ศึกรบสองราชันย์

ตอนที่ 35 : ชะตากรรมเชลยศึก(ปรับปรุง)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 480
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    30 มี.ค. 61

ที่ลานหน้าคุ้มเจ้าเมือง ออกญามหาเสนายืนอยู่กับเหล่าขุนทัพดูทหารอโยธยาแบ่งเชลยชาวเมืองเหนือกับทหารล้านนาแยกเป็นกลุ่มและนำไปควบคุมไว้ เสียงร่ำไห้คร่ำครวญของบรรดาชาวบ้าน ดังระงม

กลศึกของใต้เท้าเฉียบแหลมนัก ฝ่ายเราใช้ไพร่พลเพียงห้าพันก็หักเอาสุโขทัยได้ในชั่วข้ามคืน ซ้ำยังเสียรี้พลเพียงน้อยนิดเท่านั้น ออกญาเพชรพิชัยเอ่ยด้วยสีหน้าชื่นชม

ออกญามหาเสนายิ้มเล็กน้อยก่อนจะพูดว่า “แม้ยามนี้ สุโขทัยจักตกเป็นของทัพเรา แต่ก็ยังนอนใจหาได้ไม่ ด้วยว่านครพิงค์อาจส่งทัพมาชิงเมืองกลับคืนไปอีก

เช่นนั้น ข้าพเจ้าจักให้ม้าเร็ว ไปแจ้งแก่ออกญาสีหราชเดโชกับเหล่าเจ้าเมืองฝ่ายเหนือให้เร่งนำทัพมาสมทบ เผื่อทัพยวนยกมา จักได้มีกำลังต้านรับพวกมัน 

จงเร่งดำเนินการ อย่าได้ช้า

ขอรับออกญาเพชรพิชัยรับคำสั่งก่อนจะนำคนเดินแยกออกไป

หลังอีกฝ่ายแยกไปแล้ว สมุหพระกลาโหมก็หันมายังหลวงอินทรัตน์และหลวงฤทธิ์โยธาที่ยืนอยู่ข้างๆ พร้อมกับพูดว่าศึกนี้ หากมิได้เจ้าทั้งสองเสี่ยงชีวิตนำคนลอบเข้ามาเปิดประตูเมืองแล้วไซร้ เห็นที ทัพเราคงมิอาจหักเอาสุโขทัยได้โดยง่ายเป็นแน่ เอาไว้กลับถึงพระนครเมื่อใด ข้าจักกราบทูลพ่ออยู่หัวให้ทรงปูนบำเหน็จพวกเจ้าให้ถึงขนาด

พวกกระผมเป็นข้าทหาร การทั้งนี้ ย่อมถือเป็นหน้าที่อันสมควรกระทำอยู่แล้วขอรับหลวงอินทรัตน์กล่าว

ที่หลวงอินทร์กล่าวนั้นถูกต้องแล้วขอรับ ใต้เท้า หลวงฤทธิ์โยธาพูดเสริม “การได้ทำเพื่อบ้านเมืองถือเป็นเกียรติสูงยิ่งสำหรับข้าทหารเยี่ยงพวกกระผมแล้ว

พวกเจ้าทั้งสองนี้ ช่างสมกับเป็นขุนทหารกล้าแห่งอโยธยาโดยแท้ออกญามหาเสนาว่าพลางหัวเราะอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะถามหลวงอินทร์ว่า “เออ...แล้วนี่เจ้าสินเมือง ไปอยู่ไหนเสียล่ะ

กระผมให้มันไปช่วยควบคุมเชลย ขอรับ

เจ้าเด็กคนนี้สำคัญนัก แม้อายุยังน้อย แต่ก็มีฝีมือ ทั้งยังกล้าหาญ นานไปภายหน้า คงเจริญก้าวหน้าในราชการยิ่งขึ้นเป็นแน่ สมุหพระกลาโหมกล่าวชมบุตรชายของอีกฝ่าย

หากเจ้าสินเมืองได้มีวาสนาดังนั้น ก็ถือเป็นบุญของมันขอรับหลวงอินทรัตน์พูด “แต่หากมิได้เป็นเช่นนั้น ก็ขอเพียงให้ตัวมันได้สนองคุณแผ่นดินให้สมกับที่เกิดมา ก็พอแล้ว

*********************

อีกด้านหนึ่งของเมือง สินเมืองกำลังยืนดูพวกทหารควบคุมเหล่าเชลยซึ่งล้วนเป็นชาวบ้านสามัญเดินไปรวมกันยังลานกลางเมืองส่วนเชลยที่เป็นทหารเชียงใหม่นั้นถูกนำไปควบคุมไว้ยังค่ายนอกเมือง

เสียงหวีดร้องจากทางขวามือ ทำให้เด็กหนุ่มหันไปมองและเห็นทหารอโยธยาหกคนเข้าไปฉุดกระชากตัวเด็กสาววัยสิบห้าปีผู้หนึ่ง ออกมาจากกลุ่มเชลย ขณะที่แม่ของเด็กสาวพยายามเข้าไปช่วยลูกที่กำลังร้องขอความเมตตา แต่ก็ถูกทหารพวกนั้นรุมทำร้ายอย่างไร้ความปราณีจนล้มลงกับพื้น

หยุดบัดเดี๋ยวนี้!” สินเมืองร้องห้ามพร้อมกับวิ่งเข้าไปขวางการกระทำของทหารกลุ่มนั้น

ชายหนุ่มวัยยี่สิบเศษแต่งกายโอ่อ่า ท่าทางเป็นหัวหน้ากลุ่มหันมาตะคอกเขาว่า “อย่าสอด! การนี้หาใช่ธุระของมึงไม่

พวกท่านเป็นทหาร แต่กระทำต่ำช้าเยี่ยงนี้ จักมิให้ข้าสอดได้เช่นไร สินเมืองว่า

ปากดีเยี่ยงนี้ มึงรู้ฤาไม่ ว่ากูคือผู้ใด

หาจำเป็นไม่ เด็กหนุ่มจ้องหน้าอีกฝ่าย “ที่ข้าต้องการคือ ขอให้ท่านจงยุติการกระทำอันน่าบัดสีนี้เสีย

กูคือหมื่นหาญทรงฤทธิ์ เป็นหลานชายของท่านออกญาสีหราชเดโช ชายผู้นั้นประกาศตัว มึงรู้เยี่ยงนี้แล้วจงรีบขอขมาที่พูดจาโอหังกับกูแต่โดยไว แล้วกูจักมิเอาความ

ทั้งหมดที่ข้าพูด หาใช่สิ่งผิด เหตุใดต้องขอขมาสินเมืองโต้ตอบอย่างไม่หวั่นเกรงในยศศักดิ์ของฝ่ายตรงข้าม นักรบแห่งศรีอโยธยามิใช่โจรต่ำช้า ที่เที่ยวฉุดคร่าข่มเหงอิสตรี การที่ท่านกระทำตัวเยี่ยงนี้นับว่าทำลายเกียรติแลศักดิ์ศรีทั้งของตัวเองแลแผ่นดินศรีอโยธยายิ่งนัก

ไอ้เด็กนี่ รนหาที่เสียแล้วสีหน้าหมื่นหาญโกรธจัด ก่อนจะหันไปร้องสั่งลูกน้องว่า เฮ้ย พวกมึงล้อมมันเอาไว้ กูจักสั่งสอนมันให้รู้สำนึกเสียบ้าง

ทันทีที่สิ้นเสียงสั่ง ทหารห้านายก็ผละจากเชลยหญิงที่พวกตนกำลังฉุดคร่าอยู่ ก่อนจะกระชากดาบออกจากฝักและวิ่งเข้ามายืนล้อมเด็กหนุ่มเอาไว้

หยิบดาบขึ้นมา กูใคร่รู้ว่าฝีมือมึงจักดีเช่นฝีปากหรือไม่ หลานชายออกญาเดโชถอดดาบออกมาพร้อมกับร้องท้า

สินเมืองเลื่อนมือแตะดาบพลางกล่าวตอบว่า ข้ามิต้องการประดาบกับชาวอโยธยาด้วยกัน

เยี่ยงนั้น มึงก็รับคมดาบกูเถิดหมื่นหาญคำรามพร้อมเหวี่ยงดาบใส่ แต่สินเมือง ก้าวขาหลบได้อย่างรวดเร็ว พร้อมใช้ดาบทั้งฝักฟาดใส่ข้อมือฝ่ายตรงข้ามจนดาบกระเด็น ก่อนย่อตัวลง ฟาดซ้ำไปที่ขาพับจนฝ่ายนั้นถึงกับทรุด

หาญกุมข้อมือข้างขวาด้วยความเจ็บปวด ชายหนุ่มจ้องหน้าคู่ต่อสู้อย่างจะกินเลือดกินเนื้อ ก่อนจะร้องสั่งลูกน้องของตนให้เข้ารุมเล่นงานเด็กหนุ่มทันที

ดาบห้าเล่มพุ่งใส่สินเมืองอย่างดุดัน แต่เขาก็สามารถปัดป้องคมอาวุธเหล่านั้นได้ทั้งหมด จากนั้นเด็กหนุ่มจึงเข้าโจมตีกลับโดยไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามได้ทันตั้งตัวและสามารถเอาชนะลูกน้องทั้งห้าของหมื่นหาญได้ในเวลาเพียงชั่วครู่เดียว

เกิดอันใดขึ้น!” เสียงหนึ่งตวาดดังมาจากข้างหลัง และเมื่อสินเมืองกับคู่กรณีหันไปมองก็เห็นกลุ่มคนที่มุงดูพวกเขาอยู่พากันถอยเปิดช่อง ให้ออกญาเพชรพิชัยเดินเข้ามาพร้อมกับนายทหารอีกสองนาย

หมื่นหาญ หัวหมู่สินเมือง ออกญาเพชรพิชัยมองคนทั้งสองด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เหตุใดพวกเจ้าจึงมาวิวาทกันที่นี่ มิรู้หรือว่าการทำเช่นนี้ ผิดวินัยทัพอย่างร้ายแรง

ก็ไอ้เด็กเมื่อวานซืนนี่สิขอรับ มันบังอาจหาเรื่องข้าก่อนหมื่นหาญฟ้อง

จริงรึ เจ้าสินเมือง ออกญาเพชรพิชัยหันมาถามเด็กหนุ่ม

เมื่อได้ยินดังนั้น สินเมืองจึงเล่าเรื่องทั้งหมดไปตามความจริง โดยมีทหารคนอื่นๆที่อยู่ในที่นั้นช่วยยืนยันคำพูดของเขา โดยหลังจากฟังเรื่องทั้งหมดแล้ว ออกญาเพชรพิชัยได้หันไปถามหมื่นหาญว่า

เป็นความจริงตามที่หัวหมู่สินเมืองแลคนอื่นๆพูดมาหรือไม่

เอ่อ... ใช่ขอรับหมื่นหาญจำใจยอมรับ

เจ้ามิรู้หรือว่าการฉุดคร่าเชลยตามใจชอบ ผิดต่อวินัยทัพ ออกญาเพชรพิชัยตำหนิ

กระผมผิดไปแล้วขอรับ

ออกญาเพชรพิชัยมองอีกฝ่ายอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงดุ  เอาเถิด เห็นแก่ที่เป็นความผิดคราแรก ข้าจักมิเอาความ แต่หากคราหน้าเจ้าทำเช่นนี้อีกข้าจักให้ท่านออกญาเดโช ลุงของเจ้าลงโทษเจ้า

ขอรับหมื่นหาญก้มหน้าลง

ข้ามิต้องการเห็นทหารศรีอโยธยาต้องมาประดาบกันเองเยี่ยงนี้อีก หากยังมีครั้งต่อไป พวกเจ้าทั้งสองจักถูกลงโทษตามอาญาทัพผู้สูงวัยกว่ากำชับเสียงเข้ม

ขอรับ พระคุณท่านทั้งสองรับคำ

ในขณะที่ทั้งสองคนกำลังก้มหน้าอยู่ หมื่นหาญได้มองมาทางสินเมืองด้วยแววตาอาฆาตแค้น ทว่าเด็กหนุ่มก็ส่งสายตาโต้ตอบกลับไปอย่างปราศจากความเกรงกลัวเช่นกัน....

เห็นแววตาไอ้เด็กระยำนั่นแล้ว กูใคร่ควักลูกตามันออกมานักหมื่นหาญทรงฤทธิ์ หรือ หาญ พูดกับลูกน้องด้วยความเจ็บใจหลังกลับมาถึงกระโจมที่พักแล้ว “ไอ้มิ่ง มึงรู้หรือไม่ ว่าไอ้เด็กนั่นมันเป็นใครเขาถามลูกน้องคนสนิท

เห็นพวกทหารมันบอกว่า ไอ้เด็กนั่นเป็นบุตรหลวงอินทรัตน์ ขุนทหารคนสนิทของสมุหพระกลาโหมอีกฝ่ายตอบ

มันคงถือว่า พ่อมันเป็นคนโปรดของสมุหพระกลาโหมจึงมาทำกำแหงกับกู

คืนนี้ ให้พวกข้าลอบไปฆ่ามันดีหรือไม่ พี่หาญ มิ่งเสนอ

เยี่ยงพวกมึง ขืนส่งไป คงมิพ้นตายโหงด้วยคมดาบของมันเท่านั้น” คนเป็นลูกพี่ว่า วันพระมิได้มีหนเดียว สักวันเถิด ข้าต้องมีโอกาสชำระแค้นกับมันเป็นแน่

แล้วเรื่องอีเชลยนั่น พี่หาญจักให้ทำเช่นไรต่อไป

คืนนี้ พวกมึงจงลอบไปฉุดคร่ามันมาบำเรอกูแลค่อยเอาไปแบ่งกัน หาญสั่งกล่าวเสียงเหี้ยม จากนั้นก็ปิดปากมันเสียทั้งแม่ทั้งลูก จักได้ไม่มีผู้ใดรู้เรื่อง

ก็ไหนพี่เคยว่า พอใช้จนหนำใจแล้ว ก็จักเอาอีนั่นไปขายให้โรงรับชำเราชายของจีนเหลียงมิใช่หรือ

กูเปลี่ยนใจแล้ว ดวงตาผู้พูดฉายแววอำมหิต กูจักให้ไอ้สินเมืองมันได้เห็นว่า คนที่มันช่วยไว้นั้น สุดท้ายเป็นเยี่ยงไร

*******************

    วันรุ่งขึ้น สินเมืองออกจากที่พักแต่เช้าตรู่ ไปยังลานกลางเมืองอันเป็นที่ควบคุมพวกเชลยชาวบ้าน เด็กหนุ่มตั้งใจจะเอาอาหารและของใช้ไปให้เชลยสองแม่ลูกที่เขาช่วยไว้เมื่อวาน เนื่องด้วยนึกสงสารในชะตากรรมของคนทั้งสอง

ทว่าเมื่อเขาเดินไปถึงยังลานที่พักของพวกเชลย เด็กหนุ่มก็เห็นพวกทหารและเชลยชาวบ้านจำนวนมากยืนมุงดูอะไรบางอย่างอยู่เป็นกลุ่มใหญ่

เกิดอันใดขึ้น น้าเข้มสินเมืองเอ่ยถามนายทหารคนสนิทของบิดาที่ยืนรวมอยู่ในกลุ่มนั้นด้วย

มีคนผูกคอตายอีกฝ่ายตอบ

เมื่อได้ยินดังนั้น สินเมืองก็เดินฝ่าฝูงชนเข้าไปกลางวง เด็กหนุ่มถึงกับตกตะลึงเมื่อเห็นศพทั้งสองที่วางอยู่บนพื้น

นั่นมันสองแม่ลูกเมื่อวานนี้มิใช่หรือเขาอุทานก่อนจะหันไปถามพันเข้มที่ยืนอยู่ข้างๆ นี่มันเกิดขึ้นได้เยี่ยงไร

เมื่อเช้ามืด มีทหารไปตักน้ำที่สระโน้น ก็เห็นสองคนนี้ผูกคอตายแขวนอยู่กับต้นไม้แล้ว อีกฝ่ายชี้ไปยังสระน้ำที่อยู่ห่างจากลานกลางเมืองไม่มากนัก ครั้นเรียกพวกเชลยอื่น เข้ามาสอบความ ต่างก็บอกว่ามิรู้เห็นอันใด

แล้วพวกทหารที่เฝ้าเชลยอยู่เล่า มิรู้เรื่องอันใดบ้างหรือ

พันเข้มส่ายหน้าแทนคำตอบ

สินเมืองขมวดคิ้ว ข้ามิเข้าใจว่า เหตุใดพวกเขาต้องฆ่าตัวตาย

ลางทีพวกมันอาจกลัวถูกกวาดต้อนไปเป็นทาสที่อโยธยา จึงผูกคอตายเสียก็เป็นได้พันเข้มออกความเห็น

หรือมิเช่นนั้น ก็อาจมีใครสังหารทั้งสองคนนี้แลแสร้งทำเป็นว่าทั้งคู่ปลิดชีพตัวเองเด็กหนุ่มตั้งข้อสังเกต

อีกฝ่ายส่ายหน้า ถึงเป็นเยี่ยงนั้นจริง แต่เมื่อไร้ทั้งหลักฐานพยาน ก็คงยากเอาผิดผู้ใด

สินเมืองนิ่งอึ้งด้วยรู้ว่าพันเข้มพูดถูก ต่อให้สองแม่ลูกตายเพราะฝีมือคนจริง แต่หากไร้ซึ่งพยานหลักฐานแล้ว ก็คงยากที่จะหาตัวผู้กระทำผิดมาได้

พวกเราทำอันใดมิได้เลยหรือ เขาถามด้วยน้ำเสียงหดหู่

ยามนี้ คงทำได้เพียงฝังศพเท่านั้นพันเข้มตอบขรึมๆ

เมื่อได้ยินเช่นนั้น สินเมืองก็ถอนหายใจพลางหันไปมองดูร่างไร้ชีวิตทั้งสองบนพื้นด้วยความเศร้าสลด....

..สองวันต่อมา หลังออกญามหาเสนานำทัพหน้ายึดเมืองสุโขทัยแล้ว กองทัพหัวเมืองฝ่ายเหนือและทัพใหญ่ของอโยธยาซึ่งเคลื่อนพลออกจากไชยนาทสองแควก็ตามมาสมทบกับกองทัพหน้าที่สุโขทัย

ในเวลาเดียวกัน ทางด้านทัพหนุนที่นครพิงค์เชียงใหม่ส่งมาเพื่อช่วยปกป้องกันสุโขทัย เมื่อได้ทราบว่า ทัพอโยธยาเข้ายึดเมืองไว้แล้วทั้งยังเสริมกำลังทหารรักษาเมืองเพิ่มขึ้นอีกนับหมื่น จนเกินกำลังทัพฝ่ายตนจะชิงเมืองได้ กองทัพเชียงใหม่จึงถอยกลับไป

*******************

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

541 ความคิดเห็น

  1. #443 สิตราณี (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2556 / 15:40
    เลวที่สุดเลย
    #443
    0
  2. #440 Hideyuki (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2556 / 15:53
    คนแบบนี้ สร้างแต่ความอัปยศให้บ้านเมือง
    #440
    0
  3. #439 yukai (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2556 / 12:08
    น่าอดสูยิ่งนัก
    #439
    0