ศึกรบสองราชันย์

ตอนที่ 8 : สงครามปราบพรรค(ปรับปรุง)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 664
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11 ครั้ง
    2 มี.ค. 62

 ลุปลายพุทธศักราช ๑๙๘๗ เกิดเหตุวุ่นวายขึ้นในอาณาจักรขอม อันเป็นประเทศราชของอโยธยา โดยเจ้าพญาคามยาต โอรสอดีตกษัตริย์ขอมได้ซ่องสุมผู้คนที่เมืองจตุมุข(3)และประกาศตั้งตนเป็นอิสระ

ยามนั้น สมเด็จพระนครอินทร์ซึ่งเป็นพระราชโอรส สมเด็จเจ้าสามพระยา พระบรมราชาธิราชที่สองที่ประสูติจากพระสนมได้ทำหน้าที่ปกครองพระนครศรียโศธรปุระ สมเด็จพระนครอินทร์ทรงเห็นว่าพวกกบฏ มีกำลังเกินกว่าทัพของพระองค์จะปราบปรามได้ จึงทรงให้ม้าเร็วนำความ มากราบทูลสมเด็จพระบิดา เพื่อขอทัพหนุนไปช่วยปราบกบฎ

หลังสมเด็จเจ้าสามพระยาทรงทราบเรื่อง ก็ทรงมีพระบรมราชโองการให้เจ้าพญาแพรก ซึ่งเป็นพระราชโอรสอีกพระองค์หนึ่ง เป็นแม่ทัพนำไพร่พลหนึ่งหมื่นเจ็ดพัน ไปสมทบกับทัพของพระนครอินทร์เพื่อปราบกบฎ

**********************

เมืองพระนครศรียโศธรปุระ ตั้งอยู่บนที่ราบลุ่มกว้างใหญ่ ระหว่างเทือกเขาพนมกุเลนกับทะเลสาบเขมรหรือ โตนเลสาบ โดยมีกำแพงก่อจากหินทรายสีน้ำตาลเทาล้อมตัวเมือง ปราสาทหินนับสิบตั้งอยู่ทั่วไปทั้งในและนอกกำแพง แต่เดิม สิ่งก่อสร้างเหล่านี้ถูกใช้เป็นศาสนสถานเพื่อประกอบพิธีกรรมตามความเชื่อชาวขอม กระทั่งเมื่อทัพอโยธยาเข้ายึดเมืองพระนครไว้ได้เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ศาสนสถานเหล่านี้ก็ลดความสำคัญลง

บนถนนปูด้วยแผ่นศิลาแลงซึ่งทอดยาวมาจากซุ้มประตูเมืองที่มีรูปสลักใบหน้าคนขนาดยักษ์ประดับอยู่ด้านบน พันอินทรัตน์กับพันฤทธิ์โยธากำลังเดินไปพลางคุยกันถึงเรื่องการรบที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

บริเวณที่ทั้งสองเดินอยู่ มีผู้คนผ่านไปมาไม่มากนัก สองข้างทางมีเพิงหลังคามุงจากสำหรับขายของ เป็นระยะ บรรยากาศค่อนข้างเงียบและผู้คนบางตาเมื่อเทียบกับกรุงศรีอโยธยา ไกลออกไปทางขวามือ มีสระน้ำใหญ่รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า สี่สระตั้งล้อมหมู่ปราสาทหินหลังมหึมาซึ่งมียอดเจดีย์รูปทรงคล้ายฝักข้าวโพดหลายยอด ฐานซ้อนคล้ายกลีบดอกไม้ ตั้งตระหง่าน โดยหมู่ปราสาทหินดังกล่าว ถูกเรียกขานในกาลต่อมาว่า นครวัด

หลังเจ้าพญาแพรกนำทัพมาถึงศรียโศธรปุระ กองทัพของพระองค์ก็สมทบกับไพร่พลชาวขอมและจาม(4)ของพระนครอินทร์อีกหมื่นเศษ โดยทัพอโยธยาจะพักอยู่ที่เมืองพระนครสามวัน ก่อนยกไปโจมตีพวกกบฎที่จตุมุข

อีกสองวัน ก็เคลื่อนพลแล้ว แสนหรือพันอินทร์ กล่าว “มิรู้ว่า ออกศึกหนนี้ จักเป็นเยี่ยงไร

ฟังเสียงเจ้าคล้ายกังวลอย่างไรอยู่ เทพ หรือ พันฤทธิ์ตั้งข้อสังเกต

คงเป็นด้วยข้าคิดถึงครอบครัวมากเกินไปกระมัง

ก็น่าเห็นใจ คนฟังพยักหน้าเข้าใจ เห็นหน้าลูกเพียงสามเดือนก็ต้องมาทำศึก เป็นใครก็ห่วงเช่นนี้แล

แสนยิ้มพลางพูดว่า พี่ท่านเข้าใจหัวอกคนมีลูกเมียเยี่ยงนี้ เห็นทีมินาน คงมีครอบครัวเป็นแน่

สมพรปากเถิดเทพกล่าว ลำพังแม่อุ่นเรือน ยามนี้ พี่คิดว่านางมีใจให้ ติดก็แต่หมื่นวิชิตนี่แล ที่หวงลูกสาวนักหนา

ศึกครานี้ หมื่นวิชิตก็มาด้วยมิใช่หรือ พี่ท่านก็ใช้โอกาสนี้หมั่นทำดีเอาใจท่านไว้สิอีกฝ่ายแนะ

พี่ก็เพียรทำอยู่เทพบอกพลางถอนใจ ก่อนมองขึ้นฟ้า หวังว่า กลับไปครานี้ พี่คงได้ร่วมหอกับแม่อุ่นเรือนสมดังใจ

              คำพูดของเทพ ทำให้แสนอดคิดไม่ได้ว่า คงมีทหารอีกมาก ที่มีครอบครัวรออยู่ข้างหลังเช่นเขา หรือมีสิ่งสำคัญ ที่หวังจะทำเมื่อได้กลับไป เหมือนเช่นเพื่อนรุ่นพี่ของเขา แต่การรบที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่วัน อาจทำให้คนมากมาย ไม่มีโอกาสกลับไปทำสิ่งที่คาดหวังหรือกลับไปเห็นหน้าครอบครัวที่รออยู่

แสนยังจำได้ ถึงเช้ามืด วันที่จะเคลื่อนพล ยามนั้น ก่อนลงเรือน เพื่อไปยังที่ประชุมทัพ ณ ทุ่งพระอุทัย นอกกำแพงเมือง ชายหนุ่มก้มกราบเท้ามารดาและโอบกอดภริยาเพื่อร่ำลา แม้จันทน์หอมจะขอตามไปส่งถึงยังที่ชุมนุมทัพ ทว่าเขาได้ห้ามไว้ จากนั้นแสนได้กลับเข้าไปในห้อง เพื่อมองดูลูกชายตัวน้อยผู้เป็นดุจแก้วตาดวงใจ เจ้าทารกน้อยสินเมืองยังคงหลับสนิทอยู่ในเปล

ยามนั้น แสนมองหน้าลูกนิ่งนาน ราวกับจะให้ติดตรึงในดวงจิต

**************

....ทหารศรีอโยธาห้าพันคนตั้งทัพกลางทุ่ง ห่างออกไปทางตะวันออก กองทัพขอมซึ่งมีรี้พลกว่าหนึ่งหมื่นหกพันกำลังมุ่งหน้ามา เสียงช้าง ม้าไพร่พลอึงคนึง ธงทิวปลิวไสว

เมื่อเจ้าพญาคามยาตผู้นำกบฎทราบว่า ทัพหน้าอโยธยามาถึงทุ่งกว้างริมแม่น้ำโขงซึ่งอยู่ห่างจากจตุมุขเพียงชั่วระยะเดินทัพครึ่งวัน ขณะที่ทัพหลวง ต้องใช้เวลาอีกหลายวันกว่าจะมาถึง เจ้าพญาคามยาตจึงนำไพร่พลแทบทั้งหมดออกจากเมือง เพื่อหมายทำลายทัพหน้าอโยธยาให้แตกพ่าย ก่อนที่ทัพหลวงจะมาถึง

กองทัพขอมได้แปรขบวนเพื่อเข้าโจมตี ขณะที่ทหารอโยธยาก็เร่งจัดขบวนเป็นวงกลมเพื่อตั้งรับ โล่หนังควายอันใหญ่หลายร้อยถูกยกขึ้นตั้งรอบวง ก่อนที่ทหารขอมจะระดมยิงธนูหน้าไม้เข้าใส่ราวห่าฝน ทว่าโล่หนังช่วยป้องกันไพร่พล อโยธยาส่วนใหญ่ไว้จากคมศร

ธนูหน้าไม้แน่นหนานัก หากมิใช่ด้วยโล่หนังควายพวกนี้ เราสองคงพรุนมิผิดรังผึ้ง เทพที่คุกเข่าข้างเดียวและใช้เข่าอีกข้างยันโล่ พูดกับสหายรุ่นน้องที่อยู่ข้างๆ

แสนยิ้มเครียด พูดว่า “ข้าว่า มิเกินชั่วเคี้ยวหมากแหลก คงได้ประดาบกับพวกมันเป็นแน่ พี่ท่าน

เยี่ยงนั้นก็ดี จักได้ยืดเส้นยืดสายเสียที เทพกล่าวอย่างฮึกเหิม

หนุ่มรุ่นน้องไม่ได้กล่าวสิ่งใด หากสายตาจับจ้องข้าศึกผ่านช่องว่างระหว่างโล่ นักรบกบฎดูไม่ต่างจากทหารขอมในทัพอโยธยา ไพร่พลส่วนใหญ่ ตัดผมสั้น นุ่งผ้าหยักรั้งสูงเหนือเข่าเกือบคืบ เปลือยท่อนบน มีบ้างสวมเกราะสี่เหลี่ยมทำจากหนังหรือโลหะสองแผ่นประกบปิดลำตัวหลวมๆ ส่วนนายหมู่นายกองและพลม้าใส่เสื้อคอแหลม สวมเกราะ ผมเกล้ามวย ใส่หมวกหนังไม่มีปีก ครอบปิดทั้งใบหูและท้ายทอย  ยอดหมวกคล้ายเจดีย์ มีกะบังครอบวงหน้า สัญลักษณ์ระบุฝ่ายของพวกกบฎทั้งนายไพร่ เป็น เชือกฟั่นจากเปลือกไม้สีเทาถักเป็นแผ่น พันรอบต้นแขนขวา      

เมื่อเห็นว่าธนูทำอะไรทัพอโยธยาไม่ได้ เจ้าพญาคามยาตจึงทุ่มกำลังบุกจากรอบทิศ จนกลายเป็นการต่อสู้ประชิดตัว เสียงการรบพุ่งเดือดดัง หลายร้อยคนถูกสังหาร ศพเกลื่อนกลาด

แสนกับเทพควงดาบไล่ฟาดฟันทหารขอมที่บุกเข้ามาอย่างดุเดือด ทั้งสองปลิดชีพข้าศึกลงนับไม่ถ้วน จนเลือดขอมเปรอะเปื้อนเสื้อ แทบมิเหลือเค้าสีเดิม ทว่าทหารขอมยังหนุนเนื่องเข้ามาราวน้ำหลาก จนในที่สุด ทัพอโยธยาก็ถูกกองทัพขอมล้อมเอาไว้อย่างแน่นหนา

จวนเจียนที่ทัพอโยธยาใกล้เสียทีนั้นเอง เสียงโห่ร้องก็ดังขึ้นรอบทิศ ลูกธนูนับพันพุ่งมาราวสายฝนเหล็กสังหารทหารขอมตายเกลื่อน และก่อนเหล่าแม่ทัพนายกองชาวขอมจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ไพร่พลกว่าสองหมื่นของอโยธยาก็เข้าโอบล้อมทัพขอมและบุกโจมตีอย่างดุเดือด ขณะเดียวกันทหารอโยธยาที่อยู่กลางวงล้อม ก็ตีฝ่าออกมา จนทำให้ทัพขอมถูกกระหนาบจากสองด้าน เสียงการรบสะเทือนทั่วท้องทุ่ง

ที่ชายทุ่ง สมเด็จพระนครอินทร์ วัยยี่สิบแปดชันษาและเจ้าพญาแพรก วัยยี่สิบเอ็ดชันษา ต่างประทับบนหลังช้างสองเชือก พลางทอดพระเนตรการรบ พร้อมขุนราชเสนาที่อยู่บนหลังช้างอีกเชือก โดยมีทหารม้าห้าสิบนายและทหารราบอีกห้าร้อย ยืนล้อมถวายอารักขา

หลังทัพของเจ้าพญาแพรกและสมเด็จพระนครอินทร์ได้รวมพลที่ยโศธรปุระแล้ว ขุนราชเสนาได้เสนอกลศึกให้แบ่งไพร่พลเป็นสองส่วน โดยให้ทัพหน้าทำทียกเข้าไปใกล้จตุมุข ที่มั่นฝ่ายกบฏและทำกลลวงให้ข้าศึกเข้าใจว่า ทัพหน้าอยู่ห่างจากทัพหลวงออกมามาก เพื่อล่อให้พวกขอมทุ่มกำลังเข้าตี จากนั้นทัพหลวงที่ตามมาก็จะเข้าล้อมตีกระหนาบกองทัพขอมอีกชั้นหนึ่ง

พวกขอมทุรยศคงมิคิดว่า จักต้องกลฝ่ายเราเยี่ยงนี้สมเด็จพระนครอินทร์ตรัส “ว่าแต่ ขุนท่านรู้ได้เยี่ยงไรว่า พวกขอมจักยกพลออกมาตีทัพหน้าฝ่ายเรา พระองค์ทรงหันมาตรัสถามขุนราชเสนา

ขอเดชะ พระอาญามิพ้นเกล้า อีกฝ่ายถวายบังคมก่อนทูลตอบว่า พวกกบฎแจ้งว่า รี้พลข้างมันน้อยตัวกว่า ฉะนั้นเมื่อเห็นฝ่ายเราแยกทัพกันแล้วไซร้ มันย่อมฉวยโอกาสเข้าตี ด้วยหมายบั่นทอนทัพเรา

“คนโง่ จักรู้ตัว ก็เมื่อยามที่ความโง่นั้น นำความพินาศมาถึงตัว” เจ้าพญาแพรกตรัสเย้ยหยันศัตรู เปรียบไปก็เช่นเจ้ายาตแลพวกขอม ที่โง่เขลา มิประมาณตน บังอาจกระด้างกระเดื่องต่ออโยธยา จนต้องพินาศฉิบหายเยี่ยงนี้

พระนครอินทร์ทรงพระสรวลเบาๆก่อนตรัสว่า ถึงอย่างไร ข้าก็ขอชมเจ้ายาต ที่เขาหาญกล้านำทัพออกมา หาไม่แล้ว เราคงต้องเสียเพลาทำศึกครานี้ อีกนานโข

หม่อมฉันคิดเห็นว่า หากเราทำลายทัพขอมในทุ่งแห่งนี้ได้หมดสิ้นแล้ว การเข้าตีจตุมุขก็คงมิยากสักเท่าใดเจ้าพญาแพรกตรัสกับพระเชษฐาต่างพระมารดา

เช่นนั้น จักรอช้าอยู่ไย เจ้าผู้ครองนครศรียโศธรปุระแย้มสรวลก่อนเรียกนายม้าชาวจามผู้หนึ่งมาสั่งความว่า “เจ้าจงไปแจ้งแก่นายทัพทั้งหลายว่า ก่อนตะวันตกดิน ข้ามิต้องการเห็นพวกทุรยศเหลือชีวิตอยู่ในทุ่งนี้

รับบัญชา พระบาทเจ้า นายทหารผู้นั้นรับบัญชา ก่อนขึ้นม้าควบไปยังสนามรบ

เย็นวันนั้น  กองทัพอโยธยาก็ตีกองทัพขอมแตกพ่าย หลังจากนั้นจึงเคลื่อนพลไปยังจตุมุขและสามารถตีเมืองได้ในวันเดียว ส่วนเจ้าพญาคามยาตได้หลบหนีออกจากเมืองไป โดยไม่มีผู้ใดพบเห็นอีก

********************

ยามเช้า ริมฝั่งน้ำ นอกกำแพงเมืองจตุมุขซึ่งเป็นคันดินถมปักด้วยไม้ไผ่ มีทหารจามสวมหมวกหวายรูประฆังคว่ำไม่มีปีก คลุมปิดศีรษะด้านข้างและท้ายทอย มียอดคล้ายขั้วมังคุด ใส่เสื้อผ่าหน้าแขนสั้นสีเหลืองอมน้ำตาล สวมเกราะหวายแบบเสื้อแขนกุด นุ่งผ้าหยักรั้ง ชายผ้าห้อยคล้ายผ้าเตี่ยว ยืนถือหอกกับโล่คอยรักษาการณ์เป็นระยะ

บริเวณที่ตั้งของเมืองนี้เป็นจุดที่แม่น้ำโขงไหลจากทิศเหนือมาบรรจบกับแม่น้ำสาบที่ไหลจากทะเลสาบเขมรก่อนจะแยกออกเป็นสองสาย โดยลำน้ำสายบนยังคงถูกเรียกว่า แม่น้ำโขง ส่วนลำน้ำสายล่าง ถูกเรียกว่า แม่น้ำบาสักและด้วยเหตุที่มีลำน้ำแบ่งแยกเป็นสี่สาย จึงทำให้บริเวณนี้ถูกเรียกว่า จตุมุข

บนทางดินเลียบริมฝั่งน้ำ พันฤทธิ์โยธาเดินคุยพันอินทรัตน์ ทั้งสองต่างสบายใจที่สงครามได้จบลงแล้วและพวกตนกำลังจะได้กลับบ้าน

 “คราแรกข้าคิดว่า คงอีกหลายเดือนกว่าจักได้กลับพันอินทร์หรือแสน ที่กำลังชมทิวทัศน์นอกเมือง เอ่ยด้วยน้ำเสียงปลอดโปร่ง นับว่าโชคดีนัก ที่ศึกครานี้เสร็จสิ้นในเพลาเพียงสิบห้าวันเท่านั้น

ถึงกับนับวันนับคืนเช่นนี้ เห็นทีใจเจ้าคงแล่นกลับบ้าน แต่วันแรกที่ทัพเราเข้าเมืองได้แล้วกระมังพันฤทธิ์พูด

แสนหันมากล่าวว่า พี่ไม่มีลูกอ่อนเยี่ยงข้า คงมิรู้ดอกว่า มันทรมานใจเพียงใดที่ต้องทิ้งลูกเมียมาไกลบ้านเยี่ยงนี้

ไฉนพี่จักมิรู้ ตัวพี่เองก็คิดถึงแม่อุ่นเรือนน้อยเสียเมื่อไหร่ อีกฝ่ายว่า นี่ก็หมายใจไว้ว่า กลับถึงพระนครเมื่อใด จักเร่งให้ผู้ใหญ่ไปสู่ขอนางมาเป็นศรีเรือน

แล้วบิดาของนางยอมยกนางให้แก่พี่แล้วหรือชายหนุ่มถามอย่างแปลกใจ

สหายรุ่นพี่ยืดอกอย่างภูมิใจเรื่องนั้นเจ้ามิต้องห่วง นับแต่วันแรกที่มาทำศึกครานี้ พี่หมั่นทำดีเอาใจท่านหมื่นกำแหงมาโดยตลอด จนยามนี้ ท่านเอ็นดูข้าราวกับลูกก็มิปาน

เช่นนั้น ข้าขอยินดีกับพี่ท่านล่วงหน้าด้วยแสนกล่าวแสดงความยินดี

เทพยิ้มกว้าง ขอบน้ำใจน้องเรา

หลังตีจตุมุขได้แล้ว กองทัพอโยธยาหยุดพักอยู่ในเมืองสิบวันก่อนเคลื่อนพลมายังศรียโศธรปุระ จากนั้นจึงเคลื่อนทัพพร้อมกวาดต้อนเชลยศึกขอมอีกหลายหมื่นกลับสู่กรุงศรีอโยธยาในอีกหนึ่งสัปดาห์ต่อมา

******************

บนเนินกลางทุ่ง พญาติโลกราชประทับบนช้างศึกพลางทอดพระเนตรกำแพงเมืองที่ทำจากคันดินปักด้วยไม้ซุงสูงร่วมสามวา เบื้องหน้า ขณะท้าวศรีบุญเรืองผู้เป็นโอรส ประทับบนหลังช้างอีกเชือกที่ยืนอยู่ใกล้ๆ โดยมีราชองครักษ์หลายร้อยยืนถืออาวุธล้อมรอบช้างทรงทั้งสองเพื่อถวายอารักขา

หลังยึดเมืองน่านและแพร่ พญาติโลกราชทรงหมายพระทัยจะสร้างความมั่นคงให้ชายแดนด้านเหนือของอาณาจักร จึงเสด็จนำทัพไปตีเมืองยองที่ตั้งอยู่ในหุบเขาใหญ่ทางเหนือ เนื่องจากเมืองนี้เป็นชัยภูมิสำคัญ พญาติโลกราชจึงทรงมีดำริที่จะเข้ายึดเมืองนี้ เพื่อใช้เป็นด่านหน้าสำหรับป้องกันข้าศึกทางเหนือ

ไหว้สา เจ้าพ่อ” ท้าวศรีบุญเรืองพนมมือจรดหน้าอก เราเอาคนมาหมื่นห้า ล้อมเวียงมาเดือนเศษ เข้าปล้นก็หลายหน ยังหักเอามิได้ ด้วยกำแพงเวียงแน่นหนา ทั้งชาวยองก็ตั้งรับเข้มแข็งระแวดระวัง จนมิอาจส่งคนลอบไปไขประตูเวียง  ยามนี้ หน้าฝนใกล้มาแล้ว ข้าเจ้าเกรงว่าหากเป็นฉะนี้ต่อไป คงมิเป็นผลดี

จอมคนทรงหันมายังพระโอรสด้วยสายพระเนตรคมกริบ สูหมายความว่า ควรเราถอย ก่อนฝนแรกมาถึงกระนั้นฤา

อีกฝ่ายก้มหลบ “ข้าเจ้าเกรง หากเราล้อมเวียงจนหน้าฝน คนรบจักได้ยาก ด้วยหาข้าวปลาลำบาก ทั้งไข้ก็ชุกชุม

คำกราบทูลของพระโอรสทำให้พญาติโลกราชทรงหันไปยังกำแพงเมือง ก่อนเปลี่ยนสายพระเนตรขึ้นไปยังท้องฟ้า ที่มีเมฆครึ้ม เป็นสัญญาณว่า ใกล้ฤดูฝน พระพักตร์เคร่งเครียด คล้ายทรงกำลังตัดสินพระทัยบางประการ

ท้าวศรีบุญเรืองทรงมองอย่างเข้าพระทัย ด้วยทรงรู้ดีว่าพระบิดาไม่ปรารถนาจะถอยทัพ หากยังตีเมืองยองไม่ได้ ทว่ายามนี้ เจ้าชายหนุ่มก็ยังมองไม่เห็นว่า มีทางใดที่จะตีเมืองได้ก่อนฤดูฝนมาถึง

ขณะนั้นเอง จอมคนก็แย้มสรวล ก่อนทรงหันมารับสั่งกับพระโอรสว่าเอาล่ะ เมื่อสูเห็นว่า หากล้อมเวียงต่อไป มิเป็นการดี เช่นนั้นพ่อก็จักให้ถอยทัพ หากแต่จงทำให้เอิกเกริกแลให้พวกในเวียง มันเห็นด้วย

เป็นใดต้องทำดังนั้น” ผู้เป็นโอรสสงสัย

สูมิต้องถามให้มากความ จงเร่งไปสั่งการตามคำพ่อโดยเร็วพญาติโลกราชรับสั่งตัดบท

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

541 ความคิดเห็น

  1. #483 jessica (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 17 เมษายน 2557 / 14:34
    อ่านตอนนี้แล้ว นึกถึงทหารตำรวจที่ลงไปประจำการชายแดนใต้ คนที่มีลูก เขาคงรู้สึกคล้ายๆแสนเหมือนกัน
    #483
    0
  2. #421 yukai (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2556 / 17:27
    ใช่กลยุทธ์ใดหนอ
    #421
    0
  3. #370 กระบี่ใจเดียว (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2556 / 10:48
    ปราบพรรค อ๋อ พรรคกบฏนี่เอง พวกแปรพรรคต้องจัดการให้หมด
    #370
    0
  4. #368 สิงขรลักษณ์ (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2556 / 15:34
    ต้องดูกันต่อไปครับ ว่าพญาติโลกราชจะใช้กลยุทธ์อะไร อิอิ
    #368
    0
  5. #367 Kaonashi (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2556 / 09:59
    ทะเลสาปเขมร >> ทะเลสาบ

    พญาติโลกราชจะใช้แผนเปลี่ยนรุกเป็นรับหรือไร หุหุ
    #367
    0
  6. #343 วิชชารัณ (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 23 มกราคม 2556 / 16:32
    กลับมาอ่านใหม่อีกรอบ ชอบนะคะ ตรงมีชื่อด้วย แถมตอนนี้ ชื่อแลกดี สงครามปราบพรรค ทำไม ถึงเรียกแบบนี้ล่ะคะ
    #343
    0
  7. #335 rinrana (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 12 ธันวาคม 2555 / 00:49
    สงครามกับขอม สมรภูมิแห่งนครวัด เพิ่งรุ้นะเนี่ยว่า พนมเปญ เมื่อก่อนชื่อ จัตรมุข
    #335
    0
  8. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(
  9. #260 พ่อมดอนุบาล (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 21 มีนาคม 2555 / 02:18
    ได้ลูกชายแล้วด้วย
    กลศึกยอดเยี่ยมอีกแล้ว
    #260
    0