[END] ยอดนายสนมกับวิถีชีวิตเยี่ยงคนเกียจคร้าน

ตอนที่ 19 : ตอนที่ 5 ถึงจะขี้เกียจแค่ไหนก็ต้องทำงานอยู่ดี (1)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,674
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 433 ครั้ง
    8 พ.ค. 63

เสียงเปาะแปะของสายฝนกระทบหลังคาดังสะท้อนเข้ามาด้านในตัวเรือน ความหนาวเย็นของอากาศในตอนนี้เพิ่มความเงียบเหงาวังเวงให้กับเรือนสำนึกผิดแห่งนี้เป็นอย่างยิ่ง


 

สถานที่แห่งนี้อยู่ลึกเข้าไปด้านหลังของพระราชวัง เป็นอาคารทรงยาวมีชั้นเดียวภายในแบ่งคูหาออกมาเป็นห้องสี่เหลี่ยมหลายห้อง ขนาดไม่กว้างแต่ก็ไม่แคบ โดยแต่ละห้องจะมีเครื่องของจำเป็นเช่น ที่นอน หมอน โต๊ะเครื่องเขียนให้ใช้งานไม่ขาดตก สะดวกสะบายระดับหนึ่ง


 

หากไม่ติดที่ว่า...บานประตูทางเข้าออกทั้งหมดปิดทึบลงกลอนแน่นหนา และหน้าต่างขนาดเล็กเป็นซี่แคบไม่ต่างจากกรงขัง


 

หากคาใจว่าทำไมจึงมีบรรยากาศราวกับห้องขังเช่นนี้นั่นน่ะหรือ...คำตอบมันก็ง่ายแสนง่าย เพราะมันคือเรือน ‘สำนึกผิด’ สมชื่อ แม้จะไม่ได้น่ากลัวเทียบเท่าตำหนักเหมันต์หรือโรงซักล้างแต่เรือนนี้ก็เอาไว้ให้สนมมานั่งสำนึกผิดในสิ่งที่กระทำและรอคำพิพากษาว่าจะได้รับการลงโทษอย่างไร


 

สรุปแล้ว...ต่อให้ตั้งชื่อให้ดูดีสักแค่ไหน แต่ในด้านการใช้งานมันก็ไม่ต่างจากคุกดีๆ นั่นเอง...


 

ณ.ห้องสำนึกผิดห้องหนึ่ง หลิวเซี่ยกำลังนั่งทับเข่าราวกับทำสมาธิอย่างสงบ นางข่มความกังวลรับฟังเสียงของสายฝนที่กำลังตกอยู่ด้านนอก ร่างบางนิ่งเฉยไม่ไหวติงแม้แต่น้อย แม้กระทั่งตอนฟ้าผ่าต้นไม้ ปะทุอยู่ใกล้หน้าต่างข้างกายก็ตาม


 

นางยังคงเสแสร้งให้หัวใจเยือกเย็นเอาไว้ เพื่อให้ยอมรับสภาพของตัวเองและน้อมรับโทษทัณฑ์ในอนาคตได้ไวที่สุด เพราะนี่เป็นการเข้ามาอยู่ในเรือนสำนึกผิดเป็นครั้งที่สองของนางแล้ว


 

แม้ว่าทุกวันนี้ตัวนางเองก็เหมือนจะได้รับโทษกับสิ่งที่รู้ สิ่งที่เคยกระทำมาตลอดอยู่แล้ว…ก็ตาม…


 

“ข้า...ไม่ชอบอากาศเช่นนี้เลย...” หลิวเซี่ยเอ่ยออกมาอย่างแผ่วเบา เพิ่งรู้ตัวว่าแสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวที่มีในตอนนี้คือความสลัวจากโคมในทางเดินเท่านั้น นางจึงต้องจำใจลุกขึ้นมาจากการนั่ง เดินคลำทางเรื่อยๆ เพื่อหาตะเกียงไฟในห้อง


 

ร่างบางเซเล็กน้อยอย่างไร้เรี่ยวแรง นับตั้งแต่เช้าจวบจนบัดนี้หลิวเซี่ยผู้ตรอมใจแทบไม่ได้ขยับตัวจนเหน็บชากินขา ขอบตาบวมช้ำริมฝีปากแห้งผาก ข้าวปลาอาหารก็ไม่ได้แตะต้องจนเหลือกองไว้บนโต๊ะ เมื่อความเสียใจเข้ามาแทนที่ความสับสน ความเจ็บปวดแปรเปลี่ยนเป็นความรู้สึกทรมาน ความเศร้าสะสมยามที่ตกอยู่ในห้วงบรรยากาศชวนอึดอัดทำให้สภาพจิตใจหญิงสาวย่ำแย่กว่าเดิม


 

ย่ำแย่จากการถูกทำโทษ...ย่ำแย่จากการถูกคนสำคัญนั้นเกลียดชัง ย่ำแย่เพราะบัดนี้ตนนั้นไม่ต่างจากคนไร้ซึ่งคุณค่าความเป็นคนอีกต่อไป


 

หลิวเซี่ยแตะอกตน หัวใจโหวงว่างราวกับคนเจ็บไข้ ความมืดนั้นทำให้นางมีความคิดมากมายเข้ามาในหัวเต็มไปหมด


 

แม้แต่ความทรงจำจางๆ ครั้งเมื่อรู้จักกับลี่ย่าหลีในสมัยเยาว์วัยเองก็ผุดขึ้นเช่นกัน


 

หากต้องย้อนความแล้ว...คงต้องย้อนไปถึงสมัยที่บิดาของพวกนางนั้นเป็นยังเป็นหนุ่มรุ่นกระทง พวกเขาเป็นสหายสนิท ตั้งเป้าที่จะสอบเป็นขุนนางด้วยกัน เมื่อถึงคราที่สอบผ่านผลยังออกมายังบรรจุอยู่ในเขตเมืองใกล้กัน ทำงานร่วมกันหลายต่อหลายครา เป็นเพื่อนตายขนาดที่ว่าเมื่อแต่งงานแล้วก็ยังพาครอบครัวไปมาหาสู่กันเป็นเรื่องปกติ


 

เมื่อเป็นเช่นนี้จึงส่งผลมายังรุ่นลูก งานของบิดายุ่งรัดตัวจนแทบไม่กลับเรือนเหมือนกัน มารดาเองก็เสียชีวิตเหมือนกัน ความคล้ายคลึงของชะตาชีวิตนั้นมันทำให้หลิวเซี่ยซึ่งมีอายุมากกว่าลี่ย่าหลีอยู่ห้าปีต้องทำหน้าที่คอยดูแลนางราวกับเป็นพี่สาวหรือไม่ก็พี่เลี้ยง


 

แต่จะเหมือนอะไรก็ตาม สรุปง่ายๆ เป็นภาษาชาวบ้านก็คือ เธอต้องเป็นคนป้อนข้าวป้อนน้ำ กระเตงลี่ย่าหลีเดินไปไหนมาไหนตั้งแต่ห้าขวบ ดูหนักหนาสำหรับเด็กอย่างหลิวเซี่ยไปบ้าง ทว่าพอทำไปทำมาหลายปีเข้าก็เริ่มชินชา


 

ลี่ยาหลีในวัยเด็กน้อยนั้นแม้จะเอาแต่ใจแต่ก็ยังจิตใจดี ทำตัวน่าเอ็นดู...ทว่าความน่าเอ็นดูนั้นหายวับไปทันทีเมื่อมีลี่ย่าเสียนเข้ามาในชีวิต


 

ลี่ย่าเสียนนั้นอายุรุ่นราวคราวเดียวกับหลิวเซี่ย เมื่ออายุสิบสองปีบิดามารดาของนางเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ จึงถูกสกุลลี่ซึ่งเป็นญาติรับมาเลี้ยงดู


 

แรกพบกับนาง หลิวเซี่ยก็รู้สึกถึงลางสังหรณ์ไม่ดีเข้าให้แล้ว


 

หากว่ากันตามตรงนิสัยของลี่ย่าเสียนไม่ได้เลวร้ายหรือว่าแย่อะไรนักหรอก ก็เป็นเด็กผู้หญิงปกติธรรมดาๆ ที่ออกจะร่าเริงสดใส แก่นกระโหลกโผงผางเกินไปเสียด้วยซ้ำ นับว่าเป็นขั้วตรงข้ามกับผู้หญิงนิสัยเงียบๆ แบบหลิวเซี่ยราวฟ้ากับเหวเลยก็ว่าได้


 

ทว่าสิ่งที่ทำให้หลิวเซี่ยไม่ค่อยพอใจก็คงเป็นเรื่องที่นางแสดงออกถึงความรักน้องด้วยการตามใจ เออออทุกอย่าง ชี้นกเป็นนกชี้ไม้เป็นไม้ เอาอกเอาใจไม่มีขัดชนิดที่หากน้องจะอาลาวาดใส่ใครนอกจากจะไม่ห้ามแล้วยังร่วมวงดุด่าอีกต่างหาก


 

ความรักที่ผิดๆ มันเปลี่ยนนิสัยคนไปตลอดกาลเฉกเช่นสำนวนรักวัวให้ผูกรักลูกให้ตีกว่จะรู้ตัวอีกที นิสัยเสียของลี่ย่าหลีก็ถลำลึกไปไกลเกินกว่าจะดัดได้เสียแล้ว


 

หากถามว่าทำไมนางจึงไม่คัดคาน...เหตุผลก็ง่ายมาก ขุนนางลี่ไม่ค่อยโผล่หัวเอาแต่ทำงานทำการ คนนอกไส้จะไปสู้อะไรญาติได้เล่า ดีไม่ดีถ้าทำตัวลูกช่างขัดใส่ลี่ย่าหลีนางจะได้กลายเป็นเหยื่อโดนทุบอีกคนน่ะสิ ต่อให้รักความยุติธรรมอย่างไร หลิวเซี่ยก็รักตัวเองมากพอจะไม่เอาคอไปวางเป็นเขียงหรอกนะ


 

และเพราะตอนนั้นเอาแต่คิดแบบนี้ไง ถึงได้รู้สึกเสียใจจนถึงตอนนี้ หากสมัยนั้นนางกล้าที่จะขัด กล้าที่วางตัวเป็นพี่ใหญ่สอนสองคนนั้นให้เป็นเด็กดี บางทีทุกอย่างมันอาจจะไม่ได้เลวร้ายขนาดนี้


 

และนางก็ได้รับผลกรรมทั้งหมดแล้ว สายใยแห่งความผูกพันเหล่านั้นพังลงไปเกือบห้าปีโดยไม่อาจซ่อมแซมหรือฟื้นคืนขึ้นได้อีก


 

...นางยอมรับถึงข้อผิดบาปนั้น ถ้าหากมันทำให้ความเกลียดชังมันตกไปที่นางคนเดียวแล้วละก็...


 

"ส่วนหนึ่งที่ทำให้บานปลายได้ขนาดนี้ก็เป็นเพราะข้าอยู่ดี..." หลิวเซี่ยกล่าวอย่างแผ่วเบากับตัวเอง ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อย เพ่งมองของในลิ้นชัก สายตาชินกับความมืดแล้วก็จริงแต่ก็ยังคงควานที่จุดตะเกียงไม่เจอ


 

เสียงฟ้าลั่นครืนดังก้อง แสงอัสนีฟาดมาหนึ่งครั้งพาให้หญิงสาวชะงักไปทันตา ไม่ใช่เพราะหลิวเซี่ยตกใจเสียงฟ้าผ่า หากแต่นางเห็นบางสิ่งเกาะอยู่ตรงขาต่างหาก!!


 

หลิวเซี่ยถึงกับหมดเรี่ยวแรง ขาแข้งอ่อนล้มลงไปกองกับพื้น จังหวะเซถลาก็กวาดข้าวของจากชั้นวางร่วง ส่งเสียงดังสนั่นลั่นห้องไปหมด นางพยายามไถตัวถอยออกมาจาก 'สิ่งนั้น' ด้วยสีหน้าที่หวาดกลัวกับภาพที่เห็นเป็นยิ่งนัก


 

หลิวเซี่ยเอามือปิดปาก กลั้นเสียงกรีดร้องเอาไว้จนแทบกัดผิวมือ ตัวสั่นเทาอย่างควบคุมไม่อยู่


 

เสียงเปรี้ยงหนึ่งดังขึ้นอีกครั้ง ส่องแสงสว่างแปลบเข้ามาจากหน้าต่าง หลิวเซี่ยเห็นชัดถึงสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าตนอีกครั้งอย่างชัดเจนเต็มสายตา แม้จะเป็นแค่เพียงเสี้ยวพริบตาก็ตาม


 

ทว่าก็เป็นเสี้ยวพริบตาที่แสนยาวนานนัก...


 

กับภาพของเด็กทารกตัวแดงที่กำลังป่ายปีนตัวนาง!!


 

ในที่แห่งนี้ย่อมไม่มีทางมีเด็กทารกอยู่แล้ว ไม่มีวัน และถึงมี...ทั้งกลิ่น ทั้งสัมผัส ล้วนแต่ไม่ใช่สิ่งปกติ กลิ่นเน่าเหม็นจนความขมตีขึ้นในลำคอ ผิวหนังเปื่อยยุ่ยจนเห็นเนื้อแดงๆ และเลือดไหลหยด เด็กทารกผู้นั้นคล้ายอยากจะกรีดร้องทว่าทำได้แค่เพียงอ้าปากและจ้องด้วยดวงตาอันกลวงโบ๋


 

น้ำตาสีแดงไหลรินให้เห็นอยู่เบื้องหน้า ไม่รู้เลยว่านั่นคือความแค้น ความเสียใจหรือความหวาดกลัว ทุกอย่างปะปนไปกับความรู้สึกผิดของหลิวเซี่ย


 

นางเคยฝันเห็นในสิ่งนี้และมักพยายามหลอกตัวเองเสมอว่าเป็นเพียงภาพหลอน ทว่าในบัดนี้ไม่ใช่ นี่คือความจริง


 

นี่คือ...ความจริง...ไม่ใช่ความฝัน


 

"ข้าหนาว...ท่านป้า....ข้าหนาว..."


 

เสียงอันเยียบเย็นเอ่ยกล่าวแม้ปากของเด็กน้อยจะไม่ขยับ มือเล็กๆ อันเละเทะพยายามป่ายปีนหลิวเซี่ย จากขาขึ้นมาสู่ตัก ไต่ขึ้นมาสูงเรื่อยๆ สูงขึ้นเรื่อยๆ โดยที่หลิวเซี่ยไม่อาจจะขยับตัวได้เลยแม้แต่น้อยราวกับว่ากายเป็นอัมพาตไปชั่วคราว


 

ระยะความห่างของเด็กน้อยเริ่มใกล้เข้ามา ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ใกล้มากเสียจนหลิวเซี่ยได้กลิ่นคาวเลือดและใบหน้าอันน่าพรั่นพรึงนั้นอย่างชัดเจน


 

"ท่านป้า..."


 

และ...อัสนีก็ลั่น ผ่าลงพื้นรุนแรงอีกครั้ง นางถลาถอยอย่างรวดเร็วจนชนกับตู้ไม้ข้างหลัง เสียงบางอย่างหลังตู้เคลื่อนไหวก่อนที่จะร่วงหล่นลงเบื้องล่าง


 

หลิวเสี่ยรู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดก่อนที่สติของนางจะหายไป


 

หายไปพร้อมๆ กันกับภาพซากศพทารกอันแสนเรือนราง...
 

 

**********

 

ต้วนมู่ชิงวิ่งมาถึงเรือนสำนึกผิดในสภาพเหนื่อยหอบ เนื้อตัวเปียกปอนโคลน เขากอดตัวเองเนื่องจากอากาศที่เย็นอย่างเฉียบพลัน


 

ลมหายใจพ่นออกมาหนึ่งเฮือกใหญ่ข่มอาการใจเต้นระรัว ทั้งเหนอะหนะทั้งหนาว ฝนตกแบบนี้ช่างไม่เหมาะกับการวิ่งตะลอนๆ เป็นยิ่งนัก “ฝนตกได้ผิดจังหวะเกินไปนะ...”


 

ถ้าพูดในแง่ความชอบแล้ว ตัวต้วนมู่ชิงน่ะชอบบรรยากาศฝนตกและอากาศเย็นเป็นที่สุด แต่มันต้องเป็นตอนที่อยู่ในบ้านได้ซุกตัวกับที่นอนนิ่มๆ พลิกไปพลิกมาในผ้าห่มอุ่น อ่านหนังสือจนกว่าจะง่วงหลับ ไม่ใช่ตะลอนไปตะลอนมา ลอบเข้าเรือนสำนึกผิดแบบนี้...


 

เรือนสำนึกผิดตอนนี้ช่างวังเวงนัก พายุกลางคืนเข้าไม่พอ กระแสลมยังทำให้คบไฟดับไปจนเกือบหมด ความมืดสลัวเพิ่มความน่ากลัวขึ้นมาถึงเจ็ดในสิบส่วน ขนคอถึงกับขนลุกชันด้วยความหวิวประหวั่น ชายหนุ่มขยับตัวไปชิดกำแพงด้านข้าง ใช้มือประหนึ่งเครื่องคลำทางและหาของบางสิ่ง


 

ในที่สุดต้วนมู่ชิงก็ควานจนพบของที่ต้องการ คบไต้หนึ่งไม้และเชื้อเพลิงอีกนิดหน่อย ชายหนุ่มใช้เวลาการจุดไฟสักพัก แสงสว่างก็ดวงน้อยก็ก่อเกิดบนทางเดินอันมืดมิด


 

เขายกมือข้างที่ไม่ได้ถือไฟขึ้นมา แตะของบางสิ่งที่ห้อยอยู่ที่คอ ต้วนมู่ชิงพ่นลมหายใจออกมาสองถึงสามครั้ง ด้วยเพราะความกังวลก่อกวนในใจอย่างหนักหน่วง


 

ต้วนมู่ชิงไม่เชื่อเรื่ออาถรรพ์


 

ทว่าลางสังหรณ์ของเขานั้นมักแม่นยำกับเรื่องไม่ดีไม่งามเสมอจนแทบอยากสวดมนต์ขอสิ่งศักดิ์สิทธ์ อวยพรเขาให้กลับบ้านไปนอนโดยเร็วไวโดยไม่มีอะไรสึกหรอ


 

แต่แล้วก็ดูเหมือนสิ่งที่หวังมันจะไม่เป็นดังหวัง จังหวะที่ฟ้าผ่าอยู่ๆ ก็ก็มีเสียงหวีดร้องแทบขาดใจดังแทรก! ส่งผลให้ต้วนมู่ชิงรีบสาวเท้า วิ่งตรงไปยังสุดปลายทางให้เร็วที่สุด!!


 

เมื่อเขามาถึงหน้าห้องสำนึกผิดห้องหนึ่ง ต้วนมู่ชิงก็พบร่างของหญิงสาวนั่งกอดตัวเองคุดคู้อยู่ที่มุมห้อง นางสั่นไปหมดราวกับกลัวอะไรบางอย่าง กลัวมากเสียจนไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ ว่ามีคนยืนอยู่ด้านนอก


 

“สนมลี่ขอรับ” ต้วนมู่ชิงเอ่ยเรียกเบาๆ ทว่านางก็ยังไม่ตอบรับ ต้องเร่งเสียงให้ดังจนเกือบตะโกน ลี่ย่าเสียนจึงจะได้ยิน


 

นางรีบถลาตัวเข้ามาหา กอดลูกกรงหน้าประตู เขย่าแรงๆ อย่างบ้าคลั่ง


 

“เหม่ยเหรินเจ้าคะ! เหม่ยเหรินช่วยด้วย!!” นางกล่าวละลักละล่ำน้ำตานองหน้า เสียงสะอื้นปะปนไปกับคำพูดเสียจนแทบฟังไม่รู้เรื่อง


 

ต้วนมู่ชิงย่อตัวลงเล็กน้อย มองร่างอันแสนบอบช้ำและหมดสภาพของลี่ย่าเสียน เอื้อมแตะมือนางค่อยๆ ลูบปลอบให้หายหวาดกลัว “สนมลี่ขอรับ โปรดใจเย็นก่อน ไม่มีใครมาทำร้ายท่านได้...ที่นี่ไม่มีใคร มีแค่เพียงท่านกับข้าเท่านั้น โปรดจงวางใจ...”


 

เมื่อได้รับคำปลอบโยน อีกทั้งยังมีความอบอุ่นจากมือที่เข้ามาสัมผัส ลี่ย่าเสียนจึงใจเย็นได้บ้าง นางผ่อนลมหายใจตัวเองออกมายาวๆ ใช้เวลาสักพักหนึ่ง อาการหวาดวิตกเหล่านั้นจึงได้จางไป


 

หญิงสาวมองซ้ายมองขวาคล้ายสำรวจหาบางสิ่ง เมื่อคิดว่าปลอดภัยแล้วลี่ย่าเสียนก็เงยหน้าขึ้นมองต้วนมู่ชิงด้วยดวงตาที่แดงช้ำ


 

“อันตราย...อันตรายกำลังมา...เจ้าค่ะ” ลี่ย่าเสียนเอ่ยอย่างหมดแรง กำกรงตรงหน้าแน่น ริมฝีปากสั่นระริกอย่างน่าเวทนานัก “เด็กคนนั้น ไม่ให้อภัย”


 

“เด็ก? อันตราย? สิ่งใดหรือ?” ต้วนมู่ชิงถามอย่างใจเย็น แม้ว่าใจก็ประหวั่นไม่ใช่น้อย เขาไม่มั่นใจว่าจะรับมือกับสิ่งที่ลี่ย่าเสียนเรียกว่าอันตรายได้หรือไม่


 

แต่ไม่ประมาณตนรับปากมาแล้วทำให้เต็มที่ไปก่อนแล้วกัน...


 

“มีสิ่งใดจะเข้ามาทำร้ายท่านอย่างนั้นหรือขอรับ สนมลี่”


 

ทว่าแทนที่จะตอบลี่ย่าเสียนกับส่ายหน้ารัว


 

“ไม่ใช่ย่าเสียนเจ้าค่ะ” นางตอบก่อนเม้มริมฝีปาก ฟันสบกับริมฝีปากล่างจนฮ้อเลือด ใจนางตอนนี้สับสนยิ่งนัก ทว่านางก็ไม่อาจลอยตัวกับปัญหา ทำเป็นรู้ไม่ชี้ได้ “เหม่ยเหรินได้โปรดตรงไปยังอาคารฝั่งใต้เจ้าค่ะ...ที่ตรงนั้น...ที่ตรงฝั่งนั้น...”


 

นางเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง และรีบร้องจนเหมือนตะโกนออกไป ตะโกนจนแทบสุดเสียงด้วยความกลัว กลัวการสูญเสียมากเสียจนลดทิฐิและความเกลียดชังลงไป


 

“อาเซี่ย! ...มันมีจุดประสงค์ที่อาเซี่ยเจ้าค่ะ!!”


 

เพราะถึงอย่างไรแล้ว ความทรงจำดีๆ ในอดีตก็ไม่อาจลบได้ด้วยความเกลียดชังอยู่ดี...


 

 

 

ขอบคุณสำหรับกำลังใจในตอนที่แล้วนะคะ ผู้แต่งจะพยายามอย่างเต็มที่ ที่จะสร้างความสมดุลของเนื้อเรื่องให้เป็นสืบสวน + คอมเมดี้ให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้นะคะ ฮืออออ

 

และชื่อตอนนี้ คือเหมือนเอาไว้เตือนใจตัวเองว่าอย่าขี้เกีย----

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 433 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

705 ความคิดเห็น

  1. #643 sakura17 (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2563 / 22:33
    คือส่งผีมาตามหลอนหรอ
    #643
    0
  2. #532 อดีตรีดเงา (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2563 / 23:20

    ตอนนี้แอบหลอน!

    #532
    0
  3. #488 dewwiizodiac (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2562 / 17:01
    เล่นของกันรึ
    #488
    0
  4. #439 Ppillow_ (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2562 / 00:13
    อมก... -เราก็ดันมาอ่านตอนกลางคืน แง้
    #439
    0
  5. #293 YorcHub (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 27 สิงหาคม 2562 / 23:13
    มาไม่ทันสินะ
    #293
    0
  6. #256 ZiRbuT (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 25 สิงหาคม 2562 / 20:40
    หลอนนน
    #256
    0
  7. #243 wuddyy (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 25 สิงหาคม 2562 / 13:52
    งงไปหมด ปมเยอะมากๆๆ
    #243
    0
  8. #163 Baeky_CY (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 21 กรกฎาคม 2562 / 10:36
    ผีตัวเป็นๆเลยยยยยยยยยยย
    #163
    0
  9. #124 Lee013 (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 3 กรกฎาคม 2562 / 20:09
    อ่านรวดเดียวเลย สนุกคะ
    #124
    0
  10. #123 นัท (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 3 กรกฎาคม 2562 / 13:12

    เกิดอะไรขึ้น ทำไมผีหลอกกก

    #123
    0
  11. #122 rinnarinrin (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 2 กรกฎาคม 2562 / 22:59

    ผีเด็กทำไมถึงมาเล่นงานหลิวเซี่ยได้ละเนี่ย?? แล้วเรื่องทั้งหมดที่เกิดระหว่าง3คนนั้นความจริงคืออะไรกันแน่ สงสารน้องต้วนจริงที่ต้องวิ่งฝ่าฝนแล้วต้องมาปราบผีอีก น้องต้วนสู้ๆ ไรต์เตอร์สู้ๆ

    #122
    0