ศึกรบสองราชันย์

ตอนที่ 32 : อโยธยาล่าทัพ(ปรับปรุง)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 468
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    30 มี.ค. 61

ที่ด้านหน้าโรงเสบียงที่ยามนี้ เหลือแต่ซากที่ถูกไฟไหม้ มีควันลอยอยู่ทั่วไป ออกญามหาเสนากับออกญาสีหราชเดโชยืนดูอย่างด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

พวกเชียงใหม่ร้ายนัก ที่กล้าบุกมาเผาเสบียงถึงในค่ายเราเช่นนี้ ออกญาสีหราชเดโชพูดอย่างเจ็บใจ

เคราะห์ดี ที่เมื่อคืน โรงเก็บดินดำมิได้ถูกเผาด้วย หาไม่คงวอดวายกว่านี้มากนักออกญามหาเสนากล่าว นับเป็นความชอบของเจ้าโดยแท้ เจ้าสินเมือง ประโยคต่อมา สมุหพระกลาโหมหันมาเอ่ยชมสินเมืองที่ยืนอยู่กับหลวงอินทรัตน์ ผู้เป็นบิดา

เด็กหนุ่มพนมมือขึ้นรับคำชม มิได้ขอรับ พระคุณท่าน

ใต้เท้า ออกญาสีหราชเดโชพูดขึ้น ยามนี้ เสบียงของเราได้ถูกเผาไปเป็นอันมาก ข้าพเจ้าเกรงว่า ทัพเราจะมีเสบียงอาหารเหลือพอเลี้ยงไพร่พลได้อีกมินาน

เอาเถิด ประเดี๋ยว ข้าจักนำความข้อนี้ไปกราบทูลพ่ออยู่หัวเพื่อขอพระราชวินิจฉัยจากพระองค์ท่านสมุหพระกลาโหมกล่าว ก่อนจะหันมาทางหลวงอินทรัตน์ที่ยืนอยู่ข้างๆและสั่งว่า หลวงอินท์, เจ้าจงให้คนเร่งเก็บกวาดเศษซากทั้งหมดให้เรียบร้อย แลจากนี้ไป ให้เพิ่มเวรยามอีกเท่าตัว เพื่อป้องกันมิให้ข้าศึกลอบเข้ามาได้อีก

ขอรับ พระคุณท่านแสน หรือ หลวงอินทรัตน์ รับคำสั่ง

**************

หลังทรงทราบว่า ฝ่ายเชียงใหม่ส่งคนลอบมาเผาทำลายเสบียงจนเสียหายไปเกือบหมด สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถก็ทรงมีพระบัญชาให้ม้าเร็วเดินทางไปยังเมืองสองแควเพื่อแจ้งให้ทางนั้นรวบรวมเสบียงอาหารทั้งจากในเมืองไชยนาทสองแควและหัวเมืองฝ่ายเหนืออื่นๆเท่าที่พอจะหาได้และจัดส่งมาให้กองทัพหลวงโดยเร็ว

ขณะที่เสบียงชุดใหม่ยังมาไม่ถึงค่ายหลวงนั้น พระบรมไตรโลกนาถก็ทรงทราบข่าวว่า เพลานี้ กองทัพหนุนของฝ่ายเชียงใหม่ได้ยกลงมายังสุโขทัยแล้ว

พวกเชียงใหม่มีรี้พลเท่าใด แลเพลานี้มาถึงไหนแล้ว พระองค์ตรัสถาม ออกญาเพชรพิชัย ผู้นำความมากราบทูล

ทัพยวนมีรี้พลหนึ่งหมื่นสี่พัน ยามนี้ อยู่ห่างไปเป็นระยะเดินทัพมิเกินสองขวบวัน พระพุทธเจ้าข้าอีกฝ่ายกราบทูล

ขอเดชะ พระอาญามิพ้นเกล้า ออกญามหาเสนากราบทูลขึ้น เพลานี้ ทัพหนุนของข้าศึกก็ใกล้เข้ามาแล้ว แต่เสบียงฝ่ายเรายังรวบรวมได้มิพอ ข้าพระพุทธเจ้าเกรงว่า เมื่อการณ์เป็นดังนี้ จักมิเป็นผลดีต่อฝ่ายเรา

แม้ข้าศึกมีทัพมาหนุน แต่รวมแล้วก็มิได้มากกว่าทัพเรา ข้าจึงคิดว่า เราคงสู้พวกมันได้จนกว่าเสบียงจักมาถึง

ข้าพระพุทธเจ้าเองก็เชื่อว่า ทัพเราสามารถต้านทัพหนุนของข้าศึกได้มิยาก แต่เกรงอยู่ก็แต่ หากศึกนี้ยืดเยื้อจนล่วงเข้าสู่วสันตฤดู ไพร่พลจักได้ยาก เช่นนั้นแล้วผลเสียอาจตกแก่ฝ่ายเรา

พ่ออยู่หัวทรงแย้มพระสรวล ข้ามิคิดว่า ทัพเชียงใหม่จักต้านฝ่ายเราได้จนถึงฝนแรกดอก

ในขณะนั้น เสียงหนึ่งก็ดังกระหึ่มมาจากนอกพลับพลา  เสียงนั้นคือ เสียงคำรามของฟ้า ที่เป็นสัญญาณบอกถึงสายฝนกำลังจะตกลงมา

รอยแย้มสรวลหายไปจากพระพักตร์ของพ่ออยู่หัวอโยธยา พระองค์ทรงทอดพระเนตรไปยังท้องฟ้าด้านนอกพลับพลา ที่ยามนี้ เริ่มมีเมฆดำก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ ...

วันต่อมา ฝนก็เริ่มตกกระหน่ำ เนื่องด้วยปีนี้ ฤดูฝนมาเร็วกว่าที่เคย ฝนที่ตกลงมา ทำให้ไพร่พลอโยธยาได้รับความยากลำบาก ทั้งยังทำให้การรวบรวมเสบียงอาหารจากหัวเมืองฝ่ายเหนือทำได้ล่าช้ายิ่งขึ้น

*****************

ขบวนยาวเหยียดของเกวียนเทียมวัวกว่าร้อยเล่ม พร้อมกับคนแบกหามหลายร้อยคนที่แบกของมาจนเต็มหาบ กำลังเคลื่อนตัวผ่านแนวป่า สายฝนที่โปรยบางๆ ทำให้พื้นดินเฉอะแฉะเป็นหลุมเป็นบ่อ ล้อของเกวียนหลายเล่มตกติดหล่มจนพวกที่มาด้วย ต้องมาช่วยกันเข็นขึ้นจากหล่มอย่างทุลักทุเล

ขณะที่ขบวนเกวียนกำลังจะเคลื่อนตัวออกพ้นจากบริเวณป่าโปร่งนั้นเอง ลูกธนูจำนวนมากก็ถูกระดมยิงมาจากแนวป่าสองข้างทาง ราวห่าฝน ชายที่คุมเกวียนมา หลายสิบคนถูกลูกธนูพุ่งเสียบร่างจนขาดใจตายร่วงตกจากเกวียน ส่วนพวกที่เหลือก็พากันตื่นตระหนกจนทำอะไรไม่ถูก

เสียงโห่ร้องดังทั่วป่า ก่อนที่ชายฉกรรจ์จำนวนนับร้อยในมือถือดาบโพกหัวด้วยผ้าสีแดงจะกรูกันออกมาจากสองข้างทางเข้าฟาดฟันพวกที่มากับกองเกวียนอย่างดุเดือด เสียงการรบพุ่งดังไปทั่วบริเวณนั้น และในเวลาไม่นาน พวกที่มากับกองเกวียนก็ถูกสังหารจนเกือบหมด มีเพียงไม่กี่คนที่หนีรอดไปได้ ขณะที่เกวียนทุกเล่มถูกผู้โจมตี ยึดเอาไปได้จนหมด

************************

พวกเชียงใหม่ดักปล้นกองเสบียงฝ่ายเราอีกแล้วหรือ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงรับสั่งอย่างตกพระทัย

พระพุทธเจ้าข้า ออกญาสีหราชเดโชกราบทูลด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เมื่อเช้านี้ มีไพร่พลที่รอดจากการซุ่มโจมตี นำความมาแจ้งว่า ระหว่างที่กองเสบียงมาถึงยังชายป่าห่างไปจากค่ายหลวงประมาณสามร้อยเส้น ก็ถูกกองโจรเชียงใหม่เข้าโจมตีแลชิงเสบียงอาหารไปได้ทั้งหมด

พวกยวนร้ายกาจนัก เพียงเจ็ดวัน มันปล้นเสบียงถึงสามครั้ง ซ้ำหนนี้ ยังกล้าเข้ามาปล้นใกล้ค่ายหลวงถึงเพียงนี้อีก

ขอเดชะ พระอาญามิพ้นเกล้า พวกเชียงใหม่กระทำดังนี้ คงหมายตัดเสบียงทัพเรา เพื่อให้ไพร่พลเกิดระส่ำระสายเป็นแน่ พระพุทธเจ้าข้าออกญามหาเสนากราบทูล

คำกราบทูลของสมุหพระกลาโหม ทำให้พระพักตร์ของพระบรมไตรโลกนาถเคร่งเครียด พระองค์ได้ตรัสถามออกญาสีหราชเดโชว่า หากให้รวบรวมเสบียงใหม่ส่งมาเพิ่ม จักได้เมื่อใด

คงทำได้ยากนักพระพุทธเจ้าข้า ด้วยว่าเสบียงที่ถูกปล้นไปนั้น ก็เป็นจำนวนเกือบทั้งหมดที่หาได้ในยามนี้แล้ว

ออกญาเพชรพิชัย พ่ออยู่หัวทรงหันไปยังแม่ทัพอีกผู้หนึ่ง ฝ่ายเรายังมีเสบียงอาหารเหลืออีกเท่าใด

คงพอเลี้ยงไพร่พลได้เต็มที่ มิเกินสิบวัน พระพุทธเจ้าข้า

พระเนตรของจอมคนเปล่งประกาย ขณะที่ตรัสด้วยสุรเสียงแข็งกร้าวว่า ถ้าเช่นนั้น หากต้องการชัยชำนะ ก็มีแต่ต้องหักเอาสุโขทัยให้ได้ในยามนี้ เท่านั้น

หลายวันต่อมา ทัพอโยธยาโหมเข้าตีสุโขทัยอย่างดุเดือดหลายครั้ง แต่สายฝนที่ตกลงมา เป็นอุปสรรคสำคัญในการรบ ประกอบกับฝ่ายเชียงใหม่ก็ยังป้องกันเมืองได้อย่างเข้มแข็ง จนทำให้อโยธยาต้องสูญเสียไพร่พลไปเป็นอันมาก

บนเชิงเทินของกำแพงเมืองสุโขทัย พญาติโลกราชทรงประทับยืนทอดพระเนตรภาพของกองทัพอโยธยาที่กำลังล่าถอยกลับเข้าค่าย โดยทิ้งซากศพของไพร่พลนับพันเกลื่อนกลาดอยู่เบื้องหลัง สายฝนยังคงโปรยบางๆ ชะล้างหยาดเลือดจากซากศพเหล่านั้นไหลมารวมกันจนพื้นดินทั่วบริเวณกลายเป็นทุ่งเลือด

สูเห็นแก่ตาแล้วมิใช่ฤาว่า ทัพล้านนาเข้มแข็งเหนือกว่าทัพอโยธยาเพียงใด พ่ออยู่หัวเชียงใหม่หันมาตรัสกับหลวงพิจิตรที่ถูกคุมตัวยืนอยู่ด้านข้าง

หลังจากจับตัวเจ้าเมืองปากยมได้ พญาติโลกราชได้ทรงมีบัญชาให้คุมขังเอาไว้พร้อมกับจัดสาวงามหลายคนไปคอยรับใช้ เพื่อหมายเกลี้ยกล่อมให้หลวงพิจิตรยอมสวามิภักดิ์ แต่ก็ไร้ผลเนื่องจากอีกฝ่ายหาได้สนใจหญิงงามเหล่านั้นไม่  เมื่อกลสาวงามไม่เป็นผล พระองค์จึงทรงมีบัญชาให้นำตัวเจ้าเมืองพิจิตรมาดูการรบระหว่างสองทัพด้วยตนเอง โดยพระองค์ทรงหมายจะให้อีกฝ่ายได้เห็นความเข้มแข็งของกองทัพล้านนา เพื่อที่ว่าอาจทำให้หลวงพิจิตรละพยศและยอมอ่อนน้อมต่อพระองค์ได้ ทั้งนี้ สำหรับจอมคนแห่งเชียงใหม่นั้น การทำให้ขุนทัพผู้เก่งกล้าของฝ่ายศัตรูยอมศิโรราบได้ ถือเป็นสิ่งที่ทำให้พระองค์ทรงพอพระทัยได้ไม่แพ้การได้รับชัยชนะในสงคราม

สายตาเจ้าเมืองหนุ่มเต็มไปด้วยแววแกร่งกร้าวขณะที่กล่าวตอบพระดำรัสของเหนือหัวเชียงใหม่ว่า อโยธยาอาจเสียทีในการรบ แต่จักไม่มีวันแพ้สงครามเป็นอันขาด

ถึงป่านนี้แล้ว สูยังคิดฤาว่า พญาใต้จักชิงเวียงนี้คืนได้อีกพญาติโลกราชตรัสพลางแย้มสรวลบางๆ

ชาวอโยธยาไม่มีวันยอมให้ผู้ใดมาเชือดเฉือนแผ่นดินไปได้เป็นแน่

ก็ได้จอมคนเชียงใหม่ทรงพยักพระพักตร์ เช่นนั้น เรามาดูกันต่อไป ว่าทัพอโยธยาจักทำได้ดังสูปากหรือไม่รับสั่งจบ พระองค์ก็ทรงหันกลับไปทอดพระเนตรสมรภูมิรบที่อยู่ภายนอกกำแพงเมืองอีกครั้ง...

ในขณะที่กองทัพหลวงของฝ่ายอโยธยากำลังพยายามเข้าตีเมืองสุโขทัยอยู่นั้นเอง ก็มีข่าวลงมาว่า กองทัพอีกส่วนหนึ่งที่ถูกส่งไปตั้งค่ายขวางทัพหนุนของเชียงใหม่มีทีท่าว่าจะต้านข้าศึกเอาไว้ได้อีกไม่นาน ซึ่งหากค่ายทางนั้นแตกเมื่อใด ก็จะทำให้ทัพหลวงถูกทัพเชียงใหม่เข้าตีกระหนาบได้

ในที่สุด เมื่อสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถได้ทรงเล็งเห็นแล้วว่า การศึกครั้งนี้ ฝ่ายอโยธยาคงมิอาจเอาชัยเหนือกองทัพเชียงใหม่ได้ พระองค์จึงจำต้องทรงมีพระบัญชาให้กองทัพทั้งหมดล่าถอยกลับพระนครศรีอโยธยา

***********

ข้าแต่มหาราช คนสืบฝ่ายเราแจ้งว่า หลังปันคนส่วนหนึ่งอยู่เฝ้าสองแควแล้ว พญาใต้ได้นำทัพที่เหลือเลิกจากเวียงไปจนสิ้น แลยามนี้ชาวใต้ก็ล่าทัพผ่านปากยมมุ่งลงไปยังอโยธยาแล้ว หมื่นม้าแก้วกราบทูลรายงานพญาติโลกราชขณะที่พระองค์ทรงประทับอยู่ในคุ้มเจ้าเมืองสุโขทัย

จอมคนทรงแย้มพระสรวลพอพระทัยครานี้ ฝูงไทใต้คงได้รู้แล้วว่า ทัพล้านนานั้นเข้มแข็งเพียงใด

ไหว้สา เจ้าพ่อ ท้าวศรีบุญเรืองกราบทูลขึ้น ยามนี้ ทัพหนุนข้างเราก็มาพร้อมแล้ว ข้าเจ้าเห็นว่า เราควรยอคนไปยึดเวียงสองแควเสีย ข้าเจ้าเชื่อว่า ลำพังคนรบอันพญาใต้ทิ้งไว้นั้น คงมิอาจต้านทัพเราได้แน่แท้

พญาติโลกราชทรงพยักพระพักตร์เบาๆก่อนจะทรงหันไปตรัสถามหมื่นด้งนครว่า เจ้าอาเห็นเช่นใด

ข้าแต่มหาราช แม้ทัพใต้ล่าไปแล้ว แต่การยึดสองแควใช่ทำได้ในเร็ววัน ทั้งยามนี้ ก็ล่วงเข้าหน้าฝน ทำให้การศึกลำบากขึ้น แม้นยังรบต่อ ก็อาจต้องประสบเหตุดังที่ทัพใต้ได้พบมาหมื่นด้งกราบทูลตอบ  “ข้าเจ้าเห็นควร เราพักศึกไว้ก่อน แลกวาดผู้คนทรัพย์สินจากสุโขทัยกลับไปยังนครพิงค์

ที่สูปากมา ก็นับว่ามีเหตุผล จอมคนล้านนาตรัสช้าๆ เช่นนั้น ข้าจักยอทัพกลับนครพิงค์ก่อน หากแต่ให้คนรบส่วนหนึ่งอยู่ยังสุโขทัย เพื่อว่า ยามหน้า เมื่อทัพเราลงมาทำศึกกับชาวใต้ ก็จักได้มีที่มั่นไว้ต่อรบ

แม้จะทรงขัดพระทัยที่พระบิดาไม่ทำตามคำเสนอของตน แต่ท้าวศรีบุญเรืองก็มิได้ทรงโต้แย้งแต่อย่างใด  เจ้าชายหนุ่มทรงปรับพระพักตร์ให้เป็นปกติ ก่อนจะกราบทูลถามว่า แล้วเจ้าพ่อจักให้ผู้ใดอยู่เฝ้าสุโขทัย

หมื่นเชียงดาว พญาติโลกราชตรัสเรียกนายทัพอาวุโสผู้หนึ่ง “สูจงคุมคนรบเจ็ดพันอยู่รักษาเวียงสุโขทัยไว้

อีกฝ่ายถวายบังคมน้อมรับ ข้าเจ้ารับบัญชา

หลังจากที่ทรงกำหนดตัวนายทัพผู้อยู่รักษาเมืองสุโขทัยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จอมคนเชียงใหม่ก็ทรงหันพระพักตร์มาทางพระโอรสและตรัสถามว่า ยามนี้ เชลยของเรา เป็นเยี่ยงใดบ้าง มันมีทีท่ายอมอ่อนน้อมหรือยัง

ยังคงปากจาอวดกล้าเหมือนเดิม เจ้าพ่อ

จอมคนแย้มสรวลเยือกเย็น ก่อนจะรับสั่งว่า “สูจงให้คนเอาตัวมันไปยังกำแพงเวียง ข้าจักให้มันได้เห็นบางสิ่ง

*****************

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

541 ความคิดเห็น

  1. #441 สิตราณี (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2556 / 15:11
    อโยธยาพ่ายไปซะแล้ว
    #441
    0
  2. #413 rinrana (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2556 / 01:11
    จะเกิดอะไรขึ้นกับหลวงพิจิตรละเนี่ย
    #413
    0