ศึกรบสองราชันย์

ตอนที่ 34 : ภาค 2 ยุทธการชิงเมืองเหนือ ตอน สุโขทัยหวนคืน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 467
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    13 มิ.ย. 61

ยามเช้า ที่ตลาดจีนใกล้คลองสวนพลู สินเมืองกับทอง ผู้เป็นสหายรุ่นน้อง กำลังเดินคุยกันอย่างออกรส หลังไม่ได้เจอกันมาหลายเดือน ซึ่งหัวข้อที่คุยกัน ก็ไม่พ้นเรื่องการศึกระหว่างอโยธยากับเชียงใหม่ที่เพิ่งผ่านไป

แม้ในสงครามครั้งนี้ ทัพอโยธยาต้องถอยกลับ โดยไม่อาจชิงสุโขทัยคืนมาได้ แต่สินเมืองก็ได้สร้างความชอบจากการปกป้องโรงเก็บดินดำเอาไว้ จึงได้เลื่อนยศเป็นหัวหมู่ ซึ่งทำให้เด็กหนุ่มภาคภูมิใจเป็นอันมาก จนคุยไม่หยุดปาก

เมื่อยามทัพเราเข้าประชิดกำแพงเมืองนั้น มีธนูพุ่งมาราวห่าฝน แต่พี่ก็ใช้ดาบปัดป้องจนสามารถปีนขึ้นไปบนเชิงเทินได้ จากนั้นพวกเชียงใหม่นับร้อยก็กรูเข้าโจมตีจากรอบทิศ หากมิใช่เพราะตัวพี่พอมีฝีมืออยู่บ้าง คงมิรอดมาได้เป็นแน่

ข้าใคร่รู้ ว่ายามที่พี่ประดาบกับข้าศึกเป็นคราแรกนั้น พี่กลัวบ้างหรือไม่ทองถาม

สินเมืองชะงักเล็กน้อย เมื่อนึกถึงความรู้สึกที่ตนได้สังหารข้าศึกเป็นครั้งแรก แต่ก็รีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติและทำท่ายืดอกพร้อมกล่าวว่า พี่หาได้กลัวไม่ เกิดเป็นชายชาติทหาร มีฝีมืออยู่กับตัว จักต้องกลัวอันใดเล่า

พี่สินเมืองเก่งกล้ายิ่งนัก ข้าเองคงมิอาจทำเช่นนั้นได้แน่ ทองกล่าวอย่างชื่นชม

สินเมืองยิ้มกว้างพลางตบไหล่รุ่นน้องเบาๆ หากเจ้าหมั่นฝึกฝนเพลงอาวุธ สักวันหนึ่ง เจ้าก็จักทำได้เช่นกัน

ข้าหัวทึบ ฝึกเท่าใด ก็หาเก่งขึ้นมาได้ไม่

มิใช่ด้วยเจ้าเอง ก็มิชอบฝึกอาวุธดอกหรือรุ่นพี่ดักคอ

ทองก้มหน้าลงเล็กน้อยพลางตอบไม่เต็มเสียง เอ่อ....นั่นก็ใช่

นึกแล้วมิผิดสินเมืองส่ายหน้า เยี่ยงนั้น เจ้าก็ฝึกอ่านเขียนต่อไปให้เก่งเถิด เผื่อวันหน้าจักได้เป็นอาลักษณ์หลวงคอยเฝ้าแหนแต่ในวัง มิต้องไปออกรบให้ลำบาก ท้ายประโยค เด็กหนุ่มกล่าวด้วยน้ำเสียงค่อนขอด

**********************

แม้หลังจากทัพอโยธยาถอยจากสุโขทัยแล้ว สงครามระหว่างอโยธยากับเชียงใหม่จะเว้นว่างไป ทว่า พระยายุทธิษเฐียรก็ได้ส่งคนเข้ามาเกลี้ยกล่อมราษฎรในหัวเมืองฝ่ายเหนือให้เอาใจออกห่าง อโยธยาและหันไปเข้ากับล้านนาเป็นหลายครั้ง ซึ่งก็มีราษฎรที่หลงเชื่อเป็นจำนวนมาก อพยพเข้าไปอยู่ในสุโขทัยซึ่งยามนั้นตกเป็นของล้านนาอยู่

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยังความพิโรธให้แก่สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเป็นอันมากและทรงมีพระประสงค์ที่จะชิงสุโขทัยกลับคืนมาอยู่ในขอบขัณฑสีมาดังเดิม ทว่าการที่ทัพล้านนายังควบคุมสุโขทัยไว้อย่างแน่นหนา ทำให้พระองค์ไม่สบโอกาส จึงทรงให้ส่งอุปนิกขิตเข้าไปแฝงตัวยังเชียงใหม่ เพื่อคอยสืบข่าวความเคลื่อนไหวของข้าศึก

กระทั่งถึงฤดูหนาวปีถัดมา ก็เกิดเหตุใหญ่กับนครพิงค์ เนื่องด้วยมีทัพจีนฮ่อจากยูนนานยกเข้าปล้นเชียงรุ้งและเชียงตุงก่อนเดินทัพเข้าแดนล้านนา พญาติโลกราชจึงทรงระดมทัพใหญ่ ยกไปรับศึกที่นครเชียงแสนอันเป็นเมืองสำคัญของล้านนาและเป็นเป้าหมายที่ทัพจีนจะเข้าตี

หลังจากพระบรมไตรโลกนาถทรงทราบความจากอุปนิกขิตที่ถูกส่งไปแฝงตัวอยู่ในนครพิงค์ว่า กองทัพจีนฮ่อกำลังเข้ารุกรานล้านนา พระองค์จึงทรงถือโอกาสที่ล้านนาติดพันศึกฮ่อ ชิงเอาสุโขทัยกลับคืน โดยโปรดเกล้าฯให้ออกญามหาเสนา สมุหพระกลาโหม เป็นแม่ทัพคุมพลสองหมื่นยกขึ้นไปตีเมืองสุโขทัย

ในกระโจมใหญ่กลางค่าย อโยธยา ริมแม่น้ำน่าน ออกญามหาเสนากำลังประชุมวางแผนการศึกกับเหล่าแม่ทัพ

อุปนิกขิตแจ้งว่า ทัพยวนที่รักษาสุโขทัยมีพลเพียงเจ็ดแปดพัน หากเรารวมทัพหนุนจากหัวเมืองเหนือแล้ว ก็จักได้รี้พลกว่าสามหมื่น แม้นระดมเข้าตี คงหักเอาได้มิยากออกญาสีหราชเดโชบอก

แม้ทัพยวนมีน้อย แต่ฝีมือรบก็ใช่ชั่ว ทั้งสุโขทัยยังมีปราการมั่นคง หากเข้าโหมตี คงสิ้นเปลืองรี้พลมากนัก ออกญามหาเสนากล่าว ศึกนี้ นอกจากชิงสุโขทัยกลับคืน พ่ออยู่หัวยังทรงมีพระประสงค์ให้ฟื้นฟูสุโขทัยให้เข้มแข็ง เพื่อรับศึกในภายหน้า ฉะนั้นหากเราเอาชัยได้โดยมิสิ้นเปลืองรี้พล ก็จักทำให้เรามีกำลังคนฟื้นฟูสุโขทัยมากขึ้น

เช่นนั้นแล้ว ใต้เท้าจักให้ทำประการใดฤา

สมุหพระกลาโหมเอามือลูบคาง พลางเอ่ยว่า เพลานี้ พญาเถียนได้แต่งคนออกเกลี้ยกล่อมราษฎรในหัวเมืองฝ่ายเหนือให้แปรภักดิ์ไปเข้าด้วยเป็นอันมาก ลางทีเราอาจใช้การนี้ให้เป็นประโยชน์แก่ฝ่ายเราได้

ใต้เท้ากล่าวดังนี้ คงหมายใช้แผนส่งไส้ศึกเข้าไปในเมืองใช่หรือไม่ออกญาเพชรพิชัยคาดเดา

ถูกแล้ว แม่ทัพใหญ่พยักหน้า “ข้าจักส่งทหารฝีมือดีปลอมเป็นชาวบ้าน ทำทีสวามิภักดิ์กับพวกล้านนา แลทหารเหล่านั้นจักช่วยเปิดประตูเมืองให้ ยามที่ทัพเรายกเข้าตีสุโขทัย

แต่พวกยวนชำนาญอุบายเช่นนี้ยิ่งนัก ข้าพเจ้าเกรงว่า พวกมันอาจมิหลงกลโดยง่าย ออกญาสีหราชเดโชเอ่ยเตือน

ออกญามหาเสนายิ้มเล็กน้อยก่อนจะกล่าวด้วยเสียงเรียบๆ ท่านมิต้องกังวลไปหรอก ด้วยว่าในการศึกนั้น มีหลายวิธีนักที่ใช้เพื่อตบแต่งกลอุบายให้สมจริงเพื่อลวงฝ่ายตรงข้ามให้ต้องกล

*********************

....ยามเย็น บนเชิงเทินกำแพงเมืองสุโขทัย หมื่นเชียงดาวกำลังสนทนากับขุนศรีรักษาที่มาช่วยราชการและทำหน้าที่รับผิดชอบในการเกลี้ยกล่อมราษฎรให้มาเข้ากับฝ่ายล้านนา

คนสืบแห่งข้า แจ้งว่า ทัพใต้ถึงสองแควได้สามวันแล้ว แต่ฝูงเขายังนิ่งอยู่ หามีท่าทีอันใดไม่แม่ทัพล้านนากล่าว

ทัพอโยธยาคงกำลังรอรี้พลจากหัวเมืองฝ่ายเหนือมาสมทบ จึงยังพักทัพอยู่เช่นนั้นขุนศรีรักษาพูด

สูคิดว่า อีกนานเท่าใด กว่าทัพใต้จักมาถึง

แต่สองแควมานี่ คงใช้เพลาเดินทัพราวสามถึงสี่วันเห็นจะได้

ข้าให้ม้าเร็วนำความไปยังนครพิงค์แล้ว อีกห้าหกวัน ทัพหนุนคงมาถึง เพียงเรารักษาเวียงไว้จนถึงยามนั้นก็พอ หมื่นเชียงดาวว่า ก่อนมองไปยังซุ้มประตูเบื้องล่าง เอ๊ะ กองเกวียนที่เข้ามานั่นเป็นพวกใดกันรึแม่ทัพชาวยวนเอ่ยขึ้น เมื่อเห็นคนสิบคนนำเกวียนเทียมวัวสามเล่มบรรทุกข้าวเปลือกและเสบียงจนเต็ม ผ่านเข้าประตูเมือง

คงเป็นชาวบ้านที่ถูกเกลี้ยกล่อมให้มาเข้าด้วยฝ่ายเราอีกฝ่ายตอบ

แม่ทัพเชียงใหม่ขมวดคิ้ว ที่จริง ยามศึกจวนประชิดฉะนี้ สูหาควรปล่อยผู้ใดเข้ามาในเวียงอีก

ทัพใต้อยู่ห่างไปถึงสองแคว ท่านจักกังวลด้วยเหตุใด ที่จริงแล้ว ข้าว่าเป็นการดีเสียอีก ที่มีผู้คนนำเอาเสบียงมากมายมาเพิ่มให้แก่ฝ่ายเราเช่นนี้ ขุนศรีรักษาว่า

เมื่อได้ยินเช่นนั้น หมื่นเชียงดาวก็หันมาดูกองเกวียนอีกครู่หนึ่ง ก่อนจะละสายตาไปทางอื่น...

****************

สินเมืองถอนหายใจโล่งอก หลังกองเกวียนของพวกเขา ผ่านประตูเมืองเข้ามาได้ เด็กหนุ่มยอมรับกับตัวเองว่า เมื่อครู่ หัวใจของเขาเต้นระรัวราวกับกลองเพล ขณะที่ทหารเชียงใหม่เข้ามาตรวจดูกองเกวียน เพราะถ้าหากพวกมันพบพิรุธเข้าแล้วไซร้ ทั้งตัวเขาและพ่อรวมทั้งหลวงฤทธิ์โยธากับพวกทหารที่มาด้วยคงไม่รอดคมดาบเป็นแน่

ในคราแรก ทั้งหลวงฤทธิ์โยธาและบิดาของสินเมืองต่างก็ไม่ยอมให้เขามาด้วย โดยให้เหตุผลว่า เสี่ยงอันตรายเกินไป แต่เด็กหนุ่มยืนกรานที่จะมา โดยยื่นคำขาดว่า หากทั้งสองไม่พามา เขาก็จะยอมเสี่ยงอาญาทัพหนีตามมาเองและด้วยเหตุนี้เองที่ผู้ใหญ่ทั้งสองจำยอมให้เขาติดตามมาด้วย

กลางดึก คืนวันต่อมา ที่ซุ้มประตูด้านใต้ของเมืองสุโขทัย อากาศที่หนาวเหน็บทำให้ทหารเชียงใหม่ที่เป็นเวรยามหลบไปนั่งผิงไฟอยู่ในเพิงพัก  คงเหลือเพียงสี่คนที่ยืนเฝ้าซุ้มประตูอยู่

หลวงอินทรัตน์และหลวงฤทธิ์โยธานำพรรคพวกแฝงกายในเงามืดเคลื่อนเข้าหาประตูเมืองอย่างเงียบกริบและก่อนที่พวกทหารเชียงใหม่ทั้งสี่ จะทันรู้ตัว ดาบในมือของพวกเขาก็ปลิดชีพทหารเหล่านั้นจนสิ้น

ยามนั้นเอง ทหารเชียงใหม่คนหนึ่งที่เพิ่งออกมาจากเพิงพักก็เห็นเหตุการณ์เข้า จึงตะโกนบอกพวกพ้องทันที จากนั้นทหารจำนวนมากก็กรูกันมายังลานใกล้ประตูเมืองและเข้าปะทะกับคนทั้งสิบอย่างดุเดือด

สินเมือง!” หลวงอินท์ที่กำลังต่อสู้อยู่กับข้าศึก ตะโกนเรียกบุตรชาย “ไปเปิดประตูแลจุดคบสัญญาณ บัดเดี๋ยวนี้

เด็กหนุ่มพยักหน้ารับก่อนนำทหารสามคนผละจากการต่อสู้ตรงไปยังประตูเมือง ทั้งสี่เข้าฟาดฟันทหารเชียงใหม่ที่ขวางหน้าจนตายเรียบและถอดดาลเปิดประตู จากนั้นสินเมืองก็หยิบคบไฟขึ้นมากวัดแกว่งเป็นสัญญาณ

ห่างออกไป ในป่านอกเมือง มีเงาตะคุ่มของทหารอโยธยาจำนวนหลายพันคนซุ่มซ่อนอยู่  ไพร่พลแต่ละคนต่างก็มีคบไต้คนละสามอันปักอยู่บนพื้นข้างตัว

ในขณะเดียวกับที่ส่งทหารปลอมเป็นชาวบ้านเดินทางมาแฝงตัวในสุโขทัยนั้น ออกญามหาเสนาก็ให้กองทัพใหญ่ทำทีเป็นหยุดพักตั้งค่ายอยู่ที่สองแควเพื่อลวงข้าศึกให้ตายใจ ส่วนอีกทางก็แบ่งทหารห้าพันคนแยกเป็นกองย่อย ลอบยกออกจากค่ายในยามดึกและเร่งเดินทัพมาชุมนุมพลซุ่มอยู่ในป่าทึบห่างเมืองสุโขทัยเพียงยี่สิบเส้น

เมื่อแลเห็นสัญญาณไฟแล้ว ออกญามหาเสนาก็ออกคำสั่งให้ไพร่พลทุกคนจุดคบไต้ที่ปักบนพื้นจนสว่างไสวไปทั่วทั้งป่า จากนั้นก็ให้เหล่าไพร่พลส่งเสียงโห่ร้องก่อนจะเคลื่อนกำลังเข้าโจมตีทันที

เสียงโห่ร้องและแสงไฟจำนวนมากที่ปรากฏขึ้นอย่างกะทันหัน ทำให้ทหารยวนที่อยู่บนเชิงเทินต่างตื่นตระหนกเนื่องจากเข้าใจว่า ข้าศึกมีจำนวนมากมายมหาศาล ส่วนกองหน้าฝ่ายอโยธยานั้น เมื่อเข้าเมืองได้ ก็แยกย้ายกันจุดไฟเผาบ้านเรือน จนเกิดระส่ำระสายไปทั่ว เสียงหวีดร้องของผู้คนปะปนกับเสียงการรบพุ่ง ทหารอโยธยาหลายพันคนบุกเข้าเมืองดังน้ำป่าไหลหลากและสังหารทหารเชียงใหม่ล้มตายเป็นอันมาก

หมื่นเชียงดาวกับขุนศรีรักษาพยายามรวบรวมไพร่พลเข้าต่อสู้กับข้าศึก ทว่าแม้จะมีกำลังพลมากกว่า แต่เนื่องจากทหารเชียงใหม่ส่วนใหญ่กำลังเสียขวัญจึงทำให้ไม่อาจต้านทานฝ่ายตรงข้ามไว้ได้และแตกพ่ายหนีตายกันเป็นที่อลหม่าน

ข้าศึกเข้าเมืองเช่นนี้ เห็นที เราคงรักษาสุโขทัยไว้มิได้แล้ว ขุนศรีรักษากล่าวด้วยน้ำเสียงร้อนรน  “เร่งหนีก่อนเถิด ท่านแม่ทัพ

ข้ายอมตาย ดีกว่าทิ้งเวียงเยี่ยงคนขลาดหมื่นเชียงดาวกล่าวเสียงกร้าวก่อนวิ่งนำไพร่พลเข้าไปต่อสู้กับทหารอโยธยา

ขุนศรีรักษามองตามอย่างขัดใจ ก่อนตัดสินใจวิ่งแยกไปอีกทางหนึ่ง เพื่อเอาตัวรอด

การสู้รบยังคงดำเนินไปอย่างดุเดือด เสียงโห่ร้องดังปะปนกับเสียงอาวุธกระทบกัน เปลวไฟที่เผาบ้านเรือนลุกไหม้แดงฉาน ศพทหารทั้งสองฝ่ายนอนกลาดเกลื่อน กลิ่นคาวเลือดปนกลิ่นควันไฟคละคลุ้งไปทั่ว

ที่ลานกลางเมือง หมื่นเชียงดาวต่อสู้กับทหารอโยธยาจำนวนมากที่รุมล้อมเข้ามาอย่างดุเดือด จนกระทั่งหมดกำลังและถูกฝ่ายตรงข้ามรุมสังหารในที่สุด ข้างฝ่ายทหารเชียงใหม่ เมื่อได้เห็นแม่ทัพของตนสิ้นชีวิตแล้ว ก็พากันเสียขวัญจนไม่เป็นอันสู้รบอีกต่อไป ต่างคนต่างพากันหนีกระจัดกระจายออกจากเมืองเพื่อเอาชีวิตรอด

.....ครั้นถึงยามเช้าของวันรุ่งขึ้น กองทัพอโยธยาก็สามารถยึดเมืองสุโขทัยได้สำเร็จ...

**************************

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

541 ความคิดเห็น

  1. #472 tojo (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2557 / 09:39
    ลุยตีอโทยาเลย

    #472
    0
  2. #438 พินิจอักษรา (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2556 / 00:14
    อ่านเรื่องนี้ แล้วอดคิดไม่ได้ว่า ก่อนที่เราจะรบกับพม่า เราก็รบกันเองมาเยอะแล้ว
    #438
    0
  3. #437 yukai (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2556 / 23:20
    รบกันอย่างนี้
    บ้านเรื่อนถึงได้ย่อยยับ
    จนเดี๋ยวนี้ คงเหลือไว้แต่สถานที่รกร้าง
    #437
    0
  4. #108 nakakin55 (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2554 / 16:37
    ลุ้นๆ เชียงใหม่จะยกทัพลงใต้แล้ว ว่าแต่สินเมืองนี่ฝีมือดีใช้ได้เหมือนกันนะเนี่ย
    #108
    0