How To Love วัยเกรียนเรียนรัก

ตอนที่ 11 : บทที่ 9 [Tapoo's Special Part]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 10
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    24 มี.ค. 59

9

Tapoo (special)

 

ผมเดาว่าเราน่าจะรู้จักกันแล้วนะ ก็ผมเป็นตัวเอกของเรื่องนี้นี่

นี่เป็นตอนพิเศษที่ผมจะเล่าเรื่องราวของผมให้ได้รู้ หลังจากที่ทุกคนได้ฟังมันแล้วก็คงคิดในใจว่า โถ่ น่าสงสารจัง

ไม่เลย อดีตของผมมันน่ารังเกียจซะจนผมอยากจะเอายางลบมาลบแล้วเขียนมันใหม่ซะ

 

ผมเกิดมาในครอบครัวที่มีฐานะดี ผมมีน้องชายชื่อว่า ‘ตะเกียง’ มันเป็นผู้ชายที่โลกสวยที่สุดเท่าที่ผมเคยรู้จักมา ไม่ว่าเรื่องต่างๆจะแย่แค่ไหนมันจะสามารถพูดให้คนอื่นรู้สึกดีได้เสมอ แต่ไม่มีใครรู้ความรู้สึกข้างในใจของมันเลยซักคน...แม้แต่ผม

ทั้งๆที่ผมนั่นมีพร้อมทุกอย่างทั้งบ้าน เงิน อาหาร เกม ของเล่น และอื่นๆอีกมากมายเกินกว่าจะบรรยายได้ แต่ผมกลับไม่เคยรู้สึก...มีความสุข...ไม่เลยซักนิด

พ่อกับแม่ไม่ค่อยได้กลับบ้านเท่าไหร่ วันๆยุ่งอยู่กับการทำงานในต่างประเทศหลายประเทศมากๆ นานๆทีจะกลับประมาณครึ่งปีกลับหรือหนึ่งปีกลับ ทุกครั้งที่ท่านเดินทางออกจากบ้านผมเอาแต่ร้องไห้งอแงตลอด และทุกๆครั้งแม่ก็จะพูดกับผมว่า ‘ไม่ร้องนะเด็กดี เดี๋ยวพอพ่อแม่กลับมาจะซื้อของเล่นมาฝากนะ จะพาไปเที่ยวสวนสนุกด้วย เอามั้ยเอ่ย’ เป็นแบบนี้ทุกครั้ง ผมในตอนนั้นที่หลงเชื่อก็ยิ้มตอบกลับไปอย่างร่าเริง

แต่ทุกๆครั้งที่พ่อกับแม่กลับมา ผมเคยไม่ได้เจอหน้าหรือออกไปเที่ยวเลย ไม่เลยซักครั้ง ผมต้องอยู่บ้านกับตะเกียงและพี่เลี้ยงอีกหนึ่งคนที่ปัจจุบันนี้ท่านเสียไปแล้ว เป็นอย่างนี้จนกระทั่งผมอายุสิบขวบ มันตรงกับวันเกิดผมพอดี วันนั้นเป็นครั้งแรกในรอบห้าปีที่พ่อแม่อยู่ฉลองวันเกิดของผม ในตอนนั้นผมมีความสุขเหลือเกิน เราถ่ายรูปครอบครัวด้วยกัน กินเค้กด้วยกัน ทำอะไรต่างๆด้วยกัน

แต่มันก็แค่ความสุขชั่วครู่ หลังจากนั้นอีกครึ่งปีพี่เลี้ยงคนนั้นก็ล้มป่วยและเสียชีวิตด้วยโรคชรา ท่านเป็นเพียงคนเดียวที่เลี้ยงดูผมและน้องมา แต่พ่อกับแม่กลับไม่คิดแม้แต่จะมางานศพ พ่อกับแม่ไม่กลับมาอีกเลยจนกระทั่งผมอายุสิบสามปี อย่างที่รู้ๆ วัยฮอร์โมนกำลังพลุกพล่าน ผมทั้งเหงาและเปล่าเปลี่ยว ตะเกียงที่เรียนดีสุดๆก็ถูกส่งไปเรียนต่างประเทศ ได้ไปอยู่กับพ่อแม่ แล้วผมล่ะ เรียนก็ไม่ดี กลับมาบ้านก็เจอแต่หมา ถึงมันจะช่วยคลายเหงาได้ แต่มันก็ไม่ถูกประเด็น ผมแสดงความเก็บกดภายในใจผมออกมาด้วยความรุนแรงจนมันเกือบจะกลายเป็นส่วนหนึ่งในนิสัยของผมไปซะแล้ว ในความเป็นจริงแล้วผมก็คงเป็นแค่เด็กหนุ่มที่อ่อนแอ เพราะคิดว่าความหงุดหงิดจะทำให้คนอื่นไม่รู้ว่าเรากำลังเหงาและเปล่าเปลี่ยว ผมไม่เคยคิดอยากจะเป็นคนขี้หงุดหงิดขนาดนี้ซักนิด เพราะมันยิ่งทำให้คนอื่นถอยห่างออกมาจากผมด้วยความกลัว

จนกระทั่งผมได้เจอกับเธอ...เด็กผู้หญิงตัวเตี้ยๆเล็กๆที่อยู่ดีๆผมก็ต้องไปเป็นบัดดี้กับเธอเพราะความขี้โมโหของผม คนที่ชื่อว่าเจิน...

ฮ...เฮ้! ไม่ใช่อย่างนั้นนะ ผมไม่มีวันชอบเจินแน่นอน! ยัยนั่นชอบบ่นนู่นบ่นนี่บ่นนั่นเป็นยายแก่ บางทีก็ชอบยุ่งไม่เข้าเรื่อง แถมยังขี้แยอีกต่างหาก เปิดเทอมมาได้เกือบเดือนผมเห็นเธอร้องไห้ไปสองรอบแล้วอ่ะคิดดูสิ พอผมบอกให้เลิกก็ไม่เลิกร้อง เดือดร้อนผมต้องคอยเสียกระดาษทิชชู่หมดทั้งห่อกันเลยทีเดียว ชอบทำตัวเหมือนเด็กอีกต่างหาก

แต่ถึงอย่างนั้นก็เป็นคนที่พึ่งพาได้ ชอบช่วยเหลือคนอื่นอยู่เรื่อย เรียนก็เก่ง ถึงหน้าตาจะไม่ได้ถึงขั้นว่าสวยเช้งกระเด๊งแต่ก็น่ารักเหมือนกัน

ผมไม่ได้ชอบเจินนะเฟ้ย!!! แค่อยู่ด้วยคุยด้วยแล้วรู้สึกสบายใจเท่านั้นเอง มันเหมือนกับว่าความเหงาคลายไป ทั้งๆที่คนอื่นเลี่ยงที่จะคุยกับผม แต่เธอกับพยายามจะคุยกับผม ตอนแรกก็รำคาญแต่ไปๆมาๆมันก็ไม่ได้แย่อะไรขนาดนั้น

เป็นคนที่แปลกมากๆ...

บอกอีกรอบว่าผมไม่ได้ชอบเจินจริงๆนะ! (ร้อนตัวนะเราอ่ะ ตะปู : ป่าวเฟ้ยย!! กลับไปเขียนต่อเลยป้า)

ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดเบอร์ไอ้คิมหันต์แล้วกดโทรหามัน

“เฮ้ย ไอ้หมูหัน(?) วันนี้ข้าจะโดดเรียนแล้วจะพาเจินโดดด้วย เอ็งไปบอกยัยป้าด้วยว่าไม่ต้องห่วงวันนี้เจินโดดเรียน” ผมพูดใส่โทรศัพท์รัวๆแล้วกดวางสายทันที

[เอ็งว่า...ตื๊ดดด...] เหมือนไอ้คิมหันต์มันจะพูดอะไรซักอย่างแต่ช่างมันเถอะ แล้วนี่เจินหายไปไหนกันเนี่ยบอกให้เดินตามขึ้นมาแท้ๆ

“เฮ้” ผมส่งเสียงเรียกเธอแต่ไม่ได้ยินเสียงตอบกลับเลยเดินลงไปดูที่บันไดอีกครั้ง ยัยนั่นกำลังดูอะไรบางอย่างอยู่ ผมเลยไปยืนข้างๆเธอ สิ่งที่เธอกำลังดูคือรูปครอบครัวที่ถ่ายไว้ตอนวันเกิดสิบขวบและเป็นเพียงไม่กี่รูปที่ผมยิ้มให้กล้อง

เชี่*** ไม่! ผมให้เธอเห็นรูปนั้นไม่ได้!! ถ้าเธอเห็นตอนผมยิ้มเธอจะต้องเอาไปล้อผมแน่ๆ!! (คือมันเป็นอะไรที่น่าอายอ่ะนะสำหรับคนที่ไม่ได้ยิ้มมาห้าหกปีอย่างผม)

“ไม่ได้! รูปนี้ห้ามดูเด็ดขาด!!” ผมรีบเอาตัวมายืนบังไว้ทันที  ยัยนั่นทำหน้าสงสัยแล้วมองหน้าผมก่อนจะยื่นมือขึ้นมาจับหน้าผม “เฮ้ ท...ทำอะไรของเธอเนี่ย!”

ผมร้องเสียงหลงแล้วขยับตัวไปมาแต่ไม่มีทีท่าว่าเธอจะปล่อยเลยซักนิด

ตึกตัก...ตึกตัก...ตึกตัก... โว้ยยย!หยุดเต้นเสียงดังเดี๋ยวนี้เลยนะเว้ย!! ทำไมต้องใจเต้นด้วยฟระ! เธอจะจับหน้าฉันทำไมเนี่ยยัยซื่อบื้อออ! หน้าฉันร้อนอย่างกับภูเขาไฟฟูจิจะระเบิดอยู่แล้วเนี่ย!!

ยัยนั่นดึงแก้มผมออกด้านข้างทำให้ปากผมฉีกออกคล้ายหน้ายิ้ม

“ฉันชอบนายตอนยิ้มมากกว่านะนายตะปู” เธอฉีกยิ้มกว้างก่อนจะเดินขึ้นบันไดไป ทิ้งให้ผมยืนอยู่หน้ารูปนั้นคนเดียว

เจินจับแก้มผม...แถมยังบอกว่าชอบตอนผมยิ้ม... หรือว่า...!!!

ผมรีบยกมือขึ้นปิดใบหน้าตัวเองที่ตอนนี้คงแดงเป็นตูดลิงทันทีที่ความคิดบางอย่างแล่นเข้ามาในหัว ความคิดที่ว่าเจิน...ชอบ...ผม...

มันจะเป็นไปได้ไงวะ!! เราก็ไม่ได้คิดอะไรกับเจินซักหน่อยแล้วจะมาคิดเรื่องนี้ทำไมฟระ! หงุดหงิดโว้ยยยยยย!! แค่บัดดี้ ไอ้ตะปูเอ็งเข้าใจมั้ย!

“นี่ นายตะปู! นายจะยืนอยู่ตรงนั้นอีกนานมั้ย” เจินตะโกนเรียกผม ผมเลยเดินขึ้นไปที่ชั้นสองก่อนจะลากยัยนั่นเข้าไปในห้องในห้องของแม่ อย่างที่บอก วันนี้ผมจะพาเธอโดดเรียน เหตุผลก็เพราะผมขี้เกียจเรียน และยัยนั่นก็คงไม่พร้อมเรียนตอนนี้ด้วย

ทำไมผมจะไม่รู้ว่าเจินชอบทะเล ตัวติดกันเป็นปาท่องโก๋ขนาดนั้น แถมยังชอบเล่านู่นเล่านี่เล่านั่นเรื่องทะเลให้ผมฟัง ถึงไม่บอกยังไงก็รู้ วันแรกที่ผมเห็นเธอร้องไห้ ตอนนั้นผมก็เห็นเหตุการณ์ว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่ผมออกมาก่อนยัยนั่นเลยไม่รู้ว่าผมรู้สถานการณ์ทั้งหมดแล้ว

ที่จริงแล้วผมก็อยากจะทำตัวเป็นบัดดี้ที่ดีนะ อย่างน้อยเธอก็น่าจะเล่าให้ผมฟังบ้าง ไม่ใช่เอาแต่อึกอักๆแล้วก็ร้องไห้ ผมล่ะเกลียดเวลาผู้หญิงร้องไห้จริงๆ เห็นทีไรใจอ่อนด้วยความอ่อนใจ(?)ทุกที

“แล้วนี่นายจะพาฉันมาบ้านนายทำไมเนี่ย แล้วพาเข้ามาในห้องแบบนี้ อย่าบอกนะว่านายจะ...!!!” ยัยนั่นรีบถอยกรูดไปที่มุมห้องแล้วชี้ผมพร้อมกับใบหน้าที่กลัวสุดขั้วสุดหัวใจ ใครมันจะบ้าทำเรื่องอย่างนั้นวะครับ!!

“ไม่เคยมีเรื่องแบบนั้นในหัวฉันเลยถ้าเป็นกับเธอ” ผมพูดหน้าเอือมๆแล้วเดินไปที่ตู้เสื้อผ้าของแม่

คือแม่ผมเป็นพวกคิดว่าตัวเองยังสาวเช้งกระเด๊งแล้วแต่งตัวเหมือนวัยรุ่น เลยมีพวกเสื้อผ้าวัยรุ่นอยู่เยอะ แต่ประเด็นปัญหาคือ...พวกผู้หญิงนี่เขาแต่งตัวกันยังไงอ่ะ ปกติผมไม่เคยคิดจะสนใจเรื่องแบบนี้ซักนิด

“เอ่อ...ฉันว่าเธอมาเลือกเองดีกว่า ฉันเลือกเสื้อผ้าผู้หญิงไม่เป็น ผมถอยออกมาก่อนจะปิดประตูห้อง ปล่อยให้เจินเลือกเสื้อผ้าไป

 

15 นาทีผ่านไป

นี่ยัยนั่นโดนจับหมกส้วมในห้องน้ำแม่ผมตายแล้วรึไง แค่เปลี่ยนชุดอะไรจะนานขนาดนั้น ผมเคาะประตูห้องเสียงดังลั่นบ้าน แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือความเงียบ เงียบสนิทจนผมเผลอกลัวเล็กน้อย ถึงปกติมันจะเงียบแบบนี้ก็เถอะแต่ผมก็อดกลัวไม่ได้อยู่ดีว่าในบ้านที่เงียบอย่างนี้อะไรจะเกิดขึ้นกันนะ

ผมตัดสินใจเคาะและตะโกนเรียกอีกครั้งแต่ก็ยังคงมีแต่ความเงียบเหมือนเดิม ผมเลยเปิดประตูเข้าไปโดยไม่ลังเลและพบว่าเจินนอนอยู่ที่พื้นและหอบหายใจแรงมาก

เกิดอะไรขึ้นกันวะเนี่ย!

“เฮ้ ยัยบ้า! เป็นอะไรไปเนี่ย! ไม่สบายหรอ ตอบหน่อยสิ ยัยเพี้ยน เจิน!!” ผมทั้งเรียกทั้งเขย่าตัวแต่เจินยังคงหอบหายใจและไม่ตอบผม ใบหน้าของเธอแดงก่ำ เหงื่อออก และเมื่อผมแตะที่หน้าผากของเธอ ความอุ่นจากร่างกายเธอก็ไหลเข้ามาที่มือผมทันที ผมลองแตะที่คอของเธออีกครั้งและมันก็ร้อนกว่าที่หน้าผากมาก

ชิบหายแล้วไง แล้วนี่จะทำยังไงดีเนี่ย ให้ยัยนี่นอนกองกับพื้นต่อไปก็คงไม่ได้ แต่จะทำไงดีล่ะ ส่งโรงพยาบาลหรอ? ดูเว่อไปมั้ยเนี่ย

อย่าบอกนะว่าผมต้อง...ชิ บ้าจริง

“ยัยบ้า...” ผมบ่นกับตัวเองเบาๆก่อนจะช้อนตัวเธอขึ้นมาแล้วเดินไปที่ห้องตัวเองก่อนจะวางลงบนเตียงผมเบาๆ รู้สึกแปลกๆแฮะ ก็ปกติผมไม่เคยพาใครมาที่บ้านเลยซักครั้ง “ต้องเช็ดตัวสินะ”

ผมลุกจากเตียงไปห้องครัวเพื่อหยิบชามที่มันจะใส่น้ำเยอะๆได้และผ้าขนหนูผืนเล็กๆ ตอนนี้ก็จะสิบโมงแล้ว อุตส่าห์ว่าจะพาไปเปิดหูเปิดตาให้หายเศร้าแท้ๆ

ผมไม่ได้ชอบยัยนั่นจริงๆนะ! (อย่าทำเป็นซึนไปหน่อยเลยน่าา ตะปู : ไปตายซะ)

ผมเช็ดตัวให้ยัยนั่นเสร็จสรรพแล้วห่มผ้าห่มให้ เธอเลิกหายใจเสียงดังแล้ว แต่หน้ายังแดงๆอยู่ เธอนอนตัวสั่นเป็นลูกหมาพึ่งอาบน้ำอยู่บนเตียงผมด้วยความหนาว สงสัยคงต้องปิดแอร์สินะ

ผมลุกไปปิดแอร์แล้วกระชับผ้าห่มให้เธอก่อนจะกลับมานั่งอยู่ข้างๆเตียงอีกครั้ง เจินหายตัวสั่นแล้ว เธอนอนหลับตาพริ้มอยู่บนเตียง ริมฝีปากอมชมพูเล็กๆนั้นเผยอออกเล็กน้อย พวงแก้มสีแดงระเรื่อจากพิษไข้ทำให้หน้าตาเธอดูน่ารักน่าเอ็นดูมากขึ้น

ใครจะคิดว่าไอ้ตะปูคนนี้จะมานั่งเป็นห่วงผู้หญิงคนนี้ถึงขั้นยอมพามาโดดเรียน ยอมพามาบ้าน หาเสื้อผ้าให้เปลี่ยนจะได้ออกไปเที่ยวกัน ถึงขั้นเช็ดตัวเฝ้าไข้ให้ นี่มันบ้าสุดๆเลย

ให้ตายสิ...

รีบๆหายได้แล้วยัยบ้า!

 

ผมสะดุ้งตื่นขึ้นมาหลังจากที่เผลอหลับไปตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้ สิ่งแรกที่ผมทำโดยไม่ต้องรอให้สมองสั่งการคือการหันไปดูเจิน ยัยนั่นยังคงนอนอยู่ในท่าเดิม แต่อาการน่าจะดีขึ้นแล้ว ผมหันไปดูนาฬิกาที่ผนัง มันบอกเวลาผมว่าเกือบเที่ยงแล้ว ลองไปคลำๆตัวดูหน่อยน่าจะดีกว่า

ผมโน้มตัวลงไปคลำตามคอและแขนของเธอ มันก็ยังอุ่นๆอยู่ เช็ดตัวอีกรอบถ้าจะหาย ผมเดินไปเปลี่ยนน้ำในชามแล้วโน้มตัวลงมาเช็ดตามแขนขาให้ (ผมไม่ได้คิดอกุศลอะไรเลยนะ ไม่ได้มองหรืออะไรเลยด้วย) จนกระทั่งมาถึงหน้าและลำคอ ผมนั่งลงข้างๆเธอแล้วเช็ดหน้าให้

“ก...ใกล้ไป...มั้ย?” เสียงหวานๆดังขึ้นตรงหน้า ผมเบิกตากว้างและพบว่าเจินลืมตาแล้ว ใบหน้าของเธอขึ้นสีแดงจัด ทำให้ผมรู้ตัวว่าผมก้มตัวลงมามากไปจนใบหน้าเราห่างกันเพียงแค่ประมาณห้านิ้ว! ห้านิ้วเท่านั้น!!

“ท...โทษที...” ผมรีบเด้งตัวออกมาห่างๆหน้าหวานที่กำลังมองผมด้วยความเขินอาย เธอเดาความคิดง่ายชะมัด

“อืม ม...ไม่เป็นไร” เธอพูดตะกุกตะกัก

บ้าชะมัด! ดันก้มตัวมากไป ยัยนั่นก็ดันตื่นมาเจอพอดีอีก เลือกเวลาตื่นได้เหมาะเจาะมากแม่คุณ

ทำไมอยู่ดีๆฉากในการ์ตูนโชโจก็ไหลเข้ามาในหัว... ฉากที่พระเอกไม่ก็นางเอกไม่สบายแล้วอีกฝ่ายก็เช็ดตัวให้ จากนั้นคนที่ไม่สบายก็ตื่นมาพอดี และโป๊ะเช้ะ! ใบหน้าอยู่ชิดกันแล้วก็โวยวายทำท่าเขิน...

โว้ยยยยย นี่มันไม่ใช่การ์ตูนตาหวานนะเฟ้ย! แต่ก็เผลอใจเต้นไปจนได้ ผมยกมือขึ้นปิดใบหน้าตัวเองที่แดงเป็นตูดลิงอีกครั้งหนึ่ง

“นายทำอะไรน่ะ” เจินทำหน้าสงสัยใส่ผม ผมเลยรีบหยิบหมอนแถวๆนั้นมาปิดหน้ายัยนั่นไว้ทันที ไม่ได้! ฉันให้เธอเห็นไม่ได้!! “อะไรเนี่ย?!”

“ห้ามมองนะ!” ผมร้องห้าม ทำให้ยัยนั่นที่กำลังพยายามเอาหมอนออกหยุดขยับแล้วนอนนิ่งๆ อา...สงบลงซักทีสินะ

“ตะปู” เธอเรียกผม เป็นครั้งแรกที่เธอเรียกชื่อผมโดยไม่มีคำที่ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังกัดกันอยู่ “ขอบคุณนะ”

ผมรีบลดหมอนลงทันทีและก็เห็นยัยนั่นยิ้มให้ผมอย่างอ่อนโยนราวกับพระเจ้ามาโปรดสัตว์(?)

ตึกตัก...ตึกตัก...ตึกตัก...

บ้าชิบ...ทำไมผมต้องใจเต้นด้วยเนี่ย...

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น