[จบบริบูรณ์] Fic 9 Satra : จองจำอสุรา [มารตา x ทารคา]

ตอนที่ 6 : ๖ : ดาราพริ้งเพริศกลางฟ้าหม่น

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,417
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 53 ครั้ง
    10 เม.ย. 61

ดาราพริ้งเพริศกลางฟ้าหม่น  

#มารตาจองจำทารคา




“ไอ้เบิ้มมันเลือดขึ้นตาอะไรขนาดนั้นวะ...แล้วนั่นเจ้าอิ่มแล้วเหรออ๊อด?” วาตะวางช้อนส้อมเมื่อเห็นว่าเจ้าภาพงานเลี้ยงดิ่งออกไปก่อนใครเขา แถมสหายมนุษย์ที่นั่งข้างๆกันก็ยังเอาแต่ตีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกอยู่นั่น

เป็นบ้าอะไรกันไปหมด...นี่โรคเครียดถามหากรุงคีรีกัณฑ์รึยังไง

“อ้าวๆแล้วนั่นเจ้าจะไปไหนน่ะ!” วาตะแทบจะสบถใส่คนที่นอกจากจะถามไม่ตอบแล้วยังผลุนผลันตามไอ้เบิ้มออกไปแบบไม่คิดจะแถลงไขอะไรเลย

สุดท้ายเจ้าชายวนาราวาตะที่สามก็ต้องกลายมาเป็นโทรโข่งชั้นเลิศในการชี้แจงแถลงไขสาเหตุที่ท่านท้าวแดนยักษ์แกเดินหน้านิ่วคิ้วขมวดออกจากท้องพระโรงไปด้วยเพราะแขกบ้านแขกเมืองต่างแวะเวียนเข้ามาถามด้วยหวาดกลัวว่าใครไปเผลอทำกิริยาไม่เหมาะสมใส่พระองค์ท่านเข้ารึเปล่า

เปล่าเลยจ่ะ!...ดูจากทรงแล้วก็แค่หึงหน้ามืดตามัวเท่านั้นแหละจ้า!

“ให้ตายเถอะเจ้าพวกบ้า...จะเล่นละครลิงอะไรกันก็ช่วยบอกข้อแก้ตัวมาให้ข้าบ้างไม่ได้รึไงวะ” วาตะบ่นกับลมกับฟ้า ก็ตอนนี้เขานั่งหัวโด่อยู่หัวโต๊ะคนเดียวกับอาหารพูนจานนี่ นึกแล้วก็แค้นลิงน้อยเลยจัดการหยิบอาหารหลากหลายชนิดมาฉีกกินด้วยปณิธานแน่วแน่ว่าหากทานไม่หมดตรงนี้จะไม่ลุกไปไหนทั้งนั้น

ข้าไม่ไปร่วมวงตามล่าความรักอะไรไร้สาระนั่นหรอก...เอาเวลาไปกินดีกว่าเยอะ!


…..

….

..

.


เขาว่ากันว่าเวลาคือสิ่งที่ว่องไวที่สุดแต่ในนาทีนี้หากอินทร์พรหมที่ไหนมาเห็นจังหวะก้าวเดินของอสุราสีชาดเข้าล่ะก็รับรองว่ามีการจารึกสถิติกันใหม่ยกเล่มแน่ๆ

มารตากึ่งวิ่งกึ่งเดินไปจนถึงตำหนักลับแลอันเป็นสถานที่เอาไว้จองจำนักโทษผู้มีศักดิ์เป็นนายบำเรอส่วนตัวของเขาซึ่งบัดนี้บุรุษร่วมสายเลือดคนนั้นกำลังท้าทายความอดทนเขาอย่างถึงที่สุด

“ร่าน!!” อสุราสีชาดสบถอย่างสุดกลั้น

ปล่อยให้อยู่ลำพังไม่กี่อึดใจก็ร่านไปทั่ว...ทำไมเขาถึงไม่เข็ดหลาบกับนิสัยช่างประชดประชันของพระเชษฐาที่มีให้เห็นมาตั้งแต่เยาว์วัยกันนะ

ยักษ์หนุ่มคำรามพยายามที่จะสะกดกลั้นไฟโทสะที่ลุกโชนในอก สองขาก้าวฉับๆว่องไวดั่งเดินอยู่บนผืนกะทะทองแดงก็ไม่ปาน ไม่นานนักพอเห็นต้นจามจุรีเด่นตระหง่านพญายักษาก็เริ่มออกวิ่งสุดฝีเท้า

ปัง!

บานประตูถูกเท้าหนักๆถีบเปิดออกก่อนภาพที่ปรากฏแก่สายตาจะเป็นเสมือนน้ำมันราดลงบนกองไฟ

โซ่ตรวนทั้งสี่ถูกงัดเปิดออก...แถมนักโทษอุกฉกรรจ์ก็ไม่ได้อยู่บนเตียงเหมือนดังที่ควรจะเป็น

แต่ไม่นานนักก็มีบางเสียงทำลายความเงียบขึ้นมา

“อุ๊บ…” เสียงโอดครวญนั้นดังระงมขึ้นเรื่อยๆจนจอมกษัตริย์แห่งยักษาต้องรุดเข้าไปตามหาต้นตอของมันก่อนจะพบเข้ากับร่างสูงโปร่งของอมนุษย์ที่มีลักษณะตรงกับคำกล่าวอ้างของบรรดาสตรีในวังทุกประการ

“พรานทมิฬ?!” ความตกใจตามมาเป็นระลอกสองเมื่อเห็นคนที่กลับตัวกลับใจแล้วปักหลักอยู่กับมิตรสหายของตน

ความสงสัยที่ก่อเกิดตั้งแต่ย่ำฝีเท้าย้อนกลับมากัดกร่อนในห้วงความคิด แต่มันก็กระจ่างชัดแล้วเมื่อเห็นว่าอมนุษย์ผู้นั้นคือพรานทมิฬผู้ที่ช่ำชองการแกะรอยยิ่งกว่าอะไร มันไม่น่าแปลกใจเลยว่าเหตุใดบุรุษผู้นี้ถึงตามหาตำหนักลับแลนี้เจอตั้งแต่เหยียบแผ่นดินคีรีกัณฑ์หากแต่ที่ติดใจสงสัยคือเหตุใดชายที่เป็นเพียงขี้ข้าใต้ฝ่าพระบาทของพระเชษฐาแห่งตนถึงเสนอหน้าขึ้นมาพลอดรักกับนายบำเรอเขาถึงเตียงได้!

“เจ้าทำอะไรกับพี่ชายข้า!” คนเสียสติตรงเข้ากระชากสังวาลย์ของคนนอนหมดสภาพอยู่บนพื้นจนร่างนั้นผุดลุกขึ้นยืน พรานทมิฬปัดมือนั้นออกอย่างแรงแต่ไม่ทันได้ตั้งตัวฝ่ามือของอสูรสีชาดก็โผเข้าบีบคอแล้วอัดร่างอมนุษย์จนกระแทกเข้ากับผนังกำแพงอิฐ พลันจะบิดขืนออกก็แทบไม่ขยับเขยื้อน

เขาไม่เคยเห็นอสุราตนนี้เกรี้ยวกราดขนาดนี้มาก่อน…

คนที่ถูกอัดมาจนอ่วมอุรากระตุกยิ้มขำ เขาเองก็นึกสมเพชเวทนาตัวเองไม่แพ้ใครเขาที่หลงกลปลดปล่อยยักษาคนนั้นให้หลุดพ้นจากพันธนาการ คิดแต่ว่าความหวังดีจะเยียวยาบุรุษแสนเหงาผู้นั้นได้แต่เปล่าเลย เขาเองก็เป็นเพียงหมากตัวหนึ่งเท่านั้น

หมากที่ถูกผู้สูงค่าหยอกเย้าให้ทำตามพระบัญชาแล้วก็เขี่ยทิ้งไม่ต่างจากขยะยามหมดประโยชน์

รอยยิ้มและอากัปกิริยาไร้ปากเสียงนั้นเปรียบเสมือนคำท้าทายที่ทำเอาคนขาดสติยับยั้งช่างใจไม่อยู่

ผลั่ก!

หมัดหนักอัดเข้าเต็มใบหน้าพรานทมิฬจนร่างสูงโปร่งถึงกับเซลงไปกองบนพื้นตามมาด้วยฝ่าเท้าที่ตรงเข้ากระทืบเต็มท้องจนคนที่สะบักสะบอมจากการต่อสู้ก่อนหน้าถึงกับต้องขดตัวงอเป็นกุ้งเพราะความจุกเสียด

“พี่บาก!” อ๊อดที่เพิ่งมาถึงแทบจะถลาเข้ามาดึงอสูรสีชาดที่กำลังขาดสติออกมาเพื่อไม่ให้ประชาทันเสียจนคนที่ตนนึกห่วงกระดูกแหลกเข้าจริงๆ แต่ห้ามเท่าไรก็ไม่เป็นผลเมื่อแรงของอสุรามีมากเกินกว่าแรงมนุษย์จะต้านทานไหวอ๊อดจึงจำใจต้องใช้ทั้งตัวเข้ามาขนาบคู่ก่อนออกแรงเตะตัดขาสหายของตนให้ล่าถอยออกไปจากคนที่นอนให้ซ้อมจนดูผิดวิสัยนักรบไปถนัดตา

ราวกับดวงหทัยถูกทารุณอย่างหนักจนร่างกายพาลหนักอึ้งจนไม่อยากรับรู้ถึงความเจ็บปวดใดได้อีก

สู้รบปรบมืออยู่นานอ๊อดก็เข้ามายืนคั่นกลางระหว่างหนึ่งคนเจ็บและหนึ่งคนคลั่งได้สำเร็จ

“ค่อยๆพูดค่อยๆจากันก่อนเถอะ” อ๊อดพยายามเอาน้ำเย็นเข้าลูบ หางตาเหลือบไปเห็นความว่างเปล่าที่ไม่ควรจะเป็นก็ตระหนักได้ว่ามีหลายสิ่งหลายอย่างที่พวกเขาควรคำนึงถึงมากกว่าการมารบราฆ่าฟันกันเอง

“เทหะยักษาหายตัวไปแล้ว” อ๊อดใช้สองแขนกั้นทั้งฝั่งมารตาที่ตั้งท่าจะชักศาสตราวุธออกมาในขณะที่พรานทมิฬเองก็เริ่มได้สติพอจะตอบโต้คนที่เข้ามาประทุษร้ายตน ร่างสูงใหญ่ของอมนุษย์หยัดยืนเต็มความสูงพลางขยับกระดูกกร่อกแกร่กเสมือนการถูกสหบาทาเมื่อครู่เป็นเพียงการถูกมดรุมดอมดมเท่านั้น

“เจ้าปลดปล่อยพันธนาการให้พี่ชายข้ารึ?!” มารตาจ้องพรานทมิฬเขม็ง

อ๊อดลอบสังเกตคนทั้งสองด้วยสีหน้าตึงเครียดในใจก็นึกอยากให้ข้อกล่าวหาของสหายนั้นไม่เป็นความจริงเพราะไม่อยากให้คนที่เฝ้าเป็นห่วงอยู่ต้องตกอยู่ในฐานะขบถล้มล้างราชบัลลังก์แต่เหมือนว่าจะไม่มีเทพยดาองค์ใดรับฟังคำวอนขอจากเขาเลย

“...ใช่”

“แล้วมึงก็ร่วมรักกับเมียกูด้วยใช่ไหม?!!”

“...ใช่”

ตูม!!!

กระบองเหล็กถูกเหวี่ยงเฉียดใบหน้าอ๊อดไปเพียงคืบ และพรานทมิฬที่พอตั้งหลักได้แล้วก็เอนตัวหลบมันได้อย่างฉิวเฉียดไม่เช่นนั้นตัวอาจขาดครึ่งไม่ต่างกับเครื่องใช้ไม้สักตรงมุมห้องก็เป็นได้

มารตากัดฟันกรอดรับรู้ได้ว่าความโมโหที่มีมันทะลุจุดเดือดของตัวเองไปแล้ว มันไม่เคยก่อเกิดมาเลยตั้งแต่เติบใหญ่มาถึงบัดนี้ แต่ตอนนี้มันปะทุโชติช่วงชนิดที่อาจไม่มีน้ำเย็นใดในโลกมาปัดเป่าเพลิงพิโรธนี้ให้สงบได้

“กูจะกลับมาคิดบัญชีกับมึงทีหลัง!” ถ้อยคำหยาบคายที่แทบไม่เคยผุดออกมาจากริมฝีปากพรั่งพรูออกมาไม่หยุด อสุราสีชาดชี้หน้าคาดโทษคนที่มิตรสหายเข้ามาปกป้องนักหนาก่อนผลุนผลันออกไปตามล่าคนที่ร่างกายสะบักสะบอมแต่ก็ไม่วายพยศหาเรื่องดิ้นเร้าหนีไปจากเขา

คงยังหนีไปได้ไม่ไกล…

มารตาเร่งฝีเท้าออกตามล่าแม้นว่าจะต้องฝ่าฟันห่าฝนขนาดใหญ่แต่มันก็ไม่อาจหยุดปณิธานที่มาพร้อมไฟโทสะของพญายักษาได้

รู้...เขารู้ว่าพรานทมิฬไม่ได้อยากให้เรื่องราวมันบานปลายขนาดนี้ ไอ้สภาพบอบช้ำตั้งแต่ที่เขาเข้ามาก็บ่งชี้ชัดแล้วว่าอมนุษย์คนนั้นคงถูกพระเชษฐาเขาหว่านล้อมจนปลดเครื่องพันธนาการให้สุดท้ายก็ถูกแผลงฤทธิ์ใส่เสียจนลงไปกองโอดโอยอยู่ข้างล่างเตียงนั่น

ส่วนเรื่องพลอดรักหักสวาทกันรึไม่เขายังไม่อยากปักใจเชื่อ...กับเวลาเพียงไม่กี่นาทีตั้งแต่เขาทราบเรื่องจะเสร็จสมอารมณ์หมายกันเชียวรึ

หึ...แต่ไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไรเขาก็จะจับนักโทษฉกรรจ์มาเค้นคอให้จงได้อยู่ดี!

อ๊อดมองตามแผ่นหลังสีชาดที่ก้าวหายไปในความมืดมิดแล้วถอนหายใจออกมายาวๆยามเห็นพรานทมิฬพยายามใช้ลังไม้ใกล้ๆพยุงตัวเองขึ้น จนคนที่ยังไม่มีบาดแผลอะไรอดไม่ได้ที่จะเข้าไปช่วยพยุงร่างนั้นมานั่งพักบนเตียงดีๆเสียเอง

“พี่โกหกไม่เก่งเลย” อ๊อดว่าขณะเดินไปรื้อตู้ไปทั่วจนเจอกับสมุนไพรอบบางอย่างที่เขาจำกลิ่นได้ว่าน่าจะเป็นหนึ่งในสมุนไพรแก้ฟกช้ำ หมอหลวงคงตระเตรียมมันเอาไว้สำหรับนักโทษอุกฉรรจ์ที่กำลังหลบหนีไปนั่นแหละ

ใจจริงก็อยากตามไปช่วยเบิ้มนะ...แต่ไม่รู้อะไรทำให้เขารู้สึกว่าไม่ควรเข้าไปยุ่มย่ามกับเรื่องราวของสองคนนั้น

เครื่องพันธนาการที่หลงเหลือบนเตียงมันไร้ซึ่งตรวนเล็กอาคมบนคอท้าวเทหะยักษา ต่อให้ท่านผู้นั้นวิ่งเร้าหนียังไงก็คงมีแต่พละกำลังที่ใช้งานได้คงไม่คณามือสหายที่ไปตามล่าพร้อมความโกรธเกรี้ยวหรอก

เหนือสิ่งอื่นใดคนด้านข้างเขาต่างหากที่น่าเป็นห่วง

เขารู้ว่าพี่บากจงใจยั่วโทสะเพื่อนของเขา...แค่เห็นแววตาก็รู้แล้วว่าอีกฝ่ายคงถูกคนที่ปักใจรักหลอกใช้มาอีกแล้ว

“เจ้าเป็นนักจับเท็จไปตั้งแต่เมื่อไหร่” พรานทมิฬเอ่ยทั้งเสียงอ่อนล้า เขาไม่อยากนึกคิดอะไรให้เจ็บใจไปมากกว่านี้อีกแล้ว

แค่รับรู้ว่าความหวังดีของตนถูกหลอกใช้ซ้ำซากมันก็เจ็บปวดเกินทน ถึงแบบนั้นเขาก็ไม่ได้ผูกใจเจ็บอะไรกับท้าวเธอเลย ยังทำตัวน่าสมเพชคอยหมอบกราบรับคำสั่งได้เหมือนเดิมด้วยซ้ำหากท่านผู้นั้นต้องการ

อ๊อดไม่ตอบคำเสียดสีนั้น เด็กหนุ่มดึงแขนคนตัวสูงกว่ามาแต่งแต้มโอสถสมุนไพรให้เงียบๆ ครานี้เป็นฝ่ายพรานทมิฬเสียเองที่เริ่มทนต่อความอึดอัดไม่ไหว

“เจ้าไม่โกรธข้ารึ?”

“ข้าต้องโกรธพี่เรื่องอะไรล่ะจ๊ะ?” อ๊อดถามทั้งที่มือก็ยังสาละวนจัดแจงหาโอสถนั้นนี้มาแปะสมานแผลให้

“เรื่องที่ข้าปลดปล่อยยักษาตนนั้น”

“ไม่โกรธหรอก...ถ้าเป็นข้าก็คงทำเหมือนท่าน” อ๊อดเค้นยิ้มที่ดูสดใสที่สุดเท่าที่จะปั้นสร้างไหวก่อนค่อยๆเงยขึ้นสบนัยน์ตาที่เต็มไปด้วยความสับสน ก่อนเด็กหนุ่มจะคลี่คลายความฉงนให้ “...ไม่มีใครทนเห็นคนที่ตัวเองชอบถูกพันธนาการได้หรอกเนอะ”

“!!!.....” พรานทมิฬชะงักงัน “...เจ้ารู้?!”

คำถามที่เหมือนตื่นตระหนกที่มีใครล่วงรู้ความในใจทำให้อ๊อดทำเพียงยิ้มบางเบากลับไปทั้งที่ในใจมันช่างห่างไกลความสุขที่พยายามแสดงออกมาคนละฟากฟ้าเลย

“มันไม่มีหวังหรอก” พรานทมิฬพึมพำ

รู้ว่าไม่มีหวัง...แต่ก็เผลอคาดหวัง

คิดว่าปลดปล่อยท่าน เยียวยาท่านในยามที่ท่านทุกข์ที่สุดจักทำให้ท่านเห็นคุณค่าบ้าง...แต่เปล่าเลยสุดท้ายก็เป็นแค่หมากไร้ค่าตัวหนึ่งอยู่ดี

“แต่ก็ไม่ผิดที่จะหวังหรอกนะพี่...ก็ความหวังมันเป็นความสุขเล็กๆของคนแอบรักนี่นา” อ๊อดแสร้งลากเสียงยาวคล้ายจะปลอบขวัญคนที่ท่าจะอกหักรักคุดเจอทั้งมือทั้งเท้าจากคนที่หมายปองแถมยังมาเจอพายุอารมณ์ของน้องชายนายเหนือหัวอีก

“เจ้าดูเดียงสาเกินกว่าจะมารู้จักความรู้สึกพวกนี้” พรานทมิฬหันไปขยี้ผมคนด้านข้างพลางส่งยิ้มบางๆแทนการขอบคุณที่อุตส่าห์ช่วยทำแผลแถมยังนั่งฟังเขาปรับทุกข์

เขาสบายใจทุกครั้งที่มีอีกฝ่ายอยู่ใกล้ๆ...จึงตัดสินใจไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ในที่ที่เด็กหนุ่มแสนเดียงสาคนนั้นอาศัยอยู่

“คงเป็นเช่นนั้น..แหละพี่บาก” อ๊อดยิ้มก่อนทำทีก้มหน้าลงทำแผลอย่างขะมักเขม้นเพื่อซ่อนร่องรอยของความเสียใจเอาไว้

ท่านมองข้าเด็กเสมอนั่นแหละ...เมื่อไหร่กันที่ข้าจักเติบใหญ่พอที่จะอยู่ในสายตาท่านบ้างกันนะ

“ขอบใจ”

“เปลี่ยนคำขอบใจเป็นอย่างอื่นได้ไหมเล่า”

“เจ้าอยากสิ่งใดล่ะ?”

ความรัก...จากท่าน

แว่วเสียงสะท้อนความดังขึ้นมาในห้วงสติแทบจะทันทีที่พรานทมิฬถามเย้ากลับ แต่เด็กหนุ่มกลับต้องเก็บกักความต้องการลึกๆนั้นลงไปเพราะกลัวว่าหากเปิดเผยมันออกมาอีกฝ่ายจะห่างหายไปจากชีวิต

“อา...ข้าต้องการปลาตัวใหญ่สักสามสี่ตัวกลับไปท่านต้องหามาให้ข้าถึงเรือนเลยนา”

“เด็กน้อยเอ๋ย” พรานทมิฬหัวเราะเบาๆกับคำขอไร้เดียงสานั้นอดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปขยี้ผมคนอ่อนเยาว์กว่าอย่างเอ็นดูอีกครั้ง

“ข้าโตแล้วน่าพี่” อ๊อดว่าพลางลุกออกไปหาผ้าหารือที่นางสนมน่าจะตากไว้ด้านนอก ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้ามืดสนิทก่อนได้แต่หัวเราะเบาๆให้กับดวงดาวดวงเดียวที่พยายามเปล่งแสงในคืนเดือนมืดเช่นนี้

น่าสมเพชไม่ต่างจากตัวข้าเลย...ดาราเจ้าเอ๋ย

อยากส่องสว่างใต้ผืนฟ้ามืดหม่นนี้หรือ? เจ้าหวังสูงจังนะ

เหมือนข้าเลย...เราสองนั้นโง่งมไม่แพ้กันเลย



------------------------------------ ติดตามต่อตอนต่อไป ---------------------------------------------


มาอัพเพิ่มแล้วค่า ขอคั่นความเผ็ดแสบของคู่หลักด้วยรสชาติอ่อนๆบ้างนะ เนื้อเรื่องจริงๆของเรื่องนี้มีนะคะแต่ไปโฟกัสที่ฉาก___มากกว่า กร๊ากกกกกก ตอนหน้าก็คงกลับมาไฟสุมทรวงเหมือนเดิมค่ะ อิอิ อย่าตกใจกับมารตาโหมดก้าวร้าวนะคะนางสติแหกไปแล้ว ขึ้นคำหยาบแล้วแง บากะมากๆ

ฝากเม้นติชมด้วยน้า 1 เม้น 1 ล้านกำลังใจค่า

#มารตาจองจำทารคา



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 53 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

395 ความคิดเห็น

  1. #385 9SRAM (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2561 / 01:31
    หนีไปเลยค่ะหนีไปให้ไกลลลล
    #385
    0
  2. #274 Mamimilky (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 27 มีนาคม 2561 / 18:10
    สงสารอ๊อดดดด แล้วนี่แบบ..ใจนึงอยากให้ตามหาเจอ แต่อีกใจก็ไม่เพราะถ้าเจอไม่อยากคิดเลยว่าคุณพี่ท่านจะโดนอะไรบ้าง
    #274
    0
  3. #254 tenthkiss (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 9 มีนาคม 2561 / 23:51
    สงสารคุณทมิฬ ชอบย่อหน้าสุดท้ายจัง ดวงดาวช่างโง่งมที่อยากส่องแสงสว่างกลางท้องฟ้าที่มืดมิด อย่าเพิ่งถอดใจนะเจ้าอ๊อด
    #254
    0
  4. #70 super moon (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 27 มกราคม 2561 / 22:17
    หนีไม่พ้นแน่นอนเจ้าค่ะ แต่ว่าอ๊อด สมหวังที สงสาร
    #70
    0
  5. #53 aidazesta (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 25 มกราคม 2561 / 23:42
    รักฟิคนี้ เมื่อไหรคู่หลักจะมีโมเม้นอิ่นเอมบ้าง รอคอย~
    #53
    0
  6. วันที่ 25 มกราคม 2561 / 13:20
    หนีให้พ้นนะคะท่านเจ้า เราจะเอาใจช่วยค่ะ ><~
    #45
    0
  7. #44 Pen pink (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 25 มกราคม 2561 / 10:27
    ไม่รู้จะสงสารใครก่อนเลย 555
    #44
    0
  8. #43 Shoop Ba-doop (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 24 มกราคม 2561 / 21:42
    โอยยยย น้องงง สงสารน้อง พี่บากอยู่กินกันมานานยังไม่รู้อีกหรอน้องรู้สึกแบบนี้ หืมมม
    #43
    0
  9. #42 บีเบอร์ (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 24 มกราคม 2561 / 18:55
    น้องสงสารพี่บากเสียเหลือเกินเจ้าค่ะ... ท่านทารคาจะหนีเงื้อมือท้าวมารตาพ้นหรือไม่ ข้าลุ้นเหลือเกินนนน!!!
    #42
    0
  10. #39 break1999 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 24 มกราคม 2561 / 17:34
    อิพร๊านนน มันน่านัก #เอาใจช่วยท่านเจ้านะคะ
    #39
    0
  11. #38 Faerwell_Blacker (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 24 มกราคม 2561 / 16:42
    โอ้วมายก้อด ไม่อยากจะคิดว่าถ้าหนีไม่พ้นจะเป็นยังไง
    #38
    0
  12. #37 Chayeanalie (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 24 มกราคม 2561 / 16:37
    เอาใจช่วยให้หนีพ้นอ้ะ
    #37
    0