ศึกรบสองราชันย์

ตอนที่ 7 : เจ้าชายสองพระองค์(ปรับปรุง)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 741
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    2 มี.ค. 62

ม้าสองตัววิ่งตามกัน ผ่านทุ่งหญ้าเขียวขจี ผู้ที่นั่งบนหลังม้าสีดำที่นำหน้า เป็นเด็กหนุ่มวัยสิบสามย่างสิบสี่ รูปร่างสันทัด ผิวสีน้ำผึ้งอ่อน ใบหน้าคมคาย ส่วนอีกผู้หนึ่งที่ควบม้าสีน้ำตาลตามมา เป็นหนุ่มรุ่นคราวเดียวกัน ร่างผอมสูง ผิวค่อนข้างขาว เสื้อผ้าที่ทั้งสองสวมใส่แม้มีลวดลายเรียบๆแต่ก็ทอจากผ้าเนื้อดี

หลังจากผ่านไปครู่ใหญ่ ม้าทั้งสองก็มาหยุดยังแนวไม้ติดชายทุ่ง เด็กหนุ่มบนหลังม้าตัวแรกหันไปเอ่ยกับผู้ที่เพิ่งตามมาถึงว่า วันนี้เจ้าเป็นอันใด ยุทธิษเฐียร เหตุใดจึงช้านักเล่า

ม้าของหม่อมฉันเป็นแต่ม้าหัวเมือง ไหนเลยจะสู้ฝีเท้าม้าจากพระนครได้อีกฝ่ายตอบ

เจ้าโทษผู้อื่นอีกแล้วนะ ก็เมื่อวันก่อน ข้าก็ใช้ม้าตัวเดียวกับเจ้ามิใช่หรือ

เช่นนั้น ก็คงเป็นด้วยหม่อมฉันมิอาจเทียบพระบารมีของพระองค์ได้ พระราเมศวรเด็กหนุ่มผิวขาวว่า

อีกฝ่ายหัวเราะ มิต้องมายกยอ อันการขี่ม้าเกี่ยวอันใดกับบุญบารมีด้วยเล่า

หม่อมฉันเป็นเพียงข้าแผ่นดิน ไหนเลยจักเทียมพระองค์ ผู้เป็นหน่อพระพุทธเจ้าได้ผู้มีนาม ยุทธิษเฐียร กล่าวขรึมๆ

อย่าได้เจรจาเยี่ยงนั้นอีก” พระราเมศวรตรัสอย่างจริงจัง “ตัวเจ้าเองก็สืบสายวงศ์พระร่วงเจ้า หาได้มีศักดิ์ด้อยกว่าไม่ แลที่สำคัญ ข้านั้นถือว่าเจ้าคือสหาย ฉะนั้นแล้วขอจงอย่าได้ถือยศถือศักดิ์อันใด

ขอบพระทัย อีกฝ่ายรับคำพร้อมกับยิ้มอย่างรู้สึกดีขึ้น

เจ้าชายหนุ่มแห่งอโยธยาทรงยิ้มตอบ พระยุทธิษเฐียรกับพระองค์นั้นเป็นสหายสนิทคุ้นเคยกันมานานปีตั้งแต่เมื่อครั้งที่พระราเมศวรเสด็จขึ้นมาประทับยังเมืองสองแควเป็นคราแรก

หลังจากทั้งสองบังคับม้าเดินเหยาะย่างเคียงกันไปได้ครู่หนึ่ง พระยุทธิษเฐียรก็ทูลเอ่ยขึ้นว่า หม่อมฉันยินว่า วันพรุ่ง พระองค์จักเสด็จกลับอโยธยาแล้ว

ใช่ พระราเมศวรทรงพยักพักตร์ “มาอีกที ก็คงปีหน้า

สามเดือนช่างเร็วนัก” อีกฝ่ายว่า น่าเสียดาย นี่หม่อมฉันหมายเชิญพระองค์ ไปล่องเรือด้วยกันในวันพรุ่งโดยแท้

พระราชโอรสแห่งพ่ออยู่หัวอโยธยาทรงแย้มสรวล ไว้คราหน้า ข้ามิปฏิเสธแน่

เช่นนั้น หม่อมฉันจักรอ

ยังมีอีกสิ่ง ที่ข้าใคร่ขอเจ้า

เรื่องอันใดฤา

ข้าขอให้เจ้าเร่งฝึกขี่ม้าให้เก่ง มาคราหน้า เราจักได้แข่งกันให้สนุกยิ่งขึ้น

พระยุทธิษเฐียรทรงยิ้มรับ หม่อมฉันขอรับปากว่าคราหน้า จักต้องชำนะให้จงได้

ข้าจะคอยดูตรัสแล้วพระราเมศวรก็ทรงพระสรวลอย่างรื่นเริง

****************

ม้าสีน้ำตาลตัวหนึ่งควบตะบึงมาตามถนนดินจนฝุ่นตลบ แต่ก็ยังไม่เร็วเท่ากับที่ใจของผู้ซึ่งอยู่บนหลังของมันต้องการ..

หลังติดตามถวายอารักขาขบวนเสด็จของพระราเมศวรกลับถึงพระนคร แสนก็ได้ทราบข่าวจากบ่าวของตนที่ไปรอรับยังซุ้มประตูเมืองว่า จันทน์หอมเจ็บท้องใกล้คลอด เมื่อรู้เรื่อง ชายหนุ่มก็รีบตรงกลับบ้านทันทีด้วยความเป็นห่วงภรรยาและลูกในท้องของนาง

เมื่อมาถึงหน้าบ้าน แสนโดดลงจากหลังม้าและวิ่งขึ้นเรือนอย่างรีบเร่ง ซึ่งเมื่อขึ้นไป ก็พบนางสายพิณ มารดาของตนนั่งอยู่ ส่วนบรรดาบ่าวไพร่ต่างก็เดินไปมาดูวุ่นวาย

ชายหนุ่มปราดเข้าไปคุกเข่ากราบผู้เป็นมารดาก่อนจะถามด้วยน้ำเสียงร้อนรนว่ายามนี้จันท์หอมเป็นเยี่ยงไรบ้าง

หมอตำแยเพิ่งเข้าไปเมื่อสักครู่นี้เองอีกฝ่ายตอบ อีกสักประเดี๋ยวก็คงจะคลอดแล้ว

พอรู้ว่าจันทน์หอมเจ็บท้อง ข้าก็รีบมาทันทีแสนมองเข้าไปในห้องด้วยความกังวลมิรู้ว่า ยามนี้นางเป็นอันใดบ้าง

ผู้เป็นมารดามองบุตรชายอย่างเข้าใจ ใจเย็นเถิดลูกแม่นางปลอบ จันทน์หอมกับลูกของเจ้าต้องปลอดภัยแน่

แต่ข้าเป็นห่วงนางกับลูกยิ่งนัก

เพลานี้ ถึงเจ้าร้อนรนไป ก็มิทำให้สิ่งใดดีขึ้นมาดอก

แม้ได้ยินเช่นนั้น แต่แสนก็มิอาจใจเย็นได้ เขาภาวนาในใจขอคุณพระศรีรัตนไตรคุ้มครองเมียแลลูกที่กำลังจะเกิดมา

ทันใดนั้นเอง ก็มีเสียงหนึ่งดังออกมาจากในห้อง แสนลุกขึ้นยืนแทบจะในทันที

เสียงเด็กร้องเขาอุทาน

ครู่ต่อมา บ่าวหญิงผู้หนึ่งก็เดินออกจากห้องมาคุกเข่าตรงหน้าเจ้าบ้านทั้งสอง นายหญิงจันทน์หอมคลอดแล้วเจ้าค่ะ

ข้าได้ลูกหญิงหรือชายแสนถาม

เป็นชายเจ้าค่ะอีกฝ่ายตอบ

แล้วเมียกับลูกข้าปลอดภัยดีหรือไม่

ปลอดภัยทั้งแม่ทั้งลูกเจ้าค่ะ

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ชายหนุ่มก็รีบก้าวเข้าไปในห้อง โดยมีผู้เป็นมารดาก้าวตามเข้าไปอย่างช้าๆ

เมื่อเข้ามาข้างใน แสนเห็นภรรยานอนพักบนที่นอนซึ่งปูบนยกพื้นสูง ส่วนทารกน้อยที่ยามนี้หลับสนิทไปแล้ว มีบ่าวผู้หนึ่งกำลังอุ้มอยู่ เด็กน้อยมีเค้าหน้าคล้ายกับผู้เป็นบิดา

น่ายินดีแท้ ที่เจ้าได้บุตรเป็นชายนางสายพิณกล่าวพลางมองดูหลานชาย รอยยิ้มบางๆปรากฏขึ้นบนใบหน้า วันหน้าจักได้สืบการสำคัญแก่แผ่นดิน

ในเวลาเดียวกัน แสนแทบไม่ได้ยินสิ่งใด ด้วยมัวแต่ปลาบปลื้มยินดี เมื่อรู้ว่าตนได้บุตรชายและได้เห็นผู้เป็นภรรยาปลอดภัย ชายหนุ่มเข้าไปนั่งอยู่ข้างนาง พลางยกมือขึ้นลูบหน้าผากแผ่วเบา

เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง จันท์หอม

อีกฝ่ายยิ้มอ่อนแรง ข้ามิเป็นไรดอก พี่แสน

สีหน้าเจ้าอิดโรยเหลือเกิน เจ้าต้องพักผ่อนให้มากนะชายหนุ่มบอกอย่างเป็นห่วงพลางกุมมือภรรยาเอาไว้

เจ้าค่ะหญิงสาวพยักหน้ารับ พี่เห็นลูกของเราแล้วหรือยัง หน้าตาเขาเหมือนกับพี่มาก

พี่เห็นแล้วสีหน้าของชายหนุ่มหันไปดูทารกน้อยด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรักและเอ็นดู ก่อนจะหันมากล่าวกับภรรยาว่า ขอบใจเจ้านัก ที่ให้ลูกคนนี้แก่พี่

จันท์หอมยิ้มบางๆ อีกครั้ง ก่อนจะหลับตาลงอย่างอ่อนแรง ขณะที่ผู้เป็นสามียังคอยเฝ้าดูแลอยู่มิห่าง

****************

เช้าวันต่อมา เทพมาเยี่ยมแสนที่เรือน เพื่อแสดงความยินดีที่อีกฝ่ายได้บุตรคนแรก โดยนำข้าวของมากมายติดมือมาด้วย

ขอบน้ำใจพี่ท่าน ที่มาเยี่ยมแสนที่ยืนรออยู่ตรงหัวสะพานกล่าวต้อนรับขณะที่เรือของสหายรุ่นพี่มาถึง

พันฤทธิ์โยธาหรือเทพ ยิ้มกว้าง น้องข้าได้ลูกชายคนแรกทั้งที มีหรือที่ข้าจักไม่มา

ลำพังพี่ท่านมาเยี่ยมข้ากับเมีย ก็ดีนักแล้ว มิต้องขนข้าวของมามากมายเยี่ยงนี้ก็ได้แสนกล่าวอย่างเกรงใจ

แล้วผู้ใดบอกเล่าว่า ข้านำมาให้เจ้า” อีกฝ่ายแกล้งว่า “ของพวกนี้ ข้านำมารับขวัญหลานชายข้าต่างหาก

เจ้าบ้านหัวเราะ ก่อนหันไปสั่งบ่าวไพร่ของตนช่วยคนของอีกฝ่ายขนของขึ้นจากเรือ

เห็นเจ้ามีลูกเมียเยี่ยงนี้แล้ว ก็อดนึกถึงตัวเองมิได้เทพเปรยพลางแกล้งถอนหายใจ ข้าสิ อยู่จนบัดนี้แล้ว ยังต้องเดียวดายไร้คู่เรียงเคียงหมอนอยู่เลย

คนฟังอมยิ้ม ก่อนพูดว่า ถึงยังไร้คู่ แต่พี่ท่านก็กวาดเอาสาวๆในอโยธยามาเคียงข้างมิใช่น้อยแล้ว ไม่ใช่หรือ

อีกฝ่ายทำหน้าบอกไม่ถูกพร้อมรีบกล่าวแก้เกี้ยว อย่าพูดเยี่ยงนั้นสิ ฟังคล้ายพี่เป็นคนเสเพลเช่นไรมิรู้ หากแม้นท่านหมื่นวิชิตได้ยินเข้า คงมิยอมยกแม่อุ่นเรือน ธิดาของท่านให้พี่เป็นแน่

ข้ามิพูดก็ได้แสนหัวเราะ “หากแต่ยามนี้ พี่ท่านรีบขึ้นเรือนดีกว่า จักได้ไปดูหน้าเจ้าหนูด้วยกัน

เช่นนั้นก็ไปสิ อีกฝ่ายเห็นด้วย

ครู่ต่อมา แสนก็พาผู้เป็นแขกมาไหว้มารดาของตนที่หอนั่ง  โดยหลังจากพูดคุยกับมารดาของเจ้าบ้านได้พักหนึ่ง เทพก็ตามสหายรุ่นน้องไปเยี่ยมลูกชายของอีกฝ่ายที่กำลังหลับสนิทหลังจากกินนมจนอิ่มแล้ว

แหม เจ้าหลานคนนี้หน้าตามันน่าเกลียดน่าชังเสียจริงเทพกล่าวขึ้นอย่างเอ็นดูขณะที่มองทารกน้อยที่หลับอยู่บนที่นอน ดูไปแล้ว พี่ว่ารูปหน้าของเจ้าหนู มันค่อนไปทางแม่เสียมากกว่าพ่อนา

พี่เทพก็พูดเกินไป เด็กผู้ชายก็ต้องเหมือนพ่อ จักเหมือนแม่ได้เยี่ยงไรจันท์หอมที่อยู่ด้วยเอ่ยขึ้น

ไม่หรอกนะ จันท์หอมแสนว่า เจ้ามิเคยได้ยินหรือไร ที่โบราณเขาว่า ลูกชายหน้าคล้ายแม่ จักมิอาภัพ

มีบิดาเป็นขุนศึกผู้กล้าแห่งอโยธยา ข้าว่าชีวิตเจ้าหนู มันคงมิอาภัพดอกผู้เป็นแขกกล่าวยิ้มๆ ก่อนจะหันไปถามนายทหารรุ่นน้องว่า แล้วนี่ เจ้าตั้งชื่อให้เจ้าหนูหรือยัง

อีกฝ่ายพยักหน้าก่อนตอบ ข้าได้ตั้งชื่อเขาว่า สินเมือง

ทั้งไพเราะแลความหมายก็ดีนักเทพชม ข้าเชื่อว่า เมื่อเติบใหญ่ เขาจักได้เป็นขุนศึกเยี่ยงเจ้าเป็นแน่

ขอเพียงให้ลูกข้าแข็งแรงแลเติบโตขึ้นเป็นคนดีก็พอแล้ว ส่วนจักเป็นเยี่ยงข้าหรือไม่นั้น หาสำคัญไม่แสนกล่าวก่อนจะหันไปดูบุตรชายตัวน้อยที่ยังคงหลับสนิทอยู่บนที่นอน ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรักและห่วงใย

*****************

หลังได้ลูกคนแรก แสนรู้สึกว่าชีวิตของเขามีความสุขมากยิ่งขึ้น เวลานี้ เขามีลูกชายที่น่ารักและภรรยาที่แสนดี ซึ่งทำให้ครอบครัวของเขาอบอุ่นสมบูรณ์พร้อม จนชายหนุ่มคิดว่า เขาคงไม่ต้องการอะไรมากไปกว่านี้อีกแล้ว

ทว่า เวลาแห่งความสงบสุขดำรงอยู่เพียงช่วงสั้นๆ เนื่องจากอีกสามเดือนต่อมา ข่าวศึกก็มาถึงอโยธยาและแสนก็ต้องไปราชการสงครามอีกครั้ง

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

541 ความคิดเห็น

  1. #456 ทะเล ฝัน (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 3 สิงหาคม 2556 / 19:25
    ชอบตอนนี้จัง อยากให้ความสุขความอบอุ่นคงอยู่แบบนี้ตลอดไปคะ
    #456
    0
  2. #420 yukai (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2556 / 17:10
    ว้า   มีความสุขแค่ประเดี๋ยวประด๋าวเอง
    #420
    0
  3. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(