หลินเจียเจ๋อ แก๊งม่วน ป่วนจอมยุทธ์

ตอนที่ 3 : สำนักประกันจื้อจง/เมืองไคเฟิง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 111
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    8 มี.ค. 64

เจียเจ๋อเดินทางมาใกล้ถึงเมืองไคเฟิง พักค้างแรมอีกแค่คืนเดียวก็จะถึง ใกล้ค่ำแล้ว ยังหาที่พักไม่ได้ สงสัยคืนนี้ถ้าไม่นอนกลางป่าก็ต้องเป็นบ้านร้าง ถึงกระนั้นก็ยังไม่เจอบ้านร้างสักหลัง เดินมานานรู้สึกเหนื่อย เจอลำธารจึงลงไปล้างหน้า น้ำใสไหลเย็น รู้สึกชื่นใจหายเหนื่อย จู่ๆ ก็มีเสียงผู้หญิงหวีดร้อง

“ช่วยด้วย!! มีคนแอบดูข้า ช่วยด้วย” หญิงสาวนางหนึ่งกรีดร้องตะโกนอยุ่ในลำธาร เจียเจ๋อหันซ้ายหันขวาไม่เจอใคร หรือนางจะหมายถึงเขา หญิงนางนั้นรีบเข้าฝั่งเอาเสื้อผ้ามาปิดตัวไว้

มีผู้ชายห้าคนวิ่งมา หยุดที่หญิงสาวแล้วถาม

“เกิดอะไรขึ้นคุณหนู มีใครแอบดูท่าน” นางชี้มาที่เจียเจ๋อ

“นั่น! เจ้าคนร้ายมันอยู่ตรงนั้น” 

ผู้ชายพวกนั้นเข้ามาล้อมเจียเจ๋อไว้ เขารู้ได้ทันทีว่างานเข้าแล้ว จึงยกมือห้ามและอธิบาย

“พวกเจ้าเข้าใจผิดแล้ว ข้าไม่ได้แอบดู ข้าแค่มาล้างหน้า แต่ไม่ทันเห็นแม่นางคนนี้”

“ไม่ต้องมาแก้ตัว ไอ้โจรราคะ เฮ้ยพวกเราอัดมัน!”

ทั้งห้าคนเข้ามารุมเจียเจ๋อ แต่ก็ไม่ครณามือเหมือนเช่นเคย ครู่เดียวก็ทั้งหมดลงไปนอนร้องโอดโอย

“เกิดอะไรขึ้น!” คราวนี้มีชายวัยกลางคนมาอีกคน เขาไว้หนวดเคราดูน่าเกรงขาม ดูท่าคนๆ นี้จะเป็นหัวหน้า ตามมาด้วยคนหนุ่มแต่งตัวดีอีกคน และลูกน้องอีกห้าคน

“อาจารย์!” คนที่โดนเจียเจ๋อจัดการ เรียกเขา

“พ่อ เจ้านี่มันเป็นโจรชั่ว มันแอบดูข้าอาบน้ำ” คุณหนูแต่งตัวเสร็จตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ มายืนชี้หน้าเจียเจ๋อ

“ฮึ รนหาที่ตายซะแล้ว” คนเป็นพ่อขบกรามแน่น ทำท่าจะเอาเรื่อง เจียเจ๋อจึงต้องพยายามอธิบายอีก

“เข้าใจผิดแล้ว ข้าแค่มาล้างหน้า ไม่ทันเห็นแม่นางอาบน้ำอยู่ ต้องขอโทษด้วย” เจียเจ๋อคารวะ 

ชายวัยกลางคนที่ถูกเรียกว่าพ่อและอาจารย์ พิจารณาดูจอมยุทธ์หนุ่มที่อยู่ตรงหน้า ท่าทางเป็นผู้ดี องอาจผึ่งผาย ดูแล้วไม่น่าจะใช่พวกวิปริตที่ชอบแอบดูผู้หญิงอาบน้ำ 

“เจ้าเป็นใครมาจากไหน กำลังจะไปไหน” เขาถาม

“พ่อไม่ต้องไปถามมัน จัดการมันเลย” คุณหนูยุส่ง

“เจ้าเงียบก่อน ข้ากำลังถามเขา” 

คุณหนูฮึดฮัดเพราะไม่ได้ดังใจ จะให้เล่นงานเจียเจ๋อท่าเดียว

“ข้าชื่อหลินเจียเจ๋อ กำลังจะเดินทางไปไคเฟิง”

“หลินเจียเจ๋อ! เจ้าน่ะเหรอ เทพสัประยุทธ์หลินเจียเจ๋อ” เจ้าสำนักยังไม่เชื่อ หันไปมองคนหนุ่มข้างหลังแล้วถามว่า “ลู่หยุน เจ้าว่าใช่รึเปล่า”

คนหนุ่มนั้นพูดว่า

“ชื่อของหลินเจียเจ๋อนั้น บางคนเอาไว้อ้าง เพื่อที่จะได้ไม่ต้องปะทะกับใคร ใครๆ ก็พูดได้ ว่าเป็นหลินเจียเจ๋อ” 

“แล้วจะพิสูจน์ยังงัยล่ะ” เจียเจ๋อถาม

“แบบนี้งัยล่ะ” คนที่ถูกเรียกว่าลู่หยุนชักกระบี่พุ่งเข้ามา เจียเจ๋อหลบหลีกอย่างง่ายดาย ไม่ชักกระบี่ออกมาเพราะนี่ไม่ใช่การประลองและเป็นการไม่ให้เกียรติกัน เขาจึงไม่จำเป็นต้องให้เกียรติฝ่ายตรงข้าม 

ผ่านไปสี่กระบวนเพลง ลู่หยุนทำอะไรเจียเจ๋อไม่ได้ ได้แต่ฟันลมเสียงดังขวับๆ เจียเจ๋อตอบโต้ด้วยการซัดฝ่ามือเบาๆ  ไปที่หน้าอก ลู่หยุนเซถลาถอยออกมา ผู้เป็นอาจารย์ดูออกว่าลูกศิษย์ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของอีกฝ่าย

ลู่หยุนยังไม่ยอมแพ้ ตวัดกระบี่พุ่งเข้ามาอีก เจียเจ๋อหลบหลีกเหมือนเดิม เขาไม่อยากให้มีใครบาดเจ็บเพราะการเข้าใจผิดครั้งนี้ ผ่านไปอีกห้ากระบวนเพลง ลู่หยุนก็ยังฟันลมทุกครั้งเหมือนเดิม

“พอแล้ว!” อาจารย์สั่งให้หยุด

“อาจารย์!” ลู่หยุนยังไม่อยากหยุด

“จะฟันลมอีกนานมั้ยเจ้าน่ะ” ศิษย์น้องบางคนกลั้นหัวเราะ บางคนก็แปลกใจที่คนฝีมือดีอย่างลู่หยุนทำอะไรคนผู้นี้ไม่ได้เลย 

“อย่าทำให้ข้าอับอาย” เขาบอกลูกศิษย์และหันมาพูดกับเจียเจ๋อ

"ท่านคงเป็นเทพสัประยุทธ์หลินเจียเจ๋อจริงๆ ข้าต้องขออภัยด้วยที่เสียมารยาท” เขาคารวะ

“ไม่เป็นไรมิได้ เป็นเรื่องเข้าใจผิดกัน” เจียเจ๋อคารวะตอบ

“พ่อ จะปล่อยไปอย่างนี้เหรอ ท่านเชื่อมันเหรอ” คุณหนูยังไม่ยอมแพ้

“เชี่ยนหนิง อย่าเสียมารยาท!” 

“พ่อ!” เมื่อไม่ได้ดังใจ นางก็โมโหทำฟึดฟัดเดินจากไป ก่อนไปหันไปพูดกับลู่หยุนว่า 

“เจ้าคนไม่ได้เรื่อง!” ลู่หยุนได้แต่ทำหน้าสลด เดินตามไป

“จอมยุทธ์หลิน ตอนนี้ก็จะค่ำแล้ว แถวนี้ไม่มีโรงเตี๊ยม ถ้าไม่รังเกียจคนต่ำต้อยอย่างพวกเรา ท่านมาพักกับเราก็ได้”

“ท่านพูดเกินไปแล้ว ท่าน…..”

“อ้อ ข้าลืมแนะนำตัวไป ข้า ฟ่านจื้อจง เป็นเจ้าสำนักประกันภัยจื้อจง คนที่สู้กับท่านชื่อ ลุ่ยลู่หยุน ศิษย์เอกของข้า ความจริงวรยุทธ์เขาใช้ได้ทีเดียว แต่พอประมือกับท่าน ก็กลายเป็นเด็กไปเลย ฮ่าๆๆๆๆ”

เจ้าสำนักฟ่านหัวเราะ แล้วพูดต่อ

“ส่วนคนที่ขี้โมโห เอาแต่ใจไม่ฟังใคร คือลูกสาวข้าเอง ฟ่านเชี่ยนหนิง” ถึงตอนนี้เจ้าสำนักหัวเราะไม่ออก ได้แต่ส่ายหน้า

“ข้าเลี้ยงลูกตามใจเกินไป อยากได้อะไรก็หามาให้ ทำให้ติดนิสัยเอาแต่ใจ โบราณว่า ลูกไม่ดีต้องโทษพ่อแม่” พูดจบถอนหายใจ

“คุณหนูยังเด็ก อาจจะเอาแต่ใจไปบ้าง โตขึ้นก็หายไปเอง เจ้าสำนักฟ่านอย่าได้กังวลไปเลย”

“เฮ่ย ถ้าเป็นแบบนั้นก็ดี” 

เจียเจ๋อตกลงพักค้างคืนร่วมกับสำนักประกันภัยฟ่านจื้อจง แม้ไม่ได้อยู่ในอาคาร แต่ก็มีอาหาร มีผ้าห่ม ฟ่านจื้อจงจะให้เขาพักในกระโจม แต่เขาปฏิเสธ เพราะไม่อยากรบกวนมากเกินไป เจียเจ๋อตั้งใจจะนั่งหลับพิงต้นไม้ ห่มผ้า แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว คุณหนูฟ่านยังมองค้อนเขา นางคงยังโกรธอยู่เพราะไม่ได้ดังใจ อาจเป็นเพราะยังเด็กอยู่ เจียเจ๋อดูแล้วอายุนางน่าจะแค่สิบแปดสิบเก้า หน้าตาดี ผิวพรรณดี 

เจียเจ๋อกับเจ้าสำนักฟ่าน นั่งดื่มเหล้าคุยกันในกระโจม หลังจากรู้ว่าเจียเจ๋อตั้งใจถอนตัวจากยุทธภพ กลับไปอยู่บ้านเกิด ฟ่านจื้อจงก็พูดขึ้นว่า

“น่าเสียดาย วรยุทธของท่านล้ำเลิศ หาคนเทียบได้ยาก จะเป็นเจ้ายุทธภพยังได้” พูดจบซดเหล้าหนึ่งจอก

“แต่เอาเถอะ เมื่อท่านตัดสินใจแล้ว ข้าก็ขออวยพรให้โชคดี ได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขอย่างที่ตั้งใจ”

“ขอบคุณเจ้าสำนักฟ่าน” ทั้งสองยกจอกสุราขึ้นดื่ม

“หากวันไหนไม่มีงานทำก็มาหาข้า ข้าจะให้เป็นหัวหน้าประกันสินค้า” ฟ่านจื้อจงกระเซ้าเล่น เจียเจ๋อหัวเราะ แล้วพูดว่า

“ถ้าทำอย่างนั้นศิษย์เอกของท่านคงโกรธข้าแย่ ฟันข้าไม่เลี้ยงแน่” สองคนหัวเราะขึ้นพร้อมกัน มิตรภาพดีๆ เกิดขึ้นได้เสมอ หากคนเรามีจิตใจกว้างขวาง ฟังเหตุผลของกันและกัน

มีเสียงเอะอะ ดังมาจากนอกกระโจม เจ้าสำนักฟ่านกับเจียเจ๋อออกมาดู พบลูกศิษย์ของสำนักกำลังยืนคุยกับคนกลุ่มหนึ่ง เป็นผู้ชายสามคน คนหนึ่งยืนข้างหน้า อายุประมาณหกสิบปี อีกสองคนยืนข้างหลัง อายุประมาณสามสิบกว่าปี หลังจากรู้ว่าคนพวกนั้นเป็นใคร ฟ่านจื้อจงก็ตกใจมาก 

“มารอุดร!” 

“ใช่แล้วข้าเอง เจ้าสำนักฟ่าน ฮ่าๆๆๆๆ” มันตอบเสียงสูงเหมือนกระเทย หัวเราะเสียงดัง มันมากับลูกน้องอีกสองคน ดูท่าทางร้ายกาจไม่เบา

“มารอุดรเหรอ" เจียเจ๋อทวนคำ เขารู้จักชื่อนี้ มารอุดร ฉายานี้ได้มาเพราะภาคเหนือของต้าซ่ง ยังไม่มีใครชนะคนผู้นี้ มันเป็นคนเลวที่ทำเรื่องชั่วๆ ทั้งหลาย ปล้น ฆ่า แย่งชิงอำนาจและทุกสิ่ง สมแล้วที่เป็นมารยุทธภพ ได้ยินแต่ชื่อแต่ไม่เคยสู้ด้วย

“เจ้าต้องการอะไร เราเป็นแค่สำนักประกันภัยเล็กๆ ไม่ได้มีของมีค่าอะไร”

“เจ้าอย่ามาเฉไฉ ในรถขนของนั่น มีเทวรูปสี่กรทองคำอยู่ เป็นของโบราณล้ำค่า อย่านึกว่าข้าไม่รู้ เอามันมาให้ข้าซะ ข้าจะเอาไปประดับบ้านข้า” มันพูดหน้าตาเฉย

“นี่เจ้าจะมาปล้นข้าเหรอ เทวรูปทองคำนี่เป็นของลูกค้า นอกจากผู้รับแล้วข้าให้ใครไม่ได้” เจ้าสำนักฟ่านชักกระบี่ออกมาเตรียมสู้ 

“เฮยหลง เจ้าไปจัดการมันซิ” มารอุดรหันมาสั่งลูกน้องมือขวา คนที่ถูกเรียกว่าเฮยหลง ชักกระบี่เข้าต่อสู้กับเจ้าสำนักประกัน ฝีมือกระบี่ของลูกน้องมารอยู่ในขั้นสูง แค่ไม่กี่กระบวนเพลงเจ้าสำนักก็พ่ายแพ้หมดรูป โดนฟันเข้าที่แขนซ้าย

ศิษย์สำนักและฟ่านเชี่ยนหนิง ยืนดูด้วยความกังวลและตกใจมากที่เจ้าสำนักฟ่านแพ้ ลูกสาวห้ามเลือดและทำแผลให้พ่อ

“แค่ลูกน้องข้า เจ้าก็แพ้แล้ว ส่งเทวรูปมาให้ข้า แล้วข้าจะไว้ชีวิตพวกเจ้า ความจริงข้าไม่ต้องมาเองก็ได้ แค่ส่งลูกน้องมาก็เอาชนะพวกเจ้าทุกคนได้แล้ว แต่ข้ามาเพื่อความแน่นอน กันพลาด” 

“นายท่าน ข้าขอผู้หญิงคนนั้นเป็นรางวัลได้มั้ย” สมุนด้านซ้ายของมันพูด มองมาทางฟ่านเชี่ยนหนิง นางส่ายหน้าออกอาการกลัวขึ้นมาทันที ทำท่าจะร้องไห้

“เอาไปสิ แล้วแต่เจ้า ข้าไม่เอาเพราะไม่ใช่รสนิยมของข้า ข้าขอเจ้าหนุ่มนั่นแล้วกัน” มองไปทางลุ่ยลู่หยุน ศิษย์เอกตกใจเสียวสันหลังวาบ

“ให้ข้าตายซะดีกว่า ไอ้มารชั่ว” ลู่หยุนตะโกน พวกมันหัวเราะชอบใจ

“กลับไปซะเถอะ” มีเสียงหนึ่งพูดขึ้นมา เจียเจ๋อนั่นเอง

“เจ้าเป็นใคร” มารอุดรถาม

“ข้าเป็นคนที่เดินทางผ่านมา เห็นว่าพวกเจ้ามาปล้นพวกเขา เลยจะมาห้ามและบอกให้พวกเจ้ากลับไป ไปทำมาหากินสุจริตไม่ดีกว่าเหรอ” 

“ฮ่าๆๆๆๆๆ” พวกมันหัวเราะชอบใจ 

“เจ้าเป็นใคร พูดยังกับเป็นหลวงจีน ยุทธภพนี้ใครดีใครได้ ชนะเป็นเจ้า แพ้เป็นโจร ถ้าเป็นชาวยุทธ์ก็จะรู้ดี”

“ในเมื่อพวกเจ้าไม่กลับไป ก็มาสู้กับข้า เจ้าสำนักฟ่านเลี้ยงอาหารกับสุรา ให้ที่พักข้า ข้าต้องตอบแทนเขาซะหน่อย”

“ให้อาหารที่พัก คราวนี้เจ้าพูดเหมือนตัวเองเป็นสุนัขเลย ฮ่าๆๆๆๆๆ” มันยังกวนประสาทไม่หยุด

“ใช่ ข้าไม่รังเกียจที่จะเป็นสุนัขกตัญญู แต่รังเกียจที่จะเป็นคนชั่วเช่นเจ้า เข้ามาสิ กลัวแพ้สุนัขอย่างข้าแล้วขายหน้ารึ งัย”

“เฮยหลง เจ้าไปจัดการซิ” หัวหน้ามารพูดด้วยความมั่นใจ

เฮยหลงพุ่งเข้าหาเจียเจ๋อ เหวี่ยงดาบเข้ามา เจียเจ๋อชักกระบี่อู๋หยิ่งเข้าสู้ ฝีมือเฮยหลงแม้ร้ายกาจ แต่ยังไม่ถึงครึ่งของเจียเจ๋อ แค่ห้ากระบวนเพลงก็ถูกเจียเจ๋อฟันเข้าที่แขนซ้าย เลือดไหล มันพยายามเอามือกุมแขนห้ามเลือด แต่เลือดก็ยัง   ไหลลงพื้น

ศิษย์สำนักประกันภัยเห็นเจียเจ๋อชนะก็ดีใจ เชี่ยนหนิงก็เช่นกัน นางหวังว่าเจียเจ๋อจะเอาชนะมารอุดรได้ ทุกคนจะได้พ้นวิกฤตนี้

มารอุดรเห็นลูกน้องเพลี่ยงพล้ำ จึงหันไปสั่งลูกน้องอีกคน

“ไป๋หลง เจ้าจงไปฆ่ามัน” 

ไป๋หลงไม่ใช้กระบี่แต่ใช้แส้ มันข่มขู่เจียเจ๋อด้วยการใช้แส้ฟาดไปที่กิ่งไม้ ตวัดกลับมาอย่างแรง กิ่งไม้ขนาดเท่าข้อมือคนขาดสะบั้น

“อีกเดี๋ยวเจ้าจะเป็นเหมือนไม้กิ่งนี้” มันบอก

“มาเลย ข้าพร้อมแล้ว” 

ไป๋หลงใช้แส้ฟาดมาที่เจียเจ๋อ เทพสัประยุทธ์เคยเจออาวุธมาแล้วทุกรูปแบบ รวมทั้งแส้ด้วย เขาหลบหลีกอย่างคล่องแคล่ว กระโดดไปมา แส้หวดเร็วขึ้นเรื่อยๆ จนคนที่ดูอยู่มองไม่ทัน เจียเจ๋อเห็นแส้ฟาดเร็วขึ้น จึงกระโดดไปยืนข้างหน้ามารอุดร แส้หวดมาอย่างเร็ว เจ้าของแส้หยุดแส้ไม่ทัน มันหวดไปที่หน้าของมารอุดร แต่เจ้ามารเฒ่าวรยุทธ์สูงจึงหลบได้ แส้ฟาดไปโดนหน้าเฮยหลงอย่างแรง มันร้องเสียงหลง เอามือกุมหน้าด้วยความเจ็บปวด ลงไปนอนกับพื้น

“เจ้าทำพี่ข้า!” มันโมโห ตวาดเสียงดัง

“เจ้าทำเองต่างหาก ต่อไปพี่ของเจ้าต้องเสียโฉมเพราะเจ้า”

“ตายซะ!” ไป๋หลงหวดแส้มาที่เจียเจ๋ออีก คราวนี้เขาไม่หลบ แต่รวบรวมกำลังภายใน ตวัดกระบี่ตัดปลายแส้ขาด หวดมาอีกก็ตัดอีก จนแส้สั้นลงเรื่อยๆ ความยาวเหลือแค่สองเซี๊ยะ* เมื่อเห็นว่าไม่มีอาวุธและสู้ด้วยมือเปล่าแพ้แน่ จึงเดินกลับไปหาเจ้านายและบอกว่า

“นายท่าน ข้าแพ้มันแล้ว” ไป๋เฮยพูดจบก็โดนมารอุดรตบหน้าอย่างแรงหนึ่งที และพูดว่า

“ไม่ได้เรื่อง เจ้าเศษสวะ” 

ศิษย์สำนักประกันภัยหัวเราะเยาะ มารอุดรรู้สึกขายหน้ายิ่งนัก จึงต้องออกโรงเอง อาวุธของมันไม่ใช่ดาบ แต่เป็นเข็มพิษ อาวุธนอกรีต

“จงเป็นเหยื่อเข็มพิษของข้าซะ” มันซัดเข็มพิษเล่มใหญ่สามเล่มเข้าใส่เจียเจ๋อ แต่เขาหลบได้ จึงซัดเข้าไปอีกหลายครั้ง เทพสัประยุทธ์หลบได้ทุกครั้ง และพุ่งเข้าหามารอุดรพร้อมกระบี่ มันหนีด้วยการกระโดดถอยหลังไปอยู่บนต้นไม้ เจียเจ๋อกระโดดตามขึ้นไป มันซัดเข็มพิษใส่อีก คิดว่าอยู่กลางอากาศคงหลบไม่ได้แน่ เจียเจ๋อไม่หลบแต่เอาดาบปัดเข็มพิษออกไป มือซ้ายรวบรวมกำลังภายในอัดพลังเต็มที่ ซัดเต็มแรงเข้าที่หน้าอกของมารอุดร มันลอยตกจากต้นไม้ หล่นลงพื้นกระอักเลือด เจียเจ๋อใช้พลังถึงเจ็ดส่วน ไม่ตาย แต่คงสาหัสไปหลายวัน

ลูกน้องเห็นว่าเจ้านายพลาดท่าจึงเข้ามาประคองเตรียมตัวหนี ลู่หยุนกับศิษย์สำนักทำท่าจะเข้าไปซ้ำ ไป๋หลงซึ่งไม่ได้รับบาดเจ็บ หยิบเข็มพิษของมารอุดรออกมาเล่มหนึ่ง ซัดไปที่ฟ่านเชี่ยนหนิง เจียเจ๋อวิ่งไปที่คุณหนูฟ่าน แต่อยู่ห่างเกินไป จึงขว้างกระบี่ไปปัดเข็มพิษออกไป  ไป๋หลงซัดเข็มพิษมาอีกเล่ม คราวนี้เจียเจ๋อไม่มีอะไรมาปัดเข็มพิษแล้ว นอกจากเอาตัวเองรับ เข็มพิษหนึ่งเล่ม ปักเข้าที่กลางหลังของจอมยุทธ์หนุ่ม เชี่ยนหนิงตกใจทำอะไรไม่ถูก มีคนรับเข็มพิษแทนนาง หัวหน้ามารและสมุนประคองกันหนีไปได้ สำนักประกันภัยจื้อจงจึงรอดพ้นจากเงื้อมมือของอุดรไปได้

เจียเจ๋อตื่นขึ้นมาในโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง เขาจำได้ว่าเมื่อคืนต่อสู้กับมารอุดร แล้วถูกเข็มพิษปักที่กลางหลัง แต่ตอนนี้ดูเหมือนจะไม่เป็นอะไรแล้ว ร่างกายปกติทุกอย่าง

“ฟื้นแล้วเหรอ” เจ้าสำนักฟ่านนั่นเอง กับลูกสาว

“ข้าหายแล้วเหรอ ทำไม” เจียเจ๋อยังงงๆ ฟ่านจื้อจงประคองเขาลุกขึ้นนั่ง

“ท่านหายดีแล้ว ความจริงพิษนั่นก็ร้ายแรงอยู่ แต่ตระกูลฟ่านเรามียาดี ยาแก้พิษที่บรรพบุรุษทิ้งไว้ให้”

“คงเป็นของมีค่ามาก” จอมยุทธ์หนุ่มพูด

“ใช่ แต่อย่าคิดมากเลย ยังงัยข้าก็ต้องช่วยท่านให้ได้ ต่อให้ต้องบุกไปเอายาในวังหลวง ข้าก็จะทำ” 

ฟ่านจื้อจงหยุดพูดครู่หนึ่ง แล้วจึงพูดต่อว่า

“ขอบคุณท่านมากที่ช่วยพวกเราไว้ บุญคุณครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก มีโอกาสเมื่อไหร่ข้าต้องตอบแทน”

“เรื่องเล็กน้อย อย่าได้เกรงใจ”

“ข้าออกไปดูความเรียบร้อยข้างนอกก่อนนะ ลูกสาวข้า มีอะไรจะพูดกับท่านด้วย” เจ้าสำนักลุกออกไป

“คุณหนูมีอะไรจะพูดกับข้าเหรอ”

ฟ่านเชี่ยนหนิงยิ้มเขินๆ แล้วพูดว่า

“ข้าอยากขอโทษท่าน ที่หาว่าท่านเป็นโจรราคะ มาแอบดูข้าอาบน้ำ แล้วก็ขอบคุณท่านด้วยที่ช่วยชีวิตข้า รับเข็มพิษแทนข้า” นางพูดพลางเขินอายไม่กล้ามองหน้าจอมยุทธ์

“ข้ากลัวคุณหนูจะสั่งให้คนซ้อมข้า เลยต้องรับเข็มพิษแทน” เจียเจ๋อแกล้งกระเซ้า

“ท่านล้อข้าเล่นเหรอ” นางยิ้มและหัวเราะ จากที่เคยไม่ชอบหน้าก็รู้สึกดี

 

เจียเจ๋อต้องเดินทางต่อ เขาร่ำลาฟ่านจื้อจงกับพวก 

“จะไปกับเราต่อก็ได้นะ หรือจะมาอยู่ด้วยเลยก็ได้ ลูกสาวข้าคงดีใจมาก” เจ้าสำนักแกล้งพูดแหย่ลูกสาว

“พ่อ ท่านพูดอะไร” ฟ่านเชี่ยนหนิงเขินอาย

“ทำไม เจ้าบอกพ่อไม่ใช่เหรอ ว่าเขาเป็นคนดี หน้าตาก็ดี”

“พ่อ ข้าอายนะ” นางเขินอายม้วนยืนบิดตัว ทุกคนหัวเราะชอบใจ

“ข้าลาก่อนทุกท่าน วันหน้าหากมีวาสนา คงได้พบกันอีก ลาก่อนคุณหนูฟ่าน” 

เจียเจ๋อคารวะทุกคน แล้วเดินจากมา คุณหนูฟ่านมองตามจอมยุทธ์หนุ่มเดินจากไปด้วยความเสียดาย

 

ไคเฟิง เป็นเมืองหลวงของต้าซ่ง* เป็นเมืองที่รุ่งเรืองทั้งทางด้านเศรษฐกิจการค้า การทหาร การเมือง การเกษตร การเดินเรือ การพิมพ์หนังสือ และอื่นๆ เจียเจ๋อเกิดที่นี่ หลังจากท่องยุทธภพจนพอใจและเบื่อหน่าย วันนี้ เขาได้กลับมาแล้ว ประตูเมืองคลาคล่ำไปด้วยผู้คนเดินทางเข้าออกไม่ขาดสาย ชายหนุ่มสะพายถุงผ้า ถือกระบี่ ผ่านการตรวจจากนายด่าน เข้ามายังข้างในเมือง ผู้คนเดินขวักไขว่ ร้านน้ำชา ร้านเหล้า ร้านขายผ้าไหม ร้านอาหาร มีคนอุดหนุนเนืองแน่น พ่อค้าแม่ค้าวางแผงขายของเรียงรายสองข้างถนน ร้องเรียกให้ลูกค้าเข้ามาอุดหนุน มีทั้งเสื้อผ้า ของที่ระลึก กำไล เครื่องประดับ ผักผลไม้ ปลาสด ปลาแห้ง ไก่ เนื้อ เครื่องเทศ ซาลาเปา หมั่นโถว ขนมเปี๊ยะ และของโปรดของเจียเจ๋อ ถังหูลู่ กับขนมหนวดมังกร ตอนเด็กๆ เขาชอบดูการทำขนมหนวดมังกรมาก คนทำจะปั้นก้อนน้ำผึ้งกับแป้งข้าวโพดและแป้งสาลี ปั้นๆ แล้วแบออก เจาะรูตรงกลาง ยืดจนสุดแขนแล้วเอามาทบกัน คลุกแป้งอีกหลายรอบ กลายเป็นเส้นนับพัน แล้วจึงบิดเป็นท่อน ใส่ไส้ เขาชอบไส่ถั่ว ใส่ไส้เสร็จแล้วปิด เสร็จแล้วก็พร้อมกินได้เลย น่าทึ่งจริงๆ แต่น่าเสียดายวันนี้ร้านขายขนมหนวดมังกรปิด เลยอดกิน มีการแสดงเช่น วิทยายุทธ์ พ่นไฟ แสดงความอดทนด้วยการเอาหินวางบนท้อง แล้วทุบลงไปแรงๆ เพื่อขายยาเพิ่มพลัง วณิพกเล่นซอเอ้อหู* ร้องเพลงเสียงไพเราะ ซินแสตั้งโต๊ะดูดวง โต๊ะรับเขียนจดหมาย มีคนรอเขียนจดหมายอยู่หลายคน มีคนแบกเกี้ยวขุนนาง เกี้ยวของคนรวย เกี้ยวเจ้าสาว ที่นี่ช่างคึกคักสมกับเป็นเมืองหลวง เขาซื้อถังหูลู่มาสามไม้ เดินพลางกินพลาง การเดินกินของกินในตลาดนี่มันอร่อยจริงๆ นะ ถึงจะดูไม่ค่อยเรียบร้อย แต่เขาเป็นชาวยุทธ์ไม่ใช่ขุนนางใหญ่โต ไม่ต้องวางมาดวางท่าอะไร เขาก็เป็นแบบนี้ รักอิสระ อยากทำอะไรก็ทำ ถ้ามันไม่เดือดร้อนคนอื่น

เดินมาถึงร้านขายภาพวาด คนขายเรียกเจียเจ๋อให้ดูภาพ หลายภาพดูไปก็สวยดี

“จอมยุทธ์ท่านนี้ สนใจภาพวาดมั้ย ภาพคน ภาพทิวทัศน์ ภาพวาดคนดังๆ ก็มี นี่งัยเพิ่งมาใหม่เลย ภาพของเทพสัปประยุทธ์ หลินเจียเจ๋อ ปิศาจผู้ไม่เคยแพ้ใคร ” ปิศาจเหรอ ฉายาเขาก็บอกอยู่ว่าเทพสัประยุทธ์ 

เขามองภาพวาดแล้วตกใจ ผู้ชายหัวกระเซิงหน้าแดงก่ำในรูปเป็นใคร ไม่ใช่เขาแน่ ถ้าบอกว่าเป็นเทพเจ้าจงขุ่ยยังจะน่าเชื่อกว่า เจียเจ๋อคิดว่าเขาหล่อออกปานนี้ ทำไมวาดซะน่ากลัว

“แน่ใจเหรอเถ้าแก่ ว่านี้คือภาพหลินเจียเจ๋อ” เขาถามย้ำ

“แน่ใจสิ นี่วาดจากตัวจริงเลยนะ” คนขายยืนยัน แต่โม้จริงๆ คนอยากขายของก็พูดไปเรื่อย 

“ข้าว่า มันไม่ค่อยเหมือนนะ ข้าเคยเจอจอมยุทธ์หลิน เค้าดูดีกว่านี้นะ” 

“เฮ่ย ดูดีอะไร เทพสัประยุทธ์คือปีศาจ ฆ่าคนไม่กะพริบตา เหี้ยมโหดกว่าใคร ปีศาจจะดูดีได้ยังงัย ท่านอย่ามาโกหกข้า เทพสัประยุทธ์อาศัยอยู่ในถ้ำมืด ไปมาไร้ร่องรอย ไม่ได้เจอกันง่ายๆ หรอก" 

ขนาดนั้นเลยเหรอ เขาจำไม่ได้ว่าไปอาศัยอยู่ในถ้ำมืดตั้งแต่เมื่อไหร่ จอมยุทธ์หนุ่มคิดว่าคงเป็นความผิดของเขาที่ไม่ค่อยบอกชื่อกับใคร ถ้าไม่ถูกถามก็ไม่อยากให้เอิกเกริก ข่าวลือพวกนี้มันร้ายกาจจริงๆ เขารู้สึกอ่อนเพลียละเหี่ยใจจริงๆ ไม่รู้จะแก้ตัวให้ตัวเองยังงัย

“ไม่ขนาดนั้นหรอก ข่าวลือมากกว่า ไว้วันหลังนะเถ้าแก่ วันนี้ข้ายังไม่สนใจ”

“ท่านจอมยุทธ์ซื้อซักภาพเถอะ เอางี้ ข้าแถมภาพฮวามู่หลานให้อีกภาพ ตกลงมั้ย” 

“ไม่เอาหรอก ขอบคุณมากเถ้าแก่” เขาก็ชอบวีรสตรีฮวามู่หลาน แต่ไม่เอาดีกว่า เดินจากมา อีกไม่ไกลก็จะถึงบ้านแล้ว   

กำลังเดินเพลินๆ จู่ๆ มีคนๆ นึงวิ่งผ่านไปอยางเร็ว มีคนสองคนวิ่งตามมาเป็นเด็กชายหญิงตะโกนว่า 

“ขโมย!!”  

ทั้งสองวิ่งตามคนแรกไป สงสัยเจ้าคนแรกจะเป็นโจรวิ่งราว อย่างนี้ต้องตามไปดูซักหน่อย  เจียเจ๋อวิ่งแล้วใช้วิชาตัวเบากระโดดขึ้นหลังคา วิ่งตามสามคนนั้นไป ที่จริงต้องบอกว่าสองคนมากว่า คือโจรวิ่งราว เด็กผู้หญิง ส่วนเด็กผู้ชายนั้นร่างอ้วนมาก วิ่งไปได้ไม่ไกลก็ยืนหอบแฮ่กๆ อยู่ไม่ห่างจากแผงขายภาพเท่าไรนัก

โจรวิ่งราววิ่งเข้าไปในตรอก เด็กหญิงวิ่งตามไปติดๆ ในที่สุดก็เข้ามาอยู่สุดซอยตัน นางกับโจรวิ่งราวยืนหอบเหนื่อยประจัญหน้ากัน เจียเจ๋อประมาณอายุนางน่าจะสิบหกสิบเจ็ดปี แต่งตัวเป็นผู้ชาย แต่ก็ดูหน้าตาสะสวย กำลังขมึงทึงเคร่งเครียด หมายจะจัดการกับทรชนที่อยู่ตรงหน้า 

“เอาถุงเงินคืนมานะ” นางตวาดเสียงดัง เจ้าโจรไม่สะทกสะท้าน 

“หมาดีไม่ขวางทาง หลีกไปซะ ไม่งั้นอย่าหาว่าข้าไม่เตือน ถึงเป็นเด็กข้าก็ไม่ละเว้น ถุงเงินนี่ก็ไม่ใช่ของเจ้าซักหน่อย จะแส่หาเรื่องไปทำไม” 

“ไม่ใช่เงินข้า แต่ข้าจะเอาคืนให้เจ้าของ กระทำแทนฟ้า ปกป้องคุณธรรม เป็นหน้าที่ของข้า ว่านอี้หลิง เจ้าโจรกระจอก เอาเงินคืนมา แล้วข้าจะปล่อยเจ้าไป กลับไปแล้วสำนึกผิด สวรรค์ให้อภัย” 

ที่แท้เป็นจอมยุทธ์หญิงผู้ผดุงคุณธรรมนี่เอง จะว่าไป เด็กคนนี้ก็อายุน้อยกว่าเขาตอนออกท่องยุทธภพแค่ไม่กี่ปี ความคิดดี มีความกล้าหาญ แต่ฝีมือจะดีด้วยรึเปล่าไม่รู้ 

“เด็กเมื่อวานซืน ปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม รู้มั้ยว่าข้าเป็นใคร ข้าคือคนของพรรคต้าหู่* บังอาจมาสั่งสอนข้า รีบกลับบ้านไปดูดนมแม่ซะ ฮ่าๆๆๆ” โจรหัวเราะ ภูมิใจที่ได้ยั่วโมโหเด็ก

เด็กหญิงโกรธเลือดขึ้นหน้า วิ่งเข้าหาโจร นางมีวรยุทธ์ แม้จะเป็นแค่เบื้องต้น แต่สู้กับคนไม่เป็นวรยุทธ์ย่อมได้เปรียบ แค่เดี๋ยวเดียวเจ้าโจรก็โดนถีบลงไปนอนคลุกฝุ่น ถุงเงินหล่นอยู่บนพื้น นางเก็บขึ้นมาปัดฝุ่น 

“เฮอะ ไอ้โจรกระจอก ฝีมือแค่นี้ ริอ่านเป็นโจร ไม่รู้จักข้าซะแล้ว”  นางได้ใจเดินเข้าไปหาโจร ก้มลงตบหน้าเบาๆ 

"กลับไปบอกหัวหน้าเจ้าด้วยนะ ว่าให้เปลี่ยนชื่อซะ จากพรรคต้าหู่ เป็นพรรคเสี่ยวมาว* ซะดีกว่า ฮ่าๆๆๆๆ“

เด็กชายร่างอ้วนเพิ่งวิ่งมาถึง หอบแฮ่กๆ เหมือนเดิม

“อี้…หลิง…ปะ….เป็น….งัย…บ้าง แฮ่กๆๆ” เจียเจ๋อนึกชอบเจ้าเด็กอ้วนนี่ น่าเอ็นดูจริงๆ

“ข้าไม่เป็นไร จัดการเรียบร้อย” นางปัดมือสองข้าง ยิ้มเชิดหน้าภูมิใจ

มีผู้ชายวิ่งเข้ามาในซอยตันอีกสามคน เจ้าโจรวิ่งราวที่นอนอยู่เห็นก็ดีใจ หัวเราะร่า

“ฮ่าๆๆ พวกเจ้าไม่รอดไปได้หรอก” 

มันคือพวกเดียวกัน หนึ่งในสามคนท่าจะเป็นหัวหน้า 

“จัดการมัน” เจ้าหัวหน้าสั่ง

 สี่คนสองคู่สู้กัน เด็กหญิงใช้ไม่กี่ท่าก็ล้มคู่ต่อสู้ได้ ลงไปนอนรวมกับเจ้าโจรคนแรก ส่วนเจ้าเด็กอ้วนสร้างความประหลาดใจ เขาตะโกนว่า

“เขาหวงซาน!!” วิ่งเข้าปะทะร่างของคู่ต่อสู้ ชนตูม จนกระเด็นลอยไปตกอยู่ข้างเท้าเจ้าหัวโจก 

เขาหวงซานที่ว่านี้คงเป็นเขาหวงซานแห่งเมืองหว่าน* เจียเจ๋อเคยไปมาแล้ว ภูเขาที่สวยสดงดงาม ธรรมชาติดุจแดนสวรรค์ มีสำนักวิทยายุทธ์หลายสำนักตั้งอยู่ที่นั่น มีเซียนบำเพ็ญพรต มีวัด และมีเสือด้วย เขาเคยเจอเสือ โดนมันไล่จนต้องกระโดดหนีขี้นต้นไม้ กว่าจะลงได้ก็หลายชั่วยาม อย่าเข้าใจผิด เขาเอาชนะมันได้อย่างง่ายดาย แค่ไม่อยากฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเท่านั้นเอง แต่เจ้าเด็กนี่คงไม่ได้ฝึกวิชาจากเขาหวงซานละมั้ง เพราะไม่ได้เป็นท่าพิสดารอะไร แค่วิ่งเข้าชน

“พวกเจ้าแน่มาก นับว่ามีฝีมือ แต่ยังงัยก็เอาชนะข้าไม่ได้หรอก เอาเงินมาให้ข้า แล้วข้าจะปล่อยพวกเจ้าไป" มันพูดเนิบๆ นิ่งๆ สมเป็นหัวหน้า 

“เก่งไม่กลัว กลัวขี้โม้โว้ย” เด็กที่ชื่ออิ้หลิง เข้าต่อสู้กับเจ้าหัวหน้า แต่ฝีมือด้อยกว่า จึงโดนเตะกระเด็นออกมา ร่างไปค้างอยู่บนกระสอบฟืน

“เป็นงัย มีฝีมือแค่นี้เองเหรอ ฮ่าๆๆๆ” มันเยาะเย้ย เด็กหญิงลุกขึ้น จ้องหน้าเขม็ง 

“ย้ากกก” วิ่งเข้าไปสู้อีก ไม่กี่ท่าก็ถูกถีบกระเด็น ลุกขึ้นมาหอบเหนื่อย ตอนนี้คงรู้ตัวว่าสู้ไม่ได้ และกำลังจะหมดแรง

“เขาหวงซาน!!” เด็กอ้วนวิ่งเข้าใส่ หัวหน้าแก๊งค์หลบได้ เจ้าลูกน้องที่เริ่มหายมึน กำลังลุกขึ้นโดนชนเข้าไปอย่างจังกระเด็นลงไปนอนสลบเหมือด ไม้ตายนี้ใช้ได้กับลูกกระจ๊อกเท่านั้น ก็ดันตะโกนเสียงดังบอกก่อนอย่างนั้น คนไม่โง่ก็ต้องหลบทัน 

“เขาหวงซาน!!” เอาอีกแล้ว ทำเป็นอยู่อย่างเดียวเหรอเนี่ย แล้วก็ไม่ได้ผล เจ้าหัวหน้าหลบทัน พุ่งไปทางเด็กอี้หลิง

“เฮ้ย อาปิง!!” นางหลบได้แค่ครึ่งตัว อีกครึ่งโดนชน ตัวหมุนล้มลงพื้น ร่างอ้วนเสียหลักพุ่งไปชนกำแพงพังทะลุเป็นโพรงใหญ่ คนชนลงไปนอนเจ็บร้องโอดโอยอยู่นอกกำแพง ถึงจะไม่ค่อยได้ผลแต่ท่านี้ก็ร้ายกาจจริงๆ มีประโยชน์ตอนคู่ต่อสู้เผลอ หมดแรง หรือโง่ 

“อาปิง เป็นงัยบ้าง” ถามทั้งที่ยังนอนอยู่ นางลุกขึ้นอย่างช้าๆ จะเข้าไปดูเพื่อน แต่ถูกอีกสองคนขวางไว้ คนแอบดูไม่รู้ว่าจะขำหรือจะสงสารดี ไม่ขำดีกว่า ดูต่อไป ถ้าจวนตัวจริงๆ ค่อยเข้าไปช่วย

“เป็นงัย ยอมแพ้ซะดีๆ ส่งถุงเงินนั่นมา ข้าให้โอกาสครั้งสุดท้าย”  เจ้าหัวหน้าขู่ฟ่อ

และคงถึงเวลาออกโรงของเขาแล้ว งานหมูๆ แค่โจรกระจอก เขากำลังจะกระโดดลงจากหลังคา โชว์ความสวยงามของวิชาตัวเบา และปรากฎตัวอย่างเท่ แต่

“วรยุทธ์ข้าสู้เจ้าไม่ได้ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะแพ้”  อี้หลิงพูดและยิ้มมุมปาก อืม หมายความว่ายังงัย นางสอดมือหยิบของในเสื้อออกมา เป็นถุงผ้า ข้างในถุงเป็นวัตถุสีดำขนาดเท่ากำปั้น นั่นมัน

“ระเบิดเพลิงนรกสังหาร” ขว้างลงตรงหน้าหัวหน้าโจรที่อยู่ห่างแค่สิบก้าว หล่นลงบนพื้นเสียงดังตุ้บ 

ใช่จริงๆ ระเบิด แต่ตัวนางเองก็อยู่ในรัศมีระเบิดด้วย หัวหน้าโจรเผ่นหนีไปทางปากซอยอย่างเร็ว อีกสองคนรีบมุดโพรงที่เพิ่งพังลงมาออกไป คนที่โดนอาปิงชนจนสลบยังไม่ฟื้น ระเบิดกลิ้งหลุนๆ เข้าไปใกล้เขา เจียเจ๋อรีบกระโดดลงมาอย่างเร็ว คว้าโอบเอวแล้วกระโดดออกห่างจากระเบิด อี้หลิงมองเขาด้วยความตกใจและแปลกใจ 

“เจ้าเป็นใคร พวกเดียวกันเหรอ พวกขยะสังคมนี่มันเยอะจริงๆ” 

ระเบิดมีควันพวยพุ่งออกมา ไม่ใช่ระเบิดเพลิง แต่เป็น

“ระเบิดควัน” เขาพูดพร้อมมองควันที่พุ่งกระจายไปทั่ว

“ก็ใช่น่ะสิ ใครจะพกระเบิดจริง ข้าน่ะร้ายกาจก็จริง แต่ไม่ฆ่าคนส่งเดชหรอก ฮ่าๆๆๆๆ” 

นับว่าฉลาดจริงๆ เข้าตาจนก็พลิกกลับมาเอาตัวรอดได้ เจียเจ๋อปล่อยร่างสมุนโจรลงบนพื้น 

“งัย อยากแลกก็เข้ามา” นางท้าเขา

“ข้าไม่ใช่….” จอมยุทธ์หนุ่มจะบอกว่าเขาไม่ใช่พวกเดียวกับพวกนั้น แต่

หัวหน้าแก๊งค์เมื่อรู้ว่าเป็นระเบิดควันไม่ใช่ระเบิดจริง ก็วิ่งกลับมา คราวนี้ลูกน้องตามมาอีกเป็นสิบ อี้หลิงเห็นว่าสถานการณ์เสียเปรียบอย่างมากจึงมุดกำแพงพังไปหาเพื่อน 

“อาปิง เป็นงัยบ้าง” 

“ไม่เป็นไร" อาปิงลุกขึ้นเอามือจับต้นคอ ครางอือๆ

“ไปกันเถอะอาปิง” ลูกน้องโจรสองคนที่มุดกำแพงหนีระเบิดไปตอนแรกเข้ามาขวาง แต่ก็โดนอี้หลิงเล่นงานจนหมอบ แล้วสองคนก็พากันวิ่งหายไป 

“หยุดนะ พวกเจ้า บังอาจหลอกข้า วันนี้ข้าไม่ไว้ชีวิตแน่" หัวหน้าโจรตะโกนและวิ่งมา

“ช้าก่อน” เจียเจ๋อขวางทางไว้ 

“เจ้าเป็นใคร พวกเดียวกับมันเรอะ ถ้าไม่ใช่ก็หลีกไป อย่าเกะกะขวางทาง” 

“ข้าแค่ผ่านมา เห็นพวกเจ้าวิ่งราวถุงเงินชาวบ้าน ก็แค่มาดู" 

“มาดูเหรอ” มันถามงงๆ 

"ทำไมไม่ทำมาหากินสุจริต แผ่นดินต้าซ่งอุดมสมบูรณ์ ไม่รับจ้างก็ทำเกษตรได้ ไม่ทำเกษตรก็ค้าขายได้ ไม่ทำอะไรเลยก็ได้ แต่ไม่ควรมาลักขโมยปล้นเค้ากินแบบนี้ เสียศักดิ์ศรี น่าอายจริงๆ” เขาเทศนาสั่งสอนไปหวังให้พวกมันรู้สำนึก แต่

“บังอาจมาสั่งสอนข้า ถ้าไม่หลีกทาง ก็เตรียมตัวเจ็บ เฮ้ย พวกเจ้าสามคนสั่งสอนมัน ที่เหลือตามไอ้เด็กพวกนั้นไป มันต้องหนีไปทางช่องนี้แน่ๆ” 

จอมยุทธ์หลินเดินออกจากซอยตันนั้นมา ท้ายซอยพวกโจรวิ่งราวสิบกว่าคนนอนสลบเหมือดกองรวมกันอยู่ท้ายซอย ไม่มีใครได้ตามอิ้หลิงกับอาปิงไปสักคน แค่นี้ไม่ครณามือ เดินมาไม่นานก็เห็นอี้หลิงกับอาปิงยืนอยู่กับหญิงผู้หนึ่ง สองคนคงเอาถุงเงินมาคืน หญิงผู้นั้นดูเป็นผู้ดีมีตระกูล มีสาวใช้สองคนยืนอยู่ข้างหลัง นางรับถุงเงิน แล้วเอาเงินในถุงส่วนหนึ่งให้อี้หลิง เด็กหญิงไม่รับ นางคว้ามือเอาเงินใส่ในมือ เจียเจ๋อเดินท่านเดินผ่านพอดี ได้ยินนางพูดว่า 

“ข้าให้เจ้า เอาไปแบ่งกันนะ ขอบใจพวกเจ้ามากที่ช่วยเอามาคืนข้า แต่คราวหลังอย่าได้เสี่ยงอันตรายแบบนี้เลย เกิดเป็นอะไรขึ้นมามันจะไม่คุ้ม” เสียงของนางช่างอ่อนหวานละมุน อี้หลิงตอบนางว่า

“อย่าห่วงไปเลย ข้ามีวรยุทธ์ และมีอาปิงเป็นผู้ช่วย แค่นี้ก็ไม่มีใครสู้ได้” 

“ขี้โม้จริงๆ ยัยเด็กจอมแก่น” เจียเจ๋อพูดกับตัวเอง แต่ในใจก็น่าชื่นชมความกล้าหาญความเสียสละของทั้งสองคน น่าเสียดายที่วรยุทธ์ยังด้อย วันนี้โชคดีเจอโจรกระจอก วันต่อไปถ้าเจอพวกจอมยุทธ์ไร้คุณธรรม เห็นทีจะไม่รอด ยังเด็กไร้ประสบการณ์ เขาหวังว่าวันนึง เด็กพวกนี้จะมีฝีมือดีขึ้น พอที่จะช่วยเหลือผู้อื่นได้ โดยไม่ทำให้ตัวเองเดือดร้อน 

หญิงสาวหัวเราะเบาๆ เสียงหัวเราะก็ฟังดูเพราะพริ้ง เจียเจ๋อเอามือบังหน้าไว้ไม่ให้อี้หลิงเห็น เพราะนางคิดว่าเขาเป็นพวกเดียวกับโจรวิ่งราว คนเดินผ่านไปมาทำให้ไม่เป็นที่สังเกต เขาเหลือบมอง แม่นางผู้นั้นช่างงามนัก ผิวขาว ตาคม ผมสลวย งามราวกับพระจันทร์วันเพ็ญ งามกว่าพระนางไซซีกับพระนางหวังเจาจวินรวมกันเสียอีก จอมยุทธ์หนุ่มไม่เคยเห็นภาพสองคนนั้นหรอก ตัวจริงก็สิ้นชีพไปนานแล้ว เคยแต่ได้ยิน แต่ความรู้สึกเขาบอกเช่นนั้น รู้สึกดีที่ได้ช่วยแม่นางคนนี้ แม้ว่านางจะไม่รับรู้ก็ไม่เป็นไร ช่างเท่อะไรเช่นนี้ ถ้ามีโอกาส อยากทำความรู้จักกับนางจริงๆ นางอาจเป็นเนื้อคู่ของเขา อีกไม่นานอาจจะได้แต่งงานกัน และมีลูกชายหนึ่งหญิงหนึ่งอย่างที่ตั้งใจไว้ นึกภาพนางเรียกเขาว่าท่านพี่แล้ว มีความสุขจริงๆ เดินพลางยิ้มพลาง หัวเราะเบาๆ คนที่เดินผ่านเขาทำหน้างงๆ บางคนก็ยิ้ม คงคิดว่าเพี้ยนกระมัง เอาเถอะ เขาไม่ถือ เพราะกำลังอารมณ์ดี

เดินมาอีกไม่นาน ในที่สุดก็ถึงซะที บ้านตระกูลหลิน

 

____________________________________________________________________________________

 

*ถังหูลู่ - พุทราเคลือบน้ำตาลเสียบไม้ อาจเป็นผลไม้อื่นก็ได้

*เมืองหว่าน - ปัจจุบันคือมณฑลอันฮุย

*ยามอิ๋น - 03.00 - 04.59 น.

*2 เซี๊ยะ - ประมาณ 2 ฟุต

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

8 ความคิดเห็น

  1. #3 MO-tamaura (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 22 กรกฎาคม 2563 / 23:54

    ติดตามอยู่น๊า มาอัพต่อไวๆเน้อ

    #3
    1
    • #3-1 วารีรันตร์(จากตอนที่ 3)
      23 กรกฎาคม 2563 / 07:55
      ขอบคุณมาก มีคนอ่านก็ดีใจ
      #3-1