DEMON GOD OF DIMENSION จอมเทพอสูรจ้าวมิติ

ตอนที่ 8 : ตอนที่ 8 เข้าสู่โลกมิติครั้งแรก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 170
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 21 ครั้ง
    18 ส.ค. 63


ตอนที่ 8 เข้าสู่โลกมิติครั้งแรก


...ท้องฟ้าแจ่มใสดวงตะวันสาดแสงสีทองของยามเช้า สะท้อนกับผิวน้ำทะเลสีครามระยิบระยับดูงามตา กลุ่มขบวนเรือขนาดใหญ่กลุ่มหนึ่ง กำลังแล่นตรงเข้าสู่เกาะกลางทะเลที่ตั้ง
ตะหง่านอยู่ใจกลางทะเลเหมือนดังสรวงสวรรค์แห่งนี้ เสียงโห่ร้องดีใจเสียงตะโกนขอบคุณและสรรเสริญพระเจ้าดังออกมาไม่ขาดสาย จากกลุ่มของคนบนเรือยางหลายร้อยลำนั้น

หลังจากเดินทางกว่า 15 ชม. ผ่านค่ำคืนอันเหน็บหนาวกลางท้องทะเล หลายคนท้อแท้ หลายคนร้องไห้ แต่เมื่อเช้าวันใหม่มาถึงพร้อมกับมองเห็นผืนแผ่นดินขนาดใหญ่ตรงหน้า
กลุ่มคนบนเรือทั้งหมดรู้สึกเหมือนได้รับพรจากสวรรค์ ทุกคนโห่ร้องอย่างตื่นเต้นดีใจ รวมถึงบรรดาเจ้าหน้าที่บนเรือก็ไม่เว้น

"กัปตันโรเบิร์ตไหนคุณว่ามันเป็นเพียงเกาะรกร้างขนาดเล็ก แต่จากสายตาผมเกาะนี้น่าจะกว้างเกือบๆ 60-70 ตารางกิโลเมตรเลยทีเดียว นี่ใช่เกาะรกร้างที่คุณบอกจริงๆอย่างงั้นเหรอ?"

ชายวัยกลางคนถามกัปตันโรเบิร์ตที่ยืนอยู่ข้างๆเขาด้วยอาการดีใจเช่นกัน

กัปตันโรเบิร์ตและแดเนียลต้นหนเรือ หันมามองหน้ากัน แล้วทั้งคู่รีบกางแผนที่ทางทะเลลงบนโต๊ะดูทันที

"นี่!!...ถ้าตามแผนที่..เกาะนี้ต้องมีขนาดเล็กกว่านี้มาก มันเป็นเกาะรกร้างขนาดพื้นที่โดยรอบไม่เกิน 10 ตารางกิโลเมตรเท่านั้นเอง แต่เกาะนี้.!?.."

กัปตันโรเบิร์ตและทีมของเขาเองก็ค่อนข้างแปลกประหลาดใจและงงงันกันเป็นอย่างมาก เพราะพวกเขาเดินเรือผ่านทะเลบริเวณแถบนี้กันอยู่บ่อยครั้ง ต่อให้ไม่ถึงร้อยรอบแต่ก็น่าจะหลายสิบครั้ง ความผิดพลาดในการอ่านแผนที่ ทางทะเลบริเวณนี้ของพวกเขานั้น เกือบจะเท่ากับศูนย์ แต่ตอนนี้นั้นพวกเขาไม่สามารถหาคำอธิบายใดๆได้เลย….

"เอาเถอะ!..ขึ้นฝั่งกันก่อนแล้วค่อยคิดกันอีกที อย่างน้อยถ้าเราพบคนพื้นเมืองในท้องถิ่นนี้ เราก็จะสามารถรู้ได้ทันทีว่าเราอยู่ในตำแหน่งไหนกันแน่ "

กัปตันโรเบิร์ตสั่งงานบรรดาลูกเรือและเจ้าหน้าที่ทั้งหมด ให้นำเรือทั้งหมดขึ้นพักที่เกาะนี้ทันที และให้ควบคุมกลุ่มคนให้อยู่ในความสงบก่อนตัวเขาและทีมรักษาความปลอดภัยจะเข้าไปจัดระเบียบอีกที


พรืดดด!พรืดดด!

บรรดาเรือยางหลายร้อยลำขึ้นเกยกับชายหาด กลุ่มผู้โดยสารหลายกลุ่มวิ่งลงจากเรือยางทันทีโดยไม่รอให้เรือยางจอดถึงหน้าหาด

บางคนวิ่งล้มลุกคลุกคลานเปื้อนเปียกกันถ้วนหน้าแต่ไม่มีใครสนใจ ทุกคนต่างหัวเราะดีใจกันยุ่งวุ่นวายไปหมด บางคนพอถึงพื้นทรายก้มลงจูบฟ้าจูบดิน ทำท่าทางขอบคุณ พระเจ้าของพวกเขา อย่างสุดใจ

ขณะเดียวกันบรรดาเจ้าหน้าที่ก็ทยอยลงมาถึงพื้นที่บนชายหาดเช่นกัน บรรดาเจ้าหน้าที่เองก็ตื่นเต้นดีใจเช่นกันพวกเขาก็พยายาม เก็บอารมณ์กันเป็นอย่างมากแต่ก็ยังมีรอยยิ้มที่ฉายชัดอยู่บนใบหน้าของพวกเขา

หลังจากทุกคนลงถึงพื้นกันเรียบร้อยทั้งหมดแล้ว บรรดาเจ้าหน้าที่ก็ถือเครื่องขยายเสียงขนาดเล็กแยกกันเป็นกลุ่มๆ และประกาศจัดระเบียบกลุ่มคนโดยทันที

"ประกาศ! ประกาศ! ขอให้ทุกๆท่านอยู่ในความสงบและโปรดฟัง เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย ขอให้ทุกๆท่านปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่โดยเคร่งครัด เพื่อจะได้ง่ายต่อการจัดสรรที่พัก อาหารและน้ำดื่ม"

บรรดาเจ้าหน้าที่ของเรือสำราญจัดกลุ่มผู้โดยสารออกเป็นสามกลุ่มใหญ่ๆ กลุ่มของครอบครัวที่มาด้วยกัน
กลุ่มผู้หญิง และกลุ่มผู้ชาย เพื่อความสะดวกในการจัดพื้นที่พักและเพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นด้านความปลอดภัย

ซึ่งการควบคุมฝูงชนเกือบหมื่นนั้นค่อนข้างยุ่งยากพอสมควร เพราะบรรดาผู้โดยสารแต่ละคนนั้นเป็นนักธุรกิจใหญ่หรือไม่ก็เป็นผู้ที่มีชื่อเสียงกันเกือบแทบจะทุกคน หากเป็นสถานการณ์ปกติแล้ว บรรดาเจ้าหน้าที่และลูกเรือเหล่านี้ย่อมไม่กล้าขัดใจพวกเขาอย่างแน่นอน ฉะนั้นบรรดาเจ้าหน้าที่ทุกคนจึงค่อนข้างจะพูดจาอย่างสุภาพกับพวกเขาเป็นอย่างมาก

เมื่อเจ้าหน้าที่แยกกลุ่มคนเสร็จแล้ว จึงนำแต่ละกลุ่มจัดพื้นที่แยกห่างกันพอสมควร และเริ่มแจกจ่ายอาหารและน้ำดื่ม อาหารส่วนมากในตอนนี้นั้นมีแค่ขนมปังและอาหารกระป๋องเท่านั้น แต่ทุกคนก็ไม่มีใครบ่นเลยแม้แต่น้อย ราสที่ซึ่งอยู่ในกลุ่มก็ยืนรอรับอาหารด้วยเช่นกัน

แต่จิตใจของเขาในตอนนี้ต้องการจะแยกตัวออกไปให้เร็วที่สุดเพราะเข้าต้องการที่จะทดลองเปิดโลกมิติอย่างกระวนกระวายเหมือนเด็กๆที่อยากรีบเปิดของขวัญในวันคริสต์มาส แต่ก็ต้องยั้บยั้งชั่งใจไว้เพราะตอนนี้ยังอยู่ภายใต้การจัดระเบียบ
เขาไม่อยากทำอะไรให้เป็นที่สนใจของคนอื่นๆ

ขณะที่ทุกคนกำลังรับประทานกันอยู่นั้น ทีมของกัปตันเรือและบรรดาแขก VIP พร้อมด้วยกลุ่มเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยกลุ่มใหญ่ประมาณ 100 คนแต่ละคนมีอาวุธปืนประจำตัวกันทุกคน ราส สังเกตุกลุ่มคนพวกนี้น่าจะเป็นกลุ่มทหารรับจ้างมืออาชีพซึ่งพวกเขาคอยดูแล และคุ้มกันเรือสำราญตั้งแต่ที่เรือสำราญออกจากท่าเรือสิงคโปร์มา

กลุ่มคนพวกนี้แยกกันทำงานทันทีทุกคนตั้งค่ายกางเต้นท์ขนาดใหญ่อย่างชำนาญ หลังจากนั้นไม่นาน บนเนินสูงที่ซึ่งไม่ไกลจากชายหาดเท่าไรนักก็กลายเป็นเหมือนศูนย์บัญชาการทางทหารไปในทันที

ทางเจ้าหน้าที่ได้ประกาศขอความร่วมมือและขอกำลังจากกลุ่มชายฉกรรจ์ทุกคนช่วยกันตัดไม้เพื่อสร้างค่ายพักชั่วคราว กลุ่มบรรดาคุณชายลูกคุณหนูหลายๆคนบ่นอิดออดทันที แต่ก็ต้องจำใจออกไปทำ เนื่องจากทางเจ้าหน้าที่ประกาศกึ่งบังคับหากใครไม่มีส่วนร่วมในการสร้างที่พัก ต้องนอนบนพื้นทรายที่ด้านนอก รวมถึงบรรดากลุ่มของผู้หญิงทุกคนก็ต้องช่วยกันจัดทำที่พัก เพียงแต่เป็นงานที่ค่อนข้างจะเบาแรงกว่ากลุ่มของชายฉกรรจ์มากกว่า

เจ้าหน้าที่แบ่งการสร้างที่พัก ออกเป็นสามโซน ตามที่เคยได้แบ่งกลุ่มไว้แล้ว ซึ่งแต่ละโซนจะมีเรือนพักประมาณ 60 โรงนอน รวมแล้วมีกว่า 180โรงนอนที่ต้องสร้าง และแบ่งเป็นหลังละ 60 คน หลังจากที่สร้างโรงนอนแบบชั่วคราวเสร็จ จึงต้องสร้างห้องน้ำไว้สำหรับใช้งานด้วย ซึ่งการสร้างห้องน้ำชายนั้นก็เป็นการสร้างแบบห้องน้ำทหารทั่วไป แต่สำหรับส่วนของห้องน้ำหญิงนั้นต้องสร้างค่อนข้างดีและมิดชิด ทำให้เสียเวลาค่อนข้างมาก แต่เนื่องด้วยกำลังคนที่มากและอุปกรณ์ที่ทางเจ้าหน้าที่เตรียมมาอย่างพร้อมเพรียงทำให้การทำงานสะดวกมากขึ้น

เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้นก็เป็นเวลาเกือบบ่ายสามโมงไปแล้ว ทางเจ้าหน้าที่จึงปล่อยให้ทุกคนได้พักตามกลุ่มที่ได้แบ่งกันไว้แล้ว และแจ้งว่าจะมีอาหารเย็นพิเศษสำหรับทุกคนในตอน
เวลา 18.00 น.

ราส ตอนนี้นั่งพักในโรงนอนของฝั่งชายหลังที่ 16 และกำลังนั่งคุยกับกลุ่มเพื่อนใหม่ซึ่งทุกคนเริ่มจะคุ้นเคยกันบ้างแล้ว ตั้งแต่ตอนที่ทำงานด้วยกัน รวมถึง เขต หนุ่มไทยที่รู้จักกันบนเรือยางก็อยู่ในกลุ่มนี้ด้วย

ทุกคนพูดคุยแลกเปลี่ยนและทำความคุ้นเคยอีกครู่หนึ่ง ต่างก็เริ่มแยกย้ายกันไปทำธุระส่วนตัว ราสและเพื่อนอีกสองสามคนยังคงพูดคุยกันต่ออีกเล็กน้อย หลังจากนั้นราสจึงขอตัวเพื่อออกไปทำธุระส่วนตัวที่ด้านนอก

เมื่อออกจากโรงนอน มาไกลพอสมควร ราสเจอกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยนายหนึ่ง กำลังเดินลาดตระเวณดูแลความปลอดภัย อยู่ด้านนอกเขตโซนที่พัก เขาเป็นชายกลางคนลักษณะคล้ายคนลาติน เขาถามราสเป็นภาษาอังกฤษทันที

"คุณต้องการจะไปไหน ทำไมไม่พักผ่อนในโรงเรือนล่ะครับ?"

เขาถามแบบส่งๆแต่ก็ยังคงยิ้มให้กับราสเพราะเขารู้ดีว่าเด็กหนุ่มรูปร่างคุณหนูคุณชายแบบราสนั้นอยู่ที่ภายนอกต้องมีเบื้องหลังมากพอสมควร และเขาไม่อยากมีปัญหากับคนพวกนี้เขาแค่ทำตามหน้าที่

"ผมแค่เบื่อหน่ะครับ เลยออกมาเดินเล่นสูดอากาศนิดหน่อย เดินเล่นอีกสักครู่ผมก็จะกลับไปพักแล้วละครับ "

ราสยิ้มให้เขาเล็กน้อยอย่างมีมารยาทและตอบเขาเป็นภาษาอังกฤษอย่างคล่องแคล่ว มันเป็นภาษาที่ 2 ของเขาอยู่แล้วเพราะส่วนมากเขาคุยกับแม่และยายของเขา เขาก็คุยกันแต่ภาษาอังกฤษ


"โอ้ว..ถ้าอย่างนั้นก็เชิญตามสบายเลยนะครับ แต่ก็อย่าไปไกลมากนักนะครับ "

ชายวัยกลางคนรู้สึกดีกับราสขึ้นมามากเขาไม่ค่อยเคยเห็นเด็กหนุ่มลูกคุณหนูแบบราสมากนัก ที่จะมีมารยาทและให้ความเคารพคนอย่างพวกเขา

"ครับ ขอบคุณมากนะครับผมคงไม่ไปไกลมากหรอกครับ"
ราสก้มหัวให้เล็กน้อยก่อนเดินออกไปตามต้นไม้ริมหาด

"ก็คงจะเบื่อจริงๆพวกลูกคนรวยต้องมาติดเกาะอย่างนี้"
ชายลาตินวัยกลางคนพูดกับตัวเองเบาๆพร้อมกับยักไหล่ แล้วหันหลังกลับไปทำหน้าที่ของตนเองต่อ

ราสเดินออกมาไกลอีกระยะหนึ่งเขาหันมองไปรอบๆ เพื่อสำรวจอีกครั้งจนแน่ใจว่าไม่มีใครอยู่ในบริเวณนี้ เขาเดินหลบไปที่หลังก้อนหินใหญ่และนำหนังสือออกมาจากพื้นที่เก็บของในทันที

"เอาละนะ!.."
เขาถือหนังสือเรื่อง โคนิเกิล และส่งจิตวิญญาณผ่านตราสัญลักษณ์เทวะที่หน้าอกเพื่อเปิดโลกมิติทันที หนังสือในมือของเขาเรืองแสงสีทองสว่างจ้าออกมาและลุกไหม้ในทันทีกลายเป็นลำแสงแสงสีทองพุ่งไปที่
ตราสัญลักษณ์เทวะตรงหน้าอกของเขา เขารู้สึกถึงการเชื่อมต่อในทันทีเขาส่งจิตสำนึกติดต่อผ่านตราสัญลักษณ์เทวะว่าต้องการเขาสู่โลกมิติแห่งนั้นโลกมิติหนังสือเล่มนั้นตอบรับเขา มันเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายเขาซึ่งก่อนที่จะเข้าไปในโลกมิติหนังสือเขาสามารถกำหนดความต่างของระยะเวลาในโลกมิติและกำหนดบทหรือฉากที่ต้องการจะเข้าไปได้เหมือนเลือกพลิกอ่านหน้าหนังสือ

ราสเลือกความต่างของเวลาที่ 1 ต่อ 600 หรือก็คือเขาสามารถอยู่ในโลกมิติ 600 นาทีหรือ 10 ชม.แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงเขาจะหายตัวไปแค่เพียง 1 นาทีเท่านั้น ส่วนช่วงเวลาที่เขาจะเข้าไปเขาเลือก 2 วันก่อนหน้า ที่ตัวละครหลักทั้งสามจะไปงานปาร์ตี้และได้เจอกับวัตถุประหลาดจากนอกโลกนั้น

ราสค่อยๆเลือนหายไปจากด้านหลังของก้อนหินใหญ่ในทันที

….เมื่อราสเข้ามาในโลกมิติ
มันเป็นเวลาตอนเช้าเขามาอยู่ตรงทางเข้าของโรงเรียนมัธยมของเนื้อเรื่องหลักในหนังสือทันที เขาค่อนข้างตกใจเล็กน้อย มันเป็นโลกอีกแห่งหนึ่งซึ่งทุกอย่างมันเป็นจริง อากาศ เสียงรอบข้าง อีกทั้งผู้คน

"นี่!!..คือโลกในมิติหนังสือจริงๆยังงั้นรึ!!?"

ราสเดินสำรวจดูรอบๆ เขาไม่ได้เข้าไปในโรงเรียนเพื่อพบตัวละครหลักเขารู้ว่าเนื้อเรื่องมันเป็นยังไง เขาจึงเดินไปที่ถนนในเมืองที่ไม่ไกลจากโรงเรียนมากนักและมองหาร้านซื้อขายเครื่องประดับเนื่องจากเขาไม่มีเงินในโลกของมิตินี้ติดตัวเลย

เขาเดินสำรวจอยู่ครู่หนึ่งเขาเห็นร้านรับซื้อขายเครื่องประดับและทองคำ เขายืนคิดอยู่ครู่หนึ่งเขาแน่ใจว่าในการที่เขาจะขายเหรียญทองนั้นเขาจำเป็นต้องมีไอดี พลเมืองอเมริกัน หรือก็คือบัตรประจำตัวนั้นเอง แต่ตอนนี้เขาไม่มี เมื่อคิดได้เช่นนั้น ราสเดินไปตรอกใกล้บาร์ที่เขาเดินผ่านมาก่อนที่จะมาเจอร้านซื้อขายเครื่องประดับ

เขาเห็นชายอเมริกันคนหนึ่งเดินถือขวดเหล้าเข้าไปทางตรอกใกล้บาร์ เขารีบตามเข้าไปในทันที ชายคนนั้นทำท่าทางกำลังจะไปยืนฉี่ที่กำแพง
ราสเดินเข้าไปและสับมือเข้าที่ท้ายทอยของชายคนนั้นเบาๆ

"พลั๊กก! ตุ๊บบ!"

ชายคนนั้นสลบกองลงพื้นทันที

"โอ้ว!..ขอโทษทีนะพี่ชายฉันขอยืมบัตรของนายสักครู่นะ"

ราสค้นกระเป๋าสตางค์ของเขาออกมาและหยิบบัตรประจำตัวของเขาออกมาจากกระเป๋าทันที

"ชื่อ เดล เรย์กิ้น ยังงั้นเหรอ"

"หมอนี่จนจริงๆ มีเงินแค่ 25 เหรียญยังจะมาดื่มเหล้าจนเช้าแบบนี้อีก...
เอานี่ไปถือว่าเป็นค่ายืมบัตรละกัน"

ราสหยิบเหรียญทองออกมาหนึ่งเหรียญจากพื้นที่มิติของเขาแล้วใส่ไว้ในกระเป๋าสตางค์ของชายหนุ่มคนนั้นแล้ววางกระเป๋าคืนเขาไป

ราสส่งพลังจิตเข้าสู่ สร้อยคอหมื่นมายา เขาเปลี่ยนเป็น เดล เรย์กิ้น ในทันทีและส่งกระจิตอีกเล็กน้อยปรับเปลี่ยนชุดของเขาให้เหมือนนาย เดล อีกด้วย

เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้นราสเดินเข้าไปในร้านซื้อขายเครื่องประดับทันที

"โอ้! สวัสดีชายหนุ่มคุณต้องให้ช่วยอะไรไหม"

ชายวัยกลางคนสองคนหน้าเคาน์เตอร์มองมาที่เขา และหนึ่งในสองคนนั้นเอ่ยถามราสขึ้นมาทันที

"พอดีผมมีโชคนิดหน่อย ผมต้องการขายบางสิ่งคุณช่วยตีราคาให้หน่อยสิ ถ้าได้ราคาที่น่าพอใจผมจะขายให้คุณ "

ราสไม่รู้ราคาเกี่ยวกับราคาของเหรียญทองในโลกมิตินี้ และเขาไม่สนใจมันมากนักเขามีเหรียญทอง
กองเป็นภูเขา แต่เขาแค่ไม่ต้องการให้คนมาสนใจมากนักเขาจึงต้องการ
ขายเพียงไม่กี่เหรียญเท่านั้น

"มันคืออะไรงั้นรึ น้องชายคุณเอาออกมาให้เราดูก่อนเป็นยังไง"
ชายวัยกลางคนที่ทักทายเขาพูดขึ้นมา

ราสล้วงกระเป๋ากางเกง และควักเหรียญทองออกมาให้ชายวัยกลางคนทั้งสองดู

ชายวัยกลางคนทั้งสองตกใจเล็กน้อย รีบหยิบเหรียญทองมาตรวจสอบดูกันทันที

"อืม..เป็นเหรียญทองที่รูปร่างแปลกตาดี นี่เป็นคำแท้ 99.9 % น้ำหนักทองคำเหรียญนี้คือ 2 ออนซ์ (ทอง4บาทบ้านเรา) ทางร้านเรารับซื้อที่ออนซ์ละ
1,000 ดอลลาร์ เหรียญทองนี้เรารับซื้อในราคา 2,000 ดอลลาร์ น้องชายสนใจที่จะขายหรือไม่ "
ชายวัยกลางคนทั้งคู่เสนอราคา

"อืม..แล้วถ้าผมมี 2 เหรียญล่ะ จะพอเพิ่มราคาให้ผมอีกสักหน่อยได้ไหม"

ราสต่อราคา จริงๆแล้วเขาไม่ได้สนใจเท่าไร ได้ราคานี้เขาก็ค่อนข้างจะพอใจอยู่แล้ว แต่ถ้าไม่พูดจาต่อรองราคาเลยมันจะดูผิดธรรมชาติมากเกินไป…….

…….

จบบท
………….



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 21 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

11 ความคิดเห็น