How To Love วัยเกรียนเรียนรัก

ตอนที่ 10 : บทที่ 8 [Ruangkhao's Part]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    23 มี.ค. 59

8

Ruangkhao

 

วันนี้คงจะเรียกได้ว่าเป็นวันที่รวงข้าวเต็มไปด้วยเรื่องราวที่งงและน่าฉงนที่สุดก็เป็นได้ เพราะอะไรน่ะหรือ? เพราะเรื่องราวต่างๆนาๆที่เกิดขึ้นกับตัวเด็กสาวนั้นล้วนเกิดจากมือปริศนาคู่หนึ่งเสมอ และถ้าถามว่าเกิดอะไรขึ้นคงต้องติดตามอ่านกันต่อไป

วันนี้เป็นวันศุกร์ ถึงแม้จะเป็นวันที่น่าเบื่อของใครหลายๆคน แต่ไม่ใช่สำหรับเด็กสาวคนนี้ สามารถดูได้จากเช้าของวันใหม่ ที่กำลังจะเกิดอะไรใหม่ๆให้หัวใจของรวงข้าวได้เต้นตึกตัก คงจะเป็นอย่างที่เขาบอกกัน ในความโชคร้ายมักจะมีเรื่องดีดีเกิดขึ้นเสมอ

ในทุกๆวันเธอจะเริ่มต้นด้วยความร่าเริงสดใส มาปะทะกับความขี้เกียจที่เต็มล้นอยู่ในห้องเรียนของเธอ

“เอ๋? เช้านี้เจินยังไม่มาหรอเนี่ย” พูดแล้วก็วางกระเป๋าพร้อมกับมองโต๊ะที่ว่างเปล่าของเพื่อนสาวด้วยความเป็นห่วง แต่กับโต๊ะของคนที่นั่งข้างๆทั้งที่ก็ว่างเปล่าเหมือนกันแต่เธอกลับไม่สนใจเลย

“ทีตะปูนี่ทำเป็นไม่สนใจนะ ก็เห็นๆกันอยู่ว่าหมอนั่นก็ยังไม่มา” หนุ่มหัวแดงด้านข้างพูดขึ้นเพื่อให้มีบทบ้าง

“จะอะไรกับคนพรรค์นั้นกัน อย่างหมอนั่นไม่มาสายก็คงจะโดดเรียนนั่นแหละ”

“แต่ถ้าคนพรรค์นั้นที่เธอพูดถึงพาเพื่อรักสุดหวงแหนของเธอโดดเรียนด้วยล่ะ เธอจะยังสนใจอีกมั้ย”

“ว่าไงนะ! หมอนั่นมันบอกอะไรนาย คายออกมาให้หมด!” เด็กสาวบีบคอและเขย่าเขาอย่างสุดแรง หรือว่าเธอจะพยายามฆ่าเขากัน

“โอ๊ย! พอได้แล้วน่า มันแค่บอกว่าจะพาเจินโดดเรียนแล้วก็ตัดสายไปเลย ชั้นหายใจไม่ออกโว้ยยย แอ่ก!” เขาสลบคอพับเป็นกิ้งก่าหัวแดงคอหัก

“ฮ-เฮ้! แค่นี้ถึงกับคอหักเลยเรอะ อย่าพึ่งตายสิตื่นมาบอกก่อนว่าจะเอาวัดไหน ชั้นจะได้จองให้ถูก ไม่งั้นจองผิดเดี๋ยวนายตามมาหลอกชั้นจะแย่เอา”

“จะบ้าเรอะ พอเลยๆ ครูมาละ” คิมหันต์เงยหน้าขึ้นมา ทำให้เธอที่ยืนอยู่ต้องนั่งลง

“เอาล่ะนักเรียน บลาๆๆๆ แล้วนั่นจิรัชญากับเตชภณหายไปไหน ใครรู้บ้าง ทีปกร เธออยู่บ้านข้างๆกับจิรัชญาหนิ วันนี้ทำไม่มาเรียน” อาจารย์ประจำชั้นถามไปที่ทะเล

“ผมไม่รู้ครับ”

“อย่าบอกนะว่าเจ้าพวกนั้นโดดเรียน ครูให้พากันตั้งใจเรียน แต่กลายเป็นพากันโดดเรียนงั้นหรอ โอ้ยย ปวดหัวจริงๆเด็กพวกนี้ วันนี้คาบโฮมรูมพอแค่นี้ ชั้นล่ะปวดหัวเหลือเกิน ปกรณ์ (ปากกา) มาช่วยขนของไปห้องสี่ที” ครูบีบขมับแล้วเดินออกไปจากห้อง

“ครับ!

“วันนี้เป็นวันมามากของครูแกหรือไง เขาห้องมาก็บ่นฉอดๆๆ” เด็กหนุ่มข้างโต๊ะพูดด้วยท่าทางกระซิบ

“คงงั้นแหละ” ถึงจะพูดกับหนุ่มข้างกายแต่สายตากลับจ้องไปทางแถวที่นั่งริมหน้าต่างด้านหลัง

เจ้าหมอนั่น เจินหายไปทั้งคนยังมาทำหน้าระรื่นได้อีก เห็นเจินเป็นยังไงกันนะ ถ้าชั้นไม่รู้ว่าเจินหายไปไหนคงจะเดินไปวีนถึงโต๊ะแน่ๆ

รวงข้าวผู้คิดโลกในแง่บวกเป็นได้ถึงขนาดนี้เพราะเจิน เธอควรดีใจนะเนี่ยที่มีเพื่อนรักตัวเองมากขนาดนี้

ถึงแม้วันนี้จะเริ่มต้นด้วยความหงุดหงิด แต่ใครจะไปรู้ล่ะว่าอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้าเธอจะลืมความหงุดหงิดนี้ไปและเหลือแต่ช่วงเวลาน่าลุ้นที่อาจจะทำให้ความคิดที่เธอมีให้กับคนๆหนึ่งค่อยๆเปลี่ยนไป

 

 

“รวงข้าว เย็นนี้ไปช่วยติดบอร์ดหน่อยนะ” เตย เพื่อนร่วมห้องของชั้นวานให้ไปช่วยงาน

“จ้า” ชั้นตอบรับไปอย่างเป็นมิตร ถึงชั้นจะพึ่งย้ายเข้ามาใหม่แต่เผอิญว่าชั้นอัธยาศัยดีอ่ะนะเพื่อนเลยเยอะ “เที่ยงนี่กินอะไรดีน้อ” ชั้นพูดกับตัวเอง

“รวงข้าว เดี๋ยวไปเจอกันที่โรงอาหารเลยนะ จะไปยิงกระต่ายหน่อยน่ะ ไม่ไหวละ” คิมหันต์พูดพลางโดดหยองๆ ไปมา ขณะที่ชั้นกำลังคิดถึงรายการอาหารที่จะทานเป็นมื้อกลางวัน

“อย่าให้ขี้หลุดออกมาละกัน เดี๋ยวชั้นรอไม่ไหว” ยังไม่วายจะแซวเล่นก่อนเดินไป “อึ๋ย! ไม่น่าพูดถึงเรื่องขี้ก่อนทานอาหารเลย จะทานลงมั้ยเนี่ย” พูดจบก็ขนลุกซู่

วันนี้เดินอ้อมหน่อยละกัน ไปถึงคงจะพอดีกับคิมหันต์ ยังไงวันนี้ก็เหลือแค่ชั้นกับคิมหันต์อยู่แล้วด้วย ทานช้าหน่อยไม่เป็นไรหรอก ชั้นจึงเดินอ้อมมาทางสวนหลังโรงเรียนที่ไม่ค่อยจะมีคน เพราะเวลานี้ทุกคนจะไปรวมตัวกันอยู่ที่โรงอาหารที่แสนจะคับแคบ ชั้นเดินช้าๆ ชมนกชมไม้ไป เดินเรื่อยๆเอื่อยๆ โดยไม่ได้สนใจสิ่งที่เกิดขึ้นทางด้านบนหัวของชั้นเลย

“เฮ้ย! ระวัง!!” เสียงคนดังขึ้นทำให้ชั้นหันไปมองพอดีกับคนที่ตะโกนมาถึงตัวชั้นและผลักออกไป

ซ่า!’ ถังน้ำใบใหญ่หล่นลงมาจากตึก น้ำเป็นลิตรกระจายอยู่เต็มสนาม จะรดน้ำต้นไม้แต่ขี้เกียจเดินลงมาหรือไงกันนะ ชั้นเงยหน้าขึ้นไปมองคนที่ทำถังน้ำหล่นลงมา แต่พอเงยขึ้นไปกลับไม่พบว่ามีใครอยู่เลย ทั้งๆที่ตอนนี้ทุกคนควรจะไปอยู่ที่โรงอาหารแล้วหนิ คงไม่มีใครมารดต้นไม้ตอนนี้หรอก

แล้วมันหล่นลงมาได้ยังไง? เกิดคำถามขึ้นภายในใจชั้น

“เธอเป็นอะไรมั้ย.. เฮ้ย!

จริงสิ ชั้นมัวแต่สนใจถังน้ำจนลืมคนที่กระโจนมาช่วยชั้นไปเสียสนิท ถ้าไม่ได้เขาชั้นคงตัวเปียกโชกแหง ต้องขอบคุณหน่อยแล้ว ว่าแต่เมื่อกี้เขาร้องออกมาทำไมนะ

“ขอบคุณนะคะ ที่ช่ว- อ้าว!” ชั้นพูดยังไงทันจบเขากลับวิ่งไปเสียก่อน ยังไม่ทันเห็นหน้าเลย ชั้นเห็นหลังเขาไวไว เขาวิ่งไปทางโรงอาหาร ชั้นจึงทิ้งถังน้ำเอาไว้ตรงนั้น แล้วรีบวิ่งตามเขาไป โดยที่ไม่ได้ยินเลยว่ามีคนบางคนแอบสบถกับตัวเองอยู่ในที่ลับตา

 

ชั้นวิ่งตามเขามาที่โรงอาหาร แต่ก็ไร้วี่แววของหลังแบบนั้น ในโรงอาหารนี่มีคนอยู่เต็มไปหมดจึง ยากที่จะหาเจอ

“รีบร้อนอะไรเนี่ย กลัวชั้นกินเสร็จก่อนหรือไง ไม่ต้องห่วงชั้นพึ่งมาถึง ไปหาที่นั่งกันเถอะ” คิมหันต์เข้ามาตบไหล่ชั้นแปะ

“อืม” ชั้นละสายตาออกจากการหาผู้ชายคนนั้น ถ้าเขาหนีไปแบบนั้นคงจะไม่อยากให้เราเห็นหน้าล่ะมั้ง เดี๋ยวถ้าอยากจะทวงบุญคุณเมื่อไหร่คงจะโผล่หน้ามาเองนั่นแหละ

 

เมื่อถึงตอนเย็นชั้นก็ไปช่วยติดบอร์ดตามที่รับปากเอาไว้

ชั้นเป็นคนปีนขึ้นไปติดบอร์ดแล้วให้เพื่อนอีกคนจับบันไดเอาไว้

“ชั้นจะปีนขึ้นไปแล้วนะ เดี๋ยวช่วยดูให้หน่อยนะว่าตรงหรือเปล่า”

“อืม” เพื่อนคนที่คอยจับบันไดให้ชั้นตอบอย่างไม่เต็มใจเท่าไหร่ สงสัยถูกบังคับให้มาช่วยมั้ง เพื่อนคนนี้เป็นเพื่อนจากห้องอื่นชั้นเลยไม่รู้จัก

“นี่ๆ ส้ม มาดูนี่สิ คือหล่อมากกก”

“ไหนคะพี่น้ำ โอ้ย จริงด้วย คือหล่อของจริงอ่ะ” เสียงคนพูดคุยกันเล็ดลอดเข้ามาในหูชั้น เสียงมันคุ้นๆอยู่นะ แต่ช่างเหอะชั้นต้องมีสมาธิกับงานตรงหน้า

“ดูให้หน่อยสิว่าตรงหรือยัง.. นี่.. นี่เธอ” เมื่อชั้นได้รับแต่คำตอบที่เงียบสงัด จึงก้มหน้าลงไปมองคนที่คอยจับบันไดให้ชั้น แต่ปรากฏว่าเขาไม่อยู่แล้ว ชั้นจึงค่อยๆลงจากบันไดอย่างระวัง แต่เมื่อคนจับไม่อยู่ บันไดก็เสียการทรงตัว ทำให้ชั้นเสียหลักร่วงหล่นลงมาจากบันได ภาพทุกอย่างกลายเป็นสโลวโมชั่น จู่ๆแสงไฟรถบรรทุกก็สว่างวาบเข้ามาในหัวชั้น น้ำตาชั้นค่อยๆไหลรินอาบแก้มลงมาอย่างเชื่องช้า ชั้นพยายามคว้าทุกอย่างที่พอจะยึดไว้ได้ แต่สิ่งที่คว้าได้ก็มีเพียงอากาศ หัวชั้นกำลังจะกระทบกับพื้นแล้วสินะ ชั้นหลับตาลง ตอนนี้ก็ทำได้เพียงยอมรับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้า ชั้นจะต้องไปห้อยขาไว้กลางอากาศเหมือนอย่างตอนนั้นอีกมั้ยนะ ชั้นพยายามจะคิดเรื่องอื่นที่พอจะคิดได้ แต่สุดท้ายหัวมันก็ว่างเปล่า

หมับ!

จู่ๆร่างชั้นก็กระแทกเข้ากับบางอย่างที่แข็งๆแต่ไม่ใช้พื้น เหมือนกับเป็นอกของผู้ชาย อกหรอ!? ชั้นลืมตาขึ้นมาพบกับใบหน้าหล่อกวน ที่แม้จะเคยเห็นเพียงครั้งเดียวแต่มันกลับตราตรึงอยู่ในใจ

“ครับผม!” ชั้นพูดด้วยสีหน้าตระหนก

“ครับผม” เขาพูดพร้อมส่งยิ้มกวนบาดใจมาให้

เขาค่อยๆวางชั้นที่อยู่ในอ้อมแขนที่ดูบอบบางแต่ก็แข็งแรงไม่น้อยของเขาลง ชั้นจัดเสื้อจัดแสงให้เรียบร้อยแล้วยืดตัวตรง จากนั้นก็แอบปาดน้ำตาออก จะให้คนอย่างหมอนี่เห็นน้ำตาชั้นไม่ได้เด็ดขาด!

“นาย..มาทำอะไรที่นี่ นี่มันชั้นของห้องเรียนม.5 นะ”

“ก็น้องชายใครไม่รู้ร้องโอดโอยหิวขนมแต่ไม่มีเงิน จนต้องยืมผมไป แต่วันต่อมามันก็ยังไม่มาคืน จนผมไม่มีเงินกลับบ้านเนี่ย มันเลยให้มาทวงจากพี่สาวมันเอง แถมตอนขึ้นมายังเจอพี่หล่นลงมาจากบันไดอีก ทำไมจะปีนบันไดถึงไม่มาคนมาจับบันไดให้เรียนร้อยล่ะครับ ต้องพึ่งผมกันทั้งพี่ทั้งน้องเลยเนี่ย” เขาบ่นยาวหลายบรรทัด

“แหม แล้วใครให้มาช่วยล่ะคะ อีกอย่างคนจับบันไดก็มีอยู่แล้ว แต่ตอนนี้ไม่รู้หายไปไหน” ชั้นหันซ้ายหันขวามองหาเพื่อนคนที่จับบันได “อ๊ะ นั่นไง” ยัยคนนั้นนั่งไขว่ห้างเล่นโทรศัพท์สบายใจ นี่หนีจากหน้าที่มาเล่นโทรศัพท์เลยหรอเนี่ย เห็นชั้นเป็นมิตรขนาดนี้ชั้นก็วีนคนเป็นนะยะ

“นี่-“ ชั้นยังไม่ทันระเบิด กลับมีคนมาระเบิดแทนชั้นเสียก่อน

“นี่ พี่ครับ พี่เป็นคนจับบันไดใช่มั้ย ทำไมละเลยหน้าที่อย่างนี้อ่ะ รู้มั้ยว่าพี่คนนี้เขาตกลงมาจากบันไดนะ”

“แต่ตอนนี้ก็ยังอยู่ครบ 32 ไม่ใช่หรือไง” เธอเหลือบขึ้นมองครับผมนิดหนึ่ง ก่อนจะก้มหน้าลงไปเล่นโทรศัพท์ต่อเหมือนไม่ใส่ใจกับคำพูดเขามากนัก

“แต่ถ้าผมไม่ขึ้นมาพอดี พี่คิดหรอว่ายัยนี่จะยังอยู่ครบเหมือนที่พี่บอกเมื่อกี้อ่ะ” จากสรรพนามที่เรียกชั้นว่าพี่ กลายเป็นยัยนี่แทน นี่เราสนิทกันขนาดนั้นเลยหรอยะ แต่ชั้นจะไม่วีน ขอรอดูละครฉากนี้จบก่อนค่อยพูด มีคนมาวีนแทนเราแบบนี้นี่มันน่าดีใจจริงๆ

ยัยนั่นวางโทรศัพท์ลงแล้วมองหน้าครับผมตรงๆ เธออึ้งไปซักพักแล้วกลับมาทำหน้าเหวี่ยงเหมือนเดิม

“แต่สุดท้ายนายก็รับเธอไว้ได้พอดีไม่ใช่หรือไง จะมาเอาอะไรจากชั้นอีก”

“ผมไม่ได้ต้องการอะไรมากครับ ผมขอแค่คำขอโทษ พี่พอจะให้เธอได้มั้ยล่ะ”

“ต้องการแค่นั้นใช่มั้ย” ครับผมพยักหน้า “ขอโทษนะ” สีหน้าเธออ่อนลงหน่อยนึงตอนพูด ก็ยังถือว่าเป็นคนดีอยู่แหละนะ แค่ติดนิสัยไม่ยอมคนไปนิดนึง

“ไปกันเถอะ” ครับผมดึงข้อมือชั้นไปจับ แล้วลากไปที่บันได ทำให้ชั้นที่เดินตามหลังเขาเห็นแผ่นหลังเขาได้ชัดเจน และจึงนึกขึ้นได้ คนเมื่อตอนกลางวัน!

“นี่เดี๋ยวก่อน” ชั้นขืนตัวไว้ทำให้เขาหยุดเดินแล้วหันมามอง

“หืม?” สงสัยเขาคงจะเห็นชั้นมองที่ข้อมืออยู่ เขาจึงปล่อยมือออก

“เอ่อ..นายคือคนเมื่อตอนกลางวันใช่มั้ย” ชั้นถามออกไป เขาทำหน้าอึ้งไปหน่อยนึงจากนั้นจึงยิ้ม

“ใช่ครับ พี่นี่จำคนเก่งจริงๆ”

“ว่าแต่ ทำไมตอนนั้นนายถึงวิ่งหนีไปดื้อๆล่ะ ชั้นยังไม่ทันได้ขอบคุณเลย”

“พอดีตอนนั้นมันถึงเวลาที่ผมนัดเพื่อนไว้เลยรีบวิ่งออกไป แต่ก็ไม่ได้คิดว่าจะเป็นบุญคุณอะไรขนาดนั้น”

“ต้องเป็นบุญคุณสิ ถ้าถังน้ำลงมาครอบหัวชั้น เสื้อผ้าชั้นต้องเปียก แถมยังไม่มีชุดเปลี่ยนอีกต่างหาก เอางี้เดี๋ยวชั้นเลี้ยงข้าวมื้อหนึ่ง”

“ก่อนจะเลี้ยงข้าวผม ผมขอเงินที่น้องชายยืมพี่มาคืนก่อนเถอะ ผมไม่มีตังกลับบ้าน”

“จริงด้วยสิ เจ้านั่นมันยืมไปเท่าไหร่” ชั้นถามพลางหันหน้าไปควักกระเป๋าตัง

“ร้อยยี่สิบครับ” เสียงดังขึ้นที่ใกล้หู ลมอุ่นๆปะทะกับหูของชั้น ชั้นสะดุ้งเฮือกและกะจะหันไปด่าเขา “เล่นบ้าอะไรของ..!” หน้าของเราห่างกันเพียงไม่ถึงคืบ เขาย่อลงมาทำให้หน้าเราเกือบอยู่ในระยะเดียวกัน ลมหายใจของเขารดอยู่ที่ปลายจมูกชั้น

ตึกตัก!

เสียงที่ดังออกมาจากหน้าอกชั้นทำเอาชั้นถอยหลังกรูด นั่นมันเสียงอะไรกัน อย่าบอกนะว่าชั้นจะเป็นโรคหัวใจ

“เป็นอะไรครับอยู่ๆก็ถอยหลังหนี” เขาเดินเข้ามาใกล้อีก รอยยิ้มที่แสนกวนนั่น ชั้นสัมผัสได้ว่ามันมีพลังทำลายล้างสูงมาก ริมฝีปากนั่นอีก มันดูนุ่มนิ่มน่าสัมผัสดีนะ... นี่ชั้นคิดอะไรอยู่เนี่ย! ความคิดอันสกปรกนี่ไม่มีทางออกมาจากหัวชั้นเด็ดขาด

“ป-เปล่า! อ่ะนี่ ร้อยยี่สิบใช่มั้ย ชั้นไปล่ะ” พูดจบชั้นก็รีบเดินลงบันไดมาเลย โชคดีนะที่ชั้นหยิบกระเป๋านักเรียนติดมาด้วย ไม่งั้นคงต้องเดินกลับไปเจอเจ้าหนุ่มหน้ากวนนั่นอีก เห้อ.. เป็นอะไรไปนะเรา รู้สึกประหม่าจัง..

ชั้นเดินอย่างรีบร้อนโดยไม่ทันได้สังเกตว่ามีคนเดินตามหลังชั้นอยู่

พลั่ก! มีอะไรบางอย่างกระแทกชั้นอย่างจังมาจากข้างหลัง ทำให้ชั้นตัวลอยขึ้นและค่อยๆร่วงหล่นไปตามแรงโน้มถ่วงของโลก

นี่มันวันโลกาวินาศอะไรกันวะเนี่ย! ตั้งแต่ถังน้ำละ ชั้นไม่ได้จะตายวันนี้พรุ่งนี้สักหน่อย จะแก้แค้นก็ค่อยๆทำไปวันละอย่างไม่ได้หรือไง กลัวใช้วิธีแก้แค้นชั้นไม่หมดเรอะ ตอนนี้ชั้นไม่มานั่งย้อนอดีตหรือเสียจงเสียใจอะไรละ ตอนนี้คงต้องเอาตัวให้รอดอย่างเดียวแล้วล่ะ

หมับ!

คราวนี้ไม่มีใครมาช่วยชั้นไว้แล้วล่ะ เพราะชั้นเกาะราวบันไดไว้เอง

“พี่ข้าว!” จู่ๆครับผม ซึ่งชั้นคิดว่าแยกกันกลับไปแล้วก็วิ่งมาหาชั้นด้วยท่าทางรีบร้อน

“มีอะไร มาช่วยชั้นตอนนี้ไม่ทันแล้ว ชั้นช่วยตัวเองเรียบร้อย” ชั้นพูดพลางทำปางห้ามญาติ ก่อนจะลุกขึ้นเป็นเป็นปกติ

“ผมเห็นว่ามีคนมันทำท่าน่าสงสัยตรงบันได แต่พอเห็นผมก็รีบวิ่งออกไป ผมเลยมาดู”

“ชั้นไม่เป็นอะไร ว่าแต่ทำไมนายต้องทำท่าเป็นเดือดเป็นร้อนด้วย ตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว แทนที่ชั้นจะเป็นฝ่ายโมโหแต่นายกลับโมโหแทนชั้นซะงั้น”

“เอ่อ..คือ อ-อ้อ ก็พี่เป็นพี่ของเพื่อนรักผมนี่ ถ้าพี่เป็นอะไรขึ้นมาเดี๋ยวเจ้าราชามันอยู่ไม่สุขเอา” เขายิ้มแหย

“ขอให้จริงเหอะ”

“พี่จะกลับหรือยัง เดี๋ยวผมกลับด้วย บ้านผมอยู่ทางเดียวกับพี่พอดี” เจ้าเด็กแสบนั่นเปลี่ยนเรื่องเฉย

“เดี๋ยวชั้นไปรับราชาก่อน เจ้าน้องชายนั่นอยู่ไหน นายรู้มั้ย”

“มันกลับไปพร้อมตะเกียงแล้วพี่ สงสัยจะไปจู๋จี๋กัน เดี๋ยวนี้ไอสองตัวนั้นมันตัวติดกันแจเลย” เขาพูดไปก็ขำไป ตัวติดกันแจหรอ.. กรี๊ด! อย่างนี้ราชาต้องเมะ ส่วนตะเกียงต้องเคะสินะ สงสัยกลับบ้านไปต้องเตรียมป้ายไป ชาเกียง แล้วล่ะ โอ๊ย แค่คิดก็ฟิน “เฮ้! เป็นบ้าหรือไง ยิ้มคนเดียวอยู่นั่นแหละ พาไปส่งหลังคาแดงให้เอามะ” เขาเอามือโบกไปมาตรงหน้าชั้น พร้อมคำพูดที่วอนฝ่ามืออรหันต์เสียเหลือเกิน

“พูดดีได้แป๊ปเดียวสินะ แล้วก็กลับมากวนเหมือนเดิม ชั้นไม่น่าหลงผิดไปสำนึกบุญคุณนายเลยจริงๆ”

จากนั้นเราสองคนก็เดินกลับบ้านพร้อมกัน บ้านเขาเลยบ้านชั้นไปอีก ทำให้เขาได้ส่งชั้นถึงบ้าน อยู่กับตานี่ก็ไม่เลวแฮะ ทำให้มีสีสันในชีวิตขึ้นมาบ้างเหมือนกัน

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น