกรรม [2] ของพระสนมผู้หนึ่ง...ซึ่งเป็นผู้อยู่อาศัยในสุ่ยเซียนก่อนที่ท่านพี่จะมาอยู่” อวี้เหวินเฉิงพูดต่อ ส่วนต้วนมู่ชิงก็พยักหน้ารับ

 

ต้วนมู่ชิงอยู่ที่นั่นมาเนิ่นนานนัก ไม่เคยพบ ไม่เคยเจอ ไม่มีอะไรผิดปกตินับแปดปี แต่ก็ใช่จะปิดหูปิดตาไม่รับไม่รู้ถึงข่าวลือเหล่านั้น เรื่องเล่าลือมันเซ็งแซ่เสียให้ขรมจนไม่อยากจะสนใจก็ต้องสนใจ

 

ไม่ใช่เขาไม่เชื่อ แต่เพราะไม่เคยพบเจอจึงไม่อาจตอบได้ว่ามันมีจริง...จนกระทั่งเมื่อคืนที่ผ่านมา...

 

“เหม่ยเหรินนามซู่จื่อเจิน...” ต้วนมู่ชิงพึมพำเสียงแผ่ว ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากัน พยักหน้าแล้วเงียบลงคล้ายไม่แน่ใจนักว่าจะเริ่มพูดเช่นไร

 

“ด้วยนามนั้นจึงเป็นสาเหตุที่พี่เหยาเรียกเจ้ามาสืบสุ่ยเซียนด้วยหรือไม่?”

 

อวี้เหวินเฉิงหัวเราะแผ่ว ทิ้งช่วงคำตอบสักพัก ก่อนจะค่อยๆ เริ่มพูดต่ออีกครั้ง

 

“เขา....เป็นอาของเสียนเฟยขอรับ”

 

ต้วนมู่ชิงรับฟังและค่อยๆ พยักหน้าเพราะพอจะรู้เรื่องสภาพครอบครัวของจื่อเหยาก่อนเข้าวังมาบ้างจากแปดปีที่รู้จักกันมา มันทำให้เจ้าตัวเป็นที่ไว้ใจมากพอให้อีกฝ่ายเล่าหรือบ่นให้ฟัง

 

จื่อเหยานั้นแซ่เดิมคือซู่ ซึ่งเป็นขุนนางดูแลเมืองทางตอนใต้ แม้จะไม่ใช่สกุลเก่าแก่ใกล้ชิดกับราชสำนักมาตั้งแต่โบราณเหมือนสกุลต้วนมู่ แต่บรรบุรุษก็ไต่เต้า สร้างความดีความชอบจนมีรากฐานที่หนาแน่นพอตัว ขนาดที่ว่าได้รับเชิญมางานเลี้ยงหรือเข้าร่วมประชุมในพระราชวังเป็นครั้งคราว

 

จื่อเหยา...หรือซู่จื่อเหยา หรือ ซู่... 'อะไรสักอย่าง' เหยา ที่ต้วนมู่ชิงก็จำไม่ได้แต่จำได้ว่าเป็นเป็นชื่อรุ่น [3] เก่าก่อนโดนถอดออกจากรุ่นเดิมเลื่อนให้เป็นรุ่นจื่อ

 

เดิมทีเป็นบุตรชายคนโตของผู้นำสกุลคนก่อน มีสิทธิ์ในการสืบทอดฐานันดรโดยชอบธรรมทุกอย่าง แต่พออายุสิบสามชื่อกลางถูกเปลี่ยนให้เลื่อนขึ้นมาเป็นรุ่นก่อนหน้า ถูกขับออกจากสกุลจนไม่อาจใช้แซ่เดิมได้ หรือก็คือจื่อเหยาถูกตัดขาดจากสกุลซู่โดยสมบูรณ์ด้วยเหตุผลเพียข้อเดียว

 

นั่นคือร่างกายของจื่อเหยาไม่อาจรองรับคุณสมบัติการฝึกฝนพลังปราณได้

 

หลังจากโดนหักหน้าไล่ออกจากสกุล ระหกระเหินอยู่ไม่เป็นหลักแหล่งมาสักระยะ จื่อเหยาก็ได้พบกับเฮ่อเหลียนเว่ยหลงที่ตอนนั้นยังดำรงตำแหน่งรัชทายาท พวกรักกันมากจนถึงขั้นเมื่อขึ้นครองราชย์เป็นฮ่องเต้ก็พระราชทานตำหนัก 'จูเชวี่ย' ซึ่งเป็นตำหนักที่ดีที่สุดในบรรดาตำหนักชายาทั้งหลายให้ทันที

 

เอาจริงแล้วก็แอบขำ คนที่ตัวเองไม่เห็นค่า ลดสิทธิ์การเป็นผู้นำสกุล ตัดแซ่ออกจากชื่อพร้อมเฉดหัวออกจากบ้าน กลับมาอีกเจออีกครั้งในสถานะพระชายาที่ถูกต้องตามธรรมเนียมของฮ่องเต้ ต้วนมู่ชิงคิดว่าชั่วขณะนั้น สกุลซู่คงหน้าม้านพอตัว

 

"แต่ว่าก็ว่าเถอะ สกุลซู่นี่มีคนหนีเข้าวังสองคนแล้วสินะ? " ต้วนมู่ชิงถอนหายใจออกมา เขามองอวี้เหวินเฉิง สายตาดูคล้ายจะเหนื่อยระคนปลงโลก

 

จะว่าสะท้อนใจตัวเองก็ใช่เมื่อก่อนเขาก็เป็นเช่นจื่อเหยา โดนคำดูถูกและคำครหานินทามามาก และเพื่อจะหนีจากสิ่งเหล่านั้นจึงต้องมาพึ่งตำแหน่งในวัง แม้ตนจะดีกว่าอยู่หน่อยตรงที่ไม่โดนตัดหางออกเสียทีเดียว อย่างน้อยก็ยังใช่แซ่ต้วนมู่ได้เหมือนเดิมอยู่

 

และเพราะเจอชะตากรรมคล้ายๆ กันนี่แหละจื่อเหยาจึงได้เอ็นดูเขานัก

 

"สำหรับกรณีซู่จื่อเจินนั่นข้าไม่มั่นใจนักว่าจะเรียกเช่นนั้นไหม แต่หากถามว่าหนีตายหรือไม่ ข้าก็คงใช่ขอรับ" อวี้เหวินเฉิงเอื้อมมือหยิบกาชามาเติมให้ถ้วยของต้วนมู่ชิง ระหว่างนั้นก็คิดถึงเรื่องราวที่ตนเคยสืบมาด้วย

 

"เพราะเป็นเช่นนั้นเสียนเฟยและข้าจึงได้ค้างคาใจ ว่าคนผู้นั้นอุตส่าห์หนีมาจนได้เป็นถึงเหม่ยเหริน แล้วใยจึงต้องมาฆ่าตัวตายอีก..."

 

เมื่ออวี้เหวินเฉิงพูดจบ คนทั้งสองก็เงียบเฉียบราวกับไตร่ตรองความคิดให้กลั่นกรอง สิ่งที่พอจะเป็นความเคลื่อนไหวได้ก็คงมีเพียงกลิ่นอายหอมละมุนของชาหอมหมื่นลี้ลอยกรุ่นไปทั่วห้องเท่านั้น

 

ต้วนมู่ชิงลูบคางตัวเอง เสียงในคอลากยาวดังอืม สีหน้าของชายหนุ่มดูครุ่นคิดเมื่อยิ่งย้อนนึกความ

 

"แต่...ข้าก็คิดว่ามีบางอย่างดูแปลกๆ นะ" ครุ่นคิดไม่ทันไรก็เอ่ยพูด ต้วนมู่ชิงเหลือบมองอวี้เหวินเฉิงเล็กๆ คล้ายจะถามว่าพูดต่อเลยได้ไหม และเมื่อเห็นว่าอีกคนพยักหน้า เขาจึงเริ่มพูดต่อ "ทั้งที่พี่เหยาโดนเลื่อนลำดับรุ่น ขนาดที่ว่าแม้แต่แซ่ตัวเองยังไม่ให้ใช้ แต่กับซู่จื่อเจินกลับยังคงใช้นามเดิมต่อไปได้? "

 

[1] ศิษย์ใน : สำหรับในนิยายเรื่องนี้ศิษย์ในคือศิษย์ที่เติบโตในสำนักตั้งแต่ก่อนวัยสอบ ไม่ได้เป็นศิษย์ที่เข้าสำนักจากการสอบเข้า

 

[2] อัตวินิบาตกรรม : ฆ่าตัวตาย

[3] ชื่อรุ่น : บางสกุลจะมีชื่อกลางที่ใช้แทนลำดับอายุในสกุลซึ่งชื่อรุ่นนี้มีผลต่อการสืบทอดสกุล (รุ่นปู่ รุ่นพ่อ รุ่นลูก รุ่นหลาน) เช่นสกุลซู่ที่มีรุ่นจื่อ อย่างจื่อเจินและจื่อเหยา นอกจากนี้ชื่อรุ่นยังเป็นชื่อที่อาจารย์ตั้งนามรองให้กับศิษย์เป็นรุ่นๆ ได้เช่นกัน เช่นชื่อของอวี้เหวินเฉิง แซ่อวี้ รุ่นเหวิน เป็นต้น

 

ช่วงนี้อาจจะหายหน่อย ๆ ค่ะ เพราะไรท์ตั้งใจว่าจะกลับไปรีไรท์ตั้งแต่แรก + แก้คำผิดให้เป็นที่เรียบร้อย เพราะงั้นที่ไม่ได้แก้อย่าเพิ่งตกใจนะค้า แก้ไขอยู่ค่ะ แต่กะว่าจะแก้รวดเดียวแล้วค่อยลง ฮือออ ถ้าเจอคำผิดหรืออะไรแปลก ๆ ในนิยาย วงมาให้เราแก้ได้เลยนะคะ ขอบคุณมากเลยค่า

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 325 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

705 ความคิดเห็น

  1. #654 sakura17 (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2563 / 23:36
    จีบไปเถอะ ฮ่องเต้ก้รับรู้แล้ว555
    #654
    0
  2. วันที่ 17 กันยายน 2562 / 23:23
    อ่านมาหลายตอนจนอยากรู้จริงๆเลยว่าน้องเฉิงเนี่ยไปรู้จักพี่ชิงจากที่ไหนก่อนที่พี่เขาจะเจ้าวัง คือคาใจมากๆกับประเด็นนี้
    #383
    0
  3. #356 openalltime (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 10 กันยายน 2562 / 23:44
    ขอบคุณค่ะ
    #356
    0
  4. #355 Mail_Yujin (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 9 กันยายน 2562 / 23:35

    ปมในอดีตมาแล้วววว ติดตามค่ะ

    #355
    0
  5. #351 parabola321 (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 8 กันยายน 2562 / 13:57
    อยากรู้เรื่องในอดีตเลย
    #351
    0
  6. #350 AraReJung (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 8 กันยายน 2562 / 13:34
    คนสวยกับคนสวย
    #350
    0
  7. #349 lonelylogo (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 7 กันยายน 2562 / 23:08
    อยากรู้อดีตจังว่าเจอกันได้ยังไง
    #349
    0
  8. #348 FiPp (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 7 กันยายน 2562 / 22:46
    รออออออ ตอนต่อไป เรื่องน้าติดตามมากค่า
    #348
    0
  9. #347 ZiRbuT (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 7 กันยายน 2562 / 22:23
    แง แอบกลัวนะ
    #347
    0
  10. #346 PKY123 (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 7 กันยายน 2562 / 21:53

    ขอบคุณค่ะ
    #346
    0
  11. #345 Ann Jiraporn (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 7 กันยายน 2562 / 20:29
    สนุกดีค่ะเนื้อเรื่องไม่จำเจ เป็นกำลังใจให้นะคะ
    #345
    0
  12. #344 bambiie2002_ (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 7 กันยายน 2562 / 20:16
    อ่านแล้วขนลุกเลยค่ะ
    #344
    0
  13. #343 กิ่งพฤกษาสวรรค์ (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 7 กันยายน 2562 / 18:19

    ขอบคุณครับ

    #343
    0
  14. #342 TC18 (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 7 กันยายน 2562 / 18:15

    สู้ๆนะคะ
    #342
    0