ซ้อนกลรัก by มุกเรียง

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 12,731 Views

  • 9 Comments

  • 143 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    56

    Overall
    12,731

ตอนที่ 28 : บทที่ ๘

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 788
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    13 ก.ย. 61


บัวบูชาไม่รู้ว่าตนเองเผลอหลับไปตอนไหน รู้แต่ว่ารู้สึกตัวตื่นเพราะเสียงปึงปังที่ด้านนอก  ไม่ใช่เสียงเคาะประตู แต่เป็นเสียงฝีเท้าหนักๆ บนพื้นไม้  เธอลุกขึ้นนั่งตั้งสติอยู่บนเตียง มองไปที่ประตูห้องอย่างใจจดใจจ่อ  เหลือบมองไปนอกหน้าต่างเมื่อรู้สึกว่าห้องค่อนข้างมืด ขณะที่ด้านนอกยังพอเห็นแสงรำไรอยู่บ้าง บ่งบอกเวลาเย็นย่ำ

หรือเสียงปึงปังที่ได้ยินคือเสียงสองคนพี่น้องที่เพิ่งกลับมา ถ้าอย่างนั้นก็นับว่านานทีเดียวกับการไปทำแผลที่โรงพยาบาลหรือคลินิกที่ไหนสักแห่ง  ว่าแต่บ้านหลังนี้มันอยู่บนเกาะร้างกลางทะเลหรืออย่างไร ถึงไม่เห็นเพื่อนบ้าน ผู้คนสัญจรผ่านไปมา ไม่เห็นแม้กระทั่งเรือในทะเล

เสียงดังที่ประตูห้องนอนดึงสายตาหญิงสาวให้กลับมามอง  เพียงชั่วครู่ ประตูไม้ก็เปิดออก แสงไฟจากด้านนอกส่องเข้ามาจนเธอต้องหยีตา

“เอ๊ะ!” เสียงอุทานแปลกใจลอดจากปากคนที่เพิ่งมาถึง  เธอเห็นเขากะพริบตาถี่ๆ เหมือนไม่แน่ใจในสิ่งที่เห็น ก่อนจะได้ยินเสียงดุมา

“นั่งอยู่ได้มืดๆ  ไม่เปิดไฟ”

“เรื่องของฉัน”

...โผล่หน้ามาก็ทำเสียงดุ ตัวรักตาคนนี้ลงได้ยังไงนะบุษ  บัวบูชาเบ้ปากใส่แล้วลุกขึ้นเดินไปเข้าห้องน้ำ ไม่สนใจว่าเขาจะเข้ามาหรือไม่อย่างใด

ศุภรุจน์มองตาม หากไม่พูดอะไร  เอื้อมมือไปเปิดไฟ ก่อนจะมองมายังจุดที่หญิงสาวนั่งอยู่เมื่อครู่อีกครั้ง  ที่เขาอดอุทานอย่างแปลกใจไม่ได้ เพราะเห็นผู้หญิงอีกคนนั่งซ้อนหลังเธออยู่ จะว่าเป็นภาพซ้อนก็คงได้ ด้วยใบหน้าผมเผ้าไม่แตกต่าง  เขาต้องกะพริบตาซ้ำๆ ถึงได้เห็นว่าเจ้าหล่อนนั่งอยู่คนเดียว ผมเผ้าที่ยุ่งเหยิงบอกให้รู้ว่าเพิ่งลุกจากที่นอน  ชายหนุ่มคิดว่าคงเพราะแสงสว่างไม่เพียงพอ จึงทำให้ตาฝาดไป

บัวบูชาที่หนีมาเข้าห้องน้ำ ยืนนิ่งมองกระจก  ยิ่งเห็นรอยนิ้วมือของผู้ชายที่ได้ชื่อว่าเป็นสามีของพี่สาวประดับอยู่บนใบหน้า ความโกรธก็ผุดขึ้นเป็นริ้วๆ  รอยช้ำยังมีให้เห็น แต่น้อยกว่ารอยเจ็บที่ฝังลึกในจิตใจ  มุมปากที่มีเลือดแห้งกรังอยู่นั้นแค่ขยับก็เจ็บแปลบ นับว่าเขาฝากรอยแค้นไว้ให้เธอมากมายทีเดียว และแน่นอนว่าเธอจะต้องเอาคืนรวบยอดไปกับความแค้นของบุษบงกช

“ตัวเห็นใช่ไหม ไอ้ผู้ชายไม่รับผิดชอบคนนี้มันทำอะไรเค้า...”

“เข้าไปหลับหรือยังไง ออกมาเสียที”

เสียงทุบประตูตามด้วยเสียงเร่ง หยุดยั้งคำพูดของบัวบูชาเอาไว้  เธอชายตามองไปที่ประตู แล้วหันมาทำหน้ายักษ์ใส่กระจกอีกครั้ง  ไม่อยากจะเปิดหรือใส่ใจ แต่ก็ทนกับเสียงหนวกหูได้ไม่นาน เพราะเขายังทุบประตูเสียงลั่นและร้องเรียกไม่หยุด

“เข้าไปทำอะไรเป็นนานสองนาน”

ทันทีที่หญิงสาวเปิดประตูออกมา ศุภรุจน์ก็เอ่ยถามเสียงเข้ม  มองตั้งแต่หัวจรดเท้าก่อนสายตาจะสะดุดลงที่นวลแก้มซึ่งมีริ้วรอยชัดเจนจนเขาอึ้ง คาดไม่ถึงว่าจะเป็นฝีมือตนเอง

บัวบูชาไม่ตอบและเดินผ่านหน้าเขาไปอย่างไม่แยแส ทว่าอีกฝ่ายคว้าข้อศอกเอาไว้แล้วลากให้เดินตาม  หญิงสาวขืนตัวไว้ เอ่ยเสียงแข็ง

“ปล่อยนะ จะพาฉันไปไหน”

“ฉันหิวแล้ว รีบลงไป”

“นี่นาย...” บัวบูชาพูดไม่ออก คับแค้นใจอย่างบอกไม่ถูก  เขาจะลากเธอไปทำกับข้าว หลังจากที่ขังเธอในห้องมาทั้งวัน ไม่มีข้าวให้กิน ไม่มีแม้กระทั่งน้ำสักหยดให้ดับกระหาย

“หิวก็ไปทำเอาเองสิ ฉันไม่ใช่ทาสนะ”

ถูกลากลงบันไดมาตั้งไกลกว่าคำพูดจะหลุดออกมา แต่แล้วคนโวยวายก็อึ้งไปเล็กน้อยเมื่อเห็นโต๊ะอาหารที่มีอาหารหลากชนิดจัดวางไว้พร้อมสรรพสำหรับการรับประทาน

“ยังยืนนิ่งอีก  ตักข้าวสิ หรือเธอไม่หิว”

ศุภรุจน์ปล่อยมือแล้วอมยิ้มที่เห็นอีกฝ่ายอึ้งไปเมื่อเห็นอาหารเต็มโต๊ะ ก่อนเดินไปนั่งประจำที่  เขารู้ตัวว่าผิดที่ขังเธอเอาไว้ในห้อง ส่วนตนเองก็พาองค์อรไปทำแผล  แต่เพราะน้องสาวเขายืนยันจะไปหาหมอประจำตัว เขาจึงต้องขับรถทางไกลเข้ากรุงเทพฯ  

หลังจากให้หมอทำแผลซึ่งไม่ได้ลึกมากมายอะไรอย่างที่คิด เขาจึงไปส่งองค์อรกลับบ้าน  ทีแรกเธอไม่ยินยอมให้เขาขับรถมาที่นี่เพียงลำพังเพราะเป็นห่วง  แต่เขายืนยันจะมาเพื่อรับผู้หญิงคนนี้กลับไปที่บ้าน องค์อรจึงยอมตามใจ

ค่ำนี้นักโทษของเขาว่าง่ายกว่าที่เขาคิด เพราะพอเขาสั่ง เธอก็ตักข้าวให้เขาและตัวเองก่อนจะลงมือจัดการกับอาหารตรงหน้าไปเงียบๆ  กระนั้นท่าทางการกินก็บอกให้รู้ว่าเจ้าตัวหิวโหยมากแค่ไหน  ก็เมื่อสายเธอกินอาหารที่เขาทำไปน้อยมาก หรือเรียกว่าไม่ได้กินก็คงไม่ผิด แล้วยังต้องแขวนท้องรอมาจนมืดค่ำเช่นนี้ ย่อมหิวเป็นธรรมดา  แต่เขาก็ไถ่โทษด้วยการซื้ออาหารเข้ามาและไม่กินอะไรตลอดทั้งวันเช่นเดียวกับเธอ

...เมื่อกินอิ่มแล้วก็ต้องเก็บล้าง คงเป็นหน้าที่ฉันสินะ  บัวบูชาคิดในใจขณะมองจานชามในอ่างล้างจาน 

หลังบอกตนเองว่าเป็นหน้าที่ ไม่จำเป็นต้องรอให้เขามาออกคำสั่งหรือตะคอกใส่ มือเรียวที่สีเล็บซึ่งเคลือบไว้ในวันแต่งงานหลุดลอกจนไม่น่ามอง ก็เอื้อมไปจะเปิดก๊อกน้ำ  แต่มือใหญ่กว่ากลับฉวยไว้แล้วดึงออกห่างทันที

“จะทำอะไร มือมีแผลอยู่นะ  ไปนั่งรอก่อนไป”

ศุภรุจน์ไม่ได้บอกเปล่า แต่ดันร่างเธอออกห่างจากอ่างล้างจาน แล้วขยับเข้าประจำที่ ลงมือล้างเองทันที  การกระทำของเขาทำให้บัวบูชาแปลกใจไม่น้อย จึงได้แต่ยืนมองอยู่ใกล้ๆ  

หญิงสาวยืนมองเขาทำงานอย่างคล่องแคล่วอยู่เพลินๆ  แล้วก็ต้องสะดุ้งเมื่อจู่ๆ เขาก็พูดขึ้น

“มองหาจุดตายหรือยังไง  เอาสิ ไปหยิบมีดมาแล้วแทงได้เลย  แต่คราวนี้ถ้าพลาดอีกละก็ เธอไม่รอดแน่”

อคติ!  คิดแต่ว่าคนอื่นจะทำร้ายตัวเอง ทีตัวทำคนอื่นถึงตายทำไมไม่คิด  บัวบูชาค่อนว่าเขาในใจ ตวัดค้อนใส่แผ่นหลังเขาไปทีหนึ่ง ก่อนจะหันหลัง ตั้งใจจะเดินออกมา

“จะไปไหน”

คนอะไร!  ทำเหมือนมีตาข้างหลัง รู้ดีไปหมด 

บัวบูชาชะงักเท้าแล้วหันกลับมา ก็พบว่าเขาหันมามอง

“ขอออกไปเดินเล่นข้างนอกได้ไหมคะ ฉันอุดอู้อยู่แต่ในห้องทั้งวันแล้ว”

“ตามสบาย เดี๋ยวฉันตามไป”  เขาเอ่ยอนุญาตง่ายดายจนหญิงสาวอดแปลกใจไม่ได้  และเมื่อเขาหันกลับไปทำงานที่ค้างอยู่ต่อ เธอก็เดินออกมาทันที

บัวบูชาหยุดยืนอยู่ไม่ไกลจากหน้าบ้านเท่าไรนัก  เหลียวมองรอบตัวก็พบแต่ความมืด ไม่มีแสงไฟจากบ้านเรือนหลังอื่นเลย  ในทะเลก็มืดมิด ไม่มีจุดสว่างให้คาดเดาว่าเป็นเรือหาปลาหรือประภาคารใดๆ  เหมือนบ้านหลังนี้ตั้งอย่างโดดเดี่ยวบนหาดแห่งนี้

เสียงคลื่นที่ซัดสาดเข้าหาฝั่งดังเป็นท่วงทำนองเสนาะหู เรียกให้บัวบูชาเดินใกล้เข้าไปเรื่อยๆ  น่าแปลกที่คนเกือบจมน้ำตายถึงสองครั้งสองคราอย่างเธอกลับไม่กลัวน้ำ ไม่กลัวการเล่นน้ำ  ผิดกับบุษบงกชที่แม่บอกว่ากลายเป็นคนขยาดน้ำไปเลย

นึกมาถึงตรงนี้ ภาพเหตุการณ์เมื่อวัยเด็กก็ย้อนทวนกลับมา...

เจ้าบัว อย่าเป็นอะไรนะ  บัว...เจ้าบัว  เสียงเรียกเจือสะอื้นดังอยู่ข้างหู ตามด้วยการเขย่าตัวทำให้เธอลืมตาขึ้นมา

เจ้าบัวฟื้นแล้ว!’  บุษบงกชกอดรัดเธออย่างดีใจสุดขีด

อะไรกันบุษ...บัว จำได้ว่าผู้เป็นแม่วิ่งมาจากในบ้าน ตะโกนถามเสียงดัง  ว้าย!  ตายแล้ว บัวเป็นอะไร ทำไมเปียกปอนขนาดนี้

เจ้าบัวจมน้ำค่ะแม่

ตัวผลักเค้า อะไรดลใจให้เธอโกหกไปก็ไม่รู้ พร้อมผลักคนเป็นพี่ที่กอดตัวเองอยู่ออกห่าง แล้วโผเข้ากอดมารดา

แม่จ๋า...บุษผลักบัวตกน้ำ บุษแกล้งบัว

พี่ไม่ได้...

บุษ!  ทำไมแกล้งน้องแบบนี้ ก็รู้อยู่ว่าน้องว่ายน้ำไม่เป็น 

แม่โกรธจัด ฟาดฝ่ามือใส่บุษบงกชไม่ยั้ง  พี่สาวเธอไม่ได้ร้องไห้โวยวาย เอาแต่มองหน้าเธอนิ่ง  ไม่โต้แย้งหรือปริปากพูดความจริงออกมาสักคำ

เอะอะอะไรกัน เสียงดังไปถึงนอกบ้าน  อ้าว...ตีบุษทำไม

เสียงพ่อดังมาก่อนตัว ก่อนตรงเข้าห้ามแม่ด้วยการจับข้อมือเอาไว้ แล้วถามย้ำ

ตีลูกทำไม

มันแกล้งน้อง ผลักน้องตกน้ำจนเกือบจมน้ำตาย

จริงหรือบัวพ่อถามเธอเสียงคาดคั้น และสุดท้ายก็ลงโทษบุษบงกชไปอีกคน...

...ก็เค้ากลัวถูกดุที่แอบลงเล่นน้ำทั้งที่ว่ายน้ำไม่เป็นนี่นา  ขอโทษนะบุษ

บัวบูชาแก้ตัวในใจทั้งที่รู้ว่าบุษบงกชไม่อยู่รับฟังแล้ว  ครั้งนั้นไม่ได้เป็นครั้งเดียวที่ทำ แต่ยังมีครั้งที่สองตามมา แล้วก็ได้พี่สาวฝาแฝดคนเดิมมาช่วยเอาไว้  การที่เธอเกือบจมน้ำต่อหน้าต่อตาทำให้บุษบงกชกลายเป็นคนขยาดน้ำ ไม่ชอบกีฬาทางน้ำทุกชนิด  ขณะที่เธอเองกลับชอบไปเสียทุกอย่าง

“เพราะเค้าทำให้ตัวกลัวใช่ไหมบุษ ขอโทษนะ” บัวบูชาพึมพำสำนึกผิด แม้รู้ว่าบุษบงกชคงไม่รับรู้

หญิงสาวเหลียวมองกลับไปที่บ้านของศุภรุจน์อีกครั้งเมื่อเริ่มคิดอะไรได้บางอย่าง  เธอเห็นแล้วว่าเขาอารมณ์ร้อนขนาดตบหน้าเธอได้โดยไม่ถามไถ่เพียงแค่เห็นเลือดที่แขนน้องสาว  แล้วน้องสาวเจ้ามารยาของเขาก็คงต้องหาทางกลั่นแกล้งเธออีก  เรื่องอะไรจะอยู่ให้ถูกรุมกระทำ

บัวบูชาหันมองรอบตัวอีกครั้ง เห็นว่าไฟในครัวยังเปิดอยู่ เขาคงยังล้างจานไม่เสร็จ  คิดได้เช่นนั้นหญิงสาวก็ออกเดินไปตามหาดทรายทันทีด้วยรองเท้าแตะไม่ทราบเจ้าของ  เห็นมันวางอยู่หน้าบ้านเธอก็สวมมาเพราะเธอเองไม่มีรองเท้า  ไม่สิ รองเท้าส้นสูงแบบเปลือยสวยเก๋ของเธอที่สวมในงานเลี้ยงก็มี แต่ตอนนี้ไม่รู้อยู่ที่ไหน นึกแล้วก็น่าเสียดาย

...เฮ้อ!  เวลานี้ไม่ใช่เวลาคิดถึงรองเท้านะบัว หาลู่ทางหลบหนีดีกว่า

เธอเตือนสติตนเองก่อนจะก้าวเร็วๆ มุ่งหน้าไปตามหาดทรายท่ามกลางความมืด  ถึงหนีไม่ได้ในวันนี้ แต่ก็อาจมองหาลู่ทางเอาไว้ได้บ้าง  อย่างน้อยเธอก็อยากรู้ว่ามีบ้านพักหลังอื่นๆ อยู่แถวนี้บ้างไหม  อาจมีบ้านซึ่งไม่มีคนมาพัก จึงไม่เห็นแสงไฟ  แต่นั่นก็แปลว่าพอจะมีลู่ทางให้ไปพ้นจากซาตานสองคนพี่น้อง

บัวบูชาเร่งฝีเท้าเร็วขึ้นเมื่อห่างบ้านพักมาพอสมควร แต่แล้วก็ต้องล้มเลิกความตั้งใจเมื่อได้ยินเสียงย่ำทรายตามมา  จากเดินเร็วๆ หญิงสาวรีบลดฝีเท้าลงให้เหมือนกำลังเดินเล่น  เหลือบมองไปทางบ้านพักก็เห็นว่าแสงไฟในครัวดับลงแล้ว จึงมั่นใจว่าเจ้าของฝีเท้าคือศุภรุจน์  รีบหยุดเดินแล้วทำทีเป็นยืนกอดอกมองออกไปในทะเล ไม่อยากให้เขาสงสัยว่ากำลังคิดหลบหนี

“ทำไมเดินมาซะไกล คิดจะหนีหรือยังไง” เสียงเขาดังมาก่อนตัว

“มาเดินเล่น”  ...เรื่องอะไรจะพูดความจริง  บัวบูชาทอดตามองไปในทะเล ทำเป็นไม่สนใจคำพูดดักคอของเขา

“ทะเลยามค่ำคืนมืดมิด เวิ้งว้าง  ในผืนน้ำสีดำนั้นยากที่จะคาดเดาว่ามีอันตรายแอบแฝงหรือไม่...เหมือนผู้หญิง”

ศุภรุจน์ทอดประโยคสุดท้ายเยือกเย็น พร้อมก้าวมายืนเคียงแล้วมองสบตาเธอ  บัวบูชาหันขวับมาทันที สบตาเขาในระยะใกล้  แม้ความมืดจะทำให้มองหน้ากันไม่ชัด ทว่าแววตาเป็นประกายนั้นกลับชัดเจน โดยเฉพาะแววตัดพ้อในดวงตา

...เกิดอะไรขึ้นระหว่างตัวกับนายคนนี้กันแน่บุษ  ทำไมเขาถึงเกลียดชังตัวนัก?

“ผู้ชายบางคนก็ลึกล้ำกว่าทะเล ยากแท้หยั่งถึง  หน้าตาดีบางทีอาจมีจิตใจเลวทรามต่ำช้า ใครได้เป็นสามีถือว่าซวยซ้ำซวยซ้อน”

“เหมือนผู้หญิงเลวๆ ที่ชอบคบชู้สู่ชาย  ผู้ชายที่ได้เป็นเมียก็นับว่าโชคร้ายที่สุด”  แม้น้ำเสียงเขาจะราบเรียบ แต่สายตาเขาจ้องมองมาอย่างเอาเรื่อง

บัวบูชาก็ไม่ยอมเช่นกัน เธอถามกลับเสียงแข็ง หน้าตาเอาเรื่องหากเขาจะมองเห็นได้ชัดเจน

“ใครมีชู้!

“ช่างกล้าถามนะ รู้อยู่แก่ใจ”  เขาจับต้นแขนเธอเขย่าจนหัวสั่นหัวคลอน

“โอ๊ย!  ปล่อยนะ  เจ็บ!

หญิงสาวโวยวาย ดิ้นรน  แต่ยิ่งดิ้นยิ่งเจ็บตัว เพราะเขายิ่งบีบต้นแขนแรงขึ้น พร้อมตะคอกใส่หน้า

“เธอเจ็บแค่ตัว แต่ฉันเจ็บที่หัวใจ  เจ็บที่ถูกสวมเขา เจ็บเพราะเพื่อนทรยศ แล้วยังสูญเสียพ่อกับแม่เพราะเธอ  ฉันสมควรเจ็บและเอาคืนจากเธอไหม บุษ!” ศุภรุจน์โกรธจัดจนเสียงสั่น ก่อนฉุดกระชากลากถูบัวบูชาลงไปในน้ำ

“ฉันเคยบอกใช่ไหมว่าอยากพาเธอมารำลึกความหลังที่ทะเลทุกปีในวันครบรอบวันแรกที่เราพบกัน แต่ไม่คิดเลยว่าจะไม่มีโอกาสแม้สักครั้งเดียว  ทำไมล่ะบุษ...ทำไมถึงมีแค่ผัวเดียวไม่ได้”

บัวบูชาอึ้งไปกับสาเหตุแห่งความเกลียดชังที่ออกจากปากชายหนุ่ม กระทั่งถูกลากลงทะเลก็ยังไม่รู้สึกตัว  มารู้อีกทีก็เมื่อถูกผลักให้ล้มลง และเธอกำลังสำลักน้ำจนแสบตาแสบจมูกไปหมด

“ไอ้บ้า!  คนบ้า!  ปล่อยนะ!” ทั้งๆ สำลัก เธอยังมีแรงก่นด่าเขา  แถมยังฮึดสู้ ลุกขึ้นแล้วผลักเขาให้ล้มลงบ้าง แต่ร่างใหญ่มั่นคงที่ไม่ได้สะเทือนไหวยิ่งเพิ่มความขุ่นเคืองให้เธอมากขึ้น  บัวบูชาสาดน้ำใส่แล้วทุบเขาเต็มแรง  แม้รู้สึกเจ็บฝ่ามือที่มีแผลจากเศษแก้วบาด แต่หญิงสาวก็ยังทุบไม่ยั้งตามแรงโกรธ และตัวเขาเองก็ยืนนิ่งให้ทุบตีจนเธอเหนื่อยและหยุดไปเอง

หญิงสาวหอบเหนื่อย แต่เพราะยังข้องใจกับสิ่งที่เขาพูดออกมาด้วยอารมณ์ขุ่นเคืองเธอ...ไม่ใช่สิเขาเคืองบุษบงกชต่างหาก จึงอดจะถามไม่ได้

“เกิดอะไรขึ้นกับพ่อแม่ของคุณ”  

ถามแล้วก็รู้ว่าตนเองคิดผิดถนัดที่ถามออกไป เพราะคนที่ยืนนิ่งให้ทุบตีกลับหันมามองจ้อง ดวงตาวาบวับเป็นประกายในความมืด ก่อนตะคอกใส่เธอด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด

“เกิดอะไรขึ้นหรือ?” เขาทวนคำถามแล้วหัวเราะ  มันเป็นเสียงหัวเราะที่ขมขื่นหากแฝงความน่ากลัวเอาไว้จนคนอยากรู้ขยาดและก้าวถอยห่าง แต่ไม่ทันเสียแล้ว

ศุภรุจน์กระชากไหล่เธอเข้าไปใกล้แล้วกดลงเต็มแรง

บัวบูชาดิ้นรนสุดแรง  ลำพังการต่อสู้กับผู้ชายนั้นก็ยากพอแล้ว ยังต้องเผชิญกับความอึดอัดเมื่อน้ำรสเค็มทะลักเข้าปากและจมูก แม้จะพยายามกลั้นหายใจเอาไว้อย่างเต็มที่

...เขาจะฆ่าบุษ!  โกรธแค้นอะไรกันนักหนาถึงกับต้องเอาชีวิตแลกชีวิต  ไม่นะ...ไม่!  ฉันไม่ใช่บุษ  ฉันไม่ใช่ อย่า!

บัวบูชาดิ้นขลุกขลักอยู่ใต้น้ำ รู้สึกอึดอัดเหมือนเลือดในกายพลุ่งพล่านปั่นป่วน รอที่จะพุ่งทะลักออกจากตัว

เหนื่อย...ใจจะขาด...ไม่ไหวแล้ว  ฉันต้องบอกเขาว่าฉันไม่ใช่บุษ  ฉันคือบัวบูชา ไม่ใช่บุษบงกช ไม่ใช่...

แม้ใกล้จะหมดแรงยื้อกับความอึดอัดและแรงที่กดทับลงมา บัวบูชาก็ยังพยายามถีบตัวสุดชีวิตเพื่อจะโผล่ขึ้นไปเหนือน้ำและบอกเขาว่าตนเองคือแฝดผู้น้องของบุษบงกช โปรดไว้ชีวิตเธอด้วย  แต่หญิงสาวไม่อาจถีบตัวขึ้นไปได้ รู้สึกเหมือนมีอะไรมาถ่วง กอดขากอดเอวเอาไว้จนต้องก้มหน้าลงไปมอง

บุษ!




ฝากอิบุ๊ค คลิกที่ปกได้เลยค่ะ ขอบคุณค่ะ







และอีกมากมาย Click

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

0 ความคิดเห็น