ศึกรบสองราชันย์

ตอนที่ 36 : ทัพโจรปราชัย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 512
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    30 มี.ค. 61

ภายในพลับพลากลางค่ายเชียงใหม่ซึ่งอยู่ห่างจากเชียงแสนเป็นระยะทางเดินทัพประมาณเจ็ดวัน พญาติโลกราชทรงพิโรธยิ่งนัก เมื่อทรงทราบว่า อโยธยาฉวยโอกาสที่เชียงใหม่ติดศึกกับจีน ส่งทัพมายึดสุโขทัยกลับคืน ทั้งยังสังหารหมื่นเชียงดาว ผู้รักษาเมืองด้วย

อโยธยาทำแก่ข้าหนนี้ เจ็บแสบนัก ข้าสาบานต่อพระมหาธาตุแห่งดอยสุเทพ ว่าจักต้องสางแค้นให้จงได้ พ่ออยู่หัวเชียงใหม่ตรัสด้วยสุรเสียงกร้าว

ไหว้สา เจ้าพ่อท้าวศรีบุญเรืองกราบทูล “ชาวใต้ชิงสุโขทัยได้ฉะนี้ พวกมันอาจถือเอาการอันเราติดศึกจีนฮ่อ ยกทัพขึ้นมารบเวียงพิงค์ ข้าเจ้าเห็นควรเราปันคนรบไปช่วยรักษาเวียง

ทำดังนั้น หาได้ไม่ พญาติโลกราชส่ายพระพักตร์ ลำพังศึกฮ่อก็ตึงมือนักแล้ว หากต้องปันคนไปอีก ฝ่ายเราอาจมีคนไม่พอต้านศึก

แต่หากทัพอโยธยาขึ้นมาในยามนี้ นครพิงค์จักสู้ไหวหรือ

สูมิต้องกังวล พญาติโลกราชตรัส “หมื่นด้ามพร้าคตผู้รักษาเวียง แม้มิใช่ขุนหาญแต่ก็มีปัญญาหลักแหลม รู้เชิงศึกพอตัว ทั้งกำแพงนครพิงค์ก็แข็งแกร่งแลมีคนรบอีกสองหมื่น คงพอต้านทัพใต้ไว้ได้ จนกว่าเราจักสิ้นศึก

ข้าแต่ มหาราชหมื่นม้าแก้วกราบทูล “แม้ยามนี้ นครพิงค์อาจพอต้านชาวใต้ได้ แต่เรารบฮ่อมาร่วมเดือนเสียคนเกือบสามพัน ยังคาดผลมิได้ หากยืดเยื้อนานไป คงมิเป็นผลดี อาจเป็นช่องให้อโยธยาระดมทัพใหญ่ขึ้นมารบเวียงพิงค์

เช่นนั้น เราก็ต้องปราบศึกนี้ให้สิ้นโดยไวจอมคนรับสั่ง

ข้าแต่เจ้าพ่อท้าวศรีบุญเรืองกราบทูล “เรายังมีคนที่เชียงแสนอีกหนึ่งหมื่น แม้นเรียกมา ก็จักได้คนร่วมห้าหมื่น หากเทคนทุบค่ายฮ่อ อาจตีปราบพวกมันได้

ค่ายหลวงชาวฮ่อมั่นคงนัก ทั้งมีปืนใหญ่นับร้อย หากเทคนเข้าตี คนรบมิพ้นตายตกเป็นแมงเม่าเข้ากองไฟ ทั้งมิแน่ว่าจักหักค่ายเอาได้ พญาติโลกราชตรัสอย่างหนักพระทัย ก่อนหันมารับสั่งถามเจ้าหลวงหมื่นด้งนครว่า “เจ้าอาเห็นควรทำอย่างใด จึงตีปราบฝูงฮ่อได้

ข้าแต่ มหาราชเจ้าแม่ทัพใหญ่กราบทูล แม้ข้าศึกมิได้มีคนมากกว่าเรา แต่มีเครื่องรบเครื่องฆ่าดีกว่าเรา ทั้งไพร่พลชาวฮ่อล้วนแต่ห่มเกราะกันหอกดาบ หากนั่น ยังมิเท่าทัพม้าพวกมันที่แข็งกล้านัก ทุกคราที่เข้ารบ ฝ่ายเราต้องพ่ายถอย ก็ด้วยทานฝีมือคนม้าชาวฮ่อมิได้ ฉะนี้แล้ว หากหมายตีฮ่อให้แหลกย่อย คงมิพ้นปราบทัพม้าลงก่อน

แล้วสูมีทางอันใด ที่จักตีปราบทัพม้าชาวฮ่อได้บ้าง

ตามหลักรบแต่เดิมมา แม้ทัพม้าแข็งกล้าเพียงใด ก็ต้องมีทัพเดินเท้าคอยหนุน จหากหมายปราบทัพม้า มีแต่ต้องแยกฝูงเขาจากกันสิ่งเดียว หากชาวฮ่อระวังนัก ทั้งสามคราที่รบกัน ทัพม้ากับทัพเดินเท้ามิได้ห่างกันเลย

เมื่อสดับคำกราบทูลของหมื่นด้งนครแล้ว พญาติโลกราชก็ทรงนิ่งไปครู่ใหญ่ ก่อนจะตรัสอย่างเยือกเย็นว่า หากเป็นดังนั้น เพียงแยกทัพมันได้ ฝ่ายเราคงได้ชัยโดยมิยาก

**************************

 ในค่ายใหญ่ของกองทัพจีน ซึ่งอยู่ห่างจากค่ายเชียงใหม่แปดสิบเส้น แม่ทัพจีนฮ่อกำลังเรียกประชุมเหล่านายกองเพื่อหาวิธีเผด็จศึกล้านนา

เฉาหย่งฝู ผู้เป็นแม่ทัพนั่งบนเก้าอี้ที่ปูด้วยหนังหมี ตั้งบนยกพื้น โดยมีเหล่านายกอง ทั้งจีนฮั่นและชนกลุ่มน้อยรวมทั้งหัวหน้าพวกโจรป่า นั่งอยู่สองข้างทั้งซ้ายขวา

แต่เดิม เฉาหย่งฝู เป็นหลานของเฉาจี๋เสียง แม่ทัพใหญ่ราชสำนักหมิง ทว่าสองปีก่อน เฉาจี๋เสียงก่อกบฎ แต่ล้มเหลว ถูกประหารล้างตระกูล เฉาหย่งฝู ยามนั้นรั้งตำแหน่งแม่ทัพประจำมณฑลเสฉวน กลัวต้องรับโทษ เนื่องด้วยตนมีชื่ออยู่ในกลุ่มก่อการ จึงระดมพลแข็งข้อ แต่พ่ายแพ้ต่อกองทัพราชสำนัก จึงพาพวกพ้องบริวารและทหารอีกหมื่นเศษพร้อมทรัพย์สมบัติจำนวนมากที่ขูดรีดมาจากราษฏร หนีการปราบปรามของราชสำนัก เข้าเขตแดนยูนนาน โดยระหว่างทางได้ปล้นสะดมเมืองต่างๆ พร้อมทั้งจ้างชนกลุ่มน้อยและโจรภูเขามาร่วมทัพ จนมาตั้งทัพอยู่ชายแดนยูนนานเพื่อสะสมเสบียง ก่อนยกพลเข้าปล้นเชียงรุ้ง เชียงตุง จากนั้นจึงเคลื่อนทัพหมายเข้ายึดเชียงแสน

“ทัพข้าทำศึกอยู่ที่นี่มาร่วมเดือน เสียไพร่พลไปสองพัน ยังผ่านช่องเขานี้ไปไม่ได้ นี่ทหารของข้า มันไร้ฝีมือกันหมดแล้วหรือไร กับแค่พวกบ้านป่าเมืองเถื่อน ก็เอายังเอาชัยไม่ได้” เฉาหย่งฝูกล่าวอย่างหงุดหงิด เนื่องด้วยตนเองหมายมั่นจะมาตั้งตนเป็นใหญ่ในแดนใต้ จึงไพร่พลมาทั้งหมด ทว่าการรบกับล้านนากลับยากกว่าที่คิด ทำให้ความฝันที่จะเป็นใหญ่ในแดนใต้ของแม่ทัพแซ่เฉาไม่อาจบรรลุผลได้       

 “เรียนใต้เท้า” จ้าวเซิ่น แม่ทัพทหารม้า คำนับแล้วกล่าวว่า “ฝีมือข้าศึกใช่ว่าเก่งกาจนัก ท่านเองก็ประจักษ์ว่า ทุกครั้งที่รบกัน ทัพม้าของเราก็ตีพวกมันถอยไปทุกครั้ง ทว่าค่ายล้านนาชัยภูมิแข็งแกร่ง มีแนวหินเป็นปราการธรรมชาติ มิอาจใช้ปืนใหญ่โจมตีได้ถนัด ครั้นส่งทหารเข้าตี จนไพร่พลบาดเจ็บล้มตายไปมาก แต่ก็ยังไม่อาจทำอะไรพวกมันได้”    

“แล้วเจ้ามีแผนที่จะทำลายค่ายล้านนาแล้วหรือยัง”

“ข้าน้อยได้ให้ทหารไปค้นหาเส้นทาง และพบว่า เหนือขึ้นไปจากนี่ร้อยลี้ มีทางเก่าที่พวกพ่อค้าเคยใช้กัน แต่ได้เลิกไป ด้วยเป็นทางอ้อมและทุรกันดาร ข้าน้อยจึงคิดใช้อุบาย “ลอบเดินทางน้อย” เลียนแบบเติ้งอ้ายในสามก๊กเข้าตีเฉิงตู ขอกำลังห้าพันใช้เส้นทางนั้นอ้อมไปตลบหลังทัพข้าศึก”

เฉาหย่งฝู่ขมวดคิ้ว “แล้วจะต้องใช้เวลาสักเท่าไหร่ ถึงจะตลบหลังพวกมันได้”

“ราวเดือนเศษขอรับ”

 สีหน้าแม่ทัพใหญ่ไม่พอใจนัก เมื่อได้ยินว่าจะต้องรออีกหนึ่งเดือนถึงจะเปิดศึกได้ ขณะนั้น หลิวถง ผู้เป็นที่ปรึกษาได้ประสานมือคำนับและกล่าวว่า

“เรียนใต้เท้า ข้าน้อยมีความเห็น ขอให้ท่านได้พิจารณา”

“ว่ามา”

 “ที่แม่ทัพจ้าวจะใช้อุบาย “ลอบเดินทางน้อย”นั้น ข้าน้อยเห็นว่า ช้าเกินการ ทั้งยังเสี่ยงนักหากข้าศึกไหวตัว รู้ทันและตั้งทัพดักซุ่มรอ อีกประการท่ำคัญ หากเลือกเส้นทางทุรกันดารไพร่พลย่อมเจ็บป่วยอ่อนแอ แม้ไปถึงที่หมาย ก็อาจไม่มีกำลังสู้รบได้ เช่นนั้นแล้ว มิเสียการหรอกหรือ”

“ที่เจ้ากล่าวมา ก็มีเหตุผล เช่นนั้น เจ้ามีแผนอื่นที่จะตีค่ายข้าศึกหรือไม่”

“ข้าน้อยเห็นว่า ในเมื่อใช้ปืนใหญ่ได้ไม่ถนัดหรือส่งทหารเข้าตีค่ายโดยตรงไม่ได้ เราก็ควรประดิษฐ์ระเบิดเพลิงแทน ด้วยยามนี้ กระแสลมเริ่มเปลี่ยนทิศพัดไปทางช่องเขา เหมาะแก่การใช้ระเบิดเพลิง หากเราระดมเผาค่ายมันอย่าได้หยุด พวกคนเถื่อนคงไม่อาจทนอยู่ได้เป็นแน่” หลิวถงตอบ

สีหน้าเฉาหย่งฝู่ แสดงชัดว่าสนใจในข้อเสนอของที่ปรึกษา แต่ก่อนที่จะพูดอะไร จ้าวเซิ่นก็กล่าวค้านว่า “เรียนใต้เท้า ค่ายข้าศึกอยู่ในที่สูง หากทำตามแผนของที่ปรึกษาหลิว เราจะต้องใช้ดินดำจำนวนมาก เพื่อให้ระเบิดเพลิงมีกำลังพอไปถึงค่ายพวกมันได้ ยามนี้ดินดำเราร่อยหรอไปมากแล้ว หากใช้หมดไป ศึกภายหน้า จะทำอย่างไร”

“แม่ทัพจ้าว คิดมากเกินไป ” หลิวถงกล่าว “ขอเพียงทำลายทัพล้านนาที่นี่ได้ การเข้ายึดเชียงแสนก็มิใช่เรื่องยาก ข้ารู้มาว่า ที่นั่นมีแหล่งกำมะถัน ถ้ำค้างคาว สามารถใช้ทำดินปืนได้มากมาย อีกประการ ท่านก็พูดเองมิใช่หรือว่า หากเป็นในสนามรบแล้ว ทัพล้านนามิอาจสู้ฝีมือทหารเราได้ หรือท่านจะกลับคำ” ท้ายประโยคแฝงน้ำเสียงเย้ยหยัน

จ้าวเซิ่นสะกดความขุ่นเคืองก่อนพูดว่า “ที่ข้าพูดไป ก็ด้วยเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม จึงอยากให้ รอบคอบ แต่หากกลศึกของท่านหลิวสามารถทำลายค่ายข้าศึกได้จริง ข้าก็จะขอใช้ศีรษะเป็นประกันคำพูดของตน ว่ากองทัพของเราจะทำลายกองทัพข้าศึกให้พินาศได้หมดสิ้นเช่นกัน” 

“พูดได้ดี สมกับเป็นชายชาตินักรบ” เฉาหย่งฝูหัวเราะชอบใจก่อนกล่าวว่า “ถ้าไม่มีใครมีแผนอื่นใดอีก ข้าก็จะให้ทำตามแผนของหลิวถง เราจะใช้เพลิงเผาค่ายคนเถื่อนให้พินาศแล้วเอาเลือดพวกมันเซ่นคมดาบเรา เพื่อสังเวยชัยชนะ!

เหล่านายทัพอื่นๆในที่นั้น ต่างส่งเสียงขานรับอย่างฮึกเหิม.....

*******************

วันรุ่งขึ้น ทัพจีนฮ่อส่งทหารเข้าโจมตีค่ายเชียงใหม่ด้วยระเบิดเพลิง ซึ่งมีลักษณะคล้ายประทัดแต่ใหญ่กว่าหลายเท่า หลังจุดชนวน แรงดินดำจะทำให้ลูกระเบิดพุ่งออกไป และระเบิดออกเป็นลูกไฟเมื่อกระทบเป้าหมาย แม้การที่ค่ายเชียงใหม่ตั้งอยู่ในที่สูง ทำให้ระเบิดเพลิงของทัพจีนได้ผลได้ไม่เต็มที่ ทว่าก็ยังสร้างความเสียหายได้ไม่น้อย

ยามพลบค่ำ อากาศในเขตภูเขาเย็นยะเยือก พญาติโลกราชทรงมองกระท่อมหลายหลังที่ถูกไฟเผาจนไหม้เกรียม หลังการโจมตีของข้าศึกเพิ่งเว้นระยะไป

“ข้าแต่เจ้าพ่อ” ท้าวศรีบุญเรืองกราบทูล “ทัพฮ่อยิงลูกไฟใส่สามวันแล้ว รั้วค่ายพังไปหลายส่วน โรงเรือนไหม้ไฟหลายหลัง แม้คนรบยังมิได้เจ็บตาย แต่หากเป็นฉะนี้นานไป ฝ่ายเราจักเสียขวัญ ควรเราถอย พอมิให้ลูกไฟยิงถึง เพื่อรักษาขวัญคนรบ ด้วยถึงอย่างใด หากเรายังอยู่ในซอกเขานี้ ฝูงฮ่อก็หาผ่านไปได้ไม่”

“ถ้าคิดถอย ก็ให้ทิ้งค่ายนี้ไปเสียเถิด”

“ทิ้งค่าย”อุปราชนครพิงค์ตกพระทัย “เจ้าพ่อจักให้ฝูงข้าศึกผ่านช่องเขานี้ไปละหรือ”

“ทำเช่นนั้นแล จักได้ต่อรบให้แตกหักกันเสีย” จอมคนตรัสสุรเสียงกร้าว...    

            สองวันต่อมา พญาติโลกก็ถอยทัพออกจากค่าย โดยให้หมื่นด้งนครคุมทหารแปดพันเป็นกองหลัง ซึ่งเมื่อแม่ทัพจีนทราบความ ก็ส่งทหารบุกขึ้นไปยึดค่าย ก่อนระดมพลติดตามโจมตีทัพล้านนาเพื่อหมายเข้ายึดเชียงแสน โดยจัดทัพม้าสวมเกราะสามพันกับทหารม้าเบาอีกสามพันเป็นกองหน้า มีพลเดินเท้าสามหมื่นเป็นกองหลัง และจัดทหารหนึ่งพันอยู่เฝ้าค่ายและทรัพย์สินทั้งหมด

           กองทัพหมื่นด้งเลือกใช้เส้นทางอ้อมที่ทุรกันดารล่อให้ทัพจีนไล่ตาม เพื่อให้ข้าศึกเสียเวลาและอ่อนกำลัง ข้างฝ่ายแม่ทัพจีนที่มุ่งจะเอาชนะ จึงเร่งติดตามโดยไม่คิดระแวง กระทั่งห้าวันต่อมา ทัพของหมื่นด้งก็เข้ามาในหุบเขาที่ทัพของพญาติโลกราชซึ่งมีไพร่พลสามหมื่นรวมกับทัพหนุนจากเชียงแสนอีกห้าพัน ซึ่งพญาติโลกราชทรงให้ม้าเร็วไปแจ้งให้มาสมทบยังหุบเขาแห่งนี้ตั้งแต่วันที่ถอยออกจากค่าย

เมื่อพญาติโลกราชทรงเห็นกองม้าข้าศึกไล่ตามทัพหมื่นด้งเข้ามาถึงกลางหุบเขาซึ่งเป็นพื้นที่ขรุขระ ปกคลุมด้วยพุ่มหนามและพงหญ้าล้อมรอบด้วยป่าละเมาะ พระองค์ก็ให้เหล่าทหารจุดไฟเผาพุ่มไม้ใกล้ทางเข้าหุบเขา ทำให้กองทหารเดินเท้าชาวจีนฮ่อซึ่งอยู่ตรงปากทางหุบเขา ไม่อาจมองเห็นกองม้าได้

 หมื่นหางช้างนำพลธนูสี่พันระดมยิงทหารม้าจีนบาดเจ็บล้มตายเป็นอันมากและเมื่อควันจางลง ท้าวศรีบุญเรืองและหมื่นม้าแก้วก็นำทหารหนึ่งหมื่นแยกเข้าโจมตีทั้งซ้ายและขวา ตัดกองม้าจีนขาดจากทัพใหญ่ ในเวลาเดียวกัน พญาติโลกราชก็ทรงให้ปล่อยช้างตกมันดุร้ายหนึ่งร้อยเชือกวิ่งตะลุยเหยียบกองทหารเดินเท้าจีนฮ่อ จนข้าศึกแตกตื่นหนีตายเป็นโกลาหล ก่อนจะทรงให้พลธนูระดมยิงใส่ข้าศึก จากนั้น กองทัพเชียงใหม่ที่เหลือก็เข้าโจมตีและในเวลาไล่เลี่ยกัน ทัพของหมื่นด้งก็หันกลับมาโจมตีจากทางด้านหน้า จนทำให้ขบวนทัพจีนถูกแยกเป็นหลายส่วน

การรบดำเนินไปอย่างดุเดือดเสียงช้างม้าและเสียงอาวุธปะทะกันดังปนเปไม่ได้ศัพท์ กองทัพจีนที่ถูกแยกเป็นส่วนๆ ถูกทหารเชียงใหม่ทำลายลงไปทีละส่วน จนไพร่พลบาดเจ็บล้มตายลงนับไม่ถ้วน

 เมื่อเฉาหย่งฝูเห็นสถานการณ์เลวร้าย ก็นำทหารม้าสองร้อยพร้อมหลิวถงปรึกษาตีฝ่าวงล้อม หมายเอาตัวรอด ทว่าถูกท้าวศรีบุญเรืองและหมื่นม้าแก้วนำทหารม้าเข้าสกัด แม่ทัพแซ่เฉาต่อสู้กับอุปราชนครพิงค์ได้ไม่นาน ก็พลาดท่า ถูกท้าวศรีบุญเรืองแทงตายด้วยทวน ขณะที่หลิวถงก็ถูกหมื่นม้าแก้วใช้ดาบฟันเอวขาดร่วงตกจากม้า สิ้นใจตาย

ท้าวศรีบุญเรืองตัดศีรษะแม่ทัพจีนฮ่อเสียบปลายทวนชูขึ้นสูง ทำให้ทหารจีนเสียขวัญ พากันแตกตื่นหนีเอาตัวรอด ทว่าถูกกองทัพล้านนาเข้าล้อมจากแทบยอมทุกทิศ จนไม่มีทางหนี

      ทหารจีนฮ่อได้ล้มตายไปเกือบครึ่งทัพ ส่วนจ้าวเซิ่นและนายทัพที่เหลือ เห็นว่า ยามนี้ พวกตนหมดทั้งหนทางหนีและทางสู้ได้แล้ว จึงพากันวางอาวุธยอมจำนนต่อกองทัพล้านนาจนหมดสิ้น 

 หลังชนะศึก พญาติโลกราชส่งหมื่นม้าแก้วนำทหารพร้อมคุมเชลยจีนและศีรษะเฉาหย่งฝูกลับไปค่ายข้าศึก เมื่อทหารจีนหนึ่งพันคนที่เฝ้าค่ายเห็นดังนั้น จึงยอมจำนนแต่โดยดีอย่างง่ายดาย จากนั้นหมื่นม้าแก้วจึงนำทรัพย์สินเสบียงอาหารกับเครื่องศาสตราวุธของทัพจีนฮ่อกลับมาเป็นอันมาก

หนึ่งสัปดาห์ต่อมา พญาติโลกราชก็เสด็จนำทัพกลับนครพิงค์พร้อมทรัพย์สินและเชลยศึกนับหมื่น ในยามนั้นเมื่อข่าวทัพล้านนาทำลายทัพจีนฮ่อ ไปถึงแคว้นเขมรัฐเชียงตุงของเผ่าไทเขิน ที่แต่เดิม เคยเป็นเมืองขึ้นเชียงใหม่แต่ได้แยกตนเป็นอิสระไปเมื่อหลายปีก่อน ทางเชียงตุงก็ครั่นคร้ามต่อแสนยานุภาพของล้านนาเชียงใหม่ จึงส่งทูตมาถวายเครื่องราชบรรณาการขออ่อนน้อมเป็นประเทศราชดังแต่ก่อน

ขณะเดียวกัน เมื่อฝ่ายอโยธยาทราบว่า กองทัพเชียงใหม่ได้ชัยชนะเหนือกองทัพจีนฮ่อ ออกญามหาเสนาจึงให้ยั้งทัพอยู่ที่สุโขทัย เพื่อรอดูเหตุการณ์ พร้อมส่งม้าเร็วนำความไปกราบบังคมทูลสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถให้ทรงทราบ

เมื่อจอมคนทรงทราบ พระองค์ก็ทรงมีพระบัญชาให้ออกญาสีหราชเดโชพร้อมกับไพร่พลเก้าพันอยู่รักษาเมืองสุโขทัยจนกว่าจะถึงฤดูฝน ส่วนทัพที่เหลือนั้นทรงโปรดฯให้กลับคืนมายังพระนคร

**************************

...ในศาลาไม้สักหลังใหญ่ซึ่งตั้งอยู่ในอุทยานหลวงนครพิงค์เชียงใหม่ พญาติโลกราชทรงประทับพักผ่อนพระอิริยาบทบนตั่งไม้สักปูลาดด้วยหนังเสือโคร่งโดยมีเจ้าอุปราช ท้าวศรีบุญเรือง ประทับนั่งบนตั่งอีกตัวซึ่งอยู่ข้างกัน พร้อมกับมีนางข้าหลวงอีกหลายสิบกว่าคนหมอบเฝ้าคอยถวายรับใช้

ข้าเจ้ามิเข้าใจ เหตุใด เจ้าพ่อจึงมิยอทัพไปรบชาวใต้เพื่อชิงสุโขทัยคืนท้าวศรีบุญเรืองกราบทูลถาม ยามนี้คนรบเราฮึกหาญด้วยเพิ่งปราบทัพฮ่อแตกพ่าย ทั้งได้คนจีนฮ่อมาเพิ่มทัพนับหมื่น ควรเราใช้ยามนี้นำฝูงเขาปราบทัพใต้เสีย

แม้ทัพเรากำลังฮึกหาญ หากรบไทใต้ต้องใช้คนมาก ศึกหนก่อน เราเสียคนรบแลเครื่องศึกไปมิน้อย แม้ได้เชลยมานับหมื่น แต่ก็ยังวางใจใช้ออกรบมิได้ อีกทั้งชาวใต้เพิ่มคนขุมขางสุโขทัยมากนัก แม้นยอทัพไปต่อตี ศึกอาจยื้อนาน มิเป็นการดีต่อเราพญาติโลกราชหยุดเล็กน้อยก่อนทรงมีรับสั่งต่อ “การอันทัพใต้ลอบตีสุโขทัยแลฆ่าหมื่นเชียงดาว พ่อเองก็เคืองแค้นมิน้อยกว่าสู แต่การศึกนั้น ถืออารมณ์เป็นใหญ่มิได้ หากต้องดูผลได้เสียที่ตามมาด้วย

คำเจ้าพ่อนั้น ข้าเจ้าก็แจ้งใจอยู่ แต่ก็ให้เสียดายนัก ที่เรามิได้ใช้ความฮึกเหิมของเหล่าไพร่พลในยามนี้ให้เกิดประโยชน์ท้าวศรีบุญเรืองกราบทูลด้วยน้ำเสียงเจือความผิดหวัง

เรื่องนั้นสูมิต้องเสียดาย พ่ออยู่หัวเชียงใหม่ทรงแย้มสรวลบางๆก่อนตรัสว่า ด้วยพวกสมิงดำเพิ่งแจ้งแก่พ่อว่า ยามนี้ ได้เกิดเหตุวุ่นวายขึ้นในเมืองนาย ด้วยเหล่าเจ้านายชาวเงี้ยวที่นั่น เกิดแบ่งข้างขัดแย้งต่อรบกันเองเพื่อชิงตำแหน่งเจ้าฟ้า พ่อคิดว่า หากเรายกทัพไปในยามนี้ คงหักเอาได้โดยมิยาก

เช่นนั้น ก็นับเป็นโอกาสอันเหมาะ สีพระพักตร์ของพระราชโอรสแจ่มใสขึ้น การนี้ ข้าเจ้าใคร่ขออาสายอทัพไปตีปราบเมืองนายมาวางแทบเบื้องบาทเจ้าพ่อ

ศึกเงี้ยวนี้ พ่อหมายนำทัพไปเอง สูนั้น ให้เป็นทัพหน้า เราพ่อลูกจักเข้าเหยียบแดนเงี้ยวด้วยกันพญาติโลกราชตรัส

เจ้าพ่อนำทัพเองฉะนี้ คนรบฝ่ายเราคงมีขวัญกำลังใจฮึกหาญขึ้นแท้เที่ยงมั่น ท้าวศรีบุญเรืองกราบทูลอย่างมั่นพระทัย

***************

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

541 ความคิดเห็น

  1. #487 jessica (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 22 เมษายน 2557 / 15:52
    มหาศึก สุดยอดเลยค่ะ เรื่องนี้
    #487
    0
  2. #444 สิตราณี (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2556 / 16:21
    เชียงใหม่สวดยวดเลย
    #444
    0
  3. #123 love goguma (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2554 / 17:26
     ลองส่งให้สำนักพิมพ์พิจารณาดูรึยังคะ
    อยากให้ออกเป็นเล่มจังค่ะ
    #123
    0