How To Love วัยเกรียนเรียนรัก

ตอนที่ 9 : บทที่ 7 [Jern's Part]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 9
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    21 มี.ค. 59

7

Jern


วันศุกร์อีกแล้ว น่าเบื่อชะมัด ต้องตื่นแต่เช้า อาบน้ำแต่งตัวด้วยความร้อนรนและเสียเวลารอรถไฟอีกเป็นสิบนาที ยังดีที่กินข้าวเช้าระหว่างรอรถไฟได้

แต่ปัญหาอยู่ตรงที่ว่าฉันต้องไปโรงเรียนคนเดียวนี่สิ! ทำไมนะทำไม ทะเลถึงเห็นฉันที่รู้จักกับเขามาตั้งแต่ประถมสำคัญน้อยกว่าแม่สาวไอค่อกแค่กที่พึ่งรู้จักกันน่าจะยังไม่ถึง 3 เดือนด้วยซ้ำ ถึงขั้นไปรับไปส่งถึงบ้าน ตัวติดกันเป็นปลาท่องโก๋จนน่าหมั่นไส้ (และน่าอิจฉามาก) ฉันต้องไปไหนมาไหนคนเดียวเป็นอาทิตย์แล้วเนี่ย! คิดไปก็เจ็บใจ ทำไมต้องหลงรักคนมีคู่ด้วยเนี่ยยย

ฉันกินแซนวิชด์กับนมกล่องจนหมดแล้วหยิบหูฟังขึ้นมาฟังเพลงด้วยความเซ็งที่รถไฟยังไม่มาซักที ฉันก็ต้องรีบไปโรงเรียนเหมือนกันนะเฮ้ย

‘ได้เพียงแต่ยืนอยู่ไกล ไกล

ได้เพียงแต่มองจากในเงา

เฝ้าดูเรื่องราวผู้คนล้อมรอบตัวเธอ

ไม่เคยมีฉันอยู่...’

กรี๊ดดด เวลานี้ฉันไม่ควรอย่างยิ่งที่จะฟังเพลงแบบนี้! กดปิดรัวๆ!! (เพลง : ปลิว –พลอยชมพู)

ฉันกดปิดเพลงทันที พอดีกับที่รถไฟมาจอด ประตูบานเลื่อนอัตโนมัติถูกเปิดออกพร้อมกับผู้โดยสารในสถานีนี้ซึ่งคาดว่าน่าจะมีจำนวนมากกว่า 500 คนกรูกันเข้าไปในรถไฟที่แออัดเบียดเสียดด้วยความรีบร้อนจนฉันไม่สามารถหาช่องทางที่จะเข้าไปในนั้นได้ บ้าจริง ถ้าพลาดรอบนี้ฉันจะต้องไปเรียนสายชัวร์!!

“ขอทางหน่อยค่า” ฉันพยายามพูดให้เสียงดังที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งมันคงไม่ได้ผลเท่าไหร่หนักเมื่อเสียงรอบข้างกลบเสียงฉันจนมันแทบจะสลายกลายเป็นอากาศ

“เอ๊ะ เป็นเด็กเป็นเล็กก็ต้องให้ผู้ใหญ่เข้าก่อนสิ แย่จริง โช้งเช้งๆๆๆ” แต่สิ่งที่ฉันได้รับกลับมาคือการมีมนุษย์ป้าตาตี่ๆเล็กจนมองแทบไม่เห็นลูกตาหันมาส่งภาษาอะไรก็ไม่รู้ใส่ฉัน แถมยังพ่นน้ำลายเต็มหน้าฉันอีกต่างหาก

ถ้าหน้าฉันสิวขึ้นฉันจะบุกไปเอาเรื่องป้าถึงบ้านเลยคอยดูสิ

ฉันเอามือเช็ดหน้าเช็ดตาด้วยความขยะแขยงปนรังเกียจปนขนลุกและความรู้สึกมากมายนับไม่ถ้วนก่อนจะถูกคว้าคอเสื้อไว้แล้วดึงฉันออกมาจากฝูงอารยะชน มาเคสนี้ไม่ต้องให้ทายฉันก็รู้ว่าใคร

“นายช่วยปล่อยฉันลงซักทีจะได้มั้ยปกเสื้อมันรัดคอ” ฉันตบหัวนายตะปูไปดังปั้กทำให้เขาปล่อยฉันที่เท้าลอยอยู่เหนือจากพื้นเล็กน้อยทันทีก่อนจะลูบหัวตัวเองป้อยๆและเตรียมจะแหกปากตะโกนใส่ฉันเต็มที่ แต่ก็ถูกฉันหยุดไว้ซะก่อน “ถ้านายโวยวายเสียงดังละก็ ฉันจะเรียกคุณยามให้มาลากนายไปนอนกินข้าวแดงในลูกกรงเดี๋ยวนี้เลย”

เขารีบหุบปากทันทีก่อนจะบ่นพึมพำงึมงำกับตัวเองด้วยความหงุดหงิดปนเจ็บใจ

สะใจโว้ยยยย ในที่สุดฉันก็กำราบจอมมารขี้โมโหสำเร็จแล้ว วะฮ่าๆๆ

ฉันโดนแบบนี้ประจำเวลามาเจอหมอนี่โดยบังเอิญ ฉันเลยไม่แปลกใจเลยซักนิดที่อยู่ดีๆก็ถูกยกตัวลอยขึ้นจากพื้น มีคนไร้มารยาทอย่างหมอนี่คนเดียวเท่านั้นแหละที่ทำกับฉันแบบนี้

แต่ปัญหาและสิ่งฉันควรจะคิดก็คือฉันกำลังจะไปโรงเรียนสายแล้ว...

ชิบ...หาย...

“สายแน่ตรู...” ฉันบ่นกับตัวเองอย่างหมดอาลัยตายอยากแล้วนั่งลงที่เก้าอี้แถวนั้น

“แค่ไปโรงเรียนสายจะบ่นทำไมวะ น่าเบื่อ บ่นเป็นยายแก่อยู่ได้” หมอนั่นพ่นลมหายใจออกมาแล้วนั่งลงโดยเว้นที่ว่างระหว่างฉันกับเขาไว้หนึ่งเก้าอี้เหมือนทุกๆครั้ง

แปลก...

ทำไมครั้งนี้ถึงได้รู้สึกแปลกขนาดนี้กันนะ

ราวกับว่าระยะห่างระหว่างฉันกับเขาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆตั้งแต่มีเรื่องทะเลเข้ามาทำให้จิตใจฉันปั่นป่วนและสับสน เอ๊ะ ไม่ใช่ว่าฉันชอบเขาหรืออยากให้เขาสนใจหรืออะไรหรอกนะ แต่การรู้สึกแย่เพราะความสัมพันธ์กับ ‘เพื่อนสนิท’ ห่างเหินไปมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกซักหน่อย

ถึงนายตะปูจะขี้โมโห ขี้หงุดหงิด ขี้รำคาญ ขี้เบื่อ อารมณ์ไม่คงที่อย่างกับคนวัยทอง(?) หรืออะไรก็ตาม แต่เพื่อนก็คือเพื่อน เป็นบัดดี้กันมาหนึ่งเดือนแล้วจะไม่ให้รู้สึกอะไรเลยก็คงแปลก ถ้าวันหนึ่งหมอนี่หายไปฉันเองก็คงใจหายเหมือนกัน ก็นายตะปูเป็นคนที่ฉันสนิทด้วยพอๆกับรวงข้าวหรือทะเลเลยนี่ ถึงฉันจะคิดกับทะเลไปเกินเลยก็เถอะ

อย่างกับว่าความสนิทลดน้อยลง ความไว้ใจก็เช่นกัน พวกเราคุยกันน้อยลงแม้แต่ตอนอยู่ในห้องเรียน ตอนกินข้าว ตอนรวมกลุ่มกับรวงข้าวและคิมหันต์ รู้สึกอึดอัดชะมัด

เพราะเรื่องทะเลทำให้ฉันตีตัวออกห่างจากเขาหรือเปล่านะ ฉันไม่มีทะเลอีกแล้ว แล้วถ้าฉันไม่มีนายตะปูอีกคนล่ะ มันจะไม่แย่หนักกว่าเดิมหรอ นายนั่นเป็นบัดดี้ฉันนะ ฉันไม่ควรจะให้เรื่องอื่นมาทำลายความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนสิ นี่ฉันเป็นคนทำให้ทุกอย่างมันดูแย่งั้นหรอ...

“...ตายแล้วรึไง”

“...”

“เฮ้ ยัยบ้า”

“...”

“เจิน!”

“ห...ห้ะ?!” ฉันร้องอย่างตกใจแล้วรีบหันไปทางนายตะปูที่อยู่ๆก็เรียกฉันขึ้นมา

“ตายไปแล้...เธอ...ร้องไห้...ทำไม?” หมอนั่นทำหน้าเหวอๆซึ่งฉันพึ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรกแวบหนึ่งก่อนจะกลายเป็นขมวดคิ้วพันกันหลายตลบ

ทำไม? แค่เรื่องแบบนี้ทำไมฉันต้องร้องไห้ด้วยล่ะ?

“อะ...” ฉันพูดอะไรไม่ออกได้แต่ทำหน้างงแล้วปาดน้ำตาที่ไหลออกมาไม่หยุดหย่อน นายตะปูทำหน้าดำคร่ำเครียดใส่ฉันแล้วส่งกระดาษมาให้ แต่พอฉันไม่ได้รับมันมาเขาก็เขยิบมานั่งที่เก้าอี้ที่เว้นไว้แล้วดึงหน้าฉันไปเช็ดให้

“ห้ามร้องไห้...” เขาพูดแข็งๆเหมือนหุ่นยนต์ “แต่ถ้ามันอึดอัดล่ะก็...”

?”

“ก็มาระบายที่ฉันได้” เขาหันหน้าหนีฉันแล้วเกาแก้มตัวเองเบาๆด้วยท่าทีเคอะเขิน “เพราะว่าฉันเป็นบัดดี้เธอไงล่ะ”

เขาพูดแล้วรีบเอามือปิดหน้าตัวเองทันที

ไม่น่าเชื่อว่าคนอย่างนายตะปูจะพูดอะไรแบบนี้เป็นด้วย...

“ฮึก...แงงงงงงงงงงง” ฉันปล่อยโฮทันทีที่นายตะปูพูดจบจนหมอนั่นสะดุ้งโหยงแล้วรีบตาลีตาเหลือกดึงฉันที่เริ่มเป็นจุดสนใจของคนบริเวณนั้นออกมาทันที

เอ๊ะ เดี๋ยว นายตะปูพาฉันออกมาทำไม แล้วเขาจะพาฉันไปที่ไหน แล้วโรงเรียนล่ะ ชิบหาย แล้วนี่ฉันจะหยุดหมอนี่ยังไงเนี่ย แรงอย่างกับควาย ฉันก็ดันไม่มีแรง

“นายตะปู๊!!!” ฉันเรียกให้หมอนั่นหยุดแต่เขาไม่ฟังแล้วยังฉุดกระชากลากถูฉันให้ขึ้นแท็กซี่ไปแล้วบอกให้เขาขับไปที่ไหนซักที่หนึ่ง ฉันได้แต่โวยวายเสียงเบาๆแต่หมอนั่นกลับเฉยเมยและไม่สนใจฉันเลยซักนิด อะไรของนายคนนี้กันเนี่ย!!

ลุงโชเฟอร์มาจอดที่หมู่บ้านหนึ่งซึ่งอยู่ถัดจากหมู่บ้านฉันไปอีกสองหมู่บ้าน หมอนั่นลากฉันให้เดินเข้าไปในหมู่บ้านนั้นโดยไม่สนใจเสียงโวยวายจากฉันที่ตัวแทบจะปลิวไปพร้อมกับสายลมแล้ว ก่อนจะมาหยุดอยู่หน้าบ้านหลังใหญ่ที่แทบจะอยู่ในสุดของหมู่บ้าน

“เฮ้! นายพาฉันมาที่นี่ทำไมเนี่ย แล้วนี่มันก็จะแปดโมงครึ่งแล้วนะ! เราต้องไปโร...”

“วันนี้เราจะโดดเรียนกัน” หมอนั่นพูดหน้าตายแล้วลากฉันให้เข้าไปในบ้านหลังใหญ่อภิมหาใหญ่ที่ดูแล้วน่าจะเป็นบ้านของหมอนี่ โดดเรียน?! นี่นายบ้าไปแล้วรึไงห้ะนายตะปู!!!

“นาย...!!!”

“หุบปาก!” หมอนั่นตะคอกทำให้ฉันรีบเงียบทันทีแล้วเดินตามเขาเงียบๆโดยที่เขาต้องออกแรงกระตุกเป็นระยะ

ภายในบ้านกว้างขวางมาก การตกแต่งหรูหราแต่เรียบง่าย เน้นสีขาวและดำเป็นส่วนใหญ่ โคมไฟระย้ามีอยู่หลายจุดทั่วบ้านและมันอลังการงานสร้างมากซะจนฉันนึกว่าฉันอยู่ในพระราชวังซะอีก

นี่หมอนี่มันรวยขนาดนี้เลยเรอะ?! ทั้งรูปภาพศิลปะราคาสูงลิ่วใส่กรอบทอง โคมไฟระย้าหรูเลิศอลังการ แล้วดูนั่นสิ! บอกฉันทีว่านั่นคือโซฟารับแขก ฉันนึกว่าบัลลังก์ของพระราชาซะอีก!!

นายตะปูลากฉันให้เดินขึ้นบันไดมา มีรูปหนึ่งแขวนไว้ที่ข้างบันไดซึ่งนั่นเป็นจังวะที่เขาปล่อยมือจากฉันทำให้ฉันต้องหยุดดูรูปนั่น มันเป็นรูปครอบครัวของนายตะปู ประกอบด้วยพ่อ แม่ คุณย่าไม่ก็คุณยาย ผู้ชายอีกคนที่น่าจะเป็นลุง เด็กผู้ชายอายุประมาณเก้าขวบ กับเด็กผู้ชายอีกคนอายุประมาณสิบขวบหน้าคุ้นๆ...ไม่สิ นั่นมันนายตะปู?...กำลังยิ้ม?

นายตะปูยิ้ม?

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น