วรรณคดีสไตล์เกรียน

  • 100% Rating

  • 1 Vote(s)

  • 160,627 Views

  • 413 Comments

  • 883 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    3,291

    Overall
    160,627

ตอนที่ 39 : โอ้เอ้พิหารราย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3909
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 14 ครั้ง
    17 พ.ย. 61

‘โอ้เอ้วิหารราย’ (หรือ ‘โอ้เอ้พิหารราย’) เป็นสำนวนหมายถึง ยืดยาด อ้อยอิ่ง ล่าช้า 

 
หลายท่านคงเคยเข้าไปในวัดพระศรีรัตนศาสดารามในระหว่างเข้าพรรษา ท่านคงจะสังเกตเห็นตามวิหารรายรอบพระอุโบสถจะมีเด็กนักเรียนนั่งอยู่บนศาลาราย บนศาลาตั้งโต๊ะหมู่บูชา มีม้ารองหนังสือวางไว้ และเมื่อถึงเวลาเด็กเหล่านี้ก็จะอ่านหนังสือเป็นทำนองอันไพเราะเวียนกันไปทีละศาลาจนครบหมด เรียกว่า “โอ้เอ้วิหารราย”

 
“การสวดโอ้เอ้” มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาซึ่งตรงกับสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ซึ่งทรงอุทิศพระราชวังส่วนหนึ่งเป็นวัดพระศรีสรรเพชญ์และให้ประชุมนักปราชญ์ราชบัณฑิตมาแต่งมหาชาติคำหลวง โดยมีพระสังฆราชเป็นประธานเพื่อใช้สวดในพระอุโบสถ 


เมื่อแต่งเสร็จแล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ฝึกซ้อมนักสวดตามวิหารที่รายรอบวัดพระศรีสรรเพชญ์ และคัดเลือกผู้ที่สวดดี คล่องแคล่ว แม่นยำในอักขระและทำนองขึ้นไปอ่านที่วิหารใหญ่ ถวาย 3 ชุด ชุดละ 4 คน เพื่อสับเปลี่ยนกัน ส่วนที่เหลือก็ให้ฝึกหัดสวดกันต่อไปตามศาลารายเช่นเดิม จึงเกิดเป็นสำนวน “โอ้เอ้วิหารราย” ขึ้น

 
การสวดมหาชาติคำหลวงในสมัยอยุธยาสวดในระหว่างเข้าพรรษา 3 ครั้ง คือ ตอนเข้าพรรษาครั้งหนึ่ง กลางพรรษาครั้งหนึ่ง และออกพรรษาอีกครั้งหนึ่ง 


พระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชศรัทธาเสด็จพระราชดำเนินมาฟังทุกนัด เมื่อสวดครบสามนัดแล้วจะพระราชทานเงินรางวัลให้แก่นักสวดทั้ง 3 ชุดๆ ละ 1 ชั่ง การสวดมหาชาติคำหลวงยังคงมีสวดเป็นประเพณีตลอดมา แต่ภายหลังเรียกว่า “สวดโอ้เอ้วิหารราย” 


อาจเป็นเพราะคนรุ่นหลังไม่ทราบว่ามีการสวดมหาชาติคำหลวงในวิหารใหญ่เห็นแต่เพียงการสวดฝึกหัดตามศาลารายเท่านั้น จึงเข้าใจว่านั่นคือการสวดโอ้เอ้วิหารราย

 
เมื่อกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่า หนังสือมหาชาติคำหลวงกระจัดกระจายสูญหายไปเกือบหมด ในสมัยรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 2 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นักปราชญ์บัณฑิตแต่งมหาชาติคำหลวงซ่อมแซมกัณฑ์ที่สูญหาย คือ หิมพานต์ ทานกัณฑ์ จุลพน มัทรี สักบรรพ และฉกษัตริย์ ขึ้นใหม่ 


การสวดมหาชาติคำหลวงก็ยังสวดเป็นประเพณีสืบต่อกันมาเหมือนสมัยกรุงศรีอยุธยา โดยสวดในพระอุโบสถ มีหัวหน้าสวดได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ว่า “ขุนทิน” “ขุนทาน” และพระมหากษัตริย์เสด็จฟังการสวดทุกนัด

 
ในรัชกาลที่ 3 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งโรงเรียนสอนหนังสือไทยขึ้นที่โรงทานข้างประตูต้นสน เมื่อถึงเทศกาล จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดนักเรียนโรงทานมาสวดที่ศาลาราย 


แต่แทนที่จะสวดมหาชาติคำหลวงเปลี่ยนเป็นสวดเทียบมูลบทแทน เมื่อขุนทิน ขุนทาน ถึงแก่อนิจกรรมแล้วการสวดมหาชาติ ก็เรียวลงเหลือแต่สวดกัณฑ์มหาพนเพียงกัณฑ์เดียว 

 
ในสมัยรัชกาลที่ 4 มีพระราชดำริจะให้มีการสวด ตามศาลารายรอบพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ซึ่งมีทั้งหมด 12 ศาลา แต่ข้าราชการในกรมธรรมการขณะนั้นมีจำนวนน้อย และผู้ฟังก็คงจะไม่ค่อยสนใจฟังสวดเทียบมูลบทนัก จึงทรงโปรดเกล้าฯ ให้นักเรียนโรงทานมาสวดตามหนังสือที่ตนเรียน คือ เรื่องกาพย์พระไชยสุริยา ของสุนทรภู่ 


สวดโอ้เอ้วิหารรายจึงกลายจากการฝึกหัดสวดมหาชาติคำหลวงในสมัยกรุงศรีอยุธยามาเป็นสวดเรื่องกาพย์พระไชยสุริยามาจนทุกวันนี้  

      
พระไชยสุริยา เป็นวรรณคดีที่ประพันธ์โดย สุนทรภู่ เป็นนิทานสำหรับสอนการเขียนอ่าน โดยมีบทอ่านเรียงลำดับการสะกดคำตั้งแต่ แม่ ก กา ตามด้วย แม่กน แม่กง แม่กก แม่กด แม่กบ แม่กม จนถึงแม่เกย ตามลำดับ ลักษณะการประพันธ์แบบกาพย์ประเภทต่างๆ คือ กาพย์ยานี 11 กาพย์ฉบัง 16 และกาพย์สุรางคนางค์ 28  สำหรับใช้เป็นบทเรียนเขียนอ่านของหม่อมเจ้าพระองค์น้อยๆ 


กาพย์พระไชยสุริยา ได้บรรจุอยู่ในหนังสือ มูลบทบรรพกิจ ซึ่งเป็นแบบเรียนของไทยที่จัดทำโดยพระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) เมื่อสมัยรัชกาลที่ 5 อีกด้วย

 
ปัจจุบันมี 3 ทำนองไม่เปลี่ยนแปลง ดังนี้ 

 
1. ทำนองยานี 

ทำนองยานีหรือที่เรียกตามชนิดของคำประพันธ์ว่าสทำนองกาพย์ยานี เป็นทำนองที่เร็วว่องไวฟังดูแล้วสนุกสนานมี

 
สะ ธุ สะ (ล่ะ เออ ฮะ เออ ฮะ เอย) 
จะ (เฮิง เฮิง เอย) 
ขอไหว้ (เฮิง เงิง เฮย หึ เอ้ย)
พระ (เฮิง  เฮิง  เอย) 
ศรีไตร (เอ่อ  หึ  เออ  หึ  เอ้ย) 
สะ (เอ๊ย) 
รนา (เอ่อ เออ หะ เฮิง เงิง เอย)
พ่อแม่ (ล่ะ เออ ฮะ เออ ฮะ เอย
แล (เฮิง เฮิง เอย
ครูบา (เอิง เออ หึ เอ้ย)
เท (เฮิง เฮิง เอย
ดา (เอ่อ หะ เออ หะ เอ้ย) 
ใน (เออ  เอ๊ย)
ราศี (เออ เออ ชะ เอิง เอิง เอย เอ้ย)

 
ตัวอย่างบทสวดโอ้เอ้วิหารรายทำนองยานี 11

ข้าเจ้าเอา ก ข          เข้ามาต่อ ก กา มี
แก้ไขในเท่านี้ดี         มิดีอย่าตรีชาฯ

จะร่ำคำต่อไป             พอฬ่อในกุมารา
ธระณีมีราชา               เจ้าภาราสาวะถีฯ



2. ทำนองสุรางคนางค์

การสวดโอ้เอ้วิหารรายในทำนองสุรางคนางค์หรือที่เรียกตามชนิดของคำประพันธ์ว่าทำนองกาพย์สุรางคนางค์ 28 นั้นเป็นท่วงทำนองที่เนิบช้าที่สุด ซึ่งสร้างความไพเราะ ฟังแล้วรู้สึกสบายและให้อารมณ์เศร้า 

 
ขึ้นใหม่ (เอ่อ เอิง เอย..เฮ่อ เอ่อ เออ เอ่อ เออ เอ๊ย)
ในกน (เฮอ) 
ก กา (เออ เอ่อ เอ๋ย)
ว่าปน (เอย)
ระคน (เออ เอ่อ เอ๋ย)
กันไป (เฮอ)
เอ็นดู (เอิง เอย เอ๋ย)
ภูธร (เอย)

 
ตัวอย่างโอ้เอ้วิหารรายทำนองสุรางคนางค์ 28
 
วันนั้นจันทร      มีดารากร        เป็นบริวาร   
เห็นสิ้นดินฟ้า   ในป่าท่าธาร  มาลีคลี่บาน     ใบก้านอรชรฯ

เย็นฉ่ำน้ำฟ้า   ชื่นชะผกา   วายุพาขจร    
สาระพันจันอิน รื่นกลิ่นเกสร  แตนต่อคล้อร่อน   ว้าว่อนเวียนระวันฯ




3. ทำนองฉบัง

การสวดโอ้เอ้วิหารรายในทำนองฉบังหรือที่เรียกตามชนิดของคำประพันธ์ว่าทำนองกาพย์ฉบัง นั้นเป็นท่วงทำนองที่เนิบช้าลงมาอีก ซึ่งทำนองยานีจะเร็วสุด  


ทำนองฉบังจะเป็นทำนองกลางที่ไม่ช้าและเร็วเกินไป  

 
ขึ้นเกย เลยกล่าว (เออ  หึ  เอ่อ  เอ้อ  เอ๊ย) 
ท้าวไทย ฟังธรรม (เอิ๊ง  เอย)
น้ำใจ เลื่อมใส (ฮะ  เออ) 
ศรัทธา (เอย  เออ  เอ่อ  เอ้อ  เอ๊ย) 
กล้าหาญ (เอ่ย)
 

ตัวอย่างบทสวดโอ้เอ้วิหารรายทำนองฉบัง 16
 
จริงนะประสกสีกา        สวดมนต์ภาวนา 
เบื้องน่าจะได้ไปสวรรค์ 

จบเทศน์เสร็จคำรำพัน    พระองค์ทรงธรรม 
ดันดั้นเมฆาคลาไคล



ผมก็เคยไปสวดกับโรงเรียนเหมือนกันขอรับ ฟังแล้วรู้สึกขนลุกเลยล่ะครับ เรื่องตอนหน้าจะเป็นเรื่องอะไรนั้น ติดตามกันได้เลยนะขอรับ 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 14 ครั้ง

2 ความคิดเห็น

  1. #14 สวาตนาย (@savatanaya) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2558 / 00:34
    ขอบคุณ ไม่เคยรู้มาก่อนเลย
    #14
    0
  2. #13 เรเซีย (เซย์) (@Resia) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2558 / 19:23
    ติดตามค่า
    #13
    0