หลินเจียเจ๋อ แก๊งม่วน ป่วนจอมยุทธ์

ตอนที่ 4 : ตระกูลหลิน เซี่ยหลี่ หงเหวินติ้ง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 109
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    8 มี.ค. 64

เจียเจ๋อมาถึงบ้านเมื่อใกล้ค่ำ บ้านที่เขาอยู่มายี่สิบปี มีความทรงจำมากมาย สิบห้าปีเต็มที่จากไป คนที่นี่จะเปลี่ยนไปอย่างไร จะเป็นตายร้ายดียังงัยไม่รู้เลย ประตูบ้านปิดอยู่ ความจริงคนทั่วไปเรียกบ้านนี้ว่าจวน เพราะเป็นตระกูลใหญ่ มีอาณาเขตบ้านกว้าง มีบ้านหลายหลังอยู่รวมกัน เขาเคาะประตู สักพักมีคนมาเปิด 

“มาหาใครครับ” ชายวัยกลางคนอายุประมาณห้าสิบกว่าปีถาม เขาไว้หนวดเคราแต่พองามไม่รกรุงรัง ร่างผอม ท่าทางใจดี เจียเจ๋อไม่รู้จักคนๆ นี้  

“ข้าเป็นคุณชายบ้านนี้”  เขาตอบ

“ท่านคือ…..คุณชายเจียเจ๋อ” ชายวัยกลางคนทายถูก

“ใช่ ข้า หลินเจียเจ๋อ คุณชายบ้านนี้” ชายวัยกลางคนยิ้ม ท่าทางดีใจที่เจอเขา

“อ้อ คุณชายกลับมาแล้ว นายท่านบ่นถึงท่านอยู่บ่อยๆ บอกว่าเมื่อไรจะกลับมา วันนี้ท่านกลับมาแล้ว ดีจริงๆ"

“ไม่ทราบว่าท่านคือ”

“ข้าซุนเหวิน  เป็นพ่อบ้าน”

“ที่แท้เป็นพ่อบ้านซุน” 

“เชิญคุณชายเข้าบ้านเถอะ นายท่านต้องดีใจแน่ๆ” เขาก้าวพ้นประตู พ่อบ้านซุนปิดประตู รีบเดินนำข้าไป บรรยากาศข้างในบ้านเงียบเหงา จากที่เคยมีคนเดินพลุกพล่าน คนรับใช้ที่เคยมีหลายคน ตอนนี้ไม่เห็นใครนอกจากพ่อบ้านซุน พวกเขาไปไหนกันหมด ลาออกไปหมดแล้วเหรอ สภาพบริเวณบ้านทรุดโทรม ต้นไม้หลายต้นเหี่ยวเฉา ขาดการดูแล ต้นบ๊วยที่เคยผลิดอกสีแดงสด เหลือเพียงใบแก่สีเหลือง สระบัวที่เคยเต็มไปด้วยดอกบัวบานสะพรั่ง บัดนี้มีแค่น้ำขังอยู่ตื้นๆ ไม่มีต้นบัว มีแต่วัชพืช เจียเจ๋อหยุดเดิน มองไปรอบๆ บ้านตระกูลหลินทรุดโทรมลงไปมาก พ่อบ้านซุนเห็นเขาหยุดเดินเขาจึงหยุดด้วย และเล่าว่า

“ข้ามาอยู่ที่นี่ได้ห้าปี ตั้งแต่ข้ามานายท่านก็สุขภาพไม่ดีมาตลอด ป่วยกระเสาะกระแสะ เงียบขรึม ไม่ค่อยพูดกับใคร บางครั้งก็นั่งซึม คงตรอมใจ คิดถึงคุณชายมาก พูดกับข้าบ่อยๆ ว่าท่านเป็นคนทำให้คุณชายจากไป โทษตัวเอง ว่าทำให้ตระกูลหลินตกต่ำ คนรับใช้หลายคนก็ลาออกไป ตอนนี้ก็เหลือข้า ฮุ่ยเจิน ลุงหวงแล้วก็……..” พ่อบ้านซุนถอนหายใจ เขานิ่งไปสักครู่ ในใจคิดว่าคนผิดไม่ใช่ท่านพ่อ แต่เป็นเขาเอง ที่ทำให้ตระกูลตกต่ำเช่นนี้

เดินมาถึงหน้าห้องห้องหนึ่ง พ่อบ้านซุนเคาะประตูเรียก

“นายท่านครับ” 

“นั่นใคร” เสียงขานรับจากในห้อง และมีเสียงไอติดต่อกันหลายครั้ง 

“นายท่าน นี่ข้าเอง พ่อบ้านซุน” 

“เข้ามาสิ” พ่อบ้านซุนเปิดประตูเข้าไป 

“นายท่าน ดูสิว่าใครมา” พ่อบ้านหัวเราะเบาๆ ชายในห้องมองมาที่ผู้มาเยือน ตกใจไม่น้อย 

“อาเจ๋อ เจ้ากลับมาแล้ว” เขายิ้มอย่างดีใจ 

“ข้ากลับมาแล้วท่านพ่อ” เจียเจ๋อก็ดีใจเช่นกัน พ่อของเขาดูโทรมมาก ดูชราเกินอายุคงเพราะคิดมาก ไม่ยอมดูแลสุุขภาพ เลยโดนโรคภัยไข้เจ็บเล่นงาน เขาเห็นสภาพแล้วก็นึกโทษตัวเองที่ทิ้งท่านไปนาน นึกไม่ถึงว่าอะไรๆ จะแย่ลงขนาดนี้ 

“ข้านึกว่าจะไม่ได้เจอเจ้าอีกแล้ว สิบห้าปีมานี้ ข้าภาวนาขอกับอวี่ชูทุกวัน ขอให้นางพาเจ้ากลับมา” พูดพลางสะอื้น น้ำตาเริ่มไหลออกมา ไออีกหลายครั้ง

“ข้าขอโทษ ลูกอกตัญญู ไม่ได้ดูแลท่านให้ดี” 

“ไม่ อย่าโทษตัวเอง ไม่ใช่เพราะเจ้า เพราะข้าต่างหาก ถ้าข้าไม่……” 

“นายท่าน อย่าเพิ่งพูดอะไรเลย คุณชายเดินทางมาไกลคงจะเหนื่อยและหิวแล้ว ข้าจะไปบอกฮุ่ยเจินให้จัดสำรับมาให้” พ่อบ้านซุนตัดบท เดินออกไป ชายหนุ่มนั่งลงใกล้กับพ่อ

“ท่านพ่อ ต่อไปนี้ข้าจะดูแลท่านเอง”

“เจ้าจะไม่ไปไหนแล้วเหรอ”

“ไม่แล้วท่านพ่อ ข้าตั้งใจล้างมือจากยุทธภพ กลับมาใช้ชีวิตที่บ้าน ไม่ไปเร่ร่อนอีกแล้ว” 

“ดีๆ ข้า…..” ท่านพ่อยังคงร้องไห้ ท่านคงทั้งดีใจที่เขากลับมา และเสียใจกับเรื่องร้ายๆ ที่เกิดขึ้นในอดีต  

สาวใช้จัดสำรับกับข้าวมาให้เจียเจ๋อและท่านพ่อ สภาพอาหารดูด้อยลงไปตามฐานะของบ้าน ฮุ่ยเจินแนะนำตัวกับคุณชายหลิน

“ข้าชื่อ หวังฮุ่ยเจิน เดิมเป็นชาวลั่วหยาง เมื่อห้าปีก่อนที่หมู่บ้านข้ามีโรคระบาด ข้าเลยอพยพมาเมืองหลวง มาสมัครเป็นสาวใช้ที่นี่ ตอนที่ข้ามา คนรับใช้ลาออกกันไปหลายคน นายท่านจึงรับข้าไว้”

“แล้วทำไมเจ้าถึงอยู่ล่ะ ในเมื่อคนอื่นลาออกไป” เขาถาม

“ลูกไม่รังเกียจแม่ขี้เหร่ หมาไม่รังเกียจบ้านยากจน ฮุ่ยเจินไม่หวังเงินทองมากมาย หวังแค่มีที่อยู่ ที่กิน มีนายดีๆ แค่นี้ก็พอใจ” คำพูดของนางจับใจคุณชายยิ่งนัก บ่าวที่มีใจจงรักภักดีต่อนายช่างหาได้ยากยิ่ง

“เจ้าพูดเกินไปแล้ว ขอบใจเจ้ามากนะ ที่คอยดูแลบ้าน ดูแลท่านพ่อ” 

“บ้านชำรุดทรุดโทรม ฮุ่ยเจินดูแลไม่ทั่วถึง ต้องขออภัยคุณชาย”

“อย่าพูดเช่นนั้นเลย ตระกูลหลินพื้นที่กว้างขวาง มีบ้านหลายหลัง ดูแลไม่ทั่วถึงก็ไม่แปลก ลำพังแค่งานบ้านเจ้าก็คงเหนื่อยแล้ว เจ้าก็ไม่ใช่ผู้ชาย พ่อบ้านซุนกับลุงหวงก็อายุมากแล้ว แค่นี้ข้าก็ขอบใจทั้งสามคนแล้ว”

พ่อบ้านซุนยิ้มแล้วพูดว่า 

“คุณชายอย่าได้เกรงใจ อ้อ ข้ากับฮุ่ยเจินขอตัวก่อน ฮุ่ยเจินจะไปเตรียมที่นอนให้ท่าน มีอะไรเรียกใช้ข้าได้ตลอด”

 เขาพยักหน้ายิ้มรับ ฮุ่ยเจินเอาห่อผ้าเดินออกไป

เจียเจ๋อกินมื้อค่ำกับหลินเจิ้นซีพ่อของเขา เล่าให้ท่านฟังว่าเขาไปที่ไหน ไปทำอะไรมาบ้าง ท่านพ่อดูมีความสุข ยิ้ม หัวเราะ เขาคิดไม่ผิดที่กลับมา ที่ตัดสินใจทิ้งชื่อเสียงจอมปลอม ทิ้งทิฎฐิมานะ อาจารย์หยางกว๋อซินเคยสอนว่าการให้อภัยคนอื่น ก็คือให้อภัยตัวเอง ปล่อยวางผู้อื่น เท่ากับปลดปล่อยตัวเอง  โบราณกล่าวไว้ ต้นไม้อยากนิ่ง ลมไม่หยุดพัด ลูกอยากปรนนิบัติ แต่พ่อแม่ตาย เป็นลูกหลานไม่กตัญญูจะต้องเสียใจ วันนี้เขาเข้าใจอย่างถ่องแท้

ชั่วยามต่อมา หลังจากส่งพ่อเข้านอน เขาอาบน้ำเสร็จ กลับมาที่ห้อง ได้เวลาไปพบท่านแม่

ที่นี่คือห้องที่แม่ของเจียเจ๋ออยู่ เป็นห้องที่รวมป้ายบูชาและภาพวาดของบรรพชนตระกูลหลินผู้ล่วงลับ ชายหนุ่มยืนอยู่หน้าป้ายบูชาของท่านแม่ หลินฮูหยิน หรือจางอวี่ชู คือแม่ของเขา นางจากไปเมื่อตอนเจียเจ๋ออายุได้ยี่สิบปี เขาจุดธูปปักที่กระถางธูป บอกท่านแม่ว่ากลับมาแล้ว และจะไม่ไปไหนอีก ภาพวาดของจางอวี่ชูมองมาเหมือนจะยิ้ม นางคงเลิกเศร้าโศกเสียใจแล้ว

ย้อนหลังไปเมื่อสิบแปดปีก่อน เจียเจ๋ออายุได้สิบเจ็ดปี ตระกูลหลินมีความเจริญรุ่งเรืองมาก มีที่นาให้เช่า มีบ้านให้เช่าหลายหลัง การกินอยู่หรูหราไม่ฝืดเคือง หลินเจิ้นซีกับหลินฮูหยินรักกันดี อยู่อย่างมีความสุข เจียเจ๋อเป็นศิษย์สำนักแมวป่า ฝึกวิชาก้าวหน้า แม้ยังเยาว์ แต่ในเมืองหลวงไม่มีใครสู้เขาได้ เป็นที่เชิดหน้าชูตาของตระกูล ทุกอย่างเป็นไปด้วยดี จนวันหนึ่งในปีนั้น ตระกูลหลินรับสาวใช้คนนึงเข้าบ้าน นางชื่อหยางเหม่า หน้าตาสะสวย อ่อนหวานน่ารัก เอาใจเก่ง เป็นที่รักของทุกคนโดยเฉพาะหลินเจิ้นซีชอบนางมาก เรียกหาแต่หยางเหม่า จนวันหนึ่ง จู่ๆ นางประกาศให้ทุกคนรู้ ว่าได้ตกเป็นภรรยาของหลินเจิ้นซี ทุกคนตกใจมาก โดยเฉพาะอวี่ชู ทั้งตกใจและเสียใจ ความจริงผู้ชายมีเมียหลายคนไม่ใช่เรื่องแปลก แต่การรับสาวใช้ขึ้นเป็นภรรยา เป็นเรื่องน่าอับอาย แต่ในเมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ทุกคนได้แต่ยอมรับ แต่หลินฮูหยินไม่คิดเช่นนั้น นางโกรธมาก ที่สามีทำเรื่องเสื่อมเสียและจะต้องถูกแย่งความรักและคนรักไป นางต้องการไล่หยางเหม่าออกจากบ้าน แต่หลินเจิ้นซีไม่ยอม สงครามประสาทจึงเริ่มขึ้น หยางเหม่าเรียกร้องสิทธิที่ควรมีควรได้ของนาง คือการเป็นฮูหยินรอง หลินฮูหยินก็คอยขัดขวางทุกทาง บ้านไม่เป็นบ้าน รุ่มร้อนเป็นไฟ ทะเลาะกันทุกวัน หลินเจิ้นซีเข้าข้างแต่หยางเหม่า เจียเจ๋อเองเห็นแม่เสียใจ ทุกข์ใจ ก็พลอยโกรธพ่อไปด้วย หลายครั้งที่เขาด่าทอหยางเหม่าโดยไม่เกรงใจใคร ทำให้วิวาทกับพ่อหลายครั้ง สามปีที่บ้านตระกูลหลินมีแต่การทะเลาะทุ่มเถียง ต่อมาหลินฮูหยินกินยาพิษหวังจะฆ่าตัวตาย แต่คนรับใช้มาพบเข้า และตามหมอมาช่วยไว้ทัน แม้ไม่ตายแต่ก็ได้รับผลข้างเคียงจากพิษ ทำให้ล้มป่วย ถึงตอนนั้นหลินเจิ้นซีเริ่มคิดได้ ว่าตนเองได้ทำผิดไปแล้ว ต่อมาไม่นานอวี่ชูอาการทรุดหนัก และจากไป เจียเจ๋อร้องไห้น้ำตาแทบเป็นสายเลือด โกรธแค้นพ่อที่เป็นสาเหตุของเรื่องทั้งหมด หลินเจิ้นซีเองก็เสียใจไม่น้อย แต่ตอนนั้้นเจียเจ๋อไม่สนใจ แม่เขาตายไปแล้ว ไม่มีประโยชน์ที่จะมาสำนึกผิดตอนนี้

“เป็นเพราะท่าน เพราะท่านคนเดียว!!” เขาตวาดใส่พ่อ

“คุณชาย อย่าทำแบบนี้เลย” ลุงหวง คนรับใช้เก่าแก่เข้ามาห้าม แต่เด็กหนุ่มหน้ามืดไปซะแล้ว

“อย่าห้ามข้า คนแบบนี้สักวันสวรรค์ต้องลงโทษ ท่านไม่ใช่พ่อข้า!!” 

คิดไปก็น่าละอายใจ ถ้าเขาไม่ใจร้อน ใช้แต่อารมณ์และคิดว่านี้เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ ไม่ควรที่เด็กอย่างข้าจะไปเกรี้ยวกราดกับบุพการี หากเขาคอยปลอบใจและให้กำลังใจท่านแม่ ให้ท่านใจเย็นลง เรื่องคงไม่แย่อย่างนี้ ตัวเขาเองก็คงไม่ต้องจากไปและได้ดูแลท่านพ่อให้ดีกว่านี้ น้ำตาจอมยุทธ์หนุ่มไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว

หลังจากงานศพท่านแม่ เขาก็ออกจากบ้าน ร่ำลาอาจารย์ ออกเดินทางไปทั่ว ทั้งภาคกลางทั่วต้าซ่ง ภาคเหนือจากซีเซี่ยจนถึงซีอี้* ตะวันออกเฉียงเหนือแคว้นเหลียว ตะวันออกล่องเรือสำเภาไปถึงเกาะวา*  ตะวันตกเฉียงใต้จากต้าหลี่ไปหนานเฉา* ลงใต้ล่องทะเลไปตามเกาะต่างๆ ไปจนถึงจินหลิน* เขาไปมาแล้วทั้งหมด ในปีแรกๆ ของการท่องยุทธภพ มีแต่ความเครียดในใจ จึงต้องหาทางระบาย ด้วยการประลองยุทธ หรือไม่ก็ปราบคนพาล คนชั่วร้าย เขาลงมือดุดัน ไม่ยั้งมือไว้ไมตรี บุคลิกเคร่งขรึม แต่อารมณ์ร้อน คนที่เจอเจียเจ๋อในตอนนั้น จึงนำไปเล่าต่อกันว่า เขาคือปิศาจน่ากลัว เวลาผ่านไปหลายปี ชายหนุ่มเริ่มอารมณ์เย็นลง อาจจะเป็นเพราะอายุมากขึ้น มีประสบการณ์มากขึ้น ได้พบเจอผู้คนมากขึ้น ได้ฟังเรื่องราวต่างๆ ของคนหลายๆ คน ได้พบเห็นเหตุการณ์ที่สามารถนำมาสอนใจตัวเองได้ เขาจึงเริ่มมีรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ บุคลิก กลับไปเป็นเหมือนเมื่อตอนยังวัยรุ่น คนที่พบเห็นเขาในหลายปีต่อมา จึงเรียกเขาว่า เทพสัประยุทธ์ ในด้านวรยุทธ์นั้น เนื่องจากเขาเดินทางไปหลายแคว้นหลายดินแดน ได้ประลอง ได้ศึกษาวรยุทธ์และศิลปะการต่อสู้หลายแบบหลายแขนง นำมาประยุกต์ใช้กับตัวเอง จนเกิดเป็นรูปแบบวิชาของเขาเอง ยากที่ใครจะเลียนแบบได้ บวกกับพรสวรรค์ที่่มีมาแต่เกิด ทำให้เขาไม่เคยแพ้ผู้ใด และในที่สุด เมื่ออายุมากขึ้น เกิดความเบื่อหน่ายที่ต้องร่อนเร่พเนจร บ้าน จึงเป็นที่ที่น่าจะดีที่สุด  

เจียเจ๋อรู้สึกเหนื่อย ล้มตัวลงนอน เขาฝันเห็นท่านแม่ ยืนอยู่ที่ลานบ้านใต้ต้นบ๊วยที่กำลังออกดอกสีแดงสด กลิ่นหอมฟุ้ง สวมชุดสีครามอ่อนที่ท่านชอบ หน้าตาสดชื่นสะสวย แสงแดดอ่อนๆ อากาศอบอุ่นกำลังดี

“กลับมาแล้วเหรออาเจ๋อ” รอยยิ้มอบอุ่นเต็มไปด้วยความรักและเมตตาแบบนี้เขาไม่เคยลืม

“แม่รู้ว่าสักวันเจ้าต้องกลับมา” อวี่ชูเอามือลูบที่แก้มของเขา

“ท่านแม่ ข้า…….” 

“แม่ดีใจที่เจ้ากลับมา เรื่องที่ผ่านมาก็ขอให้ผ่านไป อย่าทำใจให้มัวหมอง ไม่ต้องห่วงแม่ แม่สบายดี ดูแลพ่อเจ้าให้ดีนะ แม่จะอยู่กับเจ้าเสมอ” 

เขาสวมกอดท่านแม่ รู้สึกมีความสุขที่สุด

ในฝันเจียเจ๋อร้องไห้ ตื่นมาน้ำตาไหลนองเปียกหมอน

 

หลายวันก่อนที่เจียเจ๋อจะกลับมาเมืองหลวง มีเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้น เซี่ยหลี่ ชายวัยยี่สิบแปดปี เขาเป็นองครักษ์ของศาลไคเฟิง ผู้ว่าเมืองไคเฟิงคนปัจจุบันคือ มู่หยงฟู่ ผู้ว่าคนนี้มาแทนผู้ว่าคนก่อนได้หนึ่งปีแล้ว สาเหตุที่ผู้ว่าคนก่อนถูกย้ายไปเพราะทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวง รับสินบนจากพ่อค้าและผู้มีอันจะกิน ทำให้ชาวบ้านราษฎรเดือดร้อน ไม่เพียงถูกย้ายไปอยู่เมืองชายแดน แต่ถูกลดตำแหน่งจากขุนนางขั้นสาม เหลือเพียงขุนนางขั้นหก เซี่ยหลี่คิดว่านี่เป็นความกรุณาปรานีมากเกินไป ที่จริงสมควรไล่ออกจากราชการและดำเนินคดีอาญาด้วยซ้ำ แต่องครักษ์ขั้นห้าเช่นเขา คงพูดอะไรไม่ได้ ได้แต่ยอมรับระบบที่ไม่ค่อยจะยุติธรรมแบบนี้ ที่คนกล่าวกันว่า ขุนนางปกป้องกันเองนั้น ก็มีส่วนจริงอยู่มากเหมือนกัน แต่ก็ดีหน่อยที่ผู้ว่าเมืองไคเฟิงคนปัจจุบันมีนิสัยรักความยุติธรรม ไม่กินสินบาทคาดสินบน เป็นขุนนางตงฉิน ทำให้เขาทำงานได้สะดวกขึ้น แต่คนดีก็มักจะอยู่ยากในวงราชการ บางครั้งก็ถูกกดดันต่างๆ นานาจากผู้มีอำนาจ เซี่ยหลี่ก็ได้แต่เอาใจช่วยผู้ว่าคนนี้ให้ทำงานได้ตลอดรอดฝั่ง โดยเขาจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุดเช่นกัน

เซี่ยหลี่กำลังนั่งคุยอยู่กับกั๋วฉุนเหลียน เลขาผู้ว่าวัยสี่สิบห้า เรื่องคดีต่างๆ ของศาลไคเฟิง มีลูกน้องคนหนึ่งเดินเข้ามา หยุดแล้วคารวะคนทั้งสอง

“ว่างัย เฟิงช่าง มีอะไรจะรายงานข้า”

“เรารู้ที่อยู่ของหงเหวินติ้งแล้ว”

“หา จริงเหรอ มันอยู่ที่ไหน”

“มีคนของเราพบเห็นมันซ่อนอยู่ที่บ้านร้างชานเมืองทางตะวันตก ห่างจากเมืองหลวงไปแปดลี้*” 

“ดี งั้นวันนี้เราจะไปจับมัน”

หงเหวินติ้งเป็นโจรปล้นสวาท ปล้นทรัพย์  ขโมยของ มันเป็นคนร้ายที่ทางการต้องการตัว มีค่าหัวถึงสามพันตำลึง ค่าหัวของทางการหนึ่งพันตำลึง และค่าหัวของโจทก์ผู้เสียหายอีกสองพันตำลึง เซี่ยหลี่ตามจับมันมาหลายเดือน แต่มันไวเป็นวอก วิชาตัวเบาล้ำเลิศ วรยุทธ์ก็สูง เป็นคนร้ายที่จับยากมาก

เซี่ยหลี่กับลูกน้องอีกห้าคนเดินทางไปยังที่ซ่อนของหงเหวินติ้งเพื่อล้อมจับ มันซ่อนตัวอยู่ในบ้านร้างกลางป่าไผ่ เขาให้ลูกน้องล้อมบ้านร้างไว้ ตัวเองเดินย่องเข้าไปในบ้านอย่างช้าๆ แต่หงเหวินติ้งไม่ใช่โจรโง่ มีประสบการณ์การหนีมาหลายปี มันตัดกระบอกไม้ไผ่มาร้อยกับเชือก ขึงไว้หน้าประตู เชือกนั้นขนาดเล็กจนไม่เป็นที่สังเกต เซี่ยหลีเดินสะดุดเชือก กระบอกไม้ไผ่กระทบกันเสียงดังโป๊กเป๊ก หงเหวินติ้งที่นอนกลางวันเพราะออกหากินกลางคืนสะดุ้งตื่น ระมัดระวังตัว บ้านร้างไม่มีประตู มันมองไปหน้าห้องเห็นเซี่ยหลี่ มันรู้ทันทีว่าเจ้าหน้าที่ทางการมาตามจับแล้ว และมันก็รู้จักเซี่ยหลี่ด้วย อาชีพของมันจำเป็นที่จะต้องรู้ข้อมูลของทางการ

เซี่ยหลี่มองเข้าไปในห้อง เห็นผู้ต้องหาหงเหวินติ้ง เขาชักกระบี่ออกมาพร้อมตะโกน 

“หงเหวินติ้ง! มอบตัวซะดีๆ อย่าให้ข้าต้องจับตาย”

“จับตายเหรอ เจ้ามีปัญญารึเปล่า”

โจรชั่วกระโดดออกทางหน้าต่าง ไปเจอกับลูกน้องของเซี่ยหลี่ เข้าปะทะกัน หงเหวินติ้งฝีมือดีกว่า จึงซัดลูกน้องของเซี่ยหลี่กระเดินไปคนละทิศคนละทาง เซี่ยหลี่ตามออกไปนอกบ้าน เข้าต่อสู้กับคนร้าย วรยุทธ์ของทั้งสองคนนั้นพอๆ กัน แต่เซี่ยหลี่เสียเปรียบด้านวิชาตัวเบา สู้กันได้สักพัก หงเหวินติ้งก็ชิ่งหนี มันกระโดดขึ้นไปเกาะต้นไผ่ แล้วพูดว่า

“เซี่ยหลี่ ข้าน่ะ รู้จักเจ้าดี ด้านฝีมือเจ้าก็ไม่แพ้ใคร แต่ด้านความว่องไวเจ้าสู้ข้าไม่ได้หรอก ระวังไว้ให้ดี ถ้าเจ้าเลิกตามจับข้า ข้าจะไม่เอาเรื่องเจ้าก็ได้ คิดดูดีๆ”

“ไม่ต้องมาขู่ข้า! จะให้ยอมสยบให้โจรชั่วอย่างเจ้า ข้าตายซะดีกว่า”

“ดี ในเมื่อเจ้าจะจับข้าให้ได้ ระวังไว้ข้าอาจจะไปเยี่ยมบ้านเจ้า ได้ข่าวว่าเซี่ยฮูหยินรูปร่างหน้าตาดีมาก ข้าอยากไปเยี่ยมนางซักหน่อย”

เซี่ยหลี่โมโหเลือดขึ้นหน้า กระโดดขี้นไปที่ต้นไผ่ เงื้อดาบฟัน หงเหวินติ้งกระโดดอย่างรวดเร็วไปต้นไผ่ต้อนอื่น ดาบของเซี่ยหลี่โดนต้นไผ่ขาดล้มลงมา หงเหวินติ้งกระโดดหนีไปเรื่อยๆ ตะโกนกลับมาว่า

“แล้วเจอกัน เซี่ยหลี่!”

ที่ศาลไคเฟิง เซี่ยหลี่นั่งทำหน้าเคียดแค้นอยู่ที่โต๊ะทำงาน เลขากั๋วเห็นว่าองครักษ์หนุ่มกำลังเครียดจึงปลอบใจ

“ใจเย็นๆ องครักษ์เซี่ย มันอาจแค่ขู่ท่านก็ได้”

“่ไม่ ไอ้โจรคนนี้มันมั่นใจในฝีมือตัวเองมาก มันมาแน่”

“วันนี้ท่านเหนื่อยแล้ว กลับไปพักก่อนเถอะ แล้วค่อยหาทางรับมือ” เลขากั๋วเห็นว่าวันนี้ไม่ใช่วันดีแล้ว จึงให้เซี่ยหลี่กลับบ้านไปก่อน เซี่ยหลี่ถอนหายใจ ลุกขึ้นเดินจากไป

ที่บ้านตระกูลเซี่ย  เซี่ยหลี่เข้าบ้านมาไม่เห็นภรรยาจึงเดินมาดูหลังบ้าน เซี่ยฮูหยินกับสาวใช้กำลังตากผ้าที่ซักเสร็จแล้ว เหลือบไปเห็นสามีกลับมาก็ดีใจ

“ท่านพี่กลับมาแล้ว” นางยิ้ม

“ทำไมเจ้ามาตากผ้าเองล่ะ” พูดพลางหันไปมองสาวใช้

“ข้าบอกฮูหยินแล้วว่าไม่ต้องช่วย ข้าทำเอง แต่นาง….” สาวใช้พูดพลางก้มหน้า

“ไม่เห็นเป็นไรเลย ช่วยๆ กัน บ้านเราคนรับใช้น้อย แค่สองคน ให้พวกเขาทำงานทั้งหมดก็เหนื่อยแย่ ข้าอยู่เฉยๆ ก็เบื่อ ได้ออกกำลังบ้างก็ดี”

เซี่ยหลี่ฟังแล้วไม่ค่อยสบายใจนัก เขารับราชการเป็นองครักษ์ศาลมาหลายปี แต่เงินเดือนก็ได้แค่เดือนละยี่สิบห้าตำลึงเท่านั้น เงินเดือนของข้าราชการนั้นน้อยนิดเมื่อเทียบกับรายได้ของพ่อค้าและอาชีพอื่นๆ แต่งงานมาสี่ปีไม่สามารถทำให้ภรรยาสุขสบายได้ คนที่เข้าทำงานพร้อมเขาบางคนร่ำรวย เพราะรับสินบนช่วยเหลือคนชั่ว แต่เขาทำอย่างนั้นไม่ได้เพราะมันขัดกับนิสัยสันดาน

เซี่ยหลี่นั่งอยู่ที่ห้องโถงบ้าน ภรรยาเอาน้ำชามาให้

“ท่านพี่ เป็นอะไรไป” ฮูหยินถาม

“เปล่า ไม่มีอะไร”

“ข้ารู้ว่าท่านคิดอะไรอยู่ เรื่องเดิมอีกใช่มั๊ยล่ะ ข้าน่ะไม่เป็นไรหรอก ไม่ได้ลำบากอะไรเลย  ข้าน่ะดีใจและภูมิใจที่ได้เป็นภรรยาของท่านนะ ไม่ต้องร่ำรวยเราก็มีความสุขได้ เงินที่หามาได้ด้วยการทุจริตน่ะ ข้าไม่อยากได้หรอกนะ ข้าภูมิใจที่สามีเป็นคนดี ซื่อสัตย์ ท่านอย่าคิดมากเลย” นางจับมือสามีไว้

เซี่ยหลี่ยิ้ม เขาเห็นด้วยกับภรรยาทุกอย่าง ซื่อกินไม่หมด คดกินไม่นาน เป็นข้าราชการต้องรับใช้ประชาชน ใต้เท้า    มู่หยงก็มักพูดแบบนี้เสมอ กลับมาบ้านทุกครั้งก็รู้สึกสบายใจขึ้น

เขาเล่าเรื่องของหงเหวินติ้งให้ภรรยาฟัง เรื่องที่ไปจับมันแต่ไม่ได้ตัว เรื่องที่หงเหวินติ้งขู่ว่าจะมาจับตัวภรรยาของเขาไป

“เจ้าต้องระวังตัวให้มากนะ เวลาข้าไม่อยู่ เดี๋ยวข้าจะให้ทหารมาเฝ้าที่นี่ไว้ทั้งนอกบ้านและในบ้าน”

“ค่ะ ข้าจะระวังตัว” 

 

หลายวันผ่านไป หงเหวินติ้งยังไม่โผล่มา ทุกคืนเซี่ยหลี่จะให้ทหารซ่อนตัวอยู่หลังบ้านสิบนาย อยู่นอกบ้านสีบนาย อยู่ ทหารที่ซ่อนอยู่หลังบ้านเป็นพลธนู เขาอยากเอาทหารมาเฝ้ามากกว่านี้ ทหารของศาลไคฟงมีจำนวนร้อยนาย แต่ไม่อยากใช้อภิสิทธิของการเป็นขาราชการให้มาก ทหารแค่นี้ก็คงเพียงพอ

“ถ้ามันประมาท เที่ยวกระโดดไปกระโดดมาล่ะก็ โดนธนูยิงเอาแน่” เขาพูดกับเฟิงช่างทหารคนสนิท

หลายคืนต่อมา ย่างเข้ายามอิ๋น* เซี่ยหลี่เดินไปมาที่หน้าบ้าน เข้าออกบ้านตลอดเพื่อดูภรรยา ทหารที่เฝ้าบ้านตระกูลเซี่ยทั้งด้านนอกด้านในเริ่มหลับ เพราะเฝ้ายามมาหลายคืน ความจริงทุกคนอยากจะจับโจรปล้นสวาทหงเหวินติ้งให้ได้ซะที เพราะปล่อยไว้ยิ่งนาน มันก็ยิ่งฮึกเหิมลำพองได้ใจ กล้าก่อคดีแม้กระทั่งบ้านขององครักษ์ศาล แต่รอหลายคืนแล้วเจ้าโจรไม่มา เลยคิดว่าพักสายตาสักหน่อย บางคนก็หลับไป

หงเหวินติ้งแต่งชุดดำปิดหน้า มันค่อยๆ คืบคลานมาทางหลังคา มันรู้อยู่แล้วว่าทุกคืนต้องมีทหารมารอต้อนรับอยู่หลายนายแน่ๆ หากเป็นโจรคนอื่น คงไม่มีใครกล้าบุกมาบ้านเจ้าหน้าที่ศาลแบบนี้ แต่คนอย่างมันเมื่อลั่นวาจาไปแล้วก็ต้องมา แม้เป็นโจร แต่ก็ขอเป็นโจรอันดับหนึ่งในเมืองหลวง มันคิดเช่นนั้น

เท้าของมันเบายิ่งกว่าเท้าแมว เหยียบย่างตรงไหนก็ไม่มีเสียง ด้วยวิชาตัวเบาที่ล้ำเลิศ มันย่องเข้าไปในบ้าน หลบหลีกสายตาของทหารที่ซุ่มอยู่ ถึงจะซุ่มจะแอบยังงัย มันก็รู้อยู่ดี เพราะความเชี่ยวชาญในอาชีพ เรื่องหลบ แอบซ่อน หนี ไม่มีใครเก่งกว่าหงเหวินติ้ง ประกอบกับยามอิ๋นเป็นเวลาดึกที่สุด คนเรามักง่วงหลับในเวลานี้

ในที่สุดมันก็เข้ามาในบ้านได้ มันแอบซุ่มอยู่พักหนึ่ง เห็นเซี่ยหลี่เดินเข้าออกเป็นครั้งคราว จึงรอจังหวะที่เซี่ยหลี่เดินออกไป ขอเวลาแค่นิดเดียว แม้เซี่ยหลี่กับทหารจะพยายามเท่าไร ก็จับมันไม่ได้ เพราะมันจะกระโดดหนีไปอย่างเร็วพร้อมพาฮูหยินไปด้วย

เซี่ยหลี่เดินเข้ามาแล้วเดินออกไป ฮูหยินกำลังหลับอยู่ หงเหวินติ้งเดินเข้าไปใกล้ กำลังจะถึงตัวผู้หญิงแต่ก็ต้องตกใจชะงัก

เสียงโป๊กเป๊กดังขี้น เสียงของกระบอกไม้ไผ่ เซี่ยหลี่เอาเชือกผูกกระบอกไม้ไผ่ไว้ ทำเหมือนกับหงเหวินติ้ง โจรชั่วนึกไม่ถึงว่าเซี่ยหลี่จะใช้วิธีเดียวกับมัน ถึงตอนนี้มันรู้แล้วว่าได้เวลาเผ่น จะเอาตัวฮูหยินไปด้วยก็ไม่ทันแน่ เซี่ยหลี่วิ่งเข้ามากำลังจะถึงตัว มันกระโดดสุดแรง ลอยขึ้นไปชนหลังคาทะลุ มันยืนอยู่บนหลังคา ทหารพลธนูที่อยู่หลังบ้าน ยิงธนูใส่ หงเหวินติ้งหลบหลีกเป็นพัลวัน มีธนูดอกหนึ่งปักเข้าที่ไหล่ซ้าย มันร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด พยายามวิ่งหนี แม้ยังวิ่งได้ แต่ก็กระโดดใช้วิชาตัวเบาลำบาก โจรชั่วเริ่มกลัวถูกจับ ที่ผ่านมามันไม่เคยเจอวิกฤตขนาดนี้ มันกำลังเสียทีเซี่ยหลี่เพราะความประมาท

หงเหวินติ้งกระโดดออกมาจากบ้านตระกูลเซี่ย ลงที่ทางเดิน ทหารสิบนายที่อยู่ด้านนอกรอต้อนรับอยู่แล้ว โจรปล้นสวาทถูกรุมจับ แต่มันก็ฮึดสู้ ทั้งเตะทั้งต่อยจนทหารทั้งหมดแตกพ่ายไป ไม่มีใครสู้มันได้ เฟิงช่างเห็นว่าปล่อยไว้แบบนี้มันต้องหนีไปได้แน่ จึงกระโดดจับที่ขามัน บีบแน่นไม่ยอมปล่อย เรียกให้เพื่อนทหารมาช่วย

“ข้าจับมันไว้แล้ว พวกเจ้ามาเร็ว”

แต่ทหารเกือบทั้งหมดโดนหงเหวินติ้งทำร้ายจะสะบักสะบอม มีแค่สองสามคนที่ลุกขึ้นมาได้ แต่ก็ยังเดินไม่ค่อยไหว เซี่ยหลี่กับทหารในบ้านวิ่งออกมา หงเหวินติ้งเห็นท่าไม่ดี พยายามดึงขาออกจากมือของเฟิงช่าง

“ปล่อยข้าโว้ย!” มันตวาด เตะไปที่หน้าของเฟิงช่างหลายที

“ให้ตายข้าไม่ปล่อย!"

หงเหวินติ้งดึงขาอย่างแรง ได้ผล มือของเฟิงช่างหลุดออกไป แต่มันหลุดออกไปพร้อมกางเกงและรองเท้าด้วยนี่สิ มันต้องเลือกแล้วระหว่างกางเกงรองเท้ากับการหนีเอาตัวรอด ในที่สุดมันก็เลือกอย่างหลัง กางเกงไม่สำคัญเลยตอนนี้ มันดึงขาทั้งสองให้หลุดจากกางเกง

“ไอ้เวรเอ๊ย!” มันสบถ

โจรปล้นสวาทหงเหวินติ้ง วิ่งหนีไปทั้งที่ท่อนล่างเปลือยเปล่า ไม่มีแม้แต่รองเท้าแต่ตอนนี้มันก็ไม่ได้สนใจสภาพของตัวเองนัก หวังเพียงเอาชีวิตรอดไปจากตรงนั้น มันวิ่งสุดชีวิต มีทหารสิบกว่านายไล่ตามมา ด้วยอาการบาดเจ็บมันจึงวิ่งช้าลง ถ้าวิ่งไปเรื่อยๆ แบบนี้ต้องถูกจับแน่ มันคิดหาทางหนีทางอื่น มองไปเห็นคอกม้ามีม้าผูกอยู่ มันแกะเชือก กระโดดขึ้นหลังม้าแล้วควบพังคอกออกไป แต่ความเจ็บปวดก็เพิ่มขึ้นมาอีกอย่าง นั่นคือมันไม่ใส่กางเกง จึงไม่สามารถลดแรงกระแทกระหว่างอานม้ากับลูกอัณฑะได้ ทุกก้าวที่ม้าวิ่ง มันจึงเจ็บและร้องครวญครางไปตลอดทาง

“ฝากไว้ก่อนเถอะเซี่ยหลี่ ข้าต้องมาเอาคืนแน่ โอยๆๆ” มันบ่นกับตัวเองและร้องออกมาด้วยความเจ็บ

เซี่ยหลี่กับทหารวิ่งตามหงเหวินติ้งไม่ทัน ในที่สุดมันก็ควบม้าหนีไปได้ เขารู้สึกเจ็บใจมาก ฟาดดาบลงกับพื้น

“ระยำเอ๊ย! หนีไปจนได้” 

 

เซี่ยหลี่มาทำงานตอนเช้า ด้วยอารมณ์ที่ไม่ค่อยดีนัก เขาเกือบจะจับหงเหวินติ้งได้อยู่แล้ว แต่มันขโมยม้าควบหนีไปได้ ไม่รู้เมื่อไหร่จะมีโอกาสแบบนี้อีก เลขากั๋วเห็นองครักษ์หนุ่มกลุ้มใจอยู่ จึงพูดปลอบใจเหมือนเคย

“เอาน่า อย่างน้อยมันก็จะได้หยุดก่อคดีไปอีกสักพัก”

“เลขากั๋ว อย่าปลอบใจข้าเลย ข้ามันไม่เอาไหนจริงๆ ทำให้ใต้เท้ามู่หยงผิดหวัง ทำให้ชาวบ้านผิดหวัง”

“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก ท่านก็ทำดีที่สุดแล้ว” เอามือตบบ่าเซี่ยหลี่เบาๆ เซี่ยหลี่ก็ยังคงเครียดอยู่

เฟิงช่างเดินมา คารวะทั้งสองคน

“หัวหน้า เลขากั๋ว” 

“เป็นงัยบ้าง เฟิงช่าง ได้เบาะแสเพิ่มบ้างมั้ย”

“รายงานหัวหน้า ม้าที่หงเหวินติ้งขโมยไป เป็นของเถ้าแก่ต่ง เป็นม้าชั้นดีราคาแพงเถ้าแก่ต่งซื้อมาเพื่อเก็งกำไร ตอนนี้เจ้าทุกข์มาแจ้งความว่าม้าถูกขโมยแล้ว บอกให้เรารีบจับคนร้ายมาให้ได้และเอาม้ามาคืนให้เร็วที่สุด"

“เรื่องนั้นเราต้องทำอยู่แล้ว แล้วมีข่าวมั้ยว่าตอนนี้มันหนีไปหลบอยู่ที่ไหน”

"ตอนนี้ไม่มีข่าวครับ มันหายไปเลย”

เซี่ยหลี่ส่ายหน้า

“หัวหน้า เมื่อคืนข้าต้องขอโทษด้วย เพราะข้าไร้ความสามารถ ปล่อยให้มันหนีไปได้”

“จะโทษเจ้าได้ยังงัย เจ้าก็ทำดีที่สุดแล้ว” 

เลขากั๋วหัวเราะเบาๆ เซี่ยหลี่หันไปมอง

“ท่านน่ะ พูดเหมือนข้าเลย” เลขากั๋วยิ้ม

เซี่ยหลี่ยิ้มออก หัวเราะออกมา

“อืม นั่นสิ เราก็ทำดีที่สุดแล้ว สักวันต้องจับมันได้ ข้าน่ะภูมิใจในตัวเจ้านะ เฟิงช่าง”

ลูกน้องยิ้มออก และพูดว่า

“ขอบคุณครับหัวหน้า” 

เลขากั๋วจ้องมองหน้าของเฟิงช่าง เห็นหน้าตาฟกช้ำ จึงเดินไปหยิบยาที่ตู้ยามาสิบกระปุก

“นี่เป็นยาแก้ฟกช้ำ มีสรรพคุณดีเยี่ยม เอาไปสิเฟิงช่าง อีกไม่เกินสามวันหน้าเจ้าจะหายดี ข้าฝากให้ทหารคนอื่นด้วยนะ”

“ขอบคุณท่านเลขา” เฟิงช่างซาบซึ่งในน้ำใจของทุกคน แม้ทำงานพลาดแต่ก็ไม่ถูกตำหนิ เพราะหัวหน้าเข้าใจและเห็นใจ เขาไม่ผิดหวังที่ได้ทำงานที่นี่

 

คำพูดที่ว่าทุกสาขาอาชีพล้วนมีทั้งคนดีและคนไม่ดีนั้นเป็นจริง ดังเช่นหมอคนนี้ สี่เส้าหลง หมออายุห้าสิบห้าปี มันเป็นหมอที่รับรักษาคนนอกกฎหมาย เหตุว่ามันสามารถเรียกเงินจากคนเหล่านั้นได้มากกว่าการรักษาคนธรรมดา เมื่อคืนมีผู้ป่วยคนหนึ่งขี่ม้ามาสี่สิบลี้จากเมืองหลวง มาให้รักษาอาการบาดเจ็บจากลูกธนู และอัณฑะบวมช้ำ ผู้ป่วยนอนหมดสภาพร้องโอยจนหลับไป ตื่นมาตอนเช้าอาการดีขึ้น

“ตื่นแล้วเรอะ เป็นงัยบ้างล่ะ”

“ดีขึ้นแล้ว” หงเหวินติ้งตอบเสียงอ่อย หมอสี่หัวเราะ

“เจ้าคิดยังงัยถึงควบม้ามาโดยไม่ใส่กางเกง”

“ข้าไม่ได้คิดอะไร ไม่มีเวลาคิด ขึ้นม้าได้ก็ควบออกมา ออกจากเมืองหลวงมาทางป่าด้านหลังเมืองได้ก็พยายามจะหยุดม้า ไอ้ม้าบ้านั่นไม่ยอมหยุด วิ่งไปตั้งเกือบสามสิบลี้ ข้าเจ็บจะตายอยูแล้ว”

“ฮ่าๆๆๆ ม้านั่นเป็นม้าป่ารึเปล่า”

“ไม่รู้สิ ว่าแต่ไอ้นั่นข้าเป็นงัยบ้าง”

“ไอ้นั่นน่ะเหรอ” หมอสี่หัวเราะออกมาอีก หงเหวินติ้งชักโมโห

“มันก็หนักพอสมควร บวมมากอย่างที่เห็น เจ้ามีสิทธิเป็นหมันด้วย”

“อะไรนะ นี่ข้าจะมีลูกไม่ได้เหรอ” ทำหน้าตื่นตระหนก

“อาจจะนะ ข้าไม่รู้แน่ชัดหรอก แต่เจ้าจะกังวลไปทำไม เจ้าน่ะเป็นโจร มีลูก ลูกก็ต้องเป็นโจร สู้อย่ามีซะดีกว่า”

คนชั่วคุยกันก็ไม่จำเป็นต้องพูดอ้อมค้อม

“ไอ้หมอปากเสีย ถ้าข้าไม่บาดเจ็บล่ะก็ ข้าจะฆ่าเจ้าซะ”

หมอสี่หัวเราะอีก

“เจ้าฆ่าข้า แล้วบาดเจ็บขึ้นมาอีก ต่อไปใครจะรักษาเจ้า หมอชั่วอย่างข้าหายากนะจะบอกให้ ฮ่าๆๆๆๆ”

หงเหวินติ้งเถียงไม่ออก ได้แต่อารมณ์เสีย

“เป็นเพราะไอ้ม้าบ้านั่นทีเดียว คอยดูนะข้าจะฆ่ามันเอาเนื้อมากิน แล้วไปแก้แค้นกับเจ้าของมันด้วย”

หมอสี่ส่ายหน้า คนป่วยของเขาเป็นคนมีฝีมือ แต่ไม่ค่อยฉลาดใช้ชีวิตสักเท่าไร คนเราแม้รักจะชั่ว แต่ก็ไม่ควรหาเรื่องใส่ตัวพร่ำเพรื่อ

“เอาที่เจ้าสบายใจ ข้าจะรอเจ้าอยู่ที่นี่ บาดเจ็บก็มาหาข้าได้ แต่ถ้าไม่มีเงินไม่ต้องมา ข้าไม่รักษา”

หงเหวินติ้งฟังแล้วส่ายหน้า ต่างฝ่ายต่างรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นคนชั่ว สรุปว่าชั่วทั้งสองคน

 

 

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

*แปดลี้ - ประมาณ 4 กิโลเมตร

*ยามอิ๋น - 03.00 - 04.59 น.

 

 

 

 

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

8 ความคิดเห็น