ศึกรบสองราชันย์

ตอนที่ 25 : ชิงชัยในคราแรก(ปรับปรุง)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 480
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    30 มี.ค. 61

พระเจ้าเชียงใหม่ยกทัพมาเองเยี่ยงนี้ คงหมายทำศึกใหญ่กับเราเป็นแน่แท้ พระบรมไตรโลกนาถรับสั่งด้วยสีพระพักต์เคร่งเครียดหลังจากทรงทราบข่าว “ม้าเร็วได้แจ้งมาด้วยหรือไม่ว่า ทัพยวนมีรี้พลมาสักเท่าใด พระองค์ตรัสถามออกญามหาเสนา ผู้นำความมากราบทูล

ม้าเร็วแจ้งว่า ทัพยวนที่ยกมา มีรี้พลประมาณสามหมื่นสี่พัน พระพุทธเจ้าข้าอีกฝ่ายกราบทูลตอบ

สามหมื่นสี่พันหรือพระบรมไตรโลกนาถทรงอุทานก่อนจะรับสั่งต่อด้วยสุรเสียงเคร่งเครียด “ข้าศึกมีมาก เห็นทีหัวเมืองฝ่ายเหนือคงตั้งรับได้มินาน หากมิรีบส่งทัพขึ้นไปช่วย อาจเสียทีแก่พระเจ้าเชียงใหม่ก็เป็นได้

ขอเดชะ พระอาญามิพ้นเกล้า ออกญาจักรีศรีองค์รักษ์ สมุหนายก กราบทูลขึ้น  “แม้ทัพเชียงใหม่มีพลมาก แต่หัวเมืองฝ่ายเหนือก็มีปราการมั่นคง ซ้ำยังมีไพร่พลนับหมื่น ข้าพระพุทธเจ้าคิดว่า คงพอต้านข้าศึกได้นานพอ จนทัพเราขึ้นไปถึง พระพุทธเจ้าข้า

ถึงอย่างไร เราก็มิอาจประมาทได้สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถตรัสก่อน ทรงหันมายังสมุหพระกลาโหม ออกญามหาเสนา ภายในสามวัน เราจักระดมคนได้เท่าใด”

“ราวสามหมื่นแปดพัน พระพุทธเจ้าข้า”

“เช่นนั้น ท่านจงเกณฑ์พลแลเตรียมช้างม้าให้พร้อม อีกสามวัน ข้าจักนำทัพขึ้นไปรับศึกพระเจ้าเชียงใหม่ด้วยตัวเอง

เมื่อได้ยินรับสั่งดังนั้น ออกญามหาเสนาจึงกราบทูลว่า ขอเดชะ พระอาญามิพ้นเกล้า ข้าพระพุทธเจ้าเห็นว่า ใต้ฝ่าพระบาทหาต้องเสด็จไปไม่ เพียงใช้ข้าพระพุทธเจ้าแลเหล่าขุนทัพออกไป ก็เพียงพอแล้ว

ศึกครานี้ พญาติโลกราชทรงนำทัพมาเอง ตัวข้านั้นก็เป็นเจ้าแผ่นดินอโยธยา หากมินำทัพออกรบ แต่ใช้เหล่าขุนทหารออกหน้าแล้วไซร้ พระเจ้าเชียงใหม่จักมิเยาะเอาว่า ข้าอ่อนแอไร้ฝีมือกระนั้นหรือ พ่ออยู่หัวทรงมีรับสั่งด้วยสุรเสียงเด็ดเดี่ยว ท่านจงไปเตรียมทัพให้พร้อมตามที่ข้าสั่งเถิด

เมื่อได้ยินรับสั่งดังนั้น ออกญามหาเสนาจึงมิได้กราบทูลสิ่งใดอีกนอกจากถวายบังคมน้อมรับพระบัญชา

****************

ยามค่ำ ที่เรือนของออกหลวงอินทรัตน์ แสงคบไต้ยังสว่างมาจากส่วนที่เป็นหอนั่งซึ่งอยู่กลางเรือน ด้วยว่าเจ้าบ้านและครอบครัวยังนั่งสนทนากันอยู่ โดยใกล้ๆกันนั้น มีทาสหญิงสองคนนั่งกึ่งหมอบคอยรับใช้อยู่

วันพรุ่ง ข้าต้องไปศึกแล้ว มิรู้ว่าเมื่อใดจักได้กลับ แม่อยู่ทางนี้ต้องดูแลรักษาตัวเองด้วย หลวงอินทรัตน์ หรือ แสน กล่าวกับนางสายพิณ ผู้เป็นมารดา

แม่แข็งแรงดี เจ้ามิต้องห่วงนางสายพิณกล่าว ศึกครานี้ แม่ขอคุณพระคุณเจ้าคุ้มครองตัวเจ้าให้รอดปลอดภัยกลับมา

แสนก้มกราบบนตักของมารดาเพื่อรับพร ก่อนลุกขึ้นแลหันไปยังเด็กหนุ่มที่นั่งบนยกพื้นข้างๆและกล่าวว่า เจ้าอยู่ทางนี้ ทำตัวดีๆ อย่าดื้อกับย่าล่ะ เจ้าสินเมือง

ข้าใคร่ไปศึกกับพ่อด้วย อีกฝ่ายพูดขึ้น

เจ้ายังเด็กนัก เพิ่งสิบสามย่างสิบสี่ ยังออกรบมิได้ดอก

แต่ข้าเรียนเชิงอาวุธมามากแล้ว ข้าคิดว่า ข้าสู้พวกข้าศึกได้

ลำพังชำนาญในเชิงอาวุธนั้นยังมิพอ เจ้าต้องรอบคอบแลมีไหวพริบสติปัญญาด้วย จึงจักสู้เขาได้ แสนกล่าว

ท่านครูเคยออกปากว่า ข้ามีปัญญาไหวพริบดีกว่าคนอื่นๆ เช่นนี้แล้ว ข้าก็ไปกับพ่อได้ใช่ไหม สินเมืองพยายามขอ

ไม่ได้ คนเป็นพ่อห้ามด้วยเสียงเด็ดขาด แต่ครั้นเมื่อเห็นบุตรชายทำหน้าสลดก็กล่าวต่อด้วยเสียงอ่อนลงว่า เจ้าเพิ่งอายุเท่านี้ หามีผู้ใดยอมให้ออกรบดอก เอาไว้โตเป็นหนุ่มเมื่อใด พ่อจักพาเจ้าไปด้วย

สินเมืองจำต้องยอมตามที่บิดาสั่ง แม้ว่าในใจจะอดนึกเสียดายไม่ได้....

*****************

เช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากได้เพลาอันเป็นมหามงคลฤกษ์ กองทัพอโยธยาที่ชุมนุมอยู่ชานพระนครด้วยรี้พลสามหมื่นแปดพัน ก็เคลื่อนทัพออกจากทุ่งกว้างอันเป็นที่ประชุมพลโดยมีสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงเป็นจอมทัพเสด็จนำรี้พลมุ่งหน้าขึ้นไปยังแคว้นสุโขทัย หัวเมืองฝ่ายเหนือ เพื่อทำศึกกับกองทัพเชียงใหม่

หลังเคลื่อนพลออกจากกรุงศรีอโยธยา ได้เพียงสองสัปดาห์ โดยยังมิทันยกเข้าถึงแดนหัวเมืองฝ่ายเหนือ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถก็ได้ทรงทราบข่าวร้าย

ทัพเชียงใหม่ตีชากังราวกำแพงเพชรแตกแล้วกระนั้นรึพระองค์ตรัสถามขุนทหารผู้นำความมารายงาน

พระพุทธเจ้าข้า อีกฝ่ายกราบทูล “ทัพเชียงใหม่ล้อมเมืองเพียงสองวัน ก็หักเอาได้ พญากำแพงเพชรนำพลตีฝ่าออกมาก่อนเมืองแตก ส่วนทัพเชียงใหม่นั้น หลังตีกำแพงเพชรได้แล้วก็เคลื่อนพลไปยังสุโขทัย พระพุทธเจ้าข้า

กำแพงเพชร ปราการแน่นหนา เหตุใด ทัพเชียงใหม่จึงตีได้ในเพลาเพียงสองขวบวันเท่านั้น

ขอเดชะ พระอาญามิพ้นเกล้า ข้าพระพุทธเจ้าคิดว่า ศึกครานี้ พวกเชียงใหม่คล้ายรู้ตื้นลึกหนาบางฝ่ายเราเป็นอย่างดี หาไม่ คงมิอาจทำการรวดเร็วดังนี้ออกญามหาเสนา กราบทูลออกความเห็น

ท่านกำลังบอกว่า มีไส้ศึกคอยส่งข่าวให้พวกยวน กระนั้นหรือ

ข้าพระพุทธเจ้าเพียงสงสัย พระพุทธเจ้าข้า

เอาเถิด เรื่องนั้นคงต้องไว้ภายหลัง ยามนี้ เราต้องป้องกันสุโขทัยเอาไว้ อย่าให้เสียแก่ทัพเชียงใหม่ได้ พระบรมไตรโลกนาถตรัสด้วยสุรเสียงเครียด ก่อนหันไปรับสั่งกับออกญาสีหราชเดโชว่าท่านจงให้คนถือหนังสือไปยังสองแควแจ้งพญายุทธิษเฐียรจัดแต่งทัพไปช่วยป้องกันสุโขทัย ส่วนข้าจักรีบนำทัพหลวงขึ้นไปสมทบให้เร็วที่สุด

รับด้วยเกล้า พระพุทธเจ้าข้า

***************

เสียงโห่ร้องผสมปนกับเสียงอาวุธปะทะกัน ขณะที่ทหารเชียงใหม่นับหมื่นเข้าโจมตีเมืองสุโขทัยอย่างดุเดือด ทว่าทหารในเมืองก็ต่อต้านอย่างเข้มแข็ง ธนูและหอกซัดปลิวว่อน ควันไฟคละคลุ้ง

ชาวสุโขทัยต่อรบเข้มแข็งนัก ทัพเราล้อมเวียงแลเทคนเข้าปล้นมาร่วมสองสัปดาห์ ยังหักเอามิได้ พญาติโลกราชตรัส ขณะทรงม้าทอดพระเนตรการรบ

ท้าวศรีบุญเรืองที่ทรงม้าอยู่ข้างๆ กราบทูลขึ้น เชลยที่เราจับได้ มันบอกว่า ก่อนหน้าทัพเรามาถึงไม่กี่วัน มีทัพจากปากยมยกมาช่วยป้องกันเวียง ผู้นำทัพฝีมือเข้มแข็งนัก น่าจักเป็นมันนั่นแล ที่ทำให้สุโขทัยต้านทัพเราได้

ดี สายพระเนตรของพ่ออยู่หัวเชียงใหม่จับอยู่ที่เบื้องหน้า ข้าก็ใคร่รู้ว่า ฝีมือชาวใต้จักแข็งแกร่งสักเพียงใด

ยามนั้นเอง เจ้าหลวงหมื่นด้งนครก็นำนายทัพสองนายควบม้าเข้ามาหยุดอยู่ห่างจากองค์เหนือหัวและพระโอรส ไหว้สา มหาราชเจ้า หมื่นด้งนครพนมมือขึ้นกราบทูล “มีพิราบนำสาส์นมาแต่เจ้าสองแคว แจ้งว่า พญาใต้บรมไตรโลก กำลังนำทัพมายังสุโขทัย คาดว่ามิเกินสามสี่วัน ก็จักมาถึง

มาแล้วรึพญาติโลกราชทรงแย้มพระสรวลเล็กน้อย ดีนัก ครานี้ จักได้รู้กันว่า พญาใต้บรมไตรโลกผู้นี้ จักเก่งกล้าสักเพียงใดตรัสจบ ก็ทรงมีพระบัญชาให้กองทัพเชียงใหม่ถอนกำลังจากการเข้าตีเมืองสุโขทัยและไปตั้งมั่นยังชัยภูมิอันเหมาะสม เพื่อเตรียมทำศึกกับกองทัพอโยธยา

ทว่าในเย็นวันรุ่งขึ้น ก็มีม้าเร็วถือหนังสือมาจากสีหโคตเสนาบดีหรือหมื่นด้ามพร้าคต ซึ่งพญาติโลกราชมีพระบัญชาให้อยู่รักษานครพิงค์เชียงใหม่ นำข่าวมาแจ้งว่า พระเจ้ากรุงหลวงพระบางแห่งอาณาจักรล้านช้าง ได้นำทัพใหญ่รี้พลสามหมื่นยกเข้าประชิดแดนล้านนา

พญาล้านช้างกำเริบนัก มันคงเห็นกูติดศึกชาวใต้ จึงยกพลมาตีเวียงพิงค์พญาติโลกราชตรัสด้วยความพิโรธ

ไหว้สา พญาใหญ่มหาราชเจ้าเจ้าหลวงหมื่นด้งนคร แม่ทัพใหญ่แห่งล้านนากราบทูลขึ้น ทัพลาวประชิดแดนเราเยี่ยงนี้ ข้าเจ้าเห็นว่า ฝ่ายเราควรพักศึกชาวใต้ก่อน จากนั้นจึงยกทัพกลับไปป้องกันนครพิงค์

ท้าวศรีบุญเรืองไม่เห็นด้วยกับความเห็นของหมื่นด้ง จึงกราบทูลว่า ไหว้สา เจ้าพ่อ อีกเพียงสามสี่วัน ทัพใต้ก็จักมาถึง ข้าเจ้าเห็นว่า เราควรอยู่ตีปราบชาวใต้ให้พ่ายยับเสียก่อน จากนั้นจึ่งค่อยถอยกลับนครพิงค์

ข้าแต่มหาราชเจ้า ทำเช่นนั้นสุ่มเสี่ยงยิ่งนัก แม้นศึกชาวใต้ติดพัน อาจเป็นโอกาสให้ทัพลาวฉวยเข้าหักนครพิงค์ได้แม่ทัพใหญ่แห่งล้านนา กราบทูลเตือน

พญาติโลกราชทรงลูบพระหนุช้าๆ อย่างตรึกตรอง พระพักตร์คมสันเคร่งขรึม ก่อนรับสั่งว่า ข้าเห็นต้องตามคำหมื่นด้ง ครานี้ คงต้องละศึกชาวใต้ไว้ก่อน วันหน้ามีโอกาส จึงค่อยมาต่อรบฝูงเขาอีกครา”

เช้ามืดวันรุ่งขึ้น กองทัพเชียงใหม่ก็เร่งถอนทัพกลับล้านนาพร้อมทั้งกวาดต้อนเชลยศึกและทรัพย์สินจำนวนมากที่ได้จากเมืองกำแพงเพชรไปด้วย โดยพญาติโลกราชทรงให้หมื่นม้าแก้วคุมพลหกพันเป็นกองหลัง

****************

ขอเดชะ พระอาญามิพ้นเกล้า อุปนิกขิตของข้าพระพุทธเจ้านำความมาแจ้งว่า ยามนี้ ทัพเชียงใหม่ล่าถอยกลับไปแล้ว พระพุทธเจ้าข้าออกญาสีหราชเดโชนำความมากราบทูลรายงานสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถขณะทรงประทับอยู่ภายในพลับพลาของค่ายหลวงกลางป่าทึบระหว่างเมืองสองแควกับสุโขทัย

พ่ออยู่หัวทรงขมวดพระขนงอย่างแปลกพระทัย เหตุใดพระเจ้าเชียงใหม่จึงรีบถอยทัพกลับไปเช่นนั้น

มีข่าวว่า ล้านช้างยกทัพมาประชิดแดน พระเจ้าเชียงใหม่จึงรีบนำทัพกลับไปป้องกันนครพิงค์ พระพุทธเจ้าข้า

ข้ามิยอมให้ทัพเชียงใหม่ได้กลับไปแต่โดยง่ายเยี่ยงนี้แน่ พระบรมไตรโลกนาถตรัส พระเนตรทั้งสองเป็นประกายแข็งกร้าวสั่งถอนค่าย เคลื่อนทัพไล่ตามพวกมัน บัดเดี๋ยวนี้

หลังจากทรงทราบว่า กองทัพเชียงใหม่ที่กำลังล้อมเมืองสุโขทัยอยู่นั้น ได้ล่าถอยกลับไปแล้ว สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถก็เสด็จนำทัพออกติดตามเพื่อโจมตีข้าศึกในทันที โดยอีกเจ็ดวันต่อมา กองทัพอโยธยาก็ติดตามกองทัพเชียงใหม่มาถึงยังปลายแดนระหว่างหัวเมืองฝ่ายเหนือกับล้านนา..

กองทัพอโยธยาเคลื่อนพลเป็นขบวนยาวเหยียด ผ่านมาตามราวป่า พร้อมช้างศึกนับร้อยและม้าศึกนับพัน แสงแดดส่องผ่านยอดไม้ตกกระทบคมอาวุธ แลเห็นเป็นประกายวิบวับ

ตรงกลางขบวนทัพ คชสารร่างสูงใหญ่สามเชือกเดินรวมกลุ่มอยู่ใกล้กัน ช้างแต่ละเชือกมีเหล่าจตุลังคบาทประจำขาทั้งสี่ นอกจากนี้ยังมีกองทหารราชองครักษ์หลายร้อยนายเดินรายล้อมอยู่

สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถประทับนั่งบนหลังพระคชาธารที่เดินอยู่ตรงกลาง ขณะที่บนหลังช้างเชือกทางซ้ายมี พญายุทธิษเฐียร ประทับอยู่ ส่วนทางขวา มีออกญามหาเสนานั่งบนคอช้างศึกอีกเชือกหนึ่ง

จากที่อุปนิกขิตข้างเรารายงานมา ยามนี้ทัพเชียงใหม่ได้ยกล่วงเข้าถึงแดนเมืองลำพูนไปแล้ว พวกมันออกเดินทางก่อนหน้าฝ่ายเราหลายวันเช่นนี้ คงยากจักตามทันออกญามหาเสนากราบทูล

สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงขมวดพระขนง เช่นนั้น ข้าจักนำพลหนึ่งหมื่นเป็นทัพหน้าออกไล่ตามตีพวกเชียงใหม่ ส่วนทัพหลวงนั้นให้ไปตั้งทัพรอหนุนที่บ้านโคน

ทำดังนั้นจักมิเป็นการเสี่ยงไปหรือ พระพุทธเจ้าข้า

พวกเชียงใหม่ยกล่วงเข้าแดนมันแล้วเยี่ยงนี้ คงคิดมิถึงดอก ว่าฝ่ายเราจักไล่ตามมาอีก

ข้าพระพุทธเจ้าเห็นพ้องด้วย แลขอติดตามใต้ฝ่าพระบาทไปตีพวกยวนให้แตกพ่าย พญายุทธิษเฐียรสนับสนุน

พ่ออยู่หัวทรงแย้มสรวลอย่างพอพระทัย ดีมาก สหายข้า

เช่นนั้น ขอข้าพระพุทธเจ้าติดตามไปด้วยเพื่อถวายอารักขา พระพุทธเจ้าข้าออกญามหาเสนากราบทูลเสนอ

มิต้อง พระบรมไตรโลกนาถตรัสห้าม ข้าจักให้ท่านรับหน้าที่อยู่ควบคุมทัพหลวงแทนข้า

แต่ว่า...

พ่ออยู่หัวทรงเลิกพระขนงขึ้นเล็กน้อย ออกญา มิเชื่อฝีมือข้าหรือ

หามิได้ พระพุทธเจ้าข้าออกญามหาเสนากราบทูลตอบ

“เยี่ยงนั้น ท่านจงทำตามที่ข้าสั่งก็พอ ส่วนเรื่องทัพเชียงใหม่ ข้าแลยุทธิษเฐียร จักช่วยกันไล่ตามตีให้พินาศยับเยินเอง”ท้ายประโยค สมเด็จพระบรมไตรนาถทรงหันมาแย้มสรวลกับเจ้าชายแห่งสองแคว ขณะที่อีกฝ่ายก็ก้มศีรษะน้อมรับ

*******************

กองทัพหน้าของอโยธยาไล่ตามทันกองหลังของทัพเชียงใหม่ที่น้ำลิบ ซึ่งอยู่ตรงปลายแดนใกล้เขตนครลำพูน ทันทีพบทัพข้าศึก สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถก็ทรงมีพระบัญชาให้ไพร่พลเข้าโจมตีทันที ขณะที่หมื่นม้าแก้วก็สั่งให้ทหารเชียงใหม่เข้าต้านทานอย่างสุดกำลัง กองทัพทั้งสองฝ่ายเข้าปะทะกันอย่างดุเดือด

ท่ามกลางสนามรบ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงม้านำเหล่าทหารราชองครักษ์เข้าไล่ฟาดฟันทหารเชียงใหม่ล้มตายเป็นจำนวนมาก ทว่าทหารข้าศึกก็ยังหนุนเนื่องเข้ามาล้อมพระองค์และกองราชองครักษ์เอาไว้

พระยายุทธิษเฐียรทรงหันไปเห็นพ่ออยู่หัวแลเหล่าราชองครักษ์กำลังต่อสู้กับข้าศึกอยู่กลางวงล้อม ชั่วครู่หนึ่งที่เจ้าชายแห่งสองแควทรงมองภาพนั้นและนิ่งเฉยอยู่ คล้ายทรงชั่งพระทัยบางอย่าง

ในขณะนั้นเอง ม้าทรงของเหนือหัวอโยธยาก็ถูกทหารเชียงใหม่เข้ารุมล้อมจนห่างออกมาจากเหล่าราชองครักษ์ ทำให้พระองค์ถูกรุมล้อมเพียงลำพัง

เมื่อเห็นดังนั้น พระยายุทธิษเฐียรก็ตัดสินพระทัยควบม้านำพลบุกตรงไปยังบริเวณนั้น และเข้าฟาดฟันทหารเชียงใหม่ที่รุมล้อมสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถจนแตกพ่ายไป

ขอบน้ำใจ สหายข้าจอมคนทรงรับสั่งพร้อมกับแย้มพระสรวลให้พระสหาย

อีกฝ่ายก้มเศียรลง หามิได้ พระพุทธเจ้าข้า

พระบรมไตรโลกนาถทรงบังคับมาเข้ามาใกล้อีกฝ่ายและตรัสว่า เอาล่ะ พวกเราไปประหารศัตรูให้สิ้นเถิด

รับด้วยเกล้า พระพุทธเจ้าข้า พระยายุทธิษเฐียรน้อมรับ ก่อนจะบังคับม้าตามพ่ออยู่หัวไปจากบริเวณนั้น...

การรบดำเนินไปได้ครึ่งวัน กองหลังของเชียงใหม่ก็มิอาจต้านทานทัพหน้าอโยธยาเอาไว้ได้ จึงถูกตีแตกพ่ายยับเยิน สูญเสียรี้พลไปกว่าครึ่ง หมื่นม้าแก้วได้นำไพร่พลที่เหลือ มุ่งหน้าไปยังนครลำพูนซึ่งทัพหลวงของเชียงใหม่ยั้งทัพอยู่

ยามค่ำ ภายในห้องโถงใหญ่ของคุ้มหลวงนครลำพูน พญาติโลกราชประทับนั่งบนตั่งพลางทอดพระเนตรหมื่นม้าแก้วที่เพิ่งนำทัพกลับมาถึง

ข้าเจ้าพ่ายศึก เป็นเหตุให้เวียงพิงค์ต้องเสื่อมเสีย ขอมหาราชโปรดลงอาญาด้วยเถิด หมื่นม้าแก้วในสภาพที่เนื้อตัวและเครื่องแต่งกายเปรอะไปด้วยคราบเลือดและเศษดิน กราบทูลขอรับพระราชอาญา

จงบอกข้ามา ว่าเหตุใด ทัพสูจึงแตกพ่ายเยี่ยงนี้พระองค์ตรัสถามด้วยสุรเสียงเคร่งขรึม

ข้าแต่มหาราช หมื่นม้าแก้วกราบทูล “ทัพใต้ตามทันทัพเราที่น้ำลิบ ข้าเจ้าคุมคนรบต่อตี หากฝูงเขาเข้มแข็งนัก ทัพข้าเจ้าทานไว้มิได้ จึงแตกพ่ายมา

สูรู้หรือไม่ว่า ผู้ใดเป็นผู้นำทัพ

พญาใต้ บรมไตรโลก เป็นผู้นำมา

จอมคนทรงอึ้งไปครู่ใหญ่ พระพักตร์เปลี่ยนไปเล็กน้อยก่อนจะปรับให้เป็นปกติ พระองค์ทรงทอดพระเนตรขุนทัพที่คุกเข่าอยู่เบื้องหน้า ก่อนจะตรัสช้าๆว่า “เห็นแก่ที่สูรับใช้ข้าด้วยความภักดีมานาน ครานี้ ข้าจักมิเอาโทษสู

หมื่นม้าแก้วรีบก้มลงกราบเจ้าเหนือหัวแห่งตน ด้วยความซาบซึ้งในพระกรุณา

ไหว้สา พญาใหญ่ตนเป็นพ่อ ท้าวศรีบุญเรืองกราบทูลขึ้น “ข้าเจ้าขออาสานำทัพย้อนกลับไปตีปราบทัพใต้ให้พ่ายยับ เพื่อล้างแค้นให้ทัพเรา

ยามนี้ เรามิอาจทำได้ ด้วยต้องเร่งยกทัพไปรับศึกล้านช้าง ก่อนพวกมันเข้าถึงเวียงพิงค์พญาติโลกราชรับสั่งกับพระโอรส ก่อนจะทรงมีพระบัญชากับขุนทัพทั้งหมดในที่นั้นว่า พวกสูทั้งปวงจงออกไปเตรียมตัว ข้าจักเคลื่อนทัพก่อนรุ่งสาง วันพรุ่ง

เมื่อไดยินรับสั่งดังนั้น ท้าวศรีบุญเรืองและเหล่าขุนทัพถวายบังคมรับพระบัญชา ก่อนจะพากันออกไปจากห้อง

หลังจากพระโอรสและขุนทัพทั้งหมดออกไปแล้ว พญาติโลกราชทรงลุกขึ้นจากตั่งที่ประทับแลย่างพระบาทไปหยุดประทับยืนติดกับพระแกลที่หันไปทางทิศใต้พลางทอดพระเนตรออกไปภายนอก

พญาใต้... พระเนตรทั้งสองของจอมคนเชียงใหม่ฉายประกายแข็งกร้าวดุดัน ขณะรับสั่งกับพระองค์เอง สักวัน สูกับข้า ต้องได้พบกันกลางศึกแน่

*****************************

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

541 ความคิดเห็น

  1. #411 นาคาแห่งนที (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 24 เมษายน 2556 / 11:08
    ยกแรกอโยธยาชนะ
    #411
    0
  2. #409 พินิจอักษรา (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 13 เมษายน 2556 / 14:23
    ล้านช้างมาขัดจริงๆ
    #409
    0