[END] ยอดนายสนมกับวิถีชีวิตเยี่ยงคนเกียจคร้าน

ตอนที่ 18 : ตอนที่ 4 ทำไมเคล้ากลิ่นเน่าละครโศกอย่างนี้ล่ะ? (5)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,550
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 393 ครั้ง
    8 พ.ค. 63

ความมืดทำให้สงบใจได้ง่าย หากแต่ใจของอวี้เหวินเฉิงตอนนี้กลับไม่สงบนัก


 

เพราะเพิ่งมีเรื่องตบตีสดๆ ร้อนๆ เกิดขึ้นเมื่อเช้า กองรักษาความปลอดภัยเลยดูขยันขันแข็งเดินตรวจตรากว่าปกติ แถมบรรยากาศครึ้มฟ้าครึ้มฝนยังทำให้ตำหนักฝั่งหญิงดูเงียบเฉียบกว่าปกติ


 

เอาจริงๆ แล้วเรื่องลมเรื่องฝนมันไม่ครณามือของคนที่ทำงานด้านการสอดแนมมาทั้งชีวิตเหรอกนะ


 

แต่อวี้เหวินเฉิงหนออวี้เหวินเฉิง ผ่านสมรภูมิมามากแท้ๆ แต่ดันไม่สงบใจเพราะพบอุปสรรคไร้สาระเสียอย่างนั้น ปัญหาหรือก็เล็กน้อยเท่าเข็ม แต่พอมันมาปักถูกจุดความรุนแรกก็ไม่ต่างจากเสาเข็มปักอก และ ใช่ ปัญหาของเขา...ไม่มีอะไรที่เกี่ยวกับงานเลยด้วยซ้ำ


 

ต้นเหตุนั้นคงต้องขอย้อนเวลากลับไปก่อนหน้าสักเล็กน้อย ในช่วงที่ต้วนมู่ชิงกำลังทำหน้าที่อยู่ในตำหนักเสวี่ยนอู่...ไม่ต้องถามว่าฉากไหน ก็ทุกฉากนั่นแหละ!! จะคุยกับกงกงก็ดี จะคุยกับลี่ย่าหลีก็ดี อาการไม่ระวังตัวนั่นมันตรึงตาตรึงใจมากเสียจนทำให้คนที่คอยเกาะมองจากต้นไม้มีปฏิกริยาทุกอิริยาบถเลย!


 

เฮ้อ...


 

หงุดหงิดก็ใช่ แต่ความสงสัยเองก็มี


 

บางครั้งก็ซื่อใสไร้พิษสงเหมือนหมีอ้วนตัวหนึ่งนอนกลิ้งไปกลิ้งมา แต่พอหันกลับมาอีกทีเจ้าหมีขี้เกียจตัวนั้นกลับกลายเป็นพวกลับลมคมใน ไม่มีคนขี้เกียจตัวเป็นขนที่ไหนวิ่งเทียวไปเทียวมา ขันอาสาทำงานเป็นสายสืบสงครามระหว่างพระชายาหรอกนะ


 

ถึงแม้ว่าแต่ก่อน...


 

ดวงตาสีน้ำตาลเข้มหรี่ลงเล็กน้อย ชายหนุ่มขยับตัวลุกขึ้นยืนบนกิ่งไม้


 

ท่านพี่...แปดปีที่ผ่านมาโดยไม่มีข้านี่ ท่านใช้ชีวิตที่นี่อย่างไรกันนะ?


 

อวี้เหวินเฉิงได้แต่คิดเช่นนี้ ในระหว่างที่เขาใช้วิชาเร้นกาย กดกลิ่นอายตนหลบซ่อนเข้าไปในเสวี่ยนอู่ได้อย่างแนบเนียนโดยไม่มีใครสังเกตเห็น


 

ต้วนมู่ชิงบอกใบ้มาแล้วว่าเด็กคนนั้นไม่ได้อยู่กับลี่ย่าหลีแต่เป็นห้องเด็กเล็กและมีพี่เลี้ยงคอยดูแล


 

ตำหนักแต่ละตำหนักสร้างจากตำราฮวงจุ้ยเดียวกันก็จริงแต่ก็มีความแตกต่างกันในด้านการตกแต่งภายใน ต่อให้เราจะคุ้นเคยกับตำหนักหนึ่ง แต่อีกตำหนักก็ใช่ว่าจะใช้ผังการจัดวางเดียวกันทั้งหมด สถานที่เองก็ใช่ว่าจะแคบๆ ชนิดเดินไปสองสามก้าวก็เจอห้องเด็ก


 

ชายหนุ่มหยิบกระดานแบบบางขนาดพอดีฝ่ามือ ด้านบนมีกระจกสลักอักขระบางอย่าง ซึ่งสิ่งนั้นคืออุปกรณ์การค้นหานามกระจกส่องทิศ เพียงแค่ครู่เดียวเท่านั้น เขาก็ทราบเส้นทาง ลักลอบมาถึงห้องของเด็กหญิงได้อย่างง่ายดายโดยไม่ต้องเปลืองแรงใดๆ


 

...

...


 

“พระธิดาเพค้า...หลินฮวามาแล้ว...โอย...”


 

เสียงร้องไห้ดังแผดก้องไปทั่วห้องเล็ก ปลุกแม่นมคนงามให้โงหัวออกมาจากผ้าห่มที่สุมกันอย่างลวกๆ เธอคลานออกมาจากที่นอน อุ้มเด็กหญิงขึ้นมาปรบหลังปลอบเบาๆ ปากก็พร่ำปลอบพร่ำโอ๋ให้หยุดร้องหยุดงอแง สะโหลสะเหลไม่รักษาภาพพจน์อย่างที่สุด


 

“เสวยก็เพิ่งเสวย พระวรกายไม่ร้อน...อา...เป็นอะไรไปหรือเพคะ”


 

สีหน้าและท่าทางของหลินฮวานั้นยังดูเหมือนคนยังไม่ตื่นดี จนถึงขั้นนึกว่านี่คือการละเมอเสียด้วยซ้ำ


 

หลินฮวานั้นเป็นแม่นมยังสาว ไอ้มาเป็นแม่นมน่ะไม่เท่าไรหรอกเพราะนางมีประสบการณ์และมั่นใจได้เลยว่าฝีมือการเลี้ยงเด็กจัดได้ว่าเป็นมือหนึ่ง ทว่าจะให้มารับมือกับอาการป่วยไข้ไม่สบายก็ไม่ไหว เด็กคนนี้ร้องไห้ทั้งวันทั้งคืน เลี้ยงยากมากเสียจนหัวหมุนจนแทบไม่มีเวลาพักผ่อน


 

“พระชายานี่ช่างก็เหลือเกิน...ต่อให้พระวรกายยังไม่เข้าที่ก็เถอะ แต่การไม่มาใยดีลูกแท้ๆ สักหน่อยนี่ก็ออกจะเกินไปหน่อยแล้ว แย่จริงๆ แย่จริงๆ เฮ้อ...” นางได้แต่บ่นออกมาอย่างไม่กลัวเกรง ห้องของพระธิดาอยู่ห่างจากตัวเรือนหลักโข อีกทั้งความงามหน้าของลี่ย่าหลีก็เป็นที่ลือกระฉ่อนไปทั่วทั้งตำหนักฝั่งหญิงอยู่แล้ว


 

นางไม่จำเป็นต้องกลัวว่ามีใครคาบความไปฟ้องหรอก เพราะถ้าฟ้องดูสิ แม่จะแฉให้หมดเลยว่าใครนินทาอะไรบ้าง ทุกคนมันก็อีลูกขี้ช่างจ้อหมดนั่นแหละ! ถ้ารับโดนโทษมันก็โดนกันหมดอยู่แล้ว เหอะๆ!


 

หญิงสาวได้แต่นึกกร่นด่าระหว่างนั้นก้มลงมองเด็กหญิงที่สะอึกสะอื้น นึกสงสารอย่างบอกไม่ถูก สังคมชั้นสูงนั้นต่างจากบ้านนอกที่นางอยู่ พวกคนรวยๆ พวกนี้ให้ความสำคัญกับการมีลูกชายมาก เพราะแกนปราณทองของผู้หญิงมีแนวโน้มที่จะฝึกปรือพลังได้ยากกว่า พ่อแม่จึงเลี้ยงให้เป็นแม่ศรีเรือนรอผู้ชายดีๆ มาขอมากกว่าส่งเข้าสำนัก


 

ลี่ย่าหลีจะไม่พอใจที่มีลูกสาวก็ไม่แปลกแต่ทิ้งเลือดเนื้อเชื้อไขให้คนอื่นดูแลนี่สิ ช่างน่าสาปส่ง


 

แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้น...


 

“พระธิดาเพคะ พระธิดาเพขา ถ้าพระธิดาไม่หยุดร้องนมจะร้องไห้ตามแล้วนะ นมตาจะปิด ไม่ไหวแล้ว...ฮือ...”


 

ถึงจะเป็นเช่นนั้นนางก็ง่วงอยู่ดี!


 

หลินฮวาครางฮือในลำคออย่างน่าสงสาร สงสารพระธิดาก็ใช่ แต่ตอนนี้ความไม่ได้นอนมันมันทำให้นางสงสารตัวเองมากกว่า อยากตกอยู่ในสภาวะทิ้งตัวแล้วหลับยาวๆ สักสามวันสามคืน


 

“เช่นนั้นแล้ว...ก็จงไปพักผ่อนไปก่อนเถิด”


 

แว่วเสียงนุ่มละมุนดังขึ้นข้างหู แต่ทว่ายังไม่ทันที่หลินฮวาจะได้เห็นคนที่เป็นต้นเสียง สตินางก็หายวับราวกับเชือกป่านถูกตัดขาด เกิดอาการชาวาบตั้งแต่ปลายนิ้วไล่ลามไปทั่วร่าง หญิงสาวไม่สามารถที่จะควบคุมตัวเองได้ จนเกือบจะหงายไปด้านหลัง


 

แต่ก่อนที่จะล้มลงไปก็มีมือมาคว้านางและเด็กหญิงเอาไว้ได้ทันท่วงที


 

ซึ่งก็คืออวี้เหวินเฉินนั่นเอง


 

เขานำร่างของหลินฮวาไปวางบนฟูกนอน เมื่อเรียบร้อยแล้วจึงปล่อยกระแสปราณหนึ่งเส้นฟื้นฟูร่างกายที่ป่วยของเด็กหญิงจนเจ้าตัวเล็กหลับสนิทลง


 

เรียวคิ้วเลิกขึ้นน้อยๆ กับสภาพร่างกายอันแสนอ่อนแอจนผิดสังเกตนั่น แล้วยิ่งตรวจสอบถึงบางอย่างแล้วยิ่งผิดปกติไปกันใหญ่


 

เรื่องนี้ชักไปกันใหญ่แล้วสิ


 

“เอาล่ะ...แม่นาง ข้ามีคำถามให้เจ้าตอบ” อวี้เหวินเฉิงเอ่ยน้ำเสียงนิ่ง ดวงตาสีเข้มจ้องหลินฮวา นางมีปฏิกริยาเล็กน้อยหลังจากได้ยินเสียงเขา ดวงตาที่เคยปิดค่อยๆ เปิดขึ้นมาอีกครั้ง ร่างกายขยับลุกขึ้นนั่ง แม้ว่ามันจะดู...ราวกับคนละเมออยู่ก็ตาม


 

“...เจ้าค่ะ...” หลินฮวาเอ่ยตอบ เหม่อลอยอยู่บ้างแต่นางก็ยังคงพูดได้อย่างหนักแน่นไม่เหมือนคนกึ่งหลับกึ่งตื่น


 

การสกัดจุดเมื่อครู่นี้ นอกจากจะทำให้สติของหญิงคนนั้นพร่าเบลอไปราวหนึ่งหรือสองก้านธูปแล้วยังกระตุ้นการทำงานของสมองให้พูดในสิ่งที่คิดออกมาไม่มีปิดบัง ซึ่งเป็นวิชาลับที่สืบทอดกันมาในสำนักของเขา ปิดสติและเปิดปาก พร่างพรายความลับ


 

“ข้อแรก...ฮ่องเต้ได้เสด็จมาเยี่ยมเต๋อเฟยที่เสวียนอู่บ่อยหรือไม่ ครั้งล่าสุดเมื่อใด” อวี้เหวินเฉิงเอ่ยถาม


 

“ไม่...เจ้าค่ะ ฮ่องเต้จะเสด็จมาเสวี่ยนอู่นานๆ ครั้งเจ้าค่ะ ครั้งล่าสุดนั้น ข้าเองก็ไม่อาจจะจำได้นัก น่าจะสักช่วงดอกจวี๋ฮวาบานและไม่ได้ค้างคืนแต่อย่างใด”


 

ดอกจวี๋ฮวาบาน...นั่นคือหน้าร้อนปีที่แล้ว


 

หากฟังจากคำพูดของหลินฮวาแล้ว...ฮ่องเต้คงดูเป็นคนที่ใจร้ายมากที่ทิ้งพระชายาให้ร้างเปล่าเปลี่ยว แต่ก็ต้องเข้าใจว่าชีวิตฮ่องเต้ไม่ได้มีแค่ในมุ้ง งานว่าราชการก็เยอะแยะ ต้องออกไปพบปะสานสัมพันธ์ในต่างแดนอีก แล้วตัวเต๋อเฟยเนี่ยก็ไม่ใช่เมียรัก เลื่อนขั้นได้เพราะแม่สั่ง แค่ไม่ลืมกันก็ถือว่ายอดแล้ว


 

อวี้เหวินเฉิงถอนหายใจก่อนจะเริ่มถามต่อ


 

“ยามฮ่องเต้ไม่ได้เสด็จมา พระชายาลี่เป็นเช่นไร”


 

“โดยรวมแล้วข้าคิดว่าไม่ต่างจากลูกขุนนางเอาแต่ใจทั่วไปเจ้าค่ะ หากไม่ได้ดังใจก็จะกรีดร้องและตบตีคนรับใช้ให้ยอมทำตามที่สั่ง...แล้วก็...” หลินฮวาเงียบลงเล็กน้อย นางมองอวี้เหวินเฉิง ริมฝีปากบางสั่นระริกราวกับจะพูดแต่พูดไม่ออก นางพยายามอ้าปากแต่ก็ค้าง


 

“บอกมาเถิด...ไม่ต้องกังวลใจ” เอ่ยกล่าว ขจัดความกังวลไป แม้วิชานี้จะทำให้ถ่ายทอดทุกสิ่งที่คิดได้ก็จริง แต่ทว่าหากเป็นเรื่องที่มีความกังวลหรือเรื่องที่ฝังใจอยากปกปิดแล้วล่ะก็ จะรีดเค้นออกมาได้อยากมากทีเดียว


 

“เรื่องของเพื่อนในวัยเด็กของพระชายา...ข้าคิดว่าพวกเขานั้นไม่ได้ทะเลาะกันเพราะเพียงแค่เรื่องที่พระโอรสสิ้นพระชนม์เพียงอย่างเดียวเจ้าค่ะ” หลินฮวาเอ่ยกล่าวอย่างแผ่วเบา


 

“อืม...เช่นนั้นแล้ว พูดต่อเถอะ”


 

“เจ้าค่ะ...”


 

แล้วบางสิ่งที่หลินฮวาพูดให้ฟังต่อจากตรงนี้ ก็ทำให้อวี้เหวินเฉิงเลิกคิ้ว เนื้อหามันค่อนข้างน่าสมเพชและอดสูใจ แต่กระนั้นเขาก็ไม่ได้แสดงอารมณ์อะไรไปมากกว่านิ่งราวกับนี่เป็นเพียงเรื่องเล่าธรรมดาๆ และน่าเบื่อหน่าย สมดังที่จื่อเหยาเรียกว่าบทละครโศก


 

ใช่...คดีนี้มันช่างน่าเบื่อราวกับนิยายน้ำเน่า


 

“เป็นอย่างที่คิด...” 
 


 

*********
 


 

“เป็นอย่างที่คิดจริงๆ ด้วย”


 

ต้วนมู่ชิงพูดสั้นจนคล้ายสบถ สันกรามขึ้นชัดจากการกัดฟันกรอด...เขาไม่ชอบใจเอาเสียเลย


 

หลังจากที่ได้ฟังเรื่อง บางอย่าง’ มาจากนางกำนัลนางนั้นแล้ว ต้วนมู่ชิงก็รีบสับฝีเท้าวิ่งอย่างสุดความสามารถตรงไปยังสถานที่หนึ่งซึ่งน่าจะเป็นสถานที่ซึ่งน่าเป็นห่วงที่สุดในตอนนี้ทันที

 

เพราะหากการคาดการณ์เป็นดังที่เขาคิดแล้ว ก็ไม่ควรปล่อยคนสองคนนั้นไว้เพียงลำพังเด็ดขาด เรื่องอันตรายเช่นนี้ไม่ควรเกิดขึ้นอย่างน้อยก็ไม่ใช่ในช่วงที่ฮ่องเต้ไม่ได้ประจำอยู่ในพระราชวัง


 

แต่ทว่า...


 

เมฆดำเคลื่อนบังจันทร์อย่างไร้ซึ่งสัญญาณล่วงหน้า สายลมแรงที่ไม่รู้ว่าเริ่มต้นจากที่แห่งใดพัดเข้าปะทะจนเส้นผมพัดกระจายยุ่งเหยิง ต้วนมู่ชิงหยีตาหรี่หนีจากฝุ่นผง กลิ่นกระอายของดินลอยคลุ้ง บ่งบอกถึงบรรยากาศที่แสนขมุกขมัวของฝน


 

หยดน้ำหนึ่งหยดกระทบบนใบหน้า ต้วนมู่ชิงจึงต้องฝืนแรงวิ่งอีกครั้งด้วยความร้อนรนที่สุมในอก


 

“เวรเอ๊ย!!” และถ้อยคำหยาบสบถก็พวยพ่นออกมาจากต้วนมู่ชิงอยู่หลายคำ จะด้วยความลืมตนจนห้ามปากไม่ทันหรือจะด้วยความเลือดขึ้นหน้า แต่จะเพราะอะไรก็แล้วตาม...ต้วนมู่ชิงคนเรียบร้อยคนนั้นก็ดูหัวเสียมากเสียจนโยนมาดสนมมารยาทงามทิ้งไว้ข้างหลัง


 

รองเท้าปลายมนแหลมส้นสูงทำให้วิ่งลำบาก ต้วนมู่ชิงนึกรำคาญมากเสียจนสลัดออกไปกองกับพื้นเยี่ยงของไร้ค่า ชายหนุ่มย่ำเท้าเปล่าวิ่งไปยังพื้นชื้นชุ่มน้ำฝน รวบเครื่องทรงอันหนาหนักขึ้นเพื่อ ทำทุกทางที่จะให้วิ่งได้สะดวกขึ้น ในใจนึกหงุดหงิดอยู่เจ็ดถึงแปดในสิบส่วน


 

ทำไมข้าต้องมาทำอะไรแบบนี้ด้วยเนี่ย! อยากนอนแล้วนะ! โมโหแล้วเนี่ย! โว้ยยยย!!!!!


 

ด่าไปพลาง วิ่งไปพลาง ไม่นานนักชายหนุ่มก็มาหยุดยืนหอบหนักอยู่ที่ทางเข้าเขตเรือนสำนึกตน ฝ่ามือยันกับขอบราวสะพานเอาไว้ พยุงกายที่เหนื่อยจัดไม่ให้ล้มด้วย ต้วนมู่ชิงน่ะมีร่างกายแข็งแรงและคล่องแคล่วตามประสาผู้ชายก็จริง แต่ก็ไม่ค่อยได้ออกกำลังหรือเคลื่อนไหวหนักๆ จะหอบง่ายก็ไม่แปลก


 

ใช้เวลาสักระยะที่จะทำให้ระบบการหายใจของตัวเองกลับสู่สภาพปกติ ลมหายใจเฮือกใหญ่สูดเข้าและผ่อนออกไปตามจังหวะ พอสะกดเสียงหัวใจที่เต้นระรัวให้สงบลงไปได้บ้างก็เริ่มเดินข้ามสะพานไป


 

แม้จะไม่ชอบใจทว่า...เรื่อง 'นั้น' ที่เขาที่ได้ยินจากนางกำนัลยังวนเวียนในหัวมาตลอดจนถึงตอนนี้


 

ถึงสิ่งนั้นจะไม่ผิดปกติ ดีไม่ดีมันอาจจะเกิดขึ้นได้เสมอเพราะอะไรๆ มันก็ไม่แน่นอน แต่ทว่าเรื่อง ‘ธรรมดา’ นั่น มันก็ร้ายแรงเกินกว่าจะให้อภัย แค่รู้ว่ามนุษย์คนหนึ่งมีความคิดเลวร้ายเช่นนี้ในหัว ต้วนมู่ชิงก็รู้สึกแย่เกินกว่าจะอธิบายออกมาเป็นคำพูดใดๆ ได้


 

หากซ้ำรอยเดิมอีกครั้ง ของเก่าที่เคยขุดฝังย่อมโดนรื้อฟื้นมาแน่ และเมื่อจะโดนปูดความลับแล้วล่ะก็ คนที่เป็น 'คนใกล้ชิด' นั้นย่อมไม่ปลอดภัย หลิวเซี่ยและลี่ย่าเสียนที่เป็นคนสนิทไม่มีทางไม่รู้ถึงการกระทำนั้น ดีไม่ดีเพราะว่ารู้ คนทั้งสามถึงได้แตกแยกกันเช่นนี้


 

ให้ตายเถอะ อยู่วังมาแปดปีเรื่องแบบนี้เพิ่งจะเกิด ปีนี้นี่มันปีชงของวังหลวงหรือยังไงเนี่ย!


 

“เรื่องมันบ้าบอไปกันใหญ่แล้ว”


 

 

ทั้งที่ตั้งใจจะทำให้เป็นนิยายคอมเมดี้ แต่เนื้อเรื่องไม่มีจังหวะให้เราปล่อยมุกเลย บ้าเอ้ยยยยยยย /อยากปล่อยมุกจังค่ะ ฮือออออออ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 393 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

705 ความคิดเห็น

  1. #642 sakura17 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2563 / 22:29
    จะเกิดอะไรขึ้นเนี่ย เดาไม่ได้เลยยย
    #642
    0
  2. #566 SanjiMakiko (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 20 มีนาคม 2563 / 02:09
    แต่มีไรท์ก็คอมเมดี้ละ555 หาจังหวะปล่อยมุกไม่ได้ด้วย555
    ฮาเพราะแป๊กเนี่ยแหละ555
    #566
    1
    • #566-1 White-Crystal(จากตอนที่ 18)
      20 มีนาคม 2563 / 08:45
      เรื่องมุกแป้กไว้ใจไรท์ได้เลยค่ะ (เอ๊ะ)
      #566-1
  3. #487 dewwiizodiac (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2562 / 16:53
    เล่าอะไรกัน ฟังด้วยยยยย
    #487
    0
  4. #438 Ppillow_ (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2562 / 00:07
    เอาจริงๆเราก็เริ่มอยากรู้ชีวิตความเป็นอยู่ของอาชิงตลอดแปดปีนะ สงสัยแบบอาเฉิงนั่นแหละ เธอโตมายังไงฮะยัยแมว!!
    #438
    0
  5. #296 Raftie (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 28 สิงหาคม 2562 / 13:47

    สนุกมากกกกกกก พึ่งมาเจอเรื่องนี้ เป็นกำลังใจให้นะคะ
    #296
    0
  6. #255 ZiRbuT (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 25 สิงหาคม 2562 / 20:37
    ไม่รักลูกเลยหรอ หรือไม่ใช่ลูก
    #255
    0
  7. #242 wuddyy (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 25 สิงหาคม 2562 / 13:44
    สงสัยๆๆๆๆ
    #242
    0
  8. #121 Pissuda627 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2562 / 09:52
    ความลับเยอะ. รอวันเปิดเผย
    #121
    0