ศึกรบสองราชันย์

ตอนที่ 33 : ความตายในลานประลอง(จบภาค 1)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 434
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    13 มิ.ย. 61

บนเชิงเทินกำแพงเมือง พญาติโลกราชประทับยืนอยู่กับท้าวศรีบุญเรืองและเหล่าแม่ทัพอีกหลายคน โดยมีทหารองครักษ์หกนายคุมตัวหลวงพิจิตรยืนอยู่เบื้องพระพักตร์

ที่ข้าให้คนพาสูมานี่ ก็เพื่อให้สูเห็นแก่ตาว่า ยามนี้ทัพอโยธยาได้ถอยไปสิ้นแล้ว พญาติโลกราชตรัสกับเจ้าเมืองปากยม “สูเคยปากไว้ว่า อโยธยาจักไม่มีวันพ่ายมิใช่หรือ แต่ดูเหมือน ยามนี้ คงมิใช่ดังนั้นเสียแล้ว

อีกฝ่ายมองค่ายร้าง นอกกำแพงเมือง ก่อนหันมากล่าวด้วยน้ำเสียงกร้าว แม้นครานี้ อโยธยาเป็นฝ่ายล่าถอย แต่มินาน พวกเราจักกลับมาชิงสุโขทัยคืน แลขับไล่ทัพของพระองค์ออกไปให้พ้นจากแผ่นดินของเรา

ปากจายังโอหังเยี่ยงนี้ เห็นที สูคงยังมิยอมรับใช้ข้ากระนั้นสิ

ถึงแม้ต้องตาย ข้าพเจ้าก็จักขอตายในฐานะข้าทหารแห่งศรีอโยธยา

ข้าจักให้เวลาสูได้คิดอีกสามวัน ก่อนที่ข้าจักกลับเชียงใหม่ ถึงยามนั้น ลางที สูอาจเปลี่ยนใจ

ขอพระองค์อย่าได้เสียเวลาอีกเลย ทรงโปรดให้ประหารข้าพเจ้าเสียในตอนนี้เถิด เพราะถึงอย่างไร ข้าพเจ้าก็มิยอมทุรยศต่ออโยธยาเป็นแน่ นายทหารชาวอโยธยากราบทูลอย่างเด็ดเดี่ยว

สูนี้ใจเด็ดแท้” จอมคนเชียงใหม่ตรัสชมด้วยรู้สึกพอพระทัยในวาจาและท่าทางอันกล้าหาญของอีกฝ่าย เอาเถิด เช่นนั้น ข้าจักเพิ่มทางเลือกแก่สู นั่นคือให้สูรบกับคนรบห้าสิบคนด้วยมือเปล่า หากเอาชำนะพวกมันได้ ข้าก็จักปล่อยสูกลับไป พระองค์ทอดพระเนตรเจ้าเมืองปากยม ก่อนตรัสถามว่า “สูจักรับทางเลือกนี้หรือไม่

ข้าพเจ้าขอรับทางเลือกนี้หลวงพิจิตรกราบทูลตอบในทันที

พญาติโลกราชทรงแย้มสรวล สูคิดหรือว่า จักชำนะคนรบทั้งห้าสิบด้วยมือเปล่าได้

สายตาของเจ้าเมืองหนุ่มฉายแววเด็ดเดี่ยว อย่างน้อย มันก็เป็นหนทางตายที่สมเกียรติของนักรบ

เอาล่ะ ข้าจักให้ตามที่สูขอ จอมคนตรัส ก่อนจะทรงมีพระบัญชาให้จัดเตรียมสถานที่สำหรับการประลอง....

**********************

ที่ลานกว้างซึ่งถูกใช้เป็นสนามประลอง ทหารเชียงใหม่สามพันคน ยืนล้อมเป็นวง ขณะที่พญาติโลกราชทรงประทับอยู่กับท้าวศรีบุญเรืองและพญายุทธิษเฐียรพร้อมเหล่าขุนทัพในพลับพลาตรงขอบสนามด้านหนึ่ง จอมคนทรงทอดพระเนตรแม่ทัพอโยธยาที่ตกเป็นเชลย ซึ่งในยามนี้ ยืนอยู่กลางลานโดยปราศจากอาวุธและเกราะห่ม

ข้าเจ้ามิเข้าใจ ว่าเป็นใด เจ้าพ่อจึงให้หลวงพิจิตรสู้กับคนของเราให้ยุ่งยาก สู้ประหารเสีย มิง่ายกว่าหรือท้าวศรีบุญเรืองสงสัย

หม่อมฉันก็เห็นด้วยกับเจ้าอุปราชพญายุทธิษเฐียรตรัสเสริม “คนผู้นี้ทั้งโอหังแลอวดดี สมควรที่จักถูกตัดหัวเสียบประจาน เพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อไป

ข้ามิใคร่เห็นผู้กล้าเยี่ยงนี้ต้องตายง่ายดาย เสมือนดังคนไร้ฝีมือ พญาติโลกราชตรัสด้วยสุรเสียงเรียบ ขณะที่สายพระเนตรจับอยู่ที่บุรุษซึ่งยืนอยู่ในสนาม เอาล่ะ เริ่มประลองได้แล้ว

ท้าวศรีบุญเรืองถวายบังคมรับ ก่อนจะทรงหันไปสั่งการกับหมื่นเชียงดาวที่นั่งคุกเข่าอยู่ใกล้ๆ

ครู่ต่อมา เสียงกลองก็ดังขึ้น ขณะที่ไพร่ราบเชียงใหม่ห้าสิบคนเดินเข้าไปในสนาม ทุกคนถือโล่และอาวุธครบมือ จากนั้นทั้งหมดได้ตั้งแถวเป็นสองชั้น ทางด้านหลังของกองทหารเชียงใหม่มีม้าตัวหนึ่งถูกผูกอานไว้แล้วยืนอยู่

เสียงกลองหยุดลง หมื่นเชียงดาวเดินมาหาหลวงพิจิตรและบอกว่า “มหาราชเจ้ามีบัญชาว่า หากสูสามารถตีปราบคนทั้งห้าสิบลงได้ด้วยมือเปล่า สูจักได้ม้าตัวนั้นแลเสบียงกับอาวุธ เพื่อกลับไปยังเวียงปากยม

นายทหารหนุ่มชาวอโยธยาพยักหน้ารับรู้ ก่อนจะสูดลมหายใจเต็มแรง ขณะที่มองไปยังกองทหารข้าศึกด้วยดวงตาที่ฉายประกายแข็งกร้าว มือทั้งสองข้างกำหมัดแน่น

....เพื่อเกียรติแลศักดิ์ศรีของอโยธยา...ข้าจักไม่มีวันยอมแพ้......เป็นอันขาด...

ครู่ต่อมา หมื่นเชียงดาวก็กลับออกมายืนอยู่ที่ข้างสนามและยกดาบทั้งฝักในมือขวาชูขึ้น เป็นสัญญาณให้เริ่มการต่อสู้

ทหารเชียงใหม่ทั้งห้าสิบส่งเสียงโห่ร้อง ก่อนวิ่งกรูเข้าหาหลวงพิจิตรที่ยืนอยู่ คมหอก ใบดาบต้องแสงแดดเป็นประกายแวววาว

หลวงพิจิตรไม่รอให้ศัตรูได้มีโอกาสตั้งวงล้อม เขาพุ่งเข้าหาข้าศึกอย่างกล้าหาญ หมัดเท้าเข่าศอก เคลื่อนไหวพลิกพลิ้ว ด้วยเชิงมวยที่รุนแรงดุดัน ทำให้ทหารเชียงใหม่คนแล้วคนเล่า ต้องล้มคว่ำ หอก ดาบหลุดจากมือ แต่ขุนทัพหนุ่มก็หาได้หยิบอาวุธของฝ่ายตรงข้ามขึ้นมาใช้ไม่ นอกจากยังคงสู้ต่อไปด้วยมือเปล่าเท่านั้น

ทว่าแม้เชิงมวยจะรุนแรงเพียงใด แต่เนื้อหนังของคน ก็มิอาจต้านคมอาวุธได้ หลายครั้งที่คมหอก คมดาบเชือดเฉือนลงยังร่างของเจ้าเมืองปากยม จนโลหิตไหลอาบกาย แต่เขาก็ยังบุกไปข้างหน้าเรื่อยๆ จนกระทั่งในสนามประลอง มีทหารเชียงใหม่เพียงยี่สิบนายที่ยังอยู่ ส่วนพวกที่เหลือนั้น ล้มคว่ำแน่นิ่งอยู่บนพื้น ด้ายใบหน้าแตกยับและร่างกายฟกช้ำ ขณะที่หลวงพิจิตรก็ได้รับบาดเจ็บสาหัสจนเลือดไหลเปรอะเครื่องแต่งกายเป็นสีแดงฉาน

ขุนทัพอโยธยาพยายามรวบรวมกำลังที่ตนมีและจะพุ่งเข้าหาข้าศึกอีกครั้ง การต่อสู้อันดุเดือดรุนแรงดำเนินต่อไปได้อีกเพียงไม่นาน ทหารเชียงใหม่คนสุดท้ายก็ล้มคว่ำลง

เมื่อเห็นเจ้าเมืองปากยมเป็นฝ่ายชนะ ท้าวศรีบุญเรืองก็ตรัสกับพระบิดาว่า หลวงพิจิตรผู้นี้กล้าหาญยิ่งนัก แม้เพียงมือเปล่า ยังเอาชำนะคนครึ่งร้อยได้

เสียดาย ที่เรามิได้คนเยี่ยงนี้เอาไว้ใช้สายพระเนตรของพญาติโลกราชจับอยู่ที่ขุนทัพชาวอโยธยา พ่อหวังว่า อโยธยา คงมีคนเช่นนี้อยู่ไม่มาก หาไม่แล้ว ศึกในภายหน้าของเราคงลำบากแน่แท้

ขณะนั้นเองที่กลางสนามประลอง หลวงพิจิตรพยายามยืนอยู่ด้วยแรงที่เหลือเพียงน้อยนิด ดวงตาทั้งคู่เริ่มพร่ามัว โลหิตไหลอาบไปทั่วร่าง แม้กระนั้น เมื่อรู้ว่าตนเองได้ชัยชนะและกำลังจะได้กลับไปพบลูกน้อยและเมียรักอันรออยู่ที่บ้าน รอยยิ้มจางๆก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขา

นายทหารหนุ่มเดินโซเซไปยังม้าที่ผูกอยู่และพยายามปีนขึ้นไปนั่งบนหลังของมัน ทว่ายังไม่ทันที่จะได้ควบม้าออกไปสู่อิสรภาพ ร่างของเขาก็กลับล้มฟุบลงกับคอม้าก่อนจะร่วงลงมานอนแน่นิ่งบนพื้นดิน

พญาติโลกราชทรงทอดพระเนตรภาพนั้น ด้วยสีพระพักตร์เรียบเฉย ทว่าในสายพระเนตรแฝงไว้ด้วยความชื่นชมและสะเทือนพระทัยในความกล้าหาญของขุนทัพฝ่ายศัตรูที่ตกเป็นเชลย

บรรยากาศรอบสนามประลองเงียบกริบ หมื่นเชียงดาวเดินเข้าไปในสนามและตรวจดูร่างของขุนทัพอโยธยาครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินกลับมาที่หน้าพลับพลาและนั่งลงคลานเข่าเข้ามาหยุดที่เบื้องหน้าพญาติโลกราช

ข้าแต่ มหาราชเจ้าหมื่นเชียงดาวกราบทูลยามนี้ หลวงพิจิตรได้สิ้นลมแล้ว มหาราชจักมีบัญชาให้ทำเช่นใด

สูจงจัดเชลยใต้ส่งศพเขากลับยังปากยมให้สมเกียรติจอมคนตรัสสั่งหัวใจหาญกล้าของคนผู้นี้ น่านับถือยิ่งนัก

หมื่นเชียงดาวถวายบังคม ก่อนจะไปทำตามรับสั่ง ขณะที่พญาติโลกราชทรงทอดพระเนตรไปยังร่างไร้ชีวิตของเจ้าเมืองปากยมที่นอนอยู่ในสนาม พลางถอนพระอัสสาสะอย่างเสียดายที่มิอาจได้ตัวขุนทัพหนุ่มผู้นี้มารับใช้

**************

ยามอาทิตย์อัสดง ที่ลานกว้างด้านหน้าเรือนของเจ้าเมืองปากยม สารภี ภรรยาของเจ้าเมืองกำลังยืนอยู่เบื้องหน้าเกวียนซึ่งมีร่างของหลวงพิจิตรนอนสงบนิ่งอยู่  สีหน้าของหญิงสาวซีดเผือด ริมฝีปากสั่นระริก ดวงตาทั้งคู่เอ่อคลอด้วยหยาดน้ำ หลังจากได้รับทราบถึงมรณกรรมของผู้เป็นสามีแล้ว

หลังจากท่านเจ้าเมืองสิ้นชีวิต พระเจ้าเชียงใหม่ก็ให้คนนำศพกลับมาที่นี่ ขอรับหมื่นศรีชัย กรมการเมืองที่รู้เรื่องจากพวกเชลยอโยธยาซึ่งนำศพของหลวงพิจิตรกลับมาที่ปากยม กล่าวเบาๆด้วยน้ำเสียงเศร้าสลด

สารภีเดินไปยังร่างของสามีที่นอนนิ่งอยู่บนเกวียน ใบหน้าสง่างามนั้นแม้จะซีดเซียวไร้ชีวิตหากยังเหมือนปรากฏมีรอยยิ้มบางๆอยู่ ซึ่งบางทีอาจเป็นรอยยิ้มของความภาคภูมิที่ได้รักษาเกียรติของตนไว้จวบจนวาระสุดท้าย

ในที่สุด ข้าก็ได้พบพี่อีกครั้ง สารภีพึมพำด้วยเสียงกลั้นสะอื้นขณะสัมผัสมือที่เย็นเฉียบของสามีถึงบ้านของเราแล้ว หลับให้สบายเถิดนะ ท่านพี่

มุกเดินตามมาหยุดยืนอยู่ข้างมารดาและมองดูร่างของบิดาที่นอนสงบนิ่งอยู่บนเกวียน เมื่อครู่ เธอได้ยินทุกสิ่งที่หมื่นศรีพูดกับมารดาของเธอเกี่ยวกับวาระสุดท้ายของหลวงพิจิตร ผู้เป็นพ่อ และถึงแม้จะอายุเพียงสิบขวบปีแต่เด็กหญิงก็โตพอที่จะรับรู้ได้ถึงความจริงอันแสนโหดร้ายที่เกิดขึ้น

หยาดน้ำตาที่เอ่อคลอไหลพรากลงมาอาบสองข้างแก้มของมุก ทว่าสิ่งที่ปรากฏอยู่ในดวงตาทั้งคู่ของเด็กหญิงนั้น นอกจากความเศร้าโศกเสียใจแล้ว ยังมีความเคียดแค้นแฝงอยู่ด้วย

********************************

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

541 ความคิดเห็น

  1. #442 สิตราณี (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2556 / 15:23
    เศร้าอ่ะ....
    #442
    0
  2. #436 พินิจอักษรา (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2556 / 23:17
    น้ำตาไหลอีกแล้ว ฉากนี้
    #436
    0
  3. #105 ดัชนีนาง (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2554 / 00:32
    อาร่า... เจ้าเมืองสองแควจะก่อการจริงๆ เหรอเนี่ย
    อยากรู้จริงว่าจะวางแผนอย่างไรต่อ
    รออ่านนะคะ


    #105
    0
  4. #99 นายตามใจ (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 30 เมษายน 2554 / 13:13

    แล้วมาลงต่ออีกเร็วๆนะ ปล่อยให้รอนานๆไม่ดี ใจร้อนมากมาย

    #99
    0