มิติรักต่างเวลา

ตอนที่ 26 : "สมเด็จพระราชวังบวรฯ"

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 8,815
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 105 ครั้ง
    10 ส.ค. 61

             ตามพระราชบัญชา ทหารเข็นเอาปืนใหญ่ทั้งหมดมาตั้งเรียงรายไว้หน้ากำแพงค่าย ตัดท่อนไม้เป็นท่อนใส่แทนกระสุนปืนใหญ่ ระดมยิงหอรบของฝ่ายอังวะจนพังลงมาในที่สุด เมื่อเห็นว่าฝ่ายข้าศึกเริ่มเพลี่ยงพล้ำ สมเด็จพระอนุชาธิราช จึงเสด็จขึ้นทรงม้าประจำพระองค์ คุมบังเหียนม้าทรงทะยานลงสู่สนามทันที พร้อมรับสั่งพระสุรเสียงดังกังวาน "บุกกกกกกก" เหล่าพลรบทหารกล้าต่างกระชับอาวุธในมือมั่นกระโจนลงสนามรบเบื้องหน้าพร้องกับเสียงโห่ร้องกึกก้องด้วยความฮึกเหิม

           

            ฝ่ายพม่าได้สร้างหอรบบรรทุกปืนใหญ่ใช้ระดมยิงค่ายไทยสังหารไพร่พลไปเป็นจำนวนมาก สมเด็จวังหน้ากรมพระราชวังบวร ฯ ทรงแก้สถานการณ์โดยคิดค้นกลยุทธ์ใหม่โดยประยุกต์ปืนใหญ่ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ให้นำท่อนไม้ทรงให้ตัดไม้ยาวสองศอก มาทำเป็นลูกปืน  เสียบเข้าปลายกระบอกปืนใหญ่ชนิดปากกระบอกกว้างแทนลูกกระสุน แล้วยิงใส่ค่ายพม่าจนหอรบปืนใหญ่ของข้าศึกพังพินาศ จนฝ่ายอังวะไม่กล้าออกมานอกค่ายอีก

 

         "ด้วยพระปรีชาของสมเด็จโดยแท้ ทำให้เราสามารถพลิกผันสถานการณ์กลับมาเป็นฝ่ายได้เปรียบ มิเช่นนั้น เราคงเป็นฝ่ายต้องเพลี่ยงพล้ำให้กับพวกมันเป็นแน่พระพุทธเจ้าข้า" พระยากลาโหมราชเสนากล่าวในที่ประชุม หลังจากที่ฝ่ายทัพสยามได้พลิกสถานการณ์กลับมาเป็นฝ่ายได้เปรียบ ขับไล่อริศัตรูให้ถอยกลับค่ายไปได้ในที่สุด ด้วยพระปรีชาสามารถของสมเด็จพระราชวังบวร ฯ 

        "ใช่เป็นเพราะเราแต่เพียงผู้เดียวที่ใดกัน เป็นเพราะทุกคนร่วมแรงร่วมใจกันต่อสู้ต่างหาก"

        "ทั้งหอรบแลกำแพงค่ายพวกมันก็พังเสียหายจนเกือบหมด อีกทั้งทหารก็บาดเจ็บล้มตายไปเป็นจำนวนมาก คงต้องใช้เวลาในการฟื้นค่ายสักระยะ อย่างน้อยคงจนกว่าทัพหลังจักตามมาสมทบ" พระยารามัญเอ่ย

        "แล้วเราจักอยู่เฉยรอให้ทัพหลังพวกมันตามมาสมทบรึ เราควรตีทัพหน้าให้มันแตกพ่ายเสียดีหรือไม่พระพุทธเข้าข้า" พระยาจ่าแสนยากรออกความคิดเห็นบ้าง แต่ถูกพระยาสมุหนายกขัดขึ้นเสียก่อน

        "เช่นนั้นเราต้องตีเอาค่ายมันกี่ครากัน ทัพหน้าแตก ก็ยังมีทัพหลังเติมขึ้นมาอีก เราต้องตีเอากี่ครั้งกันเล่า  แลกำลังพวกมันนั้นมีมากกว่าเราหลายเท่านัก  กว่าจักตีพวกมันแตกหมด คงเป็นฝ่ายเราที่จักมิไหว พ่ายไปเสียก่อน"

            "จริงอย่างที่เจ้าคุณสมุหนายกพูด จักให้สู้ไปเรื่อยๆ ฝ่ายที่อ่อนล้าคงจักเป็นฝ่ายเรา" ทรงเห็นด้วยกับคำของเจ้าคุณสมุหนายก ทุกคนในที่ประชุมต่างแสดงสีหน้าครุ่นคิด "เอ็งมีความคิดเห็นเช่นไรหรือไม่อ้ายหลวงฤทธิรงค์ หลวงภักดี" จากนั้นจึงทรงรับสั่งถามหลวงหนุ่มทั้งสองที่นั่งอยู่ท้ายแถวที่ประชุมเหล่าเสนาอำมาตย์ เป็นเชิงเปิดโอกาสให้ทั้งสองแสดงความคิดเห็นบ้าง เนื่องจากในที่ประชุมมีแต่ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ จึงมีโอกาสได้แสดงความคิดน้อยมาก หากไม่ทรงเปิดโอกาสให้ เพราะหลายครั้งที่ทรงได้รับความคิดเห็นดีๆจากบุคคลทั้งสอง"

           "ขอเดชะ พระอาญามิพ้นเกล้า เกล้ากระหม่อมเห็นควรว่า สิ่งสำคัญที่สุดในกองทัพใหญ่เช่นนี้ คือเสบียง พระพุทธเจ้าข้า" หลวงภักดีกราบบังคมทูลความคิดเห็นของตน

           "เสบียงรึ" ทรงทวนคำทูลของหลวงภักดี

          "ใช่แล้วพระพุทธเจ้าข้า เพลานี้ทัพหน้าของพวกมันปักหลังอยู่ที่เชิงเขา มิอาจสามารถตีฝ่าเราไปได้ เมื่อทัพหน้ามิสามารถเดินหน้าต่อไปได้ ทัพหลังที่ตามติดมาก็จำต้องหยุดลงบนภูเขาไปตามลำดับ แลหากเป็นเช่นนั้น การจักหาเสบียงจากฝั่งไทยคงทำได้ยาก ทางเดียวคือต้องรอเสบียงจากจากฝั่งนั้นส่งเข้ามาทางเดียวเท่านั้น" หลวงฤทธิรงค์อธิบายเพิ่มเติม

            "จริงด้วยสิ ทัพของพวกมันมีจำนวนมาก การจักหาเสบียงเลี้ยงค่ายคงเป็นเรื่องใหญ่ทีเดียว หากเราดักชิงเสบียงของพวกมันเสียก่อนที่จักส่งมาถึง พวกมันก็จักไม่มีเสบียง เมื่อไม่มีเสบียงก็ไร้กำลังจักต่อสู้ จากนั้นเราก็แค่รอให้พวกมันอ่อนแรง ค่อยบุกโจมตีพวกมันทีเดียว" เจ้าฟ้ากรมหลวงจักรเจษฎาทรงรับสั่ง

           "เอ็งหมายความว่าจักให้ตั้งกองโจรปล้นเสบียงพวกมันเช่นนั้นรึ" สมเด็จพระราชวังบวร ฯ ทรงตรัสถามความหมายของหลวงฤทธิรงค์และหลวงภักดี

           "ควรมิควรแล้วแต่จักโปรด พระพุทธเจ้าข้า" หลวงหนุ่มยกมือขึ้นเหนือหัวหลังถวายคำทูล สมเด็จพระราชวังบวร ฯ ทรงพระสรวลเสียงดังด้วยความพอพระทัยกับความคิดของทหารคู่พระทัยทั้งสองนาย

          "เอ็งสองคนนี่ฉลาดหลักแหลมเสียจริง เช่นนั้น เอาเป็นว่าตามนี้ มีคำสั่งไป ให้พระยาสีหราชเดโช พระยาท้ายน้ำ แลพระยาเพชรบุรี จัดตั้งกองโจร ไปคอยสกัดปล้นกองลำเลียงเสบียงของพวกอังวะ มิให้ลำเลียงถึงกันได้"

           "รับด้วยเกล้าพระพุทธเจ้าข้า"

 

           สมเด็จวังหน้าจึงทรงให้ ออกญาสีหราชเดโช ออกญาท้ายน้ำ และออกญาเพชรบุรีคุมไพร่พล 500 นาย เป็นกองโจรไปดักปล้นเสบียงพม่า   เพื่อตัดเส้นทางลำเลียงเสบียงของข้าศึก

 

            หลังจากประชุมหารือการศึกเสร็จเรียบร้อยแล้ว บรรดาแม่ทัพนายกองทั้งหลาย ต่างแยกย้ายออกจากกระโจมไป เพื่อกลับไปทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย สมเด็จพระราชวังบวร ฯ ทรงประทับที่แท่นพระที่นั่งรอจนทุกคนในที่ประชุมทยอยออกไปกันจนหมด เหลือเพียงพระอนุชาเจ้าฟ้ากรมหลวงจักรเจษฎาที่ยังคงประทับอยู่ด้วย

           "สมเด็จพี่ พระพักตร์ดูมิดีเลย เป็นกระไรหรือไม่"ทรงตรัสพระเชษฐาเนื่องจากสังเกตเห็นพระพักตร์ที่ซีดเผือดของผู้เป็นพี่ แต่กลับไร้คำตอบใดจากพระเชษฐา ทรงเสด็จจากที่ประทับ แต่ทันทีที่ทรงขยับลุกขึ้น กลับประทับยืนไม่อยู่จนต้องถอยกลับไปประทับลงที่เดิม จนคนที่มองดูอยู่ ต้องรีบเข้าพยุงทันทีด้วยพระอาการตกพระทัย

            "สมเด็จพี่ ทรงเป็นกระไรไป" ทรงตรัสถามด้วยความวิตก รีบสำรวจกระวรกายพระเชษฐาทันที และพบว่ามีพระโลหิตจำนวนมากไหลออกจากพระวรกาย 

           "สมเด็จฯ ทรงเป็นเช่นไรบ้างพระพุทธเจ้าข้า" หลวงฤทธิรงค์ทูลถามทันทีที่มาถึง

           "เจ้ารู้ได้เยียงไร ว่าสดเด็จพี่ทรงได้รับบาดเจ็บ" ทรงตรัสถามเมื่อเห็นหลวงฤทธิ์เข้ามา

           "เกล้ากระหม่อมสังเกตเห็นสีพระพักตร์ที่ซีดเซียว กระหม่อมสังหรณ์ใจจึงย้อนกลับมาดูพระพุทธเจ้าข้า"

           "นี่หน้าข้าดูออกง่าย เช่นนั้นเชียวรึ"

           "หามิได้พระพุทธเจ้าข้า ทรงเก็บซ่อนพระอาการได้ดีมาก แต่เพราะกระหม่อมรับใช้ใต้ฝ่าพระบาทมานานมากเหลือเกิน จึงสังเกตเห็นถึงความผิดปกติของพระองค์ได้ก็เท่านั้น"

           "เอ็งนี่สมเป็นทหารของข้าเสียจริง" ตรัสชมก่อนจะแย้มพระสรวลเล็กน้อย  แต่สีพระพักตร์ดูซีดมากเพราะเสียพระโลหิตไปเป็นเวลานาน

          "ขนาดเจ้ายังมองออก แต่เราเป็นน้องแท้ๆ ยังดูมิออกว่าสมเด็จพี่บาดเจ็บถึงเพียงนี้"

          "เรื่องนั้นไว้ก่อนเถิดพระพุทธเจ้าข้า เพลานี้เราต้องรีบรักษาพระอาการบาดเจ็บของสมเด็จท่านเสียก่อน ทรงตกพระโลหิตมานานแล้ว หากปล่อยไว้นานกว่านี้จักเป็นอันตรายได้นะพระพุทธเจ้าข้า

          "เช่นนั้นเจ้าจงเร่งไปตามหมอหลวงมาบัดเดี๋ยวนี้ เราจักพาสมเด็จพี่กลับที่ประทับ"

          "พระพุทธเจ้าข้า" หลวงหนุ่มรับคำ ก่อจะรีบลุกออกไป แต่ถูกคนเจ็บเรียกไว้เสียก่อน

         "อ้ายอินทร์" คนถูกเรียกชะงักก่อนหันกลับมา "อย่าให้ผู้ใดรู้เรื่องนี้เป็นอันขาดนะ ว่าข้าบาดเจ็บ"

         "รับด้วยเกล้า พระพุทธเจ้าข้า" หลวงฤทธิรงค์รับพระบัญชาก่อนจะรีบรุดออกไปทันที"

 

          "ไม่ไหวแล้ว" วาดดาวทรุดตัวลงนั่งที่เก้าอี้ท่ามกลางความวุ่นวายสับสนของการช่วยชีวิตคนเจ็บ อีกครั้งที่เธอต้องมาทำหน้าที่นี้ หน้าที่ที่ดูทีท่าว่าจะไม่ที่สิ้นสุดง่ายๆเสียแล้ว หากการรบพุ่งมีอยู่ไม่เว้นว่าง นี่เธอยังไม่ได้แม้แต่จะหยุดพักเลยตั้งแต่เหยียบย่างเข้ามาที่นี่ ไม่ใช่ว่าตัวเองเหนื่อยที่ต้องมาคอยรักษาคนเจ็บเหล่านี้ แต่ที่ทนไม่ไหวเพราะการรบราฆ่าฟันที่ไม่รู้จักจบจักสิ้นต่างหาก "ฉันไม่เข้าใจเลยจริงๆ จะฆ่าฟันกันไปเพื่ออะไร  มองไปทางไหนก็มีแต่คนเจ็บคนตายเต็มไปหมด มันน่าบันเทิงเริงใจตรงไหนกัน"

         "เป็นธรรมดาของสงคราม ที่ต้องมีคนบาดเจ็บล้มตายเช่นนี้" ขุนเวชโอสถที่กำลังทำแผลถูกยิงที่ขาให้ทหารนายหนึ่ง หันมาตอบหญิงสาวข้างกายที่กำลังนั่งหมดแรงอยู่ข้างๆ

         "ก็รู้ๆกันอยู่ ว่าสงครามมีแต่จะทำให้คนเจ็บคนตาย แล้วจะทำสงครามกันไปเพื่ออะไร

          "เพราะอำนาจอย่างไร่เล่า เพราะความอยากได้อยากมีคนเราที่หาได้มีที่สิ้นสุด ทั้งที่มิใช่ของตัว แต่ก็อยากจักได้มาครอบครอง จึงต้องทำสงครามเพื่อแย่งชิงกันเช่นนี้อย่างไรเล่า" ขุนหมอวางมือจากคนเจ็บตรงหน้าหลังจากจัดการทำแผลให้เรียบร้อย จึงหันมาคุยกับวาดดาว

         "เพราะความโลภในอำนาจของคนเพียงไม่กี่คน กลับทำให้คนมากมายต้องมาเดือดร้อน ชาวบ้านตาดำๆพวกนี้ต้องมาบาดเจ็บล้มตายเพียงเพราะความอยากได้อยากมีของคนอื่นอย่างนั้นเหรอ ไม่ยุติธรรมเลยสักนิด"

          "จักให้ทำเช่นไรได้เล่า ในเมื่อเรามิได้มีอำนาจมากพอจักยุติสงคราม เรานั้นทำได้เพียงแค่พยายามรักษาแผ่นดินเกิดไว้ก็เท่านั้น แม้นต้องแรกด้วยชีวิต ชาวบ้านตาดำๆที่แม่ว่า เขาก็ต้องทำ"

           วาดดาวถอนหายใจด้วยสีหน้าหดหู่ กับภาพที่เห็นตรงหน้า สงครามที่สร้างเพียงความสูญเสีย สงครามไม่ว่ายุคไหนสมัยไหนก็ไม่ต่างกัน สงครามที่ไม่เคยหมดไปจากโลกใบนี้

           "ท่านขุน" เสียงเรียกจากอีกด้านดังขึ้น ทำให้บทสนทนาของคนทั้งคู่ต้องหยุดลงเพียงเท่านั้น ขุนเวชฯและวาดดาวหันไปตามเสียงเรียกของผู้มาเยือนทันที

            "มีกระไรรึ คุณหลวง" หมออาวุโสเอ่ยถามเมื่อเห็นสีหน้าร้อนใจของอีกฝ่าย หลวงหนุ่มเข้าไปกระซิบอะไรบางอย่างข้างหูของหมออาวุโส ขุนหมอสีหน้าเปลี่ยนเป็นตกใจทันทีเมื่อได้ฟัง "ฉันฝากทางนี้ด้วยนะ ประเดี๋ยวฉันกลับมา" หมออาวุโสหันมาบอกหญิงสาวที่ยืนดูอยู่ห่างๆ ก่อนจะรีบหุนหันเดินจากไปพร้อมกับหลวงฤทธิรงค์ทันที วาดดาวมองตามหลังทั้งสองคนด้วยความสงสัย คิดว่าคงมีเรื่องอะไรบางอย่างเกิดขึ้น บางอย่างที่พวกเขาไม่ต้องการให้คนอื่นรู้ แต่เธอก็ทำได้เพียงแค่สงสัยก่อนจะหันกลับไปทำหน้าที่ของตัวเองต่อ

            

           "เป็นเช่นไรบ้างท่านขุน" เจ้าฟ้ากรมหลวงจักรเจษฎาทรงตรัสถามหลังขุนเวชโอสถทำการตรวจพระอาการแล้ว

            "พระอาญามิพ้นเกล้า ทรงต้องกระสุนปืนไฟและตกพระโลหิตเป็นจำนวนมาก เนื่องจากทิ้งระยะเวลาไว้เสียนาน หากมิเร่งทำการรักษา อาจเป็นอันตรายแก่ประชนม์ชีพได้พระพุทธเจ้าข้า หมออาวุโสถวายรายงานพระอาการบาดเจ็บให้แต่บรรดาคนที่รอฟังอยู่ในกระโจมที่ประทับส่วนพระองค์

           "เช่นนั้นก็รีบรักษาสิ รอช้ากระไร" ขุนหมอกลับทำสีหน้าลำบากใจ อ้ำอึ้งคล้ายมีอะไรจะพูดแต่ไม่กล้า

            "พระอาญามิพ้นเกล้า เกล้ากระหม่อมไร้ความสามารถ มิสามารถถวายการรักษาแก่สมเด็จมหาอุปราชได้ ในคราวนี้ได้จริงๆพระพุทธเจ้าข้า"

            "เหตุใดกล่าวเช่นนั้นเล่าท่าน"

            "เกล้ากระหม่อมคิดว่ากระสุนปืนฝังอยู่ในพระอุทรพระพุทธเจ้าข้า  ซึ่งเกินกำลังที่กระหม่อมจักถวายการรักษาได้จริงๆ" 

            "กระสุนฝังในรึ !!" หลวงฤทธิรงค์เอ่ยทวนคำขุนเวชฯ

            "แล้วหมอไมเคิลเล่า รักษามิได้รึ" เจ้าฟ้ากรมหลวงจักรเจษฎาหันไปถามหมอไมเคิล หมอชาวอังกฤษที่อาสามาช่วยราชการในสงคราม จะว่าเป็นหมอเลยก็ไม่ใช่  หมอไมเคิลเป็นเพียงมิชชันนารีสอนศาสนาที่เข้ามาเผยแพร่คริสต์ศาสนา เพียงแต่มีความรู้ทางด้านการแพทย์อยู่บ้างเท่านั้น แต่เพราะยาและวิธีการรักษาของชาวตะวันตกที่ก้าวหน้ากว่าการแพทย์แผนไทย แม้จะเป็นวิธีการรักษาแบบทั่วไป แต่ก็ดูจะได้ผลดีกว่าการแพทย์แผนไทยอยู่มาก

          "กระสุนฝังอยู่ลึกเกินไป กระผมเอาออกให้มิได้" 

          "ไม่มีทางเลยรึ" เจ้าฟ้ากรมหลวงจักรเจษฎาตรัสถาม

          "จะรักษาได้ ก็ต้องผ่าเอากระสุนออก แต่กระผมมิได้เชี่ยวชาญถึงเพียงนั้น ครั้งนี้เกินกำลังกระผมจริงๆ" หมอไมเคิลตอบด้วยสีหน้าจนใจ

          "พระชีพจรอ่อนลงมากแล้ว ปล่อยไว้เช่นนี้มิดีแน่" ขุนเวชฯถวายรายงานกระอาการ ยิ่งทวีความวิตกให้แก่คนฟังมากขึ้นไปอีก

          "ทำเยี่ยงไรดีเล่า จักปล่อยไว้เช่นนี้รึ" เจ้าฟ้ากรมหลวงจักรเจษฎาตรัสด้วยพระอาการวิตกในพระอาการของพระเชษฐา เพราะทั้งหมอหลวงและแม้กระทั่งหมอชาววิลาสที่ว่าเก่งนักหนายังพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าถวายการรักษาให้มิได้ 

           "กระหม่อมเห็นว่ามีคนนึงที่ช่วยได้พระพุทธเจ้าข้า" จู่ขุนเวชโอสถก็เอ่ยขึ้น ทุกคนในกระโจมต่างหันไปมองหมออาวุโสด้วยความสงสัย

           "ใครกันรึ " เจ้าฟ้ากรมหลวงจักรเจษฎาตรัสถามทันที ขุนเวชฯหันไปมองหน้าหลวงฤทธิรงค์เป็นเชิงจะบอกอะไรบางอย่าง ก่อนจะถวายคำตอบออกไป

           "เรามีหมอเดินทางมากับเราด้วย หนึ่งคน หมอผู้นี้ฝีมือเก่งกาจมากนัก ได้รับฉายาว่าหมอเทวดา สามารถชุบชีวิตคนตายให้ฟื้นได้ พระพุทธเจ้าข้า"

          "จริงรึ เช่นนั้นก็รีบไปพาตัวมาเสีย จักช้าอยู่ใย"

          "ช้าก่อนพระพุทธเจ้าข้า" เสียงขัดขึ้นจากผู้มาใหม่ที่เปิดประตูกระโจมที่ประทับเข้ามาอย่างเร่งรีบ

         "เจ้าคุณกลาโหม มาได้เยี่ยงไรกัน"  

          "กระหม่อมเห็นหลวงฤทธิรงค์พาหมอเดินเข้ามาในกระโจมที่ประทับของพระมหาอุปราช กระหม่อมคาดว่าคงมีเรื่องกระไรเกิดขึ้น จึงตามมาดูพระพุทธเจ้าข้า" เจ้าคุณกลาโหมถวายบังคมทูลความแก่เจ้าฟ้ากรมหลวงจักรเจษฎาทันทีที่เข้ามาถึง "หมอเทวดาที่ใดกัน กระหม่อมหาเคยจักได้ยินมาก่อนไม่ " เจ้าคุณกลาโหมราชเสนาเอ่ยท้วงขึ้น แต่ขุนเวชฯหลับหันไปมองหน้าหลวงฤทธิรงค์ที่อยู่อีกฝั่ง เป็นเชิงขอคำอธิบายแทน

            "กระผมพบนางอยู่กลางป่า จึงพากลับมาด้วย แลได้มารู้เอาภายหลังว่านางเป็นหมอ" หลวงหนุ่มอธิบาย

           "ไว้ใจได้แน่รึ"

           "ไว้ใจได้แน่ขอรับ กระผมรับรอง" หลวงหนุ่มยืนยัน

           "ช้าก่อน เห็นเจ้าบอกว่านาง หมอผู้นี้เป็นหญิงรึ" เจ้าฟ้ากรมหลวงจักรเจษฎาตรัสถามด้วยความสงสัย

          "ใช่แล้วพระพุทธเจ้าข้า"

          "หมอหญิงรึ ข้ามิเคยพบหมอรักษาคนที่เป็นหญิงมาก่อนเลย" เจ้าคุณกลาโหมกล่าวด้วยความประหลาดใจ

          "แม้นนางจักเป็นหญิง แต่ฝีมือการรักษามิได้ด้อยไปกว่าหมอท่านใดเลย ออกจะมีฝีมือกว่าเสียด้วยซ้ำ นางสามารถทำในสิ่งที่หมอทั่วไปทำไม่ได้ แม้นวิธีการอาจจักแปลกเสียหน่อยแต่ได้ผลดีเกินคาดจริงๆ ทั้งหลวงภักดี แลหลวงฤทธิรงค์ก็เคยได้รับการรักษาจากนางมาแล้ว" ขุนเวชฯอธิบาย

          "จริงรึ" เจ้าฟ้ากรมหลวงจักรเจษฎารับสั่งถามหลวงหนุ่ม คนถูกถามมองพระพักตร์แน่วแน่ก่อนตอบออกไปเสียงหนักแน่น

         "เป็นความจริงขอรับ กระหม่อมเคยเกือบเอาชีวิตมิรอด หากมิได้นางช่วยไว้ กระหม่อมคงมิได้มายืนอยู่ที่นี้ พระพุทธเจ้าข้า"

         "เช่นนั้นจงเร่งไปพาตัวนางมาเสียก่อน อย่างอื่นค่อยว่ากันทีหลัง สมเด็จพี่ข้าพระอาการแย่แล้วเพลานี้"

        "รับด้วยเกล้า กระหม่อมจักไปพานางบัดเดี๋ยวนี้ พระพุทธเจ้าข้า"


......./////.......



             
            

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 105 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,150 ความคิดเห็น

  1. #143 Looney00 (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2560 / 23:41
    งานช้างเข้าคุณหมอดาวแล้ว
    #143
    0
  2. #140 Chick_ka (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 14 มิถุนายน 2560 / 22:14
    เจ้าคุณกลาโหม มัวแต่พิรี้พิไรซักไซร้ไล่ความประเดี๋ยวจะตามหมอวาดดาวมาไม่ทันการนะเจ้าคะ !!!!
    #140
    0
  3. #138 GuiTar (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 14 มิถุนายน 2560 / 21:23
    เมื่อไหร่จะมาน้อออ. รอออออออ
    #138
    0
  4. #137 jukkarin2 (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 14 มิถุนายน 2560 / 11:04
    รอๆคร้า ลุ้นตลอด
    #137
    0
  5. #136 Phojamal (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 14 มิถุนายน 2560 / 10:38
    พรีสสสส รีมมาอัพตอนต่อไปเร็วๆนะค่ะ ลุ้นมากกก
    #136
    0
  6. #135 คอยติดตาม (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 14 มิถุนายน 2560 / 07:02
    ลุ้นระทึกตลอดเลยค่ะ สนุกมาก มีครบรสเลย ให้ได้เปลี่ยนบรรยากาศมาเป็นศึก เขียนยากนะเนี่ยแต่อ่านแล้วลื่นไหลมาก ขอจอนรบมันส์ๆด้วยนะคะไรท์

    ปล. มาส่องทุกวัน ติดอกติดใจมาก
    #135
    1
    • #135-1 Wanwan19(จากตอนที่ 26)
      14 มิถุนายน 2560 / 17:58
      ขอบคุณที่ติดตามคร่าาา
      #135-1
  7. #134 prowza (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2560 / 23:34
    จบไม่สวยหรอเรื่องนี้ จบสวยๆได้ไหท
    #134
    1
    • #134-1 Wanwan19(จากตอนที่ 26)
      14 มิถุนายน 2560 / 00:21
      ต้องตามจนจบค่ะ อิอิ
      #134-1
  8. #133 Jap (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2560 / 23:15
    วางไม่ลง สนุกมากค่ะ รอนะคะ
    #133
    0
  9. #132 GuiTar (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2560 / 22:10
    รอๆๆค้า กำลังสนุกเลย
    #132
    0
  10. #131 Sudrarat (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2560 / 22:07
    รอตอนต่อไปเจ้าค่ะ
    #131
    0
  11. #130 nunu (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2560 / 21:56
    รอตอนต่อไปนะค่ะอัพเร็วๆนะค่ะรออ่านค่ะ
    #130
    0