[END] ยอดนายสนมกับวิถีชีวิตเยี่ยงคนเกียจคร้าน

ตอนที่ 17 : ตอนที่ 4 ทำไมเคล้ากลิ่นเน่าละครโศกอย่างนี้ล่ะ? (4)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4,322
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 457 ครั้ง
    8 พ.ค. 63

เมื่อถึงเวลาปฏิบัติการ อวี้เหวินเฉิงและต้วนมู่ชิงได้ตกลงกันว่าจะแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของใครของมันเพื่อความรวดเร็วใจการหาหลักฐาน


 

โดยต้วนมู่ชิงจะเป็นตัวล่อถ่วงเวลาเต๋อเฟย และอวี้เหวินเฉิงจะลอบเข้าไปตรวจสอบเบาะแสในห้องเด็ก


 

และเพราะการตกลงเช่นนี้...ต้วนมู่ชิงเลยมายืนอยู่ที่หน้าตำหนักของเต๋อเฟย ด้วยสีหน้าปั้นยากเล็กน้อยอย่างไม่รู้ว่าจะรู้สึกอย่างไรกับตัวเองในตอนนี้ดีระหว่าง...เปิดแน่บกลับไปนอนที่ตำหนักกับนอนมันซะตรงนี้ไปเลย


 

เขาน่ะไม่ถนัดวิธีการเข้าหาคนแปลกหน้าเป็นที่สุด!


 

ดวงตาคู่สวยเงยมองอาคารเบื้องหน้าอย่างไม่คุ้นเคยเท่าไรนักเพราะนับตั้งแต่ถวายตัวเข้ามา เขามาเหยียบย่างที่นี่เป็นครั้งแรก


 

นามของตำหนักแห่งนี้คือเสวี่ยนอู่ [1] ตั้งยังทิศเหนือสุดของฝั่งสนมหญิง แม้จะไม่ใช่สถานที่ใหญ่โตหรืองดงามเทียบเท่าของพระชายาองค์อื่น แต่ก็เหมาะสมกับตัวเจ้าของตำหนักแล้ว เพราะลี่ย่าหลีเป็นพระชายาที่มีพระชนมายุน้อยสุดและประดับยศหลังคนอื่นหลายปีนั่นเอง


 

เขายืนรอเพียงครู่เดียวก็ ผู้เฝ้าประตูก็ตามนางกำนัลออกมาต้อนรับ พวกนางดูตกใจอยู่ไม่ใช่น้อยกับการเห็นต้วนมู่ชิง ลำพังการเห็นสนมชายในฝั่งหญิงก็เป็นเรื่องยากแล้ว แต่นี่คือคนที่ขึ้นชื่อเรื่องความขี้เกียจ...เอ๊ย! การเก็บตัวที่สุดในรั้ววังอย่างต้วนมู่เหม่ยเหรินอีก จะตกใจน่ะมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเลยใช่ไหมล่ะ!!


 

ความรู้สึกเหมือนเห็นกบฟ้าในหน้าร้อน หรือดอกจวี๋ฮวาบานในหน้าหนาว...พวกนางถึงกับมองหน้ากันเหรอหราแอบหันไปสบตาปรึกษากันทันทีว่านี่มันความจริงหรือภาพหลอน


 

อา...ข้าเห็นนะพวกเจ้า – ต้นมู่ชิงได้แต่หัวเราะแห้งเหือดในใจ


 

“ข้ามาในนามของเสียนเฟยเพื่อเยี่ยมเยียนเต๋อเฟยและพระธิดา...น่ะ”


 

ว่าจบก็ยกของกำนัลจำพวกยาบำรุงสำหรับเยี่ยมเยียนคนเพิ่งคลอดและเด็กแรกเกิดมาด้วย ตามที่นัดแนะกับอวี้เหวินเฉิงมาเรียบร้อย


 

การออกชื่อของจื่อเหยานั้นมันมีผลดีตรงที่ทำให้ไม่ค่อยมีใครกล้าขัดคำสั่ง แต่ก็มีผลเสียเช่นกัน เพราะข่าวลือที่ว่าเสียนเฟยและเต๋อเฟยไม่ถูกกันมันดังไปทั่ววัง การส่งคนมาเยี่ยมเช่นนี้ย่อมผิดแปลก จะโดนวางยาหรือเปล่าก็ไม่รู้


 

“แต่เอาจริง ข้าแค่อยากมาเยี่ยมเองน่ะ…ได้หรือไม่ หากไม่ไว้ใจแล้ว ข้ายินดีที่จะให้พวกตรวจสอบของกำนัล เหล่านี้ เชื่อข้าเถิดว่ามันไม่ใช่ยาพิษ” แม้อยากร้องไห้อยู่ไม่ใช่น้อยแต่ต้วนมู่ชิงกลบความเลิกลั่กด้วยรอยยิ้ม ไม่ใช่เขาไม่รู้นะว่าพวกนางไม่ไว้ใจ ถึงได้วางตัวเป็นมิตรไมตรีสุดๆ สมเป็นต้าสงมาวมือหนึ่ง


 

เห็นไหมล่ะไร้พิษไร้ภัยสุดๆ เพราะแล้วให้เข้าไปเถอะ!


 

“หรือพวกท่านลำบากใจที่จะให้สนมชายเข้าไปหรือขอรับ?” ต้วนมู่ชิงถาม ทำสายตาน่าสงสาร


 

และท้ายที่สุด ต้าสงมาวคนหน้าซื่อก็ทำให้คนรับใช้ยอมเปิดตำหนักต้อนรับอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง โบราณกล่าวไว้ ธรรมเนียมหรือจริยธรรมสำคัญแค่ไหนก็ไม่สู้คนมีอำนาจ นางกำนัลคนรับใช้ต่างก็รู้กันอยู่ในวง ขัดใจใครก็ขัดได้แต่อย่าขัดใจเสียนเฟยเสียจะดีกว่าเพื่อสวัสดิภาพ


 

อีกอย่างหนึ่งคือสาวๆ น่ะ มักใจอ่อนกับการเห็นสิ่งมีชีวิตนุ่มนิ่ม


 

นางกำนัลทั้งสองหันไปกระซิบกระซาบบางสิ่ง ซึ่งทำให้ต้วนมู่ชิงสงสัยว่าเหตุที่พวกนางดูลังเลนักอาจจะไม่ใช่แค่ ‘ไม่ไว้ใจเสียนเฟย’


 

“คงไม่ใช่กระมัง”


 

“ไม่ใช่หรอก นั่นเหม่ยเหรินเชียวนะ”


 

แม้ปรับเสียงเบา หากแต่ต้วนมู่ชิงก็หูดีมากพอจะได้ยิน พอจะลองตั้งใจฟังอีกที พวกนางทั้งสองก็หยุดกระซิบกันเสียแล้ว


 

“อา...ส...สักครู่เจ้าค่ะ เชิญเหม่ยเหรินมาทางนี้ก่อนนะเจ้าคะ”


 

เมื่อได้ยินคำเชิญ ชายหนุ่มจึงเดินตามหญิงสาวทั้งสองไป เส้นทางเดินหินอ่อนทอดตัวยาวบ่งบอกให้รู้ว่าเขายังไม่ได้รับคำเชิญให้เข้าไปในตำหนักแต่ให้มารอที่หน้าศาลานอกตัวเรือนที่ดูสงบร่มรื่นนี้แทน


 

“ตอนนี้พระชายายังประทับในห้องพักเจ้าค่ะ หากท่านเหม่ยเหรินจะเข้าพบ เกรงว่าจะต้องไปทูลถามจากพระชายาเสียก่อน” นางกำนัลเอ่ย


 

“ได้สิ...ไม่เป็นไรหรอก ข้ารอได้” ต้วนมู่ชิงว่า คลี่ยิ้มให้กับนางอย่างเป็นมิตร บรรยากาศนุ่มนิ่มชวนดอกไม้บานพาให้คนมองรู้สึกผ่อนคลาย


 

“เช่นนั้นแล้ว...ข้าจะรีบมาเจ้าค่ะ” พอเห็นเหม่ยเหรินมีบรรยากาศที่เป็นมิตรขนาดนี้ นางกำนัลจึงยิ้มได้อย่างเต็มแก้มรีบออกไปจากศาลารับรองแขกโดยเร็วและตรงไปยังห้องพักของลี่ย่าหลีทันที


 

ความเอื่อยเฉื่อยที่เป็นมิตรจนทำให้คนอื่นลดกำแพงได้โดยง่าย...นี่แหละไม้ตายของต้วนมู่ชิง!


 

แต่น่าเศร้า เจ้าตัวไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่าตัวเองมีไม้ตายเช่นนี้อยู่...


 

ต้วนมู่ชิงนั่งพักใจในศาลาอย่างสงบ ที่แห่งนี้ตั้งอยู่ในทำดีเพราะสวนตำหนักเสวี่ยนอู่ค่อนข้างโปร่งสามารถใช้สายตาสำรวจคนเดินผ่านไปผ่านมาได้


 

นั่นจึงทำให้เขาพบว่าบรรยากาศต่างจากสุ่ยเซียนเป็นอย่างมาก ในแง่ที่ไม่ได้หมายถึงขนาดความกว้างหรือการตกแต่งภายใน แต่จะว่าอย่างไรดีล่ะผู้คนทำให้ดูแตกต่างกระมัง บรรยากาศของเหล่านางกำนัลดูอมทุกข์และไม่มีความสุขกับงานมากๆ


 

มีครั้งหนึ่งเขาบังเอิญไปสบตากับนางกำนัลเสวี่ยนอู่คนหนึ่งเข้า นางต้องรีบถดตัวกลับไปด้วยความหวาดกลัวจะพบเจออะไรบางอย่าง และใช่...เขาพบว่าช่วงแก้มนางบวมช้ำ ปากฮ่อเลือด แม้แค่เสี้ยวพริบตาก็รู้ว่าเพิ่งผ่านการโดนตบมาอย่างหนักมือ ต้วนมู่ชิงมั่นใจเลยว่ามาจากเงื้อมมือของใคร


 

ข่าวลือหนาหูว่าเต๋อเฟย...ลี่ย่าหลีนั้นมีพฤติกรรมชอบทำร้ายร่างกายนางกำนัลบรรดาศักดิ์ต่ำ ยิ่งเป็นสาวใช้ทาสยิ่งโดนหนัก


 

“...ไม่ว่าจะฝั่งไหน เรื่องการทำร้ายบ่าวไพร่ก็มีเหมือนกันหมดจริงๆ “เขาถอนหายใจออกมาอย่างปลงๆ


 

พลันเสียงฝีเท้าดังขึ้น พาให้คนที่เอาแต่คิดนั่นคิดนี่ต้องเงยหน้า ต้วนมู่ชิงเลิกคิ้วเล็กน้อยยามที่ดวงตาก็ได้ประสานเข้ากับชายในเครื่องแบบขันที ดูท่าจะมาไล่หลังเขาไม่นานสักเท่าไรนัก


 

ซ่งอี้จุ้นสบตากับต้วนมู่ชิงพร้อมกับยิ้มให้อย่างคนสนิทคุ้น


 

“มิได้พบกันเสียนานเลยขอรับ...เหม่ยเหรินเป็นอย่างไรบ้างหรือ?” ซ่งอี้จุ้นคำนับเล็กน้อยเพื่อทำความเคารพต้วนมู่ชิง “ครั้งล่าสุดที่ได้พูดคุย คงเป็นงานชมหิมะเมื่อฤดูกาลก่อนเห็นจะได้ คนในเรือนท่านสบายดีไหมขอรับ?”


 

“สบายดีขอรับ” ต้วนมู่ชิงหัวเราะแหะ เผลอยิ้มบิดเบี้ยวด้วยความรู้สึกผิดปนปุเลี่ยนๆ อย่างเลี่ยงไม่ได้ นี่เขาไม่ได้พบปะหน้าประชาชีมาเกือบข้ามฤดูเลยหรือ...


 

“แล้วกงกง [2] ล่ะขอรับ งานช่วงนี้เป็นเช่นไรบ้าง...?”


 

“อา...หากหมายถึงงานแล้วล่ะก็...” ซ่งอี้จุ้นเว้นช่วงเล็กน้อย ทำสีหน้าคล้ายครุ่นคิด


 

“ระยะนี้พระพันปีหลวงทรงมีรับสั่งให้ข้าหาเครื่องใช้จำเป็นสำหรับเด็กแรกคลอดมาให้พระชายาลี่ขอรับ...ก็เลยเป็นอย่างที่เห็น” เขาตอบก่อนจะเหลือบมองกลุ่มแรงงานขนข้าวขนของเข้ามาในตำหนักเสวี่ยนอู่ ซึ่งมันก็มีจำนวนมาก...ราวๆ หนึ่งคันเกวียนเห็นจะได้


 

ของขวัญรับหลานว่างั้น...?


 

ต้วนมูชิงหรี่ตาลงระหว่างมองกิจกรรมการขนของผ่านไปและผ่านมา เครื่องทองของใช้ละลานตาเต็มไปหมดจนขี้เกียจจะนับ และเขาก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจอะไรกับการที่พระพันปีหลวงจะเอาใจสะใภ้ ไม่สิ...พูดให้ถูกคือเอาใจหลานมากกว่า อย่างไรเสียนี่ก็หลานคนแรกในรอบหลายปี คนแก่ๆ น่ะชอบเด็กจะตาย


 

“ที่ชวนคุยเช่นนี้ ข้ารบกวนท่านหรือไม่ขอรับ?”


 

“ไม่รบกวนขอรับ ข้ามาแค่เพียงคุมคนงานขนของเข้าตำหนักท่านั้น”


 

พอเห็นว่ากงกงมาคุมคนงานก็เกรงว่าอีกฝ่ายคงสละเวลามาพูดคุยได้ไม่นานนัก เลยใช้เวลาที่ยังพอมีอยู่นิดหน่อยตีเนียนถามเรื่องของพระสนมทั้งสองซึ่งถูกกักตัวรอลงโทษที่เรือนสำนึกผิด


 

“หากถามว่าเป็นเช่นไรแล้ว...ทั้งสองดูไม่สู้ดีขอรับ คนหนึ่งโกรธกร้าวร้าวจนแทบจะพังห้อง ส่วนอีกคน...ก็ดูซึมสะทือไม่ยอมพูดยอมจาให้ความใดๆ เลย” ซ่งอี้จุ้นเอ่ย สีหน้าครุ่นคิดเล็กน้อย


 

“ทว่าแผนจะลงโทษพระสนมทั้งสองท่านหรือไม่นั้น คงต้องรอจนกว่าฮ่องเต้จะเสด็จกลับวังก่อนขอรับ พระองค์เพิ่งให้วิหคส่งสานส์มาบอกว่าจะกลับเมื่อสายนี้เอง คาดว่าคงอีกสักระยะเลยกว่าจะเสด็จถึง”


 

“งั้นหรือ...” ต้วนมู่ชิงถอนหายใจออกมา แต่ในจังหวะนั้นเองก็เอะใจอะไรได้


 

คนที่ใกล้ชิดกับสนมฝั่งหญิงมากที่สุดก็ขันที หากถามคนที่คอยดูแลอำนวยความสะดวกให้แล้วก็น่าจะได้ประโยชน์อะไรได้เหมือนกัน


 

ต้วนมู่ชิงจึงเริ่มตล่อมถาม “ซ่งกงกงขอรับ ท่านพอจะเล่าเรื่องราวฝั่งหญิงในระยะนี้ให้ข้าฟังได้ไหมขอรับ?”


 

"ขอรับ? " ซ่งอี้จุ้นอุทานเบา


 

"ก็...ช่วงนี้ข้าไม่ออกจากเรือนมาหลายวันใช่ไหมล่ะขอรับ ล่าสุดก็ฤดูกาลก่อน เรื่องพระธิดาเองก็เพิ่งทราบเอาเมื่อเช้า...คนตกข่าวสารเช่นข้าก็ย่อมอยากรู้ความเคลื่อนไหวที่หายไปสักหน่อยน่ะขอรับ" ต้วนมู่ชิงพ่นลมหายใจ จะว่าหาข้ออ้างก็ใช่อยู่กึ่งหนึ่ง


 

แต่อีกกึ่งหนึ่งก็เป็นความจริง...ตกข่าวจริงๆ นั่นแหละ...ฮือ...


 

"...งั้นหรือขอรับ? "


 

ซ่งอี้จุ้นก็มีท่าทีสงสัยในทีแรก เพราะอยู่ดีๆ ก็ถูกถามคำถามแบบนั้น แต่สถานะตนที่เป็นขันทีมีแก่ใจไปสงสัยไปก็ใช่ที่ ต้วนมู่ชิงเป็นคนของเสียนเฟย แค่นี้เขาพอคาดเดาได้แล้วว่าไม่พ้นเรื่องสงครามเย็นระหว่างสองพระชายา


 

และคนกลางเช่นเขาจะทำเช่นไรได้นอกจาก...นั่นแหละ ประสบการณ์เขาบอกว่าไม่เอาหัวไปคานกับเสียนเฟย


 

ชายหนุ่มจึงพยักหน้าแทนคำตอบรับ


 

“พอรู้ขอรับ” เขากล่าว เหลือบมองอีกฝ่ายเล็กน้อย “แต่อาจจะตอบอะไรไม่ได้มากมายเพราะตัวข้า...ก็ไม่ได้สนิทสนมกับตำหนักเสวี่ยนอู่มากนักน่ะขอรับ”


 

“ไม่เป็นปัญหาขอรับ...แค่เพียงสละเวลามาบอกเล่า ข้าก็นับเป็นน้ำใจที่มากมายแล้ว” ต้วนมู่ชิงตอบรับก่อนจะนั่งนิ่งๆ ตั้งใจรับฟังสิ่งที่ซ่งอี้จุ้นเล่า


 

“อย่างแรก...เสวี่ยนอู่เพิ่งมีการปรับเปลี่ยนคนรับใช่ใหม่ยกชุดไปเมื่อต้นปีขอรับ” ซ่งอี้จุ้นเล่า โดยเริ่มจากสิ่งใกล้ตัว อย่างเรื่องงานที่ขันทีต้องรับผิดชอบก่อน “ส่วนหนึ่งครบตามกำหนดผลัดเปลี่ยน แต่อีกส่วนยังไม่ครบกำหนดก็ยื่นคำร้องขอย้ายไปประจำการที่ตำหนักอื่น บ้างก็ย้ายไปทำส่วนรวมบ้างขอรับ...”


 

“เหมือนกับ...หนีอะไรบางอย่างสินะขอรับ” ต้วนมู่ชิงว่า พลางนึกถึงเรื่องของบาดแผลหญิงสาวคนนั้น “เพราะมีการทำร้ายในรั้วตำหนัก”


 

“...ขอรับ” ซ่งอี้จุ้นตอบสั้นๆ พลางถอนใจยาว “เสวี่ยนอู่เป็นเช่นนี้ทุกครา ไม่มีนางกำนัลคนใดทนเต๋อเฟยได้นานสักเท่าไรนัก หมดปีก็พลัดออก พระชายาเองก็อนุมัติคำร้องนั้นอย่างรวดเร็วพร้อมกับช่วยทำเรื่องส่งนางกำนัลไปทำงานตำหนักดีๆ ไม่ก็อ้อนขอให้พระพันปีหลวงทรงรับไปทำงาน”


 

พอได้ยินจบต้วนมู่ชิงก็เงยมองซ่งอี้จุ้น ทั้งคู่ถอนหายใจออกมาพร้อมกันและส่งสายตาสื่อความนัยว่า...ก็อย่างรู้ๆ กันล่ะนะ


 

“เป็นข้อแลกเปลี่ยนไม่ให้แพร่งพรายเรื่องการทำร้ายร่างกายสินะขอรับ”


 

ซ่งอี้จุ้นพยักหน้า “โชคดีที่ส่วนมากเป็นสตรีที่ไม่ค่อยอยากมีเรื่องงัดข้อจึงยอมตกลงข้อเสนอเหล่านั้นโดยง่าย เพราะเสวี่ยนอู่รับแต่นางกำนัลประเภทหัวอ่อนขอรับ”


 

เพราะต่อให้เป็นพระชายาแล้วก็ใช่ว่าจะสถานะมั่นคง การทำร้ายร่างกายนางกำนัลซึ่งบางคนเป็นลูกขุนนางย่อมงามหน้า เกิดมีใครใจกล้าไปบอกคนที่บ้าน พ่อแม่เขาเอาเรื่องความแตกถึงหูฮ่องเต้ รับรองจบเห่โดนเขย่าหิ้งตกจากตำแหน่งแน่นอน


 

“เต๋อเฟยก็งามหน้าเป็นเช่นนี้มาตลอดก็ยังจะเลี้ยงไว้นะ”


 

“ชี่--! เหม่ยเหรินขอรับ! ใจเย็นก่อนนน” ซ่งอี้จุ้นหวีดร้องแล้วยกมือปราม เพราะเล่นด่าเขาซึ่งๆ ถึงในบ้าน เกิดมีคนคาบไปบอกนี่มีแต่ซวยกับซวย “ข้าคิดว่าส่วนหนึ่งพระชายาเป็นคนโปรดของพระพันปีหลวงรองจากกุ้ยเฟยด้วยก็ได้ขอรับ...คำโบราณเคยกล่าวเอาไว้สิบฮ่องเต้หรือจะสู้หนึ่งมารดานะขอรับ”


 

สรุปคือ...กลัวแม่...แม่เป็นใหญ่...


 

“เข้าใจแล้ว..ขอรับ”


 

ต้วนมู่ชิงหัวเราะแหะๆ แล้วปิดปากเงียบๆ กลับเป็นคนว่าง่ายไม่เปรี้ยวปากวอนหาเครื่องประหาร


 

สรุปแล้วข้อมูลจากซ่งอี้จุ้นก็มีเพิ่มเติมอยู่ไม่กี่เรื่อง เพราะยังไม่ทันได้คุยอะไรต่อนางกำนัลก็มาตามต้วนมู่ชิงไปพบลี่ย่าหลีพอดี


 

“ข้าขอตัวลาก่อนนะขอรับ...กงกง”


 

“โชคดีขอรับ เหม่ยเหริน”


 

เมื่อแยกกันแล้วต้วนมู่ชิงก็เดินตามสาวใช้ไปเงียบๆ


 

ลี่ย่าหลี...ลี่ย่าเสียน...หลิวเซี่ย...


 

ต้วนมู่ชิงเองก็พอจะจำได้รางๆ ว่าก่อนที่ย่าหลีจะได้ขึ้นเป็นเต๋อเฟยเพราะเป็นสนมคนแรกที่ตั้งครรภ์ สามคนนั้นอยู่ด้วยกันเป็นประจำและสนิทสนมกันดีประหนึ่งพี่น้องคลานตามกันมา


 

แต่หลังจากพระโอรสสิ้นพระชนม์ความสัมพันธ์ทั้งสามก็พังลง


 

ลี่ย่าเสียนและหลิวเซี่ยบาดบางกันจนไม่มองหน้า นับมิตรยังไม่คิดจะนับ คนหนึ่งเสียใจที่หลานตายจนคิดแค้นกล่าวโทษเพื่อนสนิทว่าเป็นคนฆ่า ส่วนคนหนึ่งก็เสียใจที่ไม่ได้ดูแลพระโอรสให้ดีจนเด็กตาย ทุกคนล้วนอยู่ในความรู้สึกผิดและได้รับบทลงโทษที่สาสม


 

ลี่ย่าเสียนไม่มีทางขึ้นมามียศตำแหน่ง และหลิวเซี่ยเองก็ไม่อาจจะอยู่สุขสบาย ถูกลดขั้นต้องมาทำงานรับใช้ไม่ต่างบ่าวไพร่


 

แต่ทว่า...นั่นคือความเป็นไปและบทสรุปของผู้เกี่ยวข้องแค่ ‘สองคน’ เท่าทั้น ยังมีสิ่งหนึ่งที่ต้วนมู่ชิงยังคงคาใจสงสัยมาจนทุกวันนี้ ขนาดที่เวลาผ่านมานาร่วมห้าปี เขาก็ยังไม่รู้เลยว่า...ลี่ย่าหลีผู้นั้นรู้สึกอย่างไรกับการสูญเสียลูกชายคนแรกของตัวเองไป


 

มันออกจะผิดวิสัยเกินไปแล้วนะ จะบอกว่าลี่ย่าหลีเปลี่ยนเป็นพวกคางคกขึ้นวอก็เถอะ แต่นี่จะขึ้นวอจนไม่สนเลขสี่เลขแปดก็หน้าหนาไปหน่อยไหม?


 

แต่ในจังหวะที่ต้วนมู่ชิงคิดเพลินๆ อยู่นั้นเอง ดวงตาก็สังเกตเห็นบางคนที่กำลังเดินวนไปวนมาอยู่บริเวณทางเดินเข้า เครื่องแบบทีใส่นั้นเป็นสีเทาคาดสาบสีน้ำตาลเข้ม อันเป็นชุดเครื่องแบบคนรับใช้ประจำตัวพระพันปีหลวง...คณะขนของกำนัลที่ซ่งอี้จุ้นนำมานั่นเอง


 

ชายคนนั้นสะดุ้งเฮือกสุดตัวเมื่อเห็นต้วนมู่ชิง รีบก้มคำนับเขาอย่างรวดเร็ว


 

“...หลงทางหรือ หากมากับกงกงแล้วล่ะก็เดินออกจากทางนี้ไปไม่ไกลก็จะพบแล้วล่ะ?” ต้วนมู่ชิงหยุดเดินเล็กน้อย มองข้ามความสั่นเทาของคนรับใช้ผู้นั้นและจ้องอย่างไม่วางสายตา แม้ไม่ใช่คนช่างสังเกตแต่ชายหนุ่มเห็นความหน้าตาดีผ่านไรผมที่ปรกหน้าอีกฝ่ายได้พอสมควร


 

“รีบไปเถิด”


 

“ข...ขอบพระคุณขอรับเหม่ยเหริน”


 

ต้วนมู่ชิงมองชายคนนั้นเดินจากไป ในหัวก็คิดไปเรื่อยเปื่อย


 

เอาล่ะ คำกล่าวว่าสิบฮ่องเต้ย่อมไม่สู้หนึ่งมารดานั้นนอกจากมีความหมายว่าแม่เป็นใหญ่แล้ว ยังเป็นบุคคลที่ได้รับข้อยกเว้นหนึ่งเดียวด้วย กฏวังมีเยอะแต่ถ้าแม่จักรพรรดิ์จะเอา กฏอะไรก็ไม่มีผลกระทั่งข้อบังคับระหว่างสนมสองเพศเองก็ด้วย


 

สรุปคือหากพระพันปีหลวงอยากได้สรวงสวรรค์ชายหนุ่มเป็นของตัวเองหรือจะมีสนมชายก็ไม่ผิดแปลก ถ้ามองแบบมุมมองชาวบ้านใสๆ เลย พระองค์ก็มีสถานะเป็นแม่ม่ายสามีตาย หน้าตาหรือก็ยังสวยสด จะเหงาบ้างก็ไม่แปลกจริงไหม?


 

ต้วนมู่ชิงปลงตกก่อนหันไปหาหญิงสาวด้านข้าง คล้ายจะชวนให้เดินกันไปต่อ ไม่นานนักก็มาถึงหน้าบานประตูที่แสนใหญ่ล้ำ ค้ำเพดาน บ่งบอกถึงสถานะของเจ้าของห้องได้เป็นอย่างดี


 

“พระชายาเจ้าคะ เหม่ยเหรินมาถึงแล้วเจ้าค่ะ”


 

เมื่อเดินเข้าไปด้านใน เขาก็พบกับภาพของหญิงสาวผิวขาวจัด และเส้นผมยาวตรงสวยสีดำขลับ ภายนอกนั้นดูราวกับสาวแรกรุ่นทั้งที่ความจริงแล้วอายุน้อยกว่าต้วนมู่ชิงแค่เพียงหนึ่งปีเท่านั้น พระชายาลำดับสามนามลี่ย่าหลีนอนเอกเขนกอย่างสบายใจอยู่บนที่นอนเพียงลำพัง ไม่ว่าจะมองไปในทางใดก็มิได้เหมือนคนเพิ่งคลอดลูกมาสัปดาห์กว่าๆ เลยสักนิด


 

หากจะเหมือนก็คงมีแค่...อืม หน้าซีดนิดหน่อย ขอบตาโหลนิดหนึ่ง แต่ย่าหลีก็โบ๊ะแป้งผัดหน้า ปาดสีชาดกลบไปได้อย่างกลมกลืน


 

อา...แปลกประหลาดจริงๆ


 

ออกตัวก่อนเลยว่าต้วนมู่ชิงนั้นมีพี่น้องค่อนข้างเยอะ เพราะสกุลขุนนางสามารถมีอนุภรรยาได้จำนวนมาก ผ่านประสบการณ์การติดสอยตามท่านแม่ไปเยี่ยมคนเพิ่งคลอดบ่อย เลยกล้าพูดได้เต็มปากเลยว่าที่แปลกน่ะไม่ใช่สภาพร่างกายหรอก คนแม่ลูกอ่อนก็สวยได้


 

แต่ที่ว่าดูแปลกๆ น่ะคือปกติแล้วแม่จะไม่ค่อยยอมห่างลูกไม่ใช่หรือ...อย่างน้อยก็น่าจะต้องให้นมบ้างอะไรบ้างสิ แต่นี่ไร้ร่องรอย ไม่มีแม้กระทั้งของเล่นเด็กในห้อง


 

เมื่อลี่ย่าหลีเห็นต้วนมู่ชิงนางก็รีบเด้งตัวลุกขึ้น ยิ้มร่าเริงอย่างยินดีที่ได้พบเจอ


 

“พระชายา ทรงอย่าขยับตัวมาก ข้าเกรงว่าช่วงล่าง...” คือผู้หญิงเพิ่งคลอดยังต้องรอมดลูกเข้าอู่ แต่นี่นอกจากไม่รอแล้วยังโยกตัวไปมาประหนึ่งร่างกายเข้าที่สมบูรณ์แบบ


 

"ท่านพี่ชิง...ไม่ได้พบกันเสียนานเลยนะเจ้าคะ มานั่งตรงนี้สิเจ้าคะ มาอยู่ข้างๆ ย่าหลีนะเจ้าคะ" เสียงเล็กเสียงน้อยอ่อนหวานเป็นยิ่งนักซ้ำยังเรียกอย่างสนิทสนมสุดใจ สายตาฉ่ำวาวเป็นประกายดีใจระริก ความรู้สึกคล้ายกับเด็กสาวที่กำลังออดอ้อนคนอายุมากกว่า


 

มองไปๆ ก็ดูน่ารักน่าเอ็นดูดี แม้ต้วนมู่ชิงจะจำไม่ได้ก็เถอะ ว่าตัวเองไปสนิทกับนางตอนไหน


 

เขาก็จำได้แหละว่าลี่ย่าหลีเข้ามาคัดพระสนมในรุ่นเดียวกัน เคยคุยกันบ้างตามมารยาทเวลามีงานจัดเลี้ยงหรือเดินผ่านไปผ่านมาตามทางเดิน แต่เขาก็ไม่มีความทรงจำว่าตัวเองไปแสดงอาการสนิทสนมกับนางตอนไหนเลยนะ เรียกว่าคนคุ้นเคยยังยากเลย!


 

"เสียนเฟยให้ข้าเป็นตัวแทน นำของกำนัลมาเยี่ยมเยียนท่านน่ะขอรับ" ต้วนมู่ชิงเริ่มพูด เก็บอาการสับสนของตัวเองลงไปให้มิดสุดด้าม บนใบหน้าประดับรอยยิ้มสวยให้ดูมีมารยาทเข้าไว้ "พระวรกายเป็นอย่างไรบ้าง นอนเพียงพอหรือไม่? "


 

"อื้อ...ก็มีบ้างเจ้าค่ะ แต่โดยรวมก็ถือว่าไม่เป็นอะไรมาก นอนอิ่มพอเพียง ย่าหลีเลยฟื้นตัวไวอย่างไรล่ะเจ้าคะ" ลี่ย่าหลีหัวเราะคิกคักรับของมาจากมือต้วนมู่ชิง แล้วเปิดดูของเยี่ยม ทว่าพอเห็นของก็ทำหน้าหน่ายทันทีเหมือนเด็กผิดหวัง นางไม่ทันสังเกตเห็นสีหน้าของต้วนมู่ชิงเลยแม้แต่น้อย


 

"ของพวกนี้ย่าหลีมีหมดแล้วทั้งนั้นเลย"


 

"งั้นหรือ ต้องขอประทานอภัยขอรับ เสียนเฟยคงไม่ทราบ" ต้วนมู่ชิงตอบอย่างแบ่งรับแบ่งสู้ ว่ากันตามตรง เขารู้ถึงกิตติศัพท์ความเป็นเด็กดอก...เอ้ย กิตติศัพท์เรื่องที่นอกจากหน้าเด็กแล้วนิสัยก็ยังเป็นเด็กของพระชายาผู้นี้ และเขาน่ะไม่ชอบรับมือกับคนแบบนี้ที่สุด เจอกันไม่นานเขาก็รู้สึกล้าจนอยากจะวิ่งหนีกลับตำหนัก


 

ข้า...อยากกลับไปนอนแล้ว!!


 

แต่ทำได้ซะที่ไหนกันเล่า!!


 

อย่างน้อยเพื่อจะให้แผนการณ์เป็นไปตามขั้นตอน เขาก็ควรใช้เวลาที่นี่สักระยะ...ล่ะนะ


 

“พระธิดาประทับอยู่ที่ใดหรือขอรับ?” ต้วนมู่ชิงเก็บอาการ แล้วเอ่ยถามถึงสิ่งที่ตนสงสัย


 

“อยู่ในห้องเขาน่ะเจ้าค่ะ” ลี่ย่าหลีตอบ


 

“...อา...หมายถึงห้องเด็กน่ะหรือ” ต้วนมู่ชิงเหลือบตามองนอกหน้าต่างเล็กน้อย ริมฝีปากย้ำคำว่าว่าห้องเด็กหนักๆ เน้นๆ ในตอนที่พูด


 

“เจ้าค่ะ”


 

แล้วบทสนทนาเรื่องพระธิดาก็จบหลงเท่านั้น บรรยากาศเงียบเฉียบจนเกิดหลุมอากาศหลุมใหญ่ตรงหน้า ลี่ย่าหลีรื้อของกำนัลออกมาดู ส่วนต้วนมู่ชิงก็ไม่รู้จะเริ่มบทสนทนาก่อนอย่างไรดีเลยได้แต่มองนู่นมองนี่ หาหัวข้อ แต่มันก็ยากเหลือเกิดที่จะชวนคุยด้วย


 

แล้ว...

...


 

"ว่าก็ว่าเถิด ไม่ได้พบกันเสียนาน ท่านพี่ดูงามขึ้นนะเจ้าคะ มากกว่าเมื่อก่อนอีก..." เมื่อลี่ย่าหลีเบื่อที่จะดูของ นางก็โยนส่งให้คนรับใช้เอาไปเก็บทันที


 

หญิงสาวที่ยังนอนรอเข้าอู่นั้นกลับไม่ยอมอยู่นิ่งๆ ขยับตัวเข้าใกล้ จับจ้องใบหน้าของต้วนมู่ชิงในระยะประชิด ท่าทางดูพึงพอใจเป็นยิ่งนัก


 

"ขนตายาว ผิวพรรณขาวผ่อง ริมฝีปากได้รูป แล้วก็ยังใบหน้าไร้ที่ตินี่อีก...เห้อ...น่าเสียดายจริงเชียว"


 

ต้วนมู่ชิงหดคอหนี รู้สึกไม่ค่อยชอบใจนักเวลาโดนคนไม่คุ้นเคยเข้าใกล้แล้ววิพากวิจารณ์ตนเช่นนี้ เขารู้ดีว่าหนังหน้าตัวเองเป็นเช่นไร ให้ส่องกระจกชมตัวเองก็ได้ ขอบคุณ! เพราะงั้นเลิกจ้องด้วยสายตาของน่ากลัวราวกับนางเสือจ้องตระครุบเหยื่อนี่เสียที อึดอัดใจเกินไปแล้ว!


 

มันต่างจากตอนถูก ‘เฉิงจื่อเหยียน’ จ้องจริงๆ นั่นแหละ


 

ชายหนุ่มเม้มปาก ตั้งสติตัวเองเอาไว้


 

"พระชายา...กิริยาเช่นนี้ไม่สมควรยิ่ง ถึงเราจะเป็นสมบัติของฮ่องเต้เช่นเดียวกัน แต่ข้ากับท่านก็ต่างเพศกัน อย่างน้อยที่สุดท่านก็ควรกระทำตนให้เหมาะสมกับที่เป็นพระชายามากกว่านี้" ต้วนมู่ชิงหรี่ตา ส่งเสียงดุไปเล็กน้อย จนลี่ย่าหลีพองแก้มคล้ายขัดใจ


 

“เพราะอย่างนั้นแหละจึงได้บอกว่าเสียดาย” นางถอนหายใจออกมา แล้วหันหน้ามองทางอื่น


 

ต้วนมู่ชิงมองท่าทางของลี่ย่าหลีเ พอเห็นว่าตนรอด (?) แล้วจึงเริ่มวกกลับเข้าเรื่องพระธิดาต่อ


 

"เอาเถิด พระธิดาเป็นอย่างไรบ้าง เห็นว่าประชวรอยู่ไม่ใช่หรือ ตำหนักสุ่ยเซียนมีผู้เชี่ยวชาญด้านแพทย์โบราณ อยู่คนหนึ่ง อาจจะสามารถแนะนำยาดีๆ ให้ได้นะขอรับ"


 

"ไม่!! "


 

พอได้ยินลี่ย่าหลีก็แสดงสีหน้าโกรธเกรี้ยว แต่ก็ชั่วประเดี๋ยว นางรีบสั่นศีรษะ พยายามเก็บอารมณ์ของตัวเองอย่างสุดความสามารถ “ข...ข้าหาตัวหมอมาแล้วเจ้าค่ะ ท่านพี่ชิง ในยามนี้นางอยู่ที่ห้องเด็กให้พี่เลี้ยงดูแลหยูกยามีพร้อม ท่านพี่อย่าได้กังวลเลย”


 

“งั้นหรือ” ต้วนมู่ชิงหรี่ตาลงเล็กน้อย เขาจับสังเกตได้ก็จริง ทว่าก็ยังคงยิ้มพาซื่อไปตามน้ำเพื่อไม่ให้เกิดพิรุธใด “จะว่าไปแล้วท่าน....ไม่ให้พระธิดาอยู่ข้างกายทั้งที่ต้องให้นมหรือขอรับ หรือว่าถึงเวลาค่อยให้พี่เลี้ยงอุ้มมา”


 

ลี่ย่าหลีเงียบลงไปเล็กน้อย


 

"พี่เลี้ยงก็แม่นมเขาแหละเจ้าค่ะ...แหม...ท่านพี่ก็รู้...ลูกของข้าเกิดก่อนกำหนดการณ์มากนัก ตัวเล็กนิดเดียวแถมป่วยกระเสาะกระแสะ ข้าเองก็ต้องรอร่างกายฟื้น น้ำนมเองก็มีไม่มา ไหนคนมากมายมาเยี่ยมข้าอีก ข้าก็ไม่รู้ว่าตนสกปรกอะไรบ้างหรือไม่ ให้มาอยู่ด้วยกันให้ป่วยกว่าเดิมคงไม่ใช่เรื่องดี...ใช่หรือไม่ล่ะเจ้าคะ"


 

ต้วนมู่ชิงหรี่ตาลง ต่อให้พูดดูมีเหตุมีผลแต่ท่าทางแบบนั้นมันก็ออกจะแปลกเกินไป แปลกเสียจนยามที่เขาเหลือบมองกับสาวใช้ข้างกายลี่ย่าหลี สาวใช้คนนั้นยังทำหน้าเสียเลิกลั่กตามเลย


 

มันผิดวิสัยคนเป็นแม่อย่างร้ายแรง


 

"เช่นนั้นหรือ...น่าเสียดายยิ่งนัก ท่านเลยยังไม่ได้โอบอุ้มพระธิดาในอุทรเลยสินะ? " ต้วนมู่ชิงเออออไปตามสถานการณ์ รอยยิ้มที่มีให้ลี่ย่าหลีนั้นช่างอ่อนโยนทว่ากลับมีมีดแหลมบาดเสียดใจแอบแฝงในคำพูด ชายหนุ่มสังเกตอากัปกริยาของหญิงสาวไปด้วยอย่างใจเย็น


 

“จ...เจ้าค่ะ น่าเสียดายนัก” นางตอบ เป็นเสี้ยวจังหวะหนึ่งไม่ยอมมองหน้าต้วนมู่ชิงเลยแม้แต่น้อย


 

เมื่อรู้สึกได้ว่าเค้นต่อไปก็ใช่ที่ สตรีผู้นี้มีข้อต้องสงสัยหลายอย่างมาก ทว่าเบาะแสก็ยังกระจัดกระจายเกิดกว่าจะตัดสิน


 

ในตอนนี้สิ่งที่ทำได้คือเก็บรายละเอียดทั้งหมดเพื่อมาวิเคราะห์เท่านั้น


 

ดวงตาสีเข้มเหลือบมองด้านนอกเล็กน้อย ฟ้าเริ่มมืดครึ้ม ปะปนไปกับการสั่นไหวของกิ่งไม้ด้านนอก ทำให้เขาตัดสินในที่จะลุกขึ้น


 

"มืดครึ้มแล้ว ข้าคงต้องขอทูลลาก่อนฝนจะตกขอรับ" ชายหนุ่มว่า วาดมือคำนับ ในจังหวะก้มก็แอบลอบยิ้มออกมาเล็กน้อยเพราะในที่สุดก็หมดธุระกับที่แห่งนี้เสียที


 

แต่ในจังหวะที่จะไปนั่นเองย่าหลีก็ได้รั้งข้อมือของต้วนมู่ชิงไว้


 

"เซี่ยเจี่ยกับย่าเสียนเป็นเช่นไรบ้างเจ้าคะ..."


 

“ยังคงอยู่ในเรือนสำนึกผิด” ต้วนมู่ชิงตอบพลางมองยังปฏิกริยาของย่าหลีไปด้วย “นี่ก็ผ่านมาห้าปีแล้ว พวกเขายังคงทะเลาะกันอยู่เลย พระชายารู้หรือไม่ขอรับ?”


 

ลี่ย่าหลีไม่ตอบ นางเงียบลงเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้า “แต่ข้าทำอะไรไม่ได้หรอกนะเจ้าคะ”


 

“อา...” ต้วนมู่ชิงลากเสียง เขาไม่รู้ว่าตัวเองควรจะทำอย่างไรกับสตรีผู้นี้ดี จะว่านิสัยพื้นฐานเป็นผู้ดีตีนแดงตะแคงตีนเดินแต่เอาแต่ใจขนาดนี้ทั้งที่อายุยี่สิบเอ็ดก็เกินไป ไม่ใช่เด็กน้อยไร้วุฒิภาวะเสียหน่อย อ่อนกว่าเขาแค่ปีเดียว แถมยังแม่คนแล้วแท้ๆ นิสัยไร้ความรับผิดชอบ ไร้สำนึกเป็นเด็กสิบขวบเช่นนี้


 

มันน่า...


 

ชั่วครู่ที่ความรู้สึกบางอย่างเข้าแทรก ต้วนมู่ชิงจึงต้องรีบส่ายหน้า ไล่ความคิดแง่ลบไปเสีย ด่าลี่ย่าหลีว่าเป็นเด็กไม่ยอมโต แต่เขาก็ดันเอาอารมณ์เป็นที่ตั้ง...กลับไปเป็นพวกอารมณ์ร้อนดังเช่นสมัยเด็กไปเสียได้


 

“หากไม่เป็นการรบกวนพระชายาเกินไปแล้ว...เมื่อพระวรกายดีขึ้น เสด็จไปเยี่ยมเยียนพวกนางบ้างนะขอรับ”


 

ต้วนมู่ชิงกล่าวส่งท้ายเช่นนี้ก่อนจะขอตัวเดินจากไป ทิ้งให้ลี่ย่าหลีซึ่งบัดนี้กำลังมีสีหน้าคาดเดาได้ยากนั่งอยู่ในห้องเพียงคนเดียว


 

...

...


 

ฝีเท้าเดินไปเรื่อยๆ บนทางเดิน อากาศครึ้มฝนทำให้ทุกอย่างดูหมองมัวไปหมด ต้วนมู่ชิงลอบมองนางกำนัลที่กำลังเดินไปส่งตนที่หน้าตำหนักอย่างครุ่นคิด


 

“เจ้าน่ะ...ทำงานที่นี่นานแล้วหรือ?” เอ่ยถามเช่นนั้นเพราะนางมีอายุที่น่าจะเกินแรกรุ่น อีกทั้งยังคุ้นตาว่าเคยเจอนางติดตามลี่ย่าหลีไปงานเลี้ยงอยู่หลายงาน ต้วนมู่ชิงค่อนข้างมั่นใจว่าสตรีผู้นี้ไม่น่าจะใช่คนรับใช้ใหม่ที่เพิ่งรับเข้ามา


 

“จ...เจ้าค่ะ ข้าอยู่ที่ตำหนักนี้ตั้งแต่แรก” นางเอ่ยตอบน้ำเสียงอ้อมแอ้มไม่เต็มเสียงเท่าไรนัก ก่อนจะเหลือบมองต้วนมู่ชิง


 

นางเงียบลงเล็กน้อย เผยอปากราวกับอยากบอกอะไรบางอย่าง


 

“มีอะไรหรือขอรับ”


 

“เหม่ยเหรินมาในนามของเสียนเฟยใช่ไหมเจ้าคะ...เช่นนั้น หากเกิดอะไรขึ้นเสียนเฟยย่อมจะปกป้องท่านอยู่แล้วใช่ไหมเจ้าคะ?” นางกำมือกับชายเสื้อตัวเองจนยับยู่ยี่ “หาก...ข้าบอกอะไรไปแล้ว โปรดอย่าได้บอกใครได้หรือไม่เจ้าคะ ว...ว่าข้าเป็นคนบอกท่าน...และ...และได้โปรดเอาความนี้ไปบอกเสียนเฟยเพื่อให้พระองค์จัดการปัญหานี้...ได้ไหมเจ้าคะ?”


 

ต้วนมู่ชิงไม่เข้าใจนัก แต่เห็นสีหน้านางแล้วก็รู้สึกราวกับเห็นคนอัดอั้นตันใจอยากจะระบายบางอย่าง เหมือนกำลังอดทนไม่ไหวแล้วและต้องการใครสักคนมาช่วยเหลือ


 

“ข้าสัญญา”


 

นางกำนัลผู้นั้นสบตาเขา ดวงตาคู่นั้นเปี่ยมไปด้วยความตั้งมั่น


 

ก่อนจะ...

 

[1] เสวี่ยนอู่ : คือเต่าดำอันเป็นหนึ่งในสี่สัตว์ในตำนานเฉกเช่นเดียวกับจูเชวี่ย ประจำที่ทิศเหนือเป็นสัญลักษณ์ของฤดูหนาว

 

[2] กงกง : ไว้ใช้เรียกขันทีระดับหัวหน้า

 

เรากลับมาแล้วค่าาาา ขอโทษที่หายไปนานนะคะะะ แงงงงงงงง พอดีมีมีงานหลายอย่างที่ต้องทำเลยทำให้ปั่นนิยายมาลงไม่ทันวันอังคาร /พนมมือ/ คิดถึงเรากันไหมคะะะะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 457 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

705 ความคิดเห็น

  1. #641 sakura17 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2563 / 22:25
    ก็คือชื่อเสียงความเก็บตัวเป็นที่เลื่องลือ55
    #641
    0
  2. #531 อดีตรีดเงา (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2563 / 08:04

    ไม่ใช่ว่าที่ฮ่องเต้ให้ปิดข่าว เพราะรู้ว่าเด็กไม่ใช่ลูกของตัวเอง? ก็เมียคนอื่นไม่เห็นมีใครท้อง จะมีก็แต่นางคนเดียวอ่ะ?

    แล้วนี่ไม่ใช่ว่าสิ่งที่น้องชิงแช่งฮ่องเต้ เกิดเป็นเรื่องจริงขึ้นมาเล่า? (เดาปมเอาล้วนๆ555)

    #531
    0
  3. #486 dewwiizodiac (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2562 / 16:44
    เราคิดไม่ออกซักปมอ่ะ ฮาาาา
    #486
    0
  4. #437 Ppillow_ (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2562 / 23:58
    คนอื่นเดาเก่งแลดูมีหลักการมากอ่ะ ตัดภาพมาที่ชั้น55555555
    #437
    0
  5. #331 JK_Control (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 2 กันยายน 2562 / 21:37
    เกลียดการแซะไทเฮา555
    #331
    0
  6. #324 ตัวเล็กจอมพลัง (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 1 กันยายน 2562 / 17:58
    หรือลูกที่เสียไปจะไม่ใช่เชื่อไขของฮ่องเต้แต่เป็นชายชู้ แล้วก็เต๋อเฟยหาทางปกปิดและกำจัดเพื่อนอีกสองคนไปในตัว. นิยายสนุกมากทำให้เราคิดอยากเดา55555 สงสัยสุดๆ
    #324
    0
  7. #254 ZiRbuT (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 25 สิงหาคม 2562 / 20:28
    น่าสงสัยฝุดๆ
    #254
    0
  8. #241 wuddyy (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 25 สิงหาคม 2562 / 13:36
    เอ้าแล้ว อะไรจะเกิดขึ้นกันนนนน
    #241
    0
  9. #119 Xialyu (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2562 / 22:23
    โอ้วววววววต่อมเผือกทำงานอีกแล้วววว
    #119
    0
  10. #117 Pissuda627 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2562 / 18:35
    คิดถึงๆ ขอบคุณที่มาลงต่อจ้า
    #117
    0