ศึกรบสองราชันย์

ตอนที่ 26 : ความฝันของสินเมือง(ปรับปรุง)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 439
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    30 มี.ค. 61

หนุ่มน้อยวัยสิบห้าปี ใบหน้าคมเข้ม รูปร่างสูง ค่อนข้างล่ำสัน ผิวคล้ำเล็กน้อยเยี่ยงคนที่ชอบอยู่กลางแจ้ง นุ่งผ้าพื้น สวมเสื้อสีเข้ม มีเกราะผ้าปิดทับช่วงหน้าอกและหน้าท้อง ยืนถือดาบอยู่กลางลาน อีกด้านหนึ่ง มีชายฉกรรจ์เจ็ดคนแต่งกายแบบเดียวกันถืออาวุธซึ่งมีทั้งหอกแลดาบยืนประจัญหน้า

ชายชราวัยเจ็ดสิบ ท่าทางแข็งแรงผู้หนึ่ง ยืนกอดอกดูอยู่ข้างลาน ก่อนจะร้องสั่งสั้นๆว่า “เริ่มได้

ชายทั้งกลุ่มรุมล้อมเล่นงานหนุ่มน้อยพร้อมกัน ทว่าอีกฝ่ายกลับถีบตัวโดดเหยียบไหล่คู่ต่อสู้ ข้ามมายืนอยู่นอกวงล้อม ดาบในมือเคลื่อนไหวคล่องแคล่ว พลิกด้านสันดาบฟาดลงยังจุดอ่อนของคู่ตรงสู้ เพียงพริบตาก็ล้มอีกฝ่ายลงไปถึงสองคน ทำให้พวกที่เหลือต้องกระจายวงห่างออกมา

ทันใดนั้น ท่อนไม้ยาวศอกเศษหลายสิบท่อนก็พุ่งเข้าใส่เด็กหนุ่มจากรอบทิศ ทว่าเขากลับควงดาบในมือกวัดแกว่งดังจักรผันจนท่อนไม้เหล่านั้นเข้าไม่ถึงตัวพลางกระโจนเข้าหาคู่ต่อสู้ที่ยังคุมเชิงอยู่และเปิดฉากโจมตีอย่างดุเดือด เพียงชั่วเวลาไม่นานนัก ชายฉกรรจ์ทั้งหมดก็พ่ายแพ้เนื่องด้วยถูกสันดาบฟาดเข้ายังจุดสำคัญจนล้มลงสิ้นกำลัง

เก่งมาก เจ้าสินเมืองชายชราเอ่ยชมหลังการต่อสู้จบลง ขนาดเจ้าพวกนี้ล้วนแต่ฝีมือดี ก็ยังเอาชำนะเจ้ามิได้

เด็กหนุ่มหันมาก้มศีรษะและยิ้มรับ ที่ข้าทำได้ ก็ด้วยครูท่านสั่งสอนขอรับ

ข้าคงไม่มีอันใดจักสอนเจ้าอีกต่อไปแล้ว

ท่านครูกล่าวเกินไปแล้วเด็กหนุ่มกล่าวอย่างถ่อมตัว ขณะที่พยายามเก็บอาการลิงโลดไว้ในใจ

ข้าพูดจริง ผู้เป็นครูยิ้มพลางกล่าวว่าทั้งเชิงดาบ เชิงมวย เจ้าก็เรียนไปจนสิ้นแล้ว จักให้ข้าสอนอันใดอีก

ท่านครูขอรับสินเมืองเอ่ย ฝีมือเช่นข้านี้ พอออกรบได้หรือยัง

ฝีมือเจ้า เหนือกว่าพลรบสามัญมากนัก หากออกศึกเมื่อใด เพียงไม่นาน คงได้อวยยศเป็นแน่อีกฝ่ายตอบ

เมื่อได้ยินเช่นนั้น เด็กหนุ่มก็ลอบยิ้มให้ตัวเองอย่างสมคะเน ดวงตาทั้งสองเป็นประกาย คำตอบของผู้เป็นครู ทำให้สินเมืองมั่นใจว่า หากเขาขอร้องกับบิดา ถึงเรื่องให้พาเขาไปสมัครเข้าเป็นทหารแล้ว บิดาของเขาต้องไม่ปฎิเสธเป็นแน่

***********

เจ้าว่า เจ้าเรียนวิชาของท่านหมื่นชาญจนหมดแล้วหรือหลวงอินทรัตน์เอ่ยถามบุตรชาย ขณะที่ทั้งครอบครัวกำลังนั่งสนทนากันหลังอาหารมื้อเย็น

ครูท่านบอกกับข้าเช่นนั้นจริงๆ หากพ่อมิเชื่อ จักให้ข้าแสดงให้ดูก็ได้สินเมืองยืนยัน

แสนหรือหลวงอินท์มองดูลูก เช่นนั้นวันพรุ่ง พ่อจักพาเจ้าไปทดสอบฝีมือเพื่อดูว่า เจ้าพูดจริงหรือไม่

แล้วหากข้าทำได้ดังที่พูด พ่อจักให้ข้าเข้าเป็นทหารหรือไม่สินเมืองถามอย่างกระตือรือล้น

คนเป็นพ่อยิ้มอย่างเอ็นดูพร้อมกับตบไหล่บุตรชายเบาๆ เอาเถิด ไว้ถึงพรุ่งนี้แล้วค่อยว่ากัน

เจ้าสินเมือง นางสายพิณที่นั่งอยู่ด้วยเอ่ยเรียกผู้เป็นหลาน ย่าใคร่รู้ ว่าเหตุใด เจ้าจึงอยากเป็นทหารนัก

ข้าอยากเป็นขุนศึกเยี่ยงพ่อ ขอรับเด็กหนุ่มตอบ

แต่เป็นทหารนั้นลำบากนัก ต้องฝีกฝนอาวุธแทบทุกวัน ทั้งยามสงครามก็ต้องนำไพร่เลวออกรบเป็นกองหน้า เสี่ยงกับคมหอก คมดาบ อาจบาดเจ็บหรือถึงตายก็ได้นะ ออเจ้าคนเป็นย่ากล่าวเป็นเชิงลองใจ

ข้ามิกลัวทั้งนั้น ท่านย่าน้ำเสียงของสินเมืองหนักแน่น

นางสายพิณมองหลานชายก่อนจะยิ้มอย่างพอใจ ยามนั้นในดวงตาของหญิงชรามีแววคาดหวังบางประการแฝงอยู่..

เช้าวันรุ่งขึ้น แสนพาบุตรชายไปทดสอบฝีมือยังโรงทหาร ซึ่งเด็กหนุ่มก็สามารถทำได้ดี จนบรรดาขุนทหารหลายคนที่มาดูด้วย พากันออกปากไปตามกัน

นี่ละ ที่เขาว่าลูกไม้หล่นมิไกลต้น หลวงอินท์ก็เรืองฝีมือนัก  มาถึงลูกชายก็มิห่างกันทีเดียวหลวงเพชรพิชิต บิดาของดอกแก้วเอ่ยชม

น่าดีใจที่พี่แสน มีบุตรชายเก่งกล้าเพียงนี้ขุนพิทักษ์เทวา นายทหารรุ่นน้องของแสนกล่าวเสริม

ข้าบอกพวกท่านแล้วว่า เจ้าสินเมืองหลานข้า มันเก่งเพียงใดเทพหรือหลวงฤทธิ์โยธยา พูดเป็นเชิงโอ่ถึงเด็กหนุ่มที่ตนรักเหมือนลูกเหมือนหลานข้าว่า อีกไม่นานดอก มันต้องได้เป็นขุนทหารลือชื่อแน่

พวกท่านอย่าชมให้มากไปเลย ประเดี๋ยวเด็กมันจักเหลิงเอาได้แสนปรามเพื่อนๆ แต่ดวงตาที่มองดูบุตรชายของตนที่กำลังประลองฝีมืออยู่กับเหล่าทหารทะลวงฟันนั้น ก็เต็มไปด้วยประกายของความรักและภาคภูมิใจ

ครู่ต่อมา หลวงอินทรัตน์ก็บอกให้ยุติการประลอง จากนั้นสินเมืองกับเหล่าทหารทะลวงฟันก็แยกย้ายกันออกจากสนามฝึก เด็กหนุ่มเดินเข้ามาหาผู้เป็นบิดาและกล่าวขึ้นว่า ฝีมือข้าเป็นเยี่ยงไรบ้าง พ่อพอใจหรือไม่

เจ้าเก่งมาก แสนกล่าวชมเมื่อเจ้าใคร่เป็นทหาร วันพรุ่ง พ่อจักพาไปฝากกับท่านออกญามหาเสนา

ขอบคุณมากขอรับ สินเมืองยิ้มกว้างด้วยความดีใจที่ฝันของตนเป็นจริงไปอีกขั้นหนึ่ง

...ครานี้ก็เหลือเพียงออกรบ เพื่อสร้างชื่อ ให้ได้รับยศเป็นขุนทหารเท่านั้น....ซึ่งก็คงไม่นานนักดอก

***************

พี่สินเมืองได้เป็นทหารแล้วหรือ ทองถามอย่างตื่นเต้น ขณะกำลังเดินเล่นในตลาดย่านคลองสวนพลู ใกล้ชุมชนชาวจีนในกรุงอโยธยา

ใช่ อีกฝ่ายพยักหน้าพลางยิ้มกว้างอย่างภูมิใจ เมื่อเช้า พ่อได้พาพี่ไปไหว้ท่านออกญามหาเสนาแลสำแดงเชิงการต่อสู้ให้ท่านชม ท่านออกญาเห็นว่าพี่มีฝีมือเก่งกล้ายิ่งนัก จึงให้ไปเป็นทหารในสังกัดท่าน

แหม พี่สินเมืองนี่ มิค่อยอวดตัวเองเลยหนา ดอกแก้ว เด็กหญิงวัยสิบสองย่างสิบสามปี ขัดขึ้น

คนมันมีฝีมือจริงๆนี่นะ แล้วเหตุใดจักอวดบ้างมิได้เล่าสินเมืองว่า

เด็กหญิงสะบัดหน้า ชิ ข้าล่ะหมั่นไส้

เอ๊ะ เจ้านี่ เป็นเด็กเป็นเล็ก พูดกับพี่เยี่ยงนี้ได้อย่างไรคนโตกว่าทำเสียงดุ

พี่สินเมืองก็แก่กว่าข้ามิกี่ปีดอกดอกแก้วเถียง

ทองส่ายหน้า เพื่อนต่างวัยสองคนมักชอบต่อล้อต่อเถียงกันเช่นนี้มาไม่รู้กี่หนแล้ว เอาน่าพี่ อย่าเถียงกันเลย ไปกินข้าวเย็นที่บ้านข้าดีกว่าเขาพยายามไกล่เกลี่ย ซึ่งก็ทำให้การปะทะคารมหยุดลงได้

ขณะนั้นเองก็เกิดความวุ่นวายขึ้นในร้านขายสุราอาหารข้างหน้า ซึ่งมีชาวบ้านหลายคนยืนล้อมอยู่ เสียงผู้หญิงหวีดร้อง ตามมาด้วยเสียงข้าวของตกแตก

ที่นั่นคงมีเรื่องเป็นแน่ สินเมืองกล่าวพลางมองไปทางทิศนั้น “พี่จักเข้าไปดูเสียหน่อย”

ทองส่ายหน้า ไม่เห็นด้วย “เราอย่าไปยุ่งเลย ปล่อยให้เป็นเรื่องของพระนครบาลเถิด”

“หากเจ้ามิอยากไป ก็รออยู่นี่” สินเมืองว่าก่อนผละออกไป ขณะที่อีกฝ่ายลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตัดสินใจตามไปด้วย

ดอกแก้วที่ยืนฟังอยู่ข้างหลัง ขยับตัวจะตามเพื่อนรุ่นพี่ทั้งสอง ทว่านางแช่ม พี่เลี้ยงของเด็กหญิงเข้ามาขวางไว้ คุณหนูเจ้าขา บ่าวว่าอย่าไปเลย ดูท่าว่ามันจักมีอันตรายนะเจ้าคะ

ก็ข้าใคร่รู้ว่าเกิดอันใดขึ้นนี่ พี่แช่มดอกแก้วเถียง ก่อนจะสะบัดมือจากพี่เลี้ยงและออกวิ่งไป ทำให้นางแช่ม กับบ่าวอีกสองคนที่มาด้วยต้องรีบวิ่งตาม

เมื่อไปถึง ทั้งหมดก็เห็นผู้ชายร่างยักษ์กำลังฉุดกระชากหญิงสาววัยรุ่นผิวขาวหน้าตาดีคนหนึ่ง โดยมีชายอีกสี่คนยืนคุมเชิงมิให้คนอื่นเข้าไปช่วย บนพื้นมีชายชราคนหนึ่งนอนสลบอยู่

ผู้ใดมิอยากเจ็บตัว อย่าเข้ามาเสือกนะโว้ย หนึ่งในนั้นร้องขู่พวกชาวบ้าน ดาบในมือขยับไปมา

มีเรื่องอันใดกันรึ พี่ชาย สินเมืองหันไปถามชายชาวบ้านคนหนึ่ง

อ้ายพวกอันธพาล มันเมาก็เลยลวนลามลูกสาวเจ้าของร้าน พอพ่อของผู้หญิงเข้าไปช่วย พวกมันก็ซ้อมเสียหมอบอยู่ตรงนั้นอีกฝ่ายชี้ไปยังชายชราที่นอนสลบอยู่

หามีผู้ใดไปขวางมันบ้างหรือไร

ชายคนนั้นสั่นหน้า พวกมันตั้งหลายคน ล้วนแต่ใหญ่โตเยี่ยงควายถึก ผู้ใดจักกล้าเข้าไปรนหาที่เล่าพ่อเอ๊ย

เมื่อได้ยินดังนั้น สินเมืองก็ก้าวเข้าไปยืนต่อหน้าพวกอันธพาลและร้องสั่งเสียงดัง หยุดบัดเดี๋ยวนี้ ไอ้พวกชั่ว

พวกอันธพาลทั้งหมดต่างหันมามองเป็นตาเดียวกัน 

เฮ้ย ไอ้หนู หลีกไป มิเช่นนั้นกูจักกระทืบให้จมดิน ชายร่างยักษ์ที่กำลังฉุดผู้หญิงอยู่ ตะคอกใส่

หากคิดว่า ไอ้พวกสวะชั้นต่ำเยี่ยงพวกมึงจักทำได้ ก็จงดาหน้าเข้ามาเด็กหนุ่มร้องท้า

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ชายร่างยักษ์ก็สั่งให้พวกมันคนหนึ่งเข้าไปจัดการเจ้าเด็กปากกล้า ทว่าในทันทีที่ไอ้อันธพาลคนนั้นพุ่งเข้าใส่ สินเมืองก็เหวี่ยงเท้าขวาฟาดเข้าก้านคอของมันเต็มรักจนล้มคว่ำหมดสติ

ชายร่างยักษ์เห็นคนของตนถูกเตะคว่ำไปดังนั้น ก็ร้องขึ้นด้วยความโกรธก่อนจะนำพวกที่เหลือกรูเข้ามาพร้อมกัน พวกมันเหวี่ยงดาบหมายฟันอีกฝ่ายให้ขาดสองท่อน แต่เด็กหนุ่มก็กระโดดเข้าถีบหน้าไอ้ยักษ์ผู้นั้นจนล้มหงาย ก่อนจะเตะอัดซ้ำเข้าที่ปลายคางจนมันสลบเหมือด จากนั้นสินเมืองก็พุ่งเข้าหาพวกที่เหลือและเพียงชั่วพริบตา พวกอันธพาลทั้งห้าก็นอนสลบอยู่บนพื้น ด้วยเชิงมวยของเด็กหนุ่ม

ชาวบ้านที่ยืนรอบๆปรบมือชื่นชม สินเมืองบอกพวกชาวบ้านให้เอาเชือกมัดพวกอันธพาลที่นอนสลบเพื่อส่งตัวให้พระนครบาลชำระโทษ โดยชาวบ้านอีกสามสี่คนเข้าไปช่วยหญิงสาวประคองบิดาของนางซึ่งตอนนี้ได้สติขึ้นมาแล้ว

ทองที่เพิ่งหายตื่นเต้น เอ่ยปากว่า พี่สินเมืองเก่งยิ่งนัก มิทันเคี้ยวหมากแหลก ก็กำราบไอ้พวกนั้นจนสิ้นฤทธิ์

เล็กน้อยเท่านั้น เหงื่อพี่ยังมิทันตกด้วยซ้ำไป สินเมืองพูดพลางยิ้มกว้างก่อนจะหันไปยังสหายหญิงรุ่นน้องที่เพิ่งต่อปากต่อคำกับตนไปเมื่อครู่ เป็นเยี่ยงไร ดอกแก้ว ครานี้ ยังว่าพี่อวดอ้างตัวเองอีกหรือไม่

ดอกแก้วไม่ตอบ หากแต่ดวงตากลมโตที่มองมายังอีกฝ่ายนั้น เต็มไปด้วยความชื่นชม

******************

ภายในคุ้มหลังใหญ่ที่เวียงเจ็ดรินใกล้เชิงดอยสุเทพ อันเป็นที่ประทับแปรพระราชฐานของพญาติโลกราช พระองค์ทรงกำลังสนทนากับท้าวศรีบุญเรืองและเจ้าหลวงหมื่นด้งนคร ซึ่งทั้งสองเพิ่งมาถึงเวียงเจ็ดรินเมื่อเช้านี้

ที่ข้าเรียกสูทั้งสอง มาแต่ลำปางแลเชียงราย ก็ด้วยมีการจักหารือ พญาติโลกราชตรัส พญายุทธิษเฐียรได้ส่งคนถือหนังสือ มาแจ้งว่า ยามนี้ พญากำแพงเพชรขัดแย้งกับพญาสุโขทัย จนต้องลงไปชำระความยังอโยธยา ข้าจึงเห็นว่า นี่เป็นโอกาสอันเหมาะที่จักไปตีเวียงทั้งสอง

ไหว้สา มหาราชเจ้า หมื่นด้งยอหัตถ์ขึ้นใส่เกล้าก่อนกราบทูล “ยามนี้ เรากำลังเตรียมการศึกกับล้านช้าง ข้าเจ้าคิดว่าคงมิเหมาะควร หากมหาราชจักยกทัพลงใต้

คำกราบทูลของอีกฝ่าย ทำให้จอมคนทรงนึกย้อนไปคราทัพล้านช้างยกมาโจมตี เมื่อครั้งก่อน จนเป็นเหตุให้พระองค์ต้องยุติการรบกับอโยธยาและเร่งกลับมารับศึก แม้ครั้งนั้นจะได้ชัยชำนะ แต่สงครามระหว่างสองฝ่าย ก็ยังมิสิ้นสุด ด้วยว่าล้านช้างยังกระทำตนเป็นศัตรู ส่งกองทหารมากวาดต้อนผู้คนตามหัวเมืองชายแดนล้านนาเป็นระยะ

ที่เจ้าอาปากมา ก็มีเหตุผล พ่ออยู่หัวแห่งล้านนาทรงรับสั่ง เห็นที ก่อนไปรบชาวใต้อีกครา ข้าคงต้องตีปราบล้านช้างให้เสร็จสิ้นเสียก่อน หาไม่ ยามใดที่ข้ายอคนลงใต้ ชาวล้านช้างคงยกมาตีกระหนาบเวียงพิงค์นี้เที่ยงมั่น

ไหว้สาเจ้าพ่อ แม้เรายังมิอาจส่งทัพใหญ่ไปหักเวียงทั้งสอง แต่หากเพียงส่งพลไปปล้นแลกวาดต้อนผู้คนมา ข้าเจ้าคิดว่าคงทำได้ท้าวศรีบุญเรืองกราบทูลเสนอ

ทำดังนั้น มิใช่วิสัยโจรป่าฤาเจ้าหลวงหมื่นด้งตรัสท้วง

ชาวใต้ยกพลมาปล้นเวียงพิงค์หลายหนนับแต่ครั้งพญาใต้ราเมศวร การทำดังนั้นก็มิผิดโจรเยี่ยงกัน เจ้าชายหนุ่มตรัสแย้งกลับ การอันเราทำนี้ ก็เพียงตอบแทนสิ่งที่ฝูงเขาเคยทำต่อเราเท่านั้น

คำสูต้องใจพ่อนักพญาติโลกราชรับสั่ง เช่นนั้น พ่อให้สูนำพลหนึ่งหมื่นยกไปปล้นกำแพงเพชรแลสุโขทัย

ท้าวศรีบุญเรืองทรงยอหัตถ์ขึ้นเหนือเกล้า ข้าเจ้าน้อมรับบัญชา

เจ้าอาพระเจ้าเชียงใหม่ตรัสเรียกหมื่นด้ง ก่อนจะทรงมีพระบัญชาว่า สูแลเหล่าขุนหาญทั้งปวงจงเร่งฝึกฝนคนหอกคนเครื่องให้พร้อมไว้ อีกมินาน ข้าจักยกพลศึกไปเหยียบหลวงพระบาง ตีปราบล้านช้างให้สิ้นฤทธิ์

*****************

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

541 ความคิดเห็น

  1. #432 yukai (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2556 / 18:32
    โอ้อวด  จะดีเหรอ
    #432
    0