มิติรักต่างเวลา

ตอนที่ 31 : "ลักพาตัว"

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 8,548
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 129 ครั้ง
    28 ก.พ. 62





     "เดี๋ยวก่อน!!!!" แต่ถูกอีกคนขัดขึ้นเสียก่อนที่อีกฝ่ายจะได้ลงดาบ จนทุกคนต้องหันไปมองเจ้าของเสียงเป็นตาเดียว วาดดาวหันมามองหมื่นพิทักษ์กับหมออาวุโสสลับกันไปมาอย่างลังเล ขุนเวชฯส่ายหน้าให้หญิงสาวเป็นเชิงบอกว่าอย่า แต่เธอจะปล่อยให้คนเหล่านี้ต้องมาตายเพราะเธอไม่ได้ วาดดาวหันมาสบตากับบุรุษหนุ่มตรงหน้าอย่างแน่วแน่ พร้อมกับเอ่ยเสียงดังฟังชัด "ฉันนี่แหละ หมอเทวดา"...
                  

              เท่านั้นเอง ทั้งขุนเวชฯและหมื่นพิทักษ์ต่างสบถออกมาไม่เป็นภาษา ขุนหมอส่ายหน้าอย่างจนใจที่ความพยายามของตัวเองเป็นศูนย์เมื่อหมอสาวตรงหน้าดันหลงกลอีกฝ่ายเข้าจนได้

             "เจ้าว่ากระไรนะ" เยงบามองบุคคลที่อยู่ในชุดเครื่องแต่งกายของพลทหาร แต่รูปร่างอรชรอ้อนแอ้นคล้ายสตรี ดูคล้ายจะเป็นหญิงก็ไม่ใช่ ชายก็ไม่เชิง ที่จู่ๆก็โพล่งขึ้นมาเสียงดัง ก่อนจะบอกว่าตัวเองคือหมอเทวดา

             "ฉันนี่แหละหมอเทวดา ถ้าคุณหมายถึงหมอเทวดาที่คนอื่นเขาพูดถึงกันก็ฉันนี่แหละ" เธอยืนยันหนักแน่นเสียงดัง แต่ภายในหัวใจนั้นกลับเต้นรั้วเป็นกลองชุดด้วยความกลัว นายทหารหนุ่มหรี่ตามองหนุ่มน้อยในชุดทหารตรงหน้าอยู่ครู่หนึ่ง จนได้คำตอบในใจว่าบุคคลตรงหน้าคือสตรีแน่นอน

             "ข้าจักแน่ใจได้เยี่ยงไรว่าเจ้ามิได้โกหกเพื่อเอาตัวรอด" เขาถามด้วยความไม่แน่ใจ คิดอยู่แล้วว่าหมอเทวดาต้องเป็นหนึ่งบุคคลสามคนนี้แน่ แต่ไม่คิดว่าจะเป็นผู้หญิง

             "ฉันพูดความจริงไปแล้ว คุณไม่เชื่อเอง แล้วจะให้ฉันทำยังไง" เธอบอกเมื่อเห็นว่าชายหนุ่มไม่เชื่อเธอ

             "พิสูจน์สิ" เขาว่าพร้อมกับขยับเข้าหาตัวเธอ จนวาดดาวต้องถอยหลังไปหนึ่งก้าวอย่างหวาดๆ

             "พิสูจน์ยังไง" เธอถามขึ้นเมื่อตั้งหลักได้ ชายตรงหน้าไม่ได้ให้คำตอบเธอกลับมาแต่อย่างใด เขาเพียงแต่จ้องหน้าเธออยู่เนิ่นนาน จนวาดดาวต้องหลบสายตาของเขาในที่สุด ชายหนุ่มขยับรอยยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย และทันใดนั้นเองเธอก็ต้องกรีดร้องสุดเสียงกับภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เมื่อชายตรงหน้าตวัดดาบฟันฉับเข้าที่คอของหมื่นพิทักษ์ที่อยู่ข้างๆ เลือดสีแดงพุ่งทะลักจากบาดแผลอย่างน่าสยดสยอง จนเจ้าตัวหงายหลังล้มลงไปนอนกับพื้น ยังความตกใจให้กับคนที่เห็นเหตุการณ์เป็นอย่างมาก วาดดาวและขุนเวชฯรีบถลาเข้าไปดูอาการหมื่นพิทักษ์ในทันที

              "ทำอะไรของคุณน่ะ" วาดดาวตะโกนต่อว่าการกระทำอันโหดร้ายของบุรุษตรงหน้าอย่างไม่พอใจ ขณะที่พยายามห้ามเลือดที่คอของคนเจ็บไม่ให้ไหลออกมาจนหมด

              "รักษาสิ พิสูจน์ว่าเจ้าคือหมอเทวดาจริงดังที่กล่าวอ้างเมื่อครู่"

              "คุณจะบ้าเหรอ ถ้าเขาตายขึ้นมาจะทำยังไง" เธอเถียงด้วยความโมโห

              "ถ้าเจ้าเป็นหมอเทวดาจริง เจ้าต้องรักษาได้ แต่หากมิใช่ มันผู้นั้นก็ต้องตาย นี่คือวิธีพิสูจน์ของข้า" เขาตะหวาดเธอเสียงดัง วาดดาวทำได้เพียงมองหน้าชายตรงหน้าด้วยความโมโห จะให้เธอรักษาได้อย่างไรในเมื่อเครื่องมือทั้งหมดอยู่ที่ค่าย

               "ฉันทำไม่ได้ ฉันไม่มีเครื่องมือ เครื่องมืออยู่ที่ค่าย"

               "หมายความว่าเยี่ยงไร  เจ้าจักเล่นแง่กับข้ารึ"

               "เล่นงง เล่นแง่อะไรกัน ฉันต้องมีเครื่องมือรักษา จะให้ใช้มือเปล่าได้ยังไง ฉันไม่ได้มีเวทมนต์คาถานะ คุณจะบ้าเหรอ" เธอตะโกนเถียงกลับด้วยความเหลืออด

             "เจ้าอยากตายรึ" ชายหนุ่มชักดาบขึ้นทาบที่คอระหงของหญิงสาวทันที วาดดาวแข็งใจยืนสบตาบุรุษตรงหน้านิ่ง ทั้งที่ภายในหัวใจแทบหยุดเต้น

             "เชื่อนางเถิด นางต้องมีเครื่องมือ จึงจักรักษาได้" ขุนเวชฯช่วยพูดให้อีกแรง นายทหารหนุ่มมองหน้าเธออย่างช่างใจ เขาเองก็ไม่มีเวลามากพอจะมาล้อเล่นเช่นกัน เพราะพวกเขาเสียงล่วงล้ำเข้ามาเขตของอีกฝ่าย หากหน่อยลาดตระเวรมาพบเข้าคงไม่เป็นเรื่องดี

            "เช่นนั้น ก็ไปเอามา แต่เจ้าต้องไปแต่เพียงผู้เดียว" เขาตัดสินใจลองเสี่ยงเชื่อเธอดู เพราะหากเธอเล่นแง่จริงเขาก็แค่ฆ่าคนพวกนี้ทิ้งให้หมดเสีย "ข้าให้เวลาเจ้าครึ่งชั่วยาม หากเจ้ามิกลับมาในครึ่งชั่วยาม หรือแม้นหากแต่เจ้าคิดเล่นแง่ใดๆแล้วล่ะก็ ข้าจักตัดหัวคนพวกนี้ทิ้งเสีย เข้าใจหรือไม่" เขาขู่เธอ วาดดาวมองหน้าเขาก่อนจะหันมาหาท่านขุนเวชฯ 

             "ช่วยห้ามเลือดไว้ก่อนนะคะ เดี๋ยวฉันกลับมา" 

              "ระวังตัวด้วย" วาดดาวพยักหน้ารับคำ ก่อนจะรีบลุกออกไปทันที

            

              วาดดาวกลับมาที่ค่ายด้วยความเร่งรีบ เธอตรงไปยังกระโจมที่พักส่วนตัวที่เก็บกระเป๋าเครื่องมือไว้ ขณะที่เก็บของใส่กระเป๋าอยู่นั้น ในใจก็เกิดความน้อยเนื้อต่ำใจขึ้นมา ว่าเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตเธอนักหนา มีเรื่องให้เสี่ยงตายไม่เว้นแต่ละวัน ชีวิตเธอเหมือนแขวนอยู่บนเส้นด้าย จะตายวันตายพรุ่งก็ยังไม่รู้ อย่าว่าแต่จะคิดถึงเรื่องจะได้กลับไปเลย แค่จะเอาชีวิตรอดไปวันๆยังดูจะเป็นเรื่องยากสำหรับเธอในเวลานี้

             เธอเหวี่ยงกระเป๋าเป้ขึ้นหลังทันที หลังจากเก็บอุปกรณ์ที่ต้องใช้เสร็จ ก่อนจะเร่งรีบออกจากกระโจม เดินตรงไปที่ประตูค่ายทันทีโดยที่ไม่พูดกับใครทั้งสิ้น ตามคำสั่งของเยงบา แต่หลวงภักดีที่กำลังสั่งการทหารอยู่แถวนั้นทันได้เห็นหลังไวๆของหญิงสาวพอดีก่อนที่เธอจะเดินออกจากประตูค่ายไปอย่างเร่งรีบ เขาหรี่ตามองหญิงสาวอย่างแปลกใจกับกากับกิริยาของเธอ แต่ก็ต้องหยุดความสงสัยไว้แต่เพียงเท่านั้น เมื่อถูกดึงความสนใจจากคู่สนทนาตรงหน้าเสียก่อน

     

                วาดดาวใช้เวลาไม่นานก็เดินกลับมาถึงยังสถานที่เกิดเหตุ เธอเดินตรงไปที่ริมแม่น้ำที่หมื่นพิทักษ์ถูกฟันเข้าที่คอก่อนหน้านั้น แต่ต้องแปลกใจที่ตอนนี้ที่ตรงนั้นไม่มีใครอยู่เลยสักคน เหลือเพียงรอยคราบเลือด และศพที่ถูกทิ้งไว้ตรงนั้นเท่านั้น เธอหันซ้ายแลขวา แต่ไม่พบใครสักคน

               "หายไปไหนกันแล้ว" วาดดาวถามตัวเองก่อนจะต้องตกใจจนหัวใจแทบหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม เมื่อหันหน้ามาเจอะกับคนที่มายืนข้างหลังเธอตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้ ด้วยความตกใจทำให้เธอเกือบหงายหลังตกลงไปในแม่น้ำ แต่ดีที่อีกฝ่ายคว้าเอวเธอไว้ได้ทันเสียก่อน

               วาดดาวมองหน้าชายหนุ่มตรงหน้าอย่างตะลึงระคนแปลกใจกับการกระทำของเขา จนคนถูกมองเริ่มรู้สึกตัว จึงปล่อยมือจากเอวเล็กทันที เมื่อเห็นว่าสาวเจ้าปลอดภัยจากการหงายหลังลงน้ำแล้ว

                "ตามมา" เขาสั่งก่อนจะออกเดินนำหน้าเธอไปอย่างรวดเร็ว จนวาดดาวต้องรีบวิ่งตามเพื่อให้ทัน

                ชายหนุ่มพาเธอเดินจากริมแม่น้ำลึกเข้ามาในป่าจนพบถ้ำแห่งหนึ่ง เขาเดินนำเธอเข้าปากถ้ำไป ตลอดทางเดินมีเพียงความเงียบ ไร้บทสนทนาใดๆจากคนทั้งคู่ เขาพาเธอเดินลึกเข้าไปในถ้ำอยู่ครู่หนึ่ง จนพบคนจำนวนหนึ่งอยู่ในนั้น  วาดดาวรีบเดินตรงไปยังหมื่นพิทักษ์ที่นอนเจ็บอยู่ทันทีด้วยความเป็นห่วง

             "เขาเป็นยังไงบ้างคะ" เธอถามขณะรื้ออุปกรณ์ในกระเป๋าออกมาอย่างเร่งรีบ

              "ชีพจรอ่อนลง เพราะเสียเลือดไปมาก ฉันใช้สมุนไพรที่หามาได้ห้ามเลือดให้แล้ว แต่เส้นเลือดที่ตัดผ่านลำคอขาดเป็นสองท่อน ทำให้เลือดไหลไม่ยอมหยุด" ขุนเวชฯรายงานอาการคนเจ็บ

              "ฉันจะเย็บเส้นเลือดที่ขาด ช่วยหน่อยนะคะ" ขุนเวชฯพยักหน้ารีบทันที วาดดาวหยิบอุปกรณ์ทั้งหมดออกมาจากกระเป๋า เธอทำการเย็บเส้นเลือดที่ขาดทันที จนเส้นเลือดต่อเข้าด้วยกันเรียบร้อย จากนั้นจึงเย็บปิดปากแผลจนเสร็จอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางสายตาของชายหนุ่มอีกคนที่ยืนมองการกระทำของเธออย่างน่าประหลาดใจ ไม่น่าเชื่อว่าเธอจะทำได้อย่างที่เล่าลือกัน เรื่องของหมอเทวดาที่เขาค้านในใจตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ยิน แต่ก็ขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชาไม่ได้ จึงจำต้องออกมาจับตัวหมอเทวดากลับไปให้ท่านแม่ทัพตามคำสั่ง แต่ตอนนี้ได้ประจักฝีมือนี้แก่สายตาแล้ว 

            "ชีพจรเป็นยังไงบ้างคะ" วาดดาวถามหลังจากที่ปิดบาดแผลให้หมื่นพิทักษ์เรียบร้อยแล้ว แต่หัวหมื่นยังไม่ได้สติเพราะเสียเลือดมาก

            "ชีพจรดีขึ้นแล้ว" ขุนเวชฯตอบ

            "โล่งอกไปที" วาดดาวถอนหายใจด้วยความโล่งอก เธอยกมือขึ้นปาดเหงื่อที่หน้าผาก แต่ถูกมือใหญ่คว้าเข้าที่แขนและดึงให้ลุกขึ้นทันที         

            "ไปกันได้แล้ว" 

            "ไปไหน?" วาดดาวถามขึ้นด้วยความตกใจ

            "อย่าถามให้มากความ" เขาดึงเธอเพื่อให้เดินตาม แต่วาดดาวรั้งตัวเองไว้ไม่ยอมเดิน อีกฝ่ายจึงหันกลับมาขู่ "ถ้าเจ้ามิยอมไป ข้าจักฆ่าคนพวกนี้เสียให้สิ้น" หญิงสาวหันกลับมามองขุนเวชฯ และคนเจ็บที่นอนอยู่ อย่างลังเล

            "ถ้าฉันไปกับคุณ คุณสัญญานะว่าจะปล่อยพวกเขาไป" เธอทวงขอคำสัญญาจากคนตรงหน้า ทั้งที่รู้ว่าไร้ประโยชน์ แต่เธอไม่มีทางเลือก

            "ข้าลั่นวาจาไปแล้ว"

             "แล้วฉันจะเชื่อได้ยังไง" 

            "เจ้าหาได้มีสิทธิ์ต่อรอง รึเรียกร้องกระไรไม่  ข้าให้เพียงเท่านี้ก็ดีมากแล้ว หากเจ้ามิยอมเชื่อก็ตามแต่ใจเจ้า แต่เยี่ยงไร เจ้าก็ต้องไปกับข้าอยู่ดี" ชายหนุ่มชักเริ่มโมโหกับความร่ำไรของหญิงสาว วาดดาวจึงจำใจต้องหุบปากแต่โดยดี เธอหันกลับมาหาขุนเวชฯที่นั่งอยู่ข้างคนเจ็บ

            "อย่าทำเยี่ยงนี้เลย" ขุนเวชฯพยายามห้าม

            "ฉันต้องทำค่ะ ไม่อย่างนั่นเราจะตายกันหมด"

            "แต่ว่า....."

            "เชื่อฉันเถอะค่ะ พาหมื่นพิทักษ์กลับไปที่ค่ายก่อน ไม่ต้องห่วงฉัน พวกเขาแค่ต้องการตัวฉัน คงไม่ได้ต้องการจะฆ่าฉันหรอกค่ะ" อย่างน้อยคงไม่ใช่ตอนนี้ 

            "เช่นนั้นแม่รอก่อนนะ ฉันจักไปตามคนมาช่วย" หญิงสาวพยักหน้ารับคำก่อนลุกขึ้น เธอถูกลากออกไปจากที่นั่นแทบจะทันที 

       

 

          วาดดาวถูกพามาที่ม้า ที่ถูกผูกไว้หน้าถ้ำ เธอยังคงมองกลับไปในถ้ำอย่างกังวล จนคนที่ยืนดูอยู่ชักเริ่มเห็นใจ 

          "ข้าให้สัญญาแล้ว ด้วยเกียรติของทหาร ว่าจักปล่อยพวกเขาไป เจ้าเลิกมองแล้วรีบขึ้นม้าเสียทีเถิด" วาดดาวหันมามองชายหนุ่มข้างกาย จะให้เชื่อคำคนที่เพิ่งจะเอามีดจ่อที่คอเธอไปหยกๆ และเพิ่งจะฟันคอหมื่นพิทักษ์จนเกือบตายไปเมื่อครู่ได้ยังไงกัน

            "ขึ้นไป" เขาสั่งเธอให้ขึ้นไปบนหลังม้า ที่ถูกจูงมาไว้ข้างตัวเธอและเขา วาดดาวมองหน้าเขาและหันมามองม้าตัวสูงใหญ่สีดำตรงหน้า เธอทำตามที่เขาสั่งโดยพยายามจะขึ้นไปบนหลังม้า แต่ดูจะเป็นเรื่องยากสำหรับเธอ เพราะทั้งชีวิตเคยขี่ม้ากับเขาเสียที่ไหน เคยขึ้นก็แต่รถพยาบาลเท่านั้น ครั้งแรกที่ขึ้นก็ครั้งที่ขึ้นกับหลวงฤทธิรงค์เมื่อคราวก่อนเท่านั้น

            ขณะที่พยายามจะขึ้นไปบนหลังม้าด้วยท่าทางเก้ๆกังๆอยู่นั้นเอง มือใหญ่ก็คว้าเข้าที่เอวและยกเธอจนตัวลอยขึ้นไปนั่งบนหลังม้าได้อย่างง่ายดาย ก่อนที่เจ้าของมือจะกระโดดตามขึ้นมานั่งทาบข้างหลังหญิงสาวทันที วาดดาวตกใจกับการกระทำของชายหนุ่มตรงหน้า อีกครั้งที่เขาถือวิสาสะแตะเนื้อต้องตัวเธอ และทั้งสองครั้งคือการช่วย ซึ่งต่างจากลักษณะท่าทางที่เขาแสดงออกให้เห็น แต่เธอก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา เพียงแต่หันมามองหน้าเขาด้วยความรู้สึกประหลาดใจ

            "ข้ามิมีเวลามารอเจ้าขึ้นม้าทั้งวันดอกนะ" เขาตอบเหมือนเจ้าตัวจะรู้ว่าถูกจ้องมองจากหญิงสาว 

            "พวกคุณต้องการตัวหมอเทวดาไปทำอะไร" เธอตัดสินใจถามเขา

            "ประเดี๋ยวก็รู้เอง" เขาตอบเพียงเท่านั้น โดยไม่แม้แต่จะหันมามองหน้าเธอ ก่อนจะกระชากบังเหียนม้าควบออกไปทันที

           อีกแล้ว กี่ครั้งแล้วที่เธอต้องถูกลากไปโน่นมานี่โดยไร้คำอธิบาย คนพวกนี้นี่เขาเป็นแบบนี้ทุกคนเลยหรือยังไง หญิงสาวคิดในใจ ท่าทางของบุรุษตรงหน้าพาลพาให้คิดถึงใครอีกคนที่ละม้ายคล้ายกัน คนที่ต้องฉีกเธอเป็นชิ้นๆเป็นแน่หากรู้เรื่องเข้า ว่าเธอสร้างเรื่องให้เขาอีกจนได้

     

 

              ตะวันลับขอบฟ้าไปแล้ว พื้นที่โดยรอบถูกปกคลุมด้วยความมืด คบไฟหลายอันที่ตั้งเรียงรายไว้ ทั่วทั้งค่ายถูกจุดขึ้นเพื่อให้แสงสว่าง อากาศที่ร้อนระอุในตอนกลางวันเริ่มคลายลง เมื่อความเย็นยามค่ำคืนเริ่มเข้ามาแทนที่ แต่ดูเหมือนจิตใจของอีกคนจะเริ่มสวนทางกับอากาศภายนอก

             หลวงฤทธิรงค์เดินไปเดินมาอยู่แถวหน้าประตูค่ายด้วยความรู้สึกกังวลใจแปลกๆ เข้าได้รับข่าวว่าคณะหมอหลวงได้ออกไปเก็บสมุนไพรในป่ากันตั้งแต่เช้ามืด แต่จนป่านนี้แล้วยังไม่เห็นแม้แค่เงาของใครสักคนกลับมา และคนที่ทำให้เขารู้สึกกังวลมากกว่าคนอื่นๆ ก็เห็นจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากหมอสาวคนสำคัญนั่นเอง

           "เอ็งมายืนทำกระไรตรงนี้วะ อ้ายอินทร์ " หลวงภักดีเอ่ยทักหลวงผู้น้องที่กำลังยืนมองไปหน้าประตูค่ายด้วยท่าทีกังวล

           "ก็คณะหมอหลวงที่ออกไปเก็บสมุนไพรกันสิพี่ นี่ตะวันก็ตกดินไปนานแล้ว มืดค่ำป่านนี้ ยังมิกลับมากันอีก จักมีกระไรเกิดขึ้นหรือไม่ก็มิรู้"

           "พวกเขาอาจจักอยู่ระหว่างเดินทางกลับมาก็เป็นได้ เอ็งอย่ากังวลไปให้มากนักเลย คงหาได้มีกระไรเกิดขึ้นดอก" 

           "ขอให้เป็นเช่นนั้นจริงๆก็แล้วกัน"

           "เออ!! จริงสิ เมื่อตอนบ่าย ข้าเห็นหมอหญิงกลับมาที่ค่ายด้วย" หลวงภักดีเล่าเรื่องที่เห็นวาดดาวเมื่อตอนกลางวันให้อีกฝ่ายฟัง

           "นางกลับมาทำกระไรกัน" หลวงหนุ่มถามด้วยความประหลาดใจ

           "ข้าเองก็มิแน่ใจ แต่นางมาผู้เดียว แลข้าเห็นนางสะพายย่ามของนางไปด้วย แล้วก็รีบร้อนออกไปทันที" หลวงภักดีบอก คนฟังสีหน้าครุ่นคิด เหตุผลอะไรที่เธอต้องกลับมาเอากระเป๋า หรือว่า......

            แต่ยังไม่ทันจะได้หาคำตอบจากข้อสันนิษฐานได้ ก็มีเสียงตะโกนโหวกเหวกโวยวายดังมาจากหน้าค่ายเสียก่อน คนทั้งสองหันมองหน้ากันทันทีด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะรีบตรงไปยังจุดเกิดเหตุทันที

           เมื่อมาถึงหน้าประตูค่ายก็เห็นขุนเวชฯกับทหารจำนวนหนึ่งกำลังช่วยกันแบกร่างของหมื่นพิทักษ์ เข้ามาในค่ายด้วยสภาพสะบักสะบอมกัน

          "เกิดกระไรขึ้น" หลวงฤทธิรงค์ถามขึ้นทันทีที่มาถึง

          "นั่นสิ เหตุใดกลับมากันในสภาพเช่นนี้" หลวงภักดีถามขึ้นบ้าง

          "เราถูกดักซุ่มโจมตีระหว่างทางกลับค่าย หมื่นพิทักษ์ถูกทำร้ายอาการสาหัส แต่หมอหญิงทำการรักษาให้แล้ว " ขุนเวชฯรายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้คนทั้งสองฟัง

          "แล้วหมอหญิงเล่า" ชายหนุ่มถามถึงหญิงสาวคนเดียวซึ่งตอนนี้เขากลับไม่เห็นเธอกลับมาด้วย "ว่าอย่างไรเล่าท่านขุน" เขาเร่งเอาคำตอบเมื่อเห็นอีกฝ่ายเพียงก้มหน้าเงียบ

           "คือ......หมอหญิง ถูกพวกมันพาตัวไปด้วย"

           "ว่ากระไรนะ" หลวงหนุ่มตกใจกับคำตอบที่ได้

           "เป็นความผิดฉันเอง ที่มิอาจดูแลนางได้" ขุนเวชฯบอกด้วยสีหน้ารู้สึกผิด แต่ตอนนี้หลวงฤทธิ์นั้นนิ่งอึ้งกับสิ่งที่ได้ยินไปแล้ว

            "แล้วพวกมันพาตัวหมอหญิงไปด้วยเหตุอันใดกัน" หลวงภักดีถามต่อ

            "ฉันเองก็มิอาจรู้ รู้แต่เพียงว่าพวกมันต้องการตัวหมอเทวดา"

            "หมอเทวดารึ" หลวงภักดีหันมามองหลวงผู้น้องที่ตอนนี้แสดงสีหน้ากังวลออกมาชัดเจน "รีบทูลถวายรายงานเรื่องนี้แก่สมเด็จพระราชอนุชาก่อนจะดีกว่า" หลวงภักดีวางมือบนไหล่ของหลวงผู้น้องเพื่อเรียกสติเขาให้กลับมา.......


     
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 129 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,150 ความคิดเห็น

  1. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(
  2. #1082 Sukanya Paileeklee (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2561 / 11:21
    3 คำ โง่ งี่เง่า
    #1,082
    0
  3. #1039 ya-ya (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 17 มีนาคม 2561 / 16:07
    ทำไมนางเอกโง่จังวะ. จอทีเถิดแม่. ได้โอกาสหนีมาเอาจองทำไมไม่ไปบอกคุณหลวงให้เอาทหารไปช่วยวะ
    #1,039
    0
  4. #1010 sakila (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2561 / 01:17
    ขอโทษค่ะ คำเดียวสั้นๆ ช่วยฉลาดกว่านี่หน่อยค่ะเจ้วาด
    #1,010
    0
  5. #599 delphi9 (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 13 กันยายน 2560 / 07:51
    ผ่าตัดใหญ่ ไม่มีการให้เลือด ชีพจรไม่น่ากลับมาปกติเร็วขนาดนั้นนะ
    #599
    0
  6. #251 ม่อนขามป้อม (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2560 / 16:32
    เกลือเป็นหนอน ไม่งั้นฝ่ายพม่าจะรู้ได้ไง
    #251
    0
  7. #206 Sirikun Poungtong (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2560 / 21:46
    โอ้ม่ายนะ????????????????????????
    #206
    0
  8. #201 กระต่าย (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2560 / 20:35
    กรี๊ดดดดดด

    ค้างงงงงงง
    #201
    0
  9. #199 S_suika (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2560 / 09:22
    จะพาหมอไปรักษาใคร ต้องสำคัญแน่ๆ แต่โหดไปนะ สงสารหมอ 
    #199
    0
  10. #198 Looney00 (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2560 / 05:40
    พี่อินทร์หมอโดนลักตัวไปแล้วรีบไปช่วยหมอเร็ว
    #198
    1
    • #198-1 Wanwan19(จากตอนที่ 31)
      25 มิถุนายน 2560 / 21:40
      ต้องไปแน่ค่ะ
      #198-1