หลินเจียเจ๋อ แก๊งม่วน ป่วนจอมยุทธ์

ตอนที่ 2 : เทพวิปลาส/กลับบ้าน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 144
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    8 มี.ค. 64

เจียเจ๋อออกเดินทางต่อไป วันนี้อากาศสดใส ฟ้าเป็นฟ้า มีเมฆลอย แสงแดดอบอุ่นไม่ร้อนไม่หนาวเกินไป เขาเดินผ่านทุ่งหญ้า ป่าไผ่ ภูเขา จนมาถึงหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งในเวลาเย็น ตั้งใจว่าจะพักที่นี่สักคืน ที่นี่เป็นหมู่บ้านชาวนา เป็นที่ที่สงบอีกแห่งหนึ่ง มีบ้านรวมแล้วประมาณสามสิบหลังคาเรือน ตรงกลางหมู่บ้านมีการตั้งปรัมพิธี มีอาหารคาวหวานและผลไม้วางเรียงรายกันอยุ่ คงจะเป็นการบูชาพระจันทร์ในเทศกาลจงชิวเจี๋ย* เจียเจ๋อเดินมายังบ้านหลังหนึ่ง พบหญิงวัยกลางคนกำลังตากข้าวอยู่ จึงเข้าไปแจ้งความประสงค์ที่จะขอพักค้างคืน

“ท่านน้า ข้าเดินทางมาไกล จะกลับไปยังบ้านเกิด ขอพักค้างคืนที่นี่สักคืนได้หรือไม่”

“จะเดินทางไปไหนล่ะ”

“ไคเฟิง”

“อ้อ ได้สิ แต่ที่นี่ไม่สะดวกสบายเหมือนโรงเตี๊ยมหรอกนะ อยู่ได้รึเปล่าล่ะ”  

“ได้สิครับท่านน้า ลำบากกว่านี้ข้าก็อยู่มาแล้ว”

“งั้นก็เชิญตามสบาย ห้องของเจ้าคือห้องเก็บของหลังบ้านนั่น” นางชี้ไปหลังบ้าน

“ขอบคุณท่านน้ามาก” เจียเจ๋อคารวะ

เจียเจ๋อเอาห่อผ้ากับกระบี่ไปเก็บ คืนนี้เขาต้องนอนในห้องเก็บของ แม้ไม่หรูหราเหมือนโรงเตี๊ยมบางแห่ง แต่เมื่อเทียบกับบ้านร้างที่กันฝนไม่ค่อยได้แล้ว ที่นี่ก็เป็นสวรรค์

จอมยุทธ์เดินออกมาจากห้องเก็บของ เจอเจ้าของบ้านกำลังจะผ่าฟืน

“ท่านน้า ให้ข้าช่วยดีกว่า” เขาอาสา

“อืม ก็ดี ข้าน่ะเริ่มจะแก่แล้ว เรี่ยวแรงไม่ค่อยจะมี ผ่าไว้แค่สิบกว่าท่อนแค่พอใช้เท่านั้น”

“งั้นข้าจะผ่าให้ทั้งหมดนี่เลย ท่านน้าจะได้มีไว้ใช้นานๆ” เจียเจ๋อชี้ไปที่กองฟืนกองใหญ่

“จะเอางั้นเรอะ เออ ก็ดี ก็ดี” ท่านน้าหัวเราะเบาๆ แล้วพูดว่า “เรียกข้าว่าน้าซู่ก็ได้ ไม่ต้องเรียกท้านน้งท่านน้าอะไรหรอก”

“ครับน้าซู่ ข้าชื่อหลินเจียเจ๋อ” 

“อืมๆ” น้าซู่พยักหน้า ชายหนุ่มแนะนำตัว ไม่บ่อยนักที่มีคนรู้ชื่อเขาแล้วไม่ตกใจ น้าซู่เป็นแค่ชาวบ้านธรรมดา จึงไม่เคยรู้จักชื่อหรือฉายาของเขา 

น้าซู่นั่งพักตรงชายคา เจียเจ๋อใช้ขวานผ่าฟืนอย่างคล่องแคล่ว ที่จริงของอยากใช้วรยุทธ์เอากระบี่อู๋หยิ่งมาช่วยผ่าฟืนออกเป็นซีก แต่ทำแบบนั้นมันอาจจะน่ากลัวหากมีชาวบ้านมาเห็น และต้องตกเป็นเป้าสายตา

“น้าซู่ ท่านอยู่คนเดียวเหรอ สามีกับลูกท่านไปไหนซะล่ะ” 

“สามีข้าถูกโจรป่าฆ่าตายไปเมื่อสี่ปีก่อน ข้ามีลูกสาวคนหนึ่งชื่ออาเยี่ยน”

“เสียใจด้วยนะครับ เรื่องสามีของท่าน แล้วอาเยี่ยนไปไหนซะล่ะ”

“นางไปซื้อเนื้อที่บ้านผู้ใหญ่บ้าน วันนี้มีการชำแหละวัวขาย อีกเดี๋ยวก็คงกลับมา” เจียเจ๋อพยักหน้า

น้าซู่หัวเราะเบาๆ แล้วพูดกับเจียเจ๋อว่า

“ดูท่าทางเจ้าไม่ใช่คนธรรมดา เป็นจอมยุทธ์ฝีมือดีล่ะสิท่า ข้าดูจากการแต่งตัว การผ่าฟืนก็รู้”

“ข้าเป็นแค่จอมยุทธ์ปลายแถวเท่านั้น ไม่ได้เก่งกาจอะไรหรอก”

“หึๆๆๆ งั้นเรอะ”

น้าซู่หัวเราะเสียงดังอย่างอารมณ์ดี คนแก่ย่อมมีประสบการณ์ มองโลกได้ชัดกว่าคนหนุ่มสาว นางคงมองออกว่าเจียเจ่อไม่ใช่จอมยุทธ์ธรรมดา แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร

มีหญิงสาวอายุราวยี่สิบห้าปีเดินเข้ามา นางคงเป็นอาเยี่ยนผู้เป็นลูกสาว เป็นหญิงชาวบ้านธรรมดาแต่หน้าตาดี 

“แม่ ข้าซื้อเนื้อมาแล้ว”

“อืม ดีๆ เอาไปเก็บในครัวนะ"

อาเยี่ยนเห็นชายหนุ่มกำลังผ่าฟืน จึงถามผู้เป็นแม่ว่า

“นั่นใครน่ะแม่”

“อ๋อ นั่นจอมยุทธ์หลิน เขามาขอพักค้างคืนที่นี่ พรุ่งนี้จะเดินทางต่อ”

“แม่ จะดีเหรอ เราสองคนเป็นผู้หญิง เขาเป็นคนดีหรือเปล่าก็ยังไม่รู้ เกิดมาทำมิดีมิร้ายกับข้าจะทำยังงัย” อาเยี่ยนสีหน้ากังวล

“แม่รู้ ว่ามันไม่ค่อยดี แต่เจ้าลืมแล้วเหรอ วันนี้วันอะไร คืนนี้เจ้าอาจมีภัย แม่กลัวว่า…….” ป้าซู่ก็มีสีหน้ากังวลไม่แพ้ลูกสาว

“ไม่หรอกแม่ คืนนี้ข้าจะอยู่แต่ในห้อง ไม่ออกไปไหน”

“ไม่มีประโยชน์หรอก ถ้ามันมา มันก็เอาตัวเจ้าไปจนได้ มีเขาอยู่อาจช่วยเราได้ ถึงจะมีความหวังแค่เล็กน้อยก็เถอะ ดูท่าทางเขาก็เป็นคนดี" 

สองแม่ลูกนิ่งเงียบไป เจียเจ๋อเดินเข้ามาหาแม่ลูก

“น้าซู่ ข้าผ่าฟืนเสร็จแล้ว มีอะไรให้ข้าช่วยอีกก็บอกได้เลยนะ”

“ไม่มีแล้วล่ะ อ้อ นี่ลูกสาวข้า อาเยี่ยน สวยมั๊ยล่ะ นางยังไม่มีคู่ครองนะ" เจียเจ๋อฟังแล้วจึงได้รู้ว่า น้าซู่เป็นคนอารมณ์ดี ชอบพูดแซวคนอื่น

“แม่พูดอะไรน่ะ” หญิงสาวเห็นหน้าเจียเจ๋อชัดๆ แล้วพบว่าชายผู้นี้หน้าตาหล่อเหลาเอาการ กอรปกับนางไม่ค่อยได้เจอผู้ชายที่เป็นผู้ดีมีสกุลเท่าไหร่นัก จึงนึกชอบเจียเจ๋อในทันที

“สวัสดีเหม่ยเยี่ยน ข้าชื่อหลินเจียเจ๋อ”

“ข้าชื่อซู่เหม่ยเยี่ยน” นางแนะนำตัว ไม่กล้ามองหน้าชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าตรงๆ

“นี่ ได้เวลาทำมื้อเย็นแล้ว มาเถอะ” ผู้เป็นแม่บอกลูกสาว

“ข้าพอจะช่วยอะไรได้บ้าง” เจียเจ๋อถาม

“ไม่ต้องหรอก รอกินเถอะ” น่าซู่บอก

 

แม่ลูกช่วยกันทำอาหารมื้อเย็น เหม่ยเยี่ยนอารมณ์ดียิ้มแย้มแจ่มใส อาหารเสร็จแล้ว เจ้าของบ้านและแขกนั่งกินข้าวด้วยกัน

“เป็นงัยบ้างล่ะ รสชาติอาหารที่ข้าทำ” น้าซู่ถาม

“ดีมากครับ อร่อยมาก” เจียเจ๋อตอบ

“อร่อยก็กินเยอะๆ นะ”

หลังจากทุกคนอิ่มแล้ว เหม่ยเยี่ยนเอาจานชามไปเก็บ น้าซู่บอกกับเจียเจ๋อว่า 

“นี่ก็ค่ำแล้ว แถวนี้มีอันตราย ทั้งสัตว์ร้ายทั้งโจรป่า อย่าได้ออกนอกบ้านเด็ดขาด พรุ่งนี้เจ้าก็ออกเดินทางไปซะ”

เจียเจ๋อรับคำ แต่ก็แปลกใจว่าสัตว์ร้ายกับโจรป่ามันชุกชุมถึงขนาดออกมานอกบ้านตอนกลางคืนไม่ได้เชียวหรือ

 เพิ่งจะค่ำ เจียเจ๋ออยากออกไปนั่งนอกบ้าน แต่น้าซู่ห้ามไว้ จึงได้แต่นั่งอยู่ในห้อง เหม่ยเยี่ยนเอาผ้าห่มมาให้ แต่ด้วยความเคอะเขิน จึงสะดุดขาตัวเองล้มไปทับเจียเจ๋อ ชายหนุ่มรับนางไว้ในอ้อมกอด หญิงสาวไม่เคยถูกผู้ชายกอดมาก่อน จึงตกใจทำอะไรไม่ถูก ได้แต่อยู่ในอ้อมกอดของคนที่เพิ่งรู้จักกัน นางสบตากับเขา ความรู้สึกบางอย่างที่ไม่เคยมีบังเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ความรักนั่นเอง 

“ขอโทษ” เหม่ยเยี่ยนรู้สึกตัวและผละออกมา

“ไม่เป็นไร ขอบคุณเจ้ามาก ที่เอาผ้าห่มมาให้”

เหม่ยเยี่ยนยิ้มเขินอาย ใจหนึ่งอยากเดินหนีไปให้พ้น ใจหนึ่งก็อยากอยู่คุยกับเขา แต่ประการหลังชนะ 

“จอมยุทธ์หลิน ท่านเป็นจอมยุทธ์ที่ท่องไปทั่วแคว้นเหรอ”

“ใช่ ข้าไปมาแล้วทั่วหล้า ไม่เพียงแต่แคว้นซ่ง แต่ไปยังต่างแคว้นด้วย”

“ดีจริงๆ ข้าน่ะ ไม่เคยไปไหนเลย อยู่แต่ในหมู่บ้าน” นางทำหน้าสลด 

“อยู่ที่นี่ก็ดีแล้ว ชีวิตสงบเรียบง่าย ข้ายังอยากอยู่แบบนี้เลย”

“ดีอะไรล่ะ วันๆ อยู่แต่ในหมู่บ้าน” นางบ่นให้คนแปลกหน้าฟัง เจียเจ๋อไม่พูดต่อ ความคิดของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ยากที่จะอธิบาย

“เมื่อตอนเย็นข้าเดินมา เห็นมาการตั้งปรัมพิธี มีอาหารคาวหวานนำมาวางไว้ เป็นพิธีไหว้พระจันทร์เหรอ”

“ใช่ วันนี้วันที่สิบห้าเดือนแปด เป็นวันไหว้พระจันทร์” เหม่ยเยี่ยนตอบ สีหน้าเศร้าๆ

“แล้วคนในหมู่บ้านไม่ไปร่วมพิธีตอนกลางคืนกันเหรอ” เจียเจ๋อถาม เริ่มสงสัย

“ไม่…..ไม่มีใคร” เหม่ยเยี่ยนพูดแค่นั้นก็หยุด เหมือนกำลังปิดบังอะไร แล้วพูดต่อว่า

“ท่านพักผ่อนเถอะ ข้าไม่รบกวนแล้ว” พูดจบเดินออกไป

เจียเจ๋อคิดว่าต้องมีอะไรผิดปกติแน่ๆ ปกติเทศกาลไหว้พระจันทร์ ชาวบ้านจะออกมาชมจันทร์ พระจันทร์เต็มดวงสวยงาม ผู้คนจะออกจากบ้านมาพูดคุยกัน เล่าเรื่องต่างๆ อย่างสนุกสนาน แต่หมู่บ้านนี้กลับเงียบเหงา มีการวางเครื่องบูชา แต่ไม่มีใครออกจากบ้าน

เหม่ยเยี่ยนอยู่ในห้องของแม่ นางนั่งซึมครุ่นคิดอะไรบางอย่าง ผู้เป็นแม่ดูออกว่าลูกสาวเริ่มคิดไปไกลกับคนแปลกหน้า จึงได้พูดกับนางว่า

“นี่ เจ้าน่ะ คิดอะไรอยู่”

“เปล่าซะหน่อย ข้าไม่ได้คิดอะไร แม่ถามอะไรเนี่ย”

“ข้ารู้นะ ว่าเจ้าชอบเขา”

“ชอบใครเหรอแม่”

“เฮ่ย อย่ามาเฉไฉน่า เขาน่ะ มาพักแค่คืนเดียว พรุ่งนี้ก็ไปแล้ว ที่ข้าให้พักเพราะคิดว่าถ้าเทพวิปลาสจะมาจับเจ้าขึ้นเขาไปเขาอาจจะช่วยได้ อย่าคิดไปไกลเลย ท่าทางเขาไม่ใช่คนธรรมดา คงไม่มาสนใจเจ้าหรอก” แม่จำเป็นต้องพูดออกมาตรงๆ เพื่อให้ลูกสาวตัดใจ

เหม่ยเยี่ยนทำหน้าสลด แล้วพูดว่า

“ก็จริงนะ”  

“ไปนอนซะเถอะ ปิดประตูให้มิดชิดด้วยล่ะ” 

“จ้ะแม่”

 

ใกล้ถึงยามห้าย* เจียเจ่อคิดว่าสองแม่ลูกคงนอนหลับแล้ว จึงหลบออกมาทางหน้าต่าง เขาต้องไปดูให้รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับหมู่บ้านนี้กันแน่ 

ที่ปรัมพิธีไม่มีใครอยู่เลย เป็นเรื่องผิดปกติมาก จอมยุทธ์หนุ่มยืนอยู่สักพัก มีใครบางคนโจนทะยานพุ่งมายืนอยู่บนปรัมพิธี คนๆ นี้วิชาตัวเบาล้ำเลิศ เป็นผู้ชายอายุประมาณสี่สิบปี ผมเผ้ารุงรัง เสื้อผ้าเก่าขาด มันเห็นเจียเจ๋อแล้ว แต่ไม่ได้สนใจ พุ่งไปที่ของกิน กินอย่างมูมมามเหมือนคนอดอาหารมาหลายวัน 

“เจ้าเป็นใคร" เจียเจ๋อถาม เดินเข้าไปใกล้

“ไม่รู้จักข้างั้นเหรอ เป็นคนต่างถิ่นล่ะสิ” มันถาม

“ใช่ ข้าไม่ใช่คนที่นี่”

“ไปให้พ้น ถ้ายังไม่อยากตาย” มันขู่

“บอกข้าหน่อยซิว่าเจ้าเป็นใคร” เจียเจ๋ออยากรู้จริงๆ ว่าเรื่องราวมันเป็นยังงัย

“ข้าคือพ่อของเจ้ายังงัยล่ะ ฮ่าๆๆๆๆๆ” มันหัวเราะร่า ทั้งที่มีไก่ต้มอยู่ในปาก 

“เจ้าไม่ใช่พ่อข้า ข้าจำพ่อข้าได้” 

“งั้นเรอะ งั้นข้าก็คือปู่ของเจ้ายังงัยล่ะ”

“ก็ยังไม่ใช่อยู่ดี ปู่ข้าตายไปนานแล้ว” 

“วะ! เจ้านี่มันเรื่องมากจริงๆ เป็นพ่อก็ไม่เอา เป็นปู่ก็ไม่เอา จะให้ข้าเป็นอะไร”

“บอกข้ามาว่าเจ้าเป็นใครกันแน่”

มีเสียงเรียกมาจากบ้านหลังหนึ่ง ห่างออกไปสามสิบก้าว

“เฮ้ย ไอ้หนุ่ม มานี่ มานี่” ชายวัยกลางคนกำลังกวักมือเรียกเขา เจียเจ๋อเดินเข้าไปในบ้านหลังนั้น พบผู้ชายสี่คนในหมู่บ้านมารวมตัวกันที่นี่

“พวกท่าน” เจียเจ๋อแปลกใจที่คนมารวมกันอยู่ในบ้าน ไม่ออกไปข้างนอก

“เจ้าหนุ่ม เจ้าอยากตายรึงัย ไม่มีใครบอกเจ้าเหรอว่าเจ้านั่นน่ะเป็นใคร” 

“ข้าเป็นคนต่างถิ่น มาขอพักบ้านน้าซู่คืนหนึ่ง น้าซู่ไม่ได้บอกอะไรข้า บอกแค่ว่ากลางคืนอย่าออกไปไหน แต่ข้าสงสัยเลยออกมาดู เจ้านั่นเป็นใครกันเหรอ”

“อะไรนะ เจ้าพักอยู่ที่บ้านของเหม่ยเยี่ยน” ชายหนุ่มคนหนึ่งโพล่งถามออกมา

“ทำแบบนี้ได้ยังงัย เจ้าเป็นผู้ชายนะ จะไปพักบ้านเหม่ยเยี่ยนของข้าได้ยังงัย หา!” ดูเหมือนชายคนนี้จะเป็นคนรักของเหม่ยเยี่ยน แต่เจียเจ๋อก็ยังไม่แน่ใจ

“ฮวาเซิง เหม่ยเยี่ยนของเจ้าที่ไหน เจ้าก็พูดไปเรื่อย นางไม่ได้ชอบเจ้าซักหน่อย” ชายวัยกลางคนทักท้วง

“ไม่รู้ล่ะ ข้าก็รักของข้า ใครบังอาจมาทำอะไรนางล่ะก็ ต้องข้ามศพข้าไปก่อน” เขาพูดอย่างหนักแน่น 

“เรื่องนั้นเอาไว้ก่อน ข้าคือผู้ใหญ่บ้านที่นี่ ข้าขอสั่งให้เจ้าอยู่แต่ในนี้อย่าออกไป เจ้านั่นเป็นตัวอันตราย มันเคยฆ่าคนตายด้วย” ผู้อาวุโสสั่ง

“ฆ่าคนตาย” เจียเจ๋อทวนคำ “แล้วทำไมไม่ไปแจ้งทางการให้มาจับมันล่ะ”

“ไม่มีใครจับมันได้หรอก มันมีวรยุทธ์สูงมาก” ผู้ใหญ่บ้านบอก

“แล้วเขาเป็นใครกันเหรอ” จอมยุทธ์ถาม ผู้ใหญ่บ้านถอนหายใจแล้วเล่าให้ฟังว่า

“แต่เดิมคนผู้นี้ชื่อ เหลยเทียนสิง เป็นชาวบ้านของที่นี่ เทียนสิงเป็นคนดี แต่บ้าวิทยายุทธ์ เดินทางออกจากหมู่บ้านตั้งแต่ยังหนุ่ม เพื่อเสาะหาวิชาและความก้าวหน้า สิบกว่าปีต่อมาเขากลับมาที่หมู่บ้านพร้อมด้วยวรยุทธ์ที่สูงส่ง เขาได้คัมภีร์มาเล่มหนึ่ง ชื่อคัมภีร์อัฐบาท* เขาพยายามที่จะฝึกมัน ขึ้นภูเขาไปเพื่อฝึกอย่างเงียบๆ หลายวันผ่านไปเขาก็ไม่ลงจากเขามา พวกเราพากันขึ้นไปตามหา แต่ไม่พบตัว เราคิดว่าเขาคงตายไปแล้ว แต่เมื่อถึงวันที่สิบห้าเดือนแปด เขาก็กลับลงมา สภาพก็เป็นอย่างที่เห็น ทุกๆ ปีของวันนี้เขาจะลงจากเขามาจับตัวหญิงสาวไป เพราะคิดว่าเป็นเจียงหย่าถิง คนรักของตน เวลาสามปีก็มีผู้หญิงถูกจับไปสามคนแล้ว เขาเป็นบ้าไปแล้ว ใครๆ ก็เรียกเขาว่า เทพวิปลาส”

เจียเจ๋อฟังแล้วพอจะนึกออก ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเหลยเทียนสิง

“ข้ารู้แล้วล่ะ ว่าเหลยเทียนสิงเป็นอะไร”

“หือ เขาเป็นอะไร” ผู้ใหญ่บ้านถาม ทุกคนรอฟังคำตอบจากชายหนุ่มต่างถิ่น

“ธาตุไฟเข้าแทรก เพราะหักโหมฝึกวิชา”

“จริงรึเนี่ย” ผู้ใหญ่บ้านครุ่นคิด ฟังดูมีเหตุผล

“น่าจะเป็นอย่างนั้น เอาล่ะ เรื่องนี้ข้าจัดการเอง จะลองรักษาเขาดู แต่อาจจะทำได้หรือไม่ได้ก็ได้”

“รักษา เจ้าทำได้เรอะ อย่าดีกว่า เราเคยไปขอร้องให้จอมยุทธ์เก่งๆ หลายคนมาปราบเขา แต่ไม่เคยมีใครทำได้ ซ้ำยังถูกมันฆ่าตายด้วย” ผู้ใหญ่บ้านห้าม กลัวจะมีคนตายเพิ่มอีกคน

“ข้าจะลองดู พวกท่านหลบอยู่ในนี้ อย่าออกไป แล้วจะปลอดภัย” พูดจบเดินออกไป

“เฮ้ย! เดี๋ยวก่อน อย่าไป” ทุกคนร้องห้าม แต่ไม่ทันแล้ว ชายหนุ่มเดินไปที่ปรัมพิธี

เหลยเทียนสิงกินอิ่มพอดี เจียเจ๋อเดินเข้าไปใกล้

“หย่าถิงอยู่ไหน” เทพวิปลาสถาม

“ท่านหมายถึงใคร”

“หย่าถิงคนรักของข้า เจ้าเอานางไปไว้ไหน!!” มันตวาดเสียงดัง

“ข้าต้องถามเจ้าต่างหาก ว่าจับผู้หญิงไปไว้ที่ไหน ปล่อยพวกนางกลับมา แล้วข้าจะช่วยรักษาเจ้า”

“รักษาข้าเหรอ ข้าไม่ได้เป็นอะไร จะมารักษาข้าทำไม”

“เจ้าถูกธาตุไฟเข้าแทรก จำเป็นต้องให้ข้ารักษา”

“ข้าไม่รู้เจ้าพูดเรื่องอะไร ปล่อยคนรักของข้ามาเดี๋ยวนี้!”

เหลยเทียนสิงพุ่งเข้าโจมตีเจียเจ๋อ ทั้งสองสู้กันมือเปล่า เจียเจ่อไม่ได้เอากระบี่มา แต่ถึงเอามาก็คงไม่ใช้ เพราะต้องการวัดพลังปราณของคู่ต่อสู้ กำลังภายในของเหลยเทียนสิงสับสน เดี๋ยวขึ้นเดียวลง เห็นได้ชัดว่าเขาควบคุมพลังไม่ได้ ด้านฝีมือนั้นยังด้อยกว่าเจียเจ๋ออยู่ เทพวิปลาสโจมตีไม่ยั้ง อีกฝ่ายไม่อยากปะทะตรงๆ จึงใช้วิธีหลบหลีกเสียมากกว่า จนเหลยเทียนสิงเตะเสาปรัมพิธีหักสะบั้น เตะอย่างรวดเร็ว ไม้หักพังพินาศ มีเสียงโครมครามอยู่ไม่ขาด

 

เหม่ยเยี่ยนยังไม่นอน นางรู้สึกกังวลใจเรื่องที่เทพวิปลาสจะมาจับตัวผู้หญิงในหมู่บ้าน ซึ่งคนที่จะถูกจับนั้นอาจเป็นนาง น้าซู่ก็ยังไม่นอนเช่นกัน นางเข้ามาอยู่เป็นเพื่อนเหม่ยเยี่ยนในห้อง ทั้งสองได้ยินเสียงดังโครมครามมาจากกลางหมู่บ้าน

“แม่! ได้ยินเสียงอะไรมั้ย”

“ได้ยิน” 

“เสียงเหมือนคนต่อสู้กัน หรือว่า” เหม่ยเยี่ยนทำหน้าตกใจ ลุกขึ้นไปดูเจียเจ๋อ เปิดประตูเข้าไป ไม่มีใครอยู่ในนั้น นางวิ่งกลับมาบอกแม่

“แม่! จอมยุทธ์หลินไม่อยู่”

สองแม่ลูกวิ่งไปที่กลางหมู่บ้าน เห็นคนสองคนกำลังสู้กัน จอมยุทธ์หลินกับเทพวิปลาส เหม่ยเยี่ยนตกใจมาก กลัวเจียเจ๋อจะพลาดพลั้ง เทพวิปลาสหันมามองคนสองคนที่ยืนอยู่และหยุดการโจมตี

“หย่าถิง เจ้ามาแล้ว!!" มันคิดว่าเหม่ยเยี่ยนคือเถาหย่าถิงคนรัก กระโดดลอยไปยืนหน้าสองแม่ลูก

“หย่าถิง ข้ามารับเจ้าแล้ว เราไปกันเถอะ” มันคว้ามือเหม่ยเยี่ยน นางพยายามสะบัดหนี น้าซู่ช่วยดึงอีกคน

ฮวาเซิงที่แอบอยู่ในบ้าน เห็นเหม่ยเยี่ยนกำลังจะถูกจับตัวไป จึงวิ่งออกมา คนในบ้านคว้าตัวไว้ไม่ทัน

“เหม่ยเยี่ยน! เทพวิปลาส!! ปล่อยนางเดี๋ยวนี้นะ”

เจียเจ๋อกระโดดตามมา จะเข้าช่วย แต่เหลยเทียนสิงใช้วิชาตัวเบาพาตัวเหม่ยเยี่ยนกระโดดหนีไป มันรวดเร็วมากจนเจียเจ๋อคิดว่าตามไม่ทันแน่

“รออะไรอยู่ตามไปสิ! มันหนีไปแล้ว” ฮวาเซิงเสียงดังบอกเจียเจ๋อ

“ข้าตามไม่ได้ มันมืด ข้าไม่ชำนาญทางเหมือนมัน รอให้รุ่งสางค่อยตามไป”

“อะไรนะ นี่เจ้า!” ฮวาเซิงทำท่าจะเอาเรื่องกับเจียเจ๋อ ผู้ใหญ่บ้านมาห้ามไว้

“ใจเย็นๆ กันก่อน พรุ่งนี้รุ่งสางเราจะตามไปช่วยเหม่ยเยี่ยนกัน”

น้าซู่นั่งร้องไห้เป็นห่วงลูกสาว เจียเจ๋อปลอบใจนาง

“น้าซู่ไม่ต้องห่วง อีกสามชั่วยามก็จะเช้าแล้ว ข้าจะไปช่วยนางกลับมาให้ได้” 

“เป็นเพราะเจ้านั่นแหละ! เหม่ยเยี่ยนถึงได้ถูกจับตัวไป” ฮวาเซิงยังไม่เลิกโทษเจียเจ๋อ จอมยุทธ์หนุ่มไม่พูดอะไร เพราะคิดว่าพูดไปก็ไม่มีประโยชน์

รุ่งเช้า ชาวบ้านรวมตัวกันได้ยี่สิบกว่าคน ขึ้นเขาไปช่วยเหม่ยเยี่ยน พวกเขาตะโกนเรียกชื่อเหม่ยเยี่ยนตลอดทาง แต่ไม่มีเสียงตอบรับ ผู้ใหญ่บ้านบอกให้แบ่งคนออกเป็นสามกลุ่มแยกย้ายกันตามหา ความจริงทุกคนก็กลัวเทพวิปลาส แต่ก็เป็นห่วงเหม่ยเยี่ยน จึงมาช่วยกัน

เจียเจ๋อ น้าซู่ ผู้ใหญ่บ้าน ฮวาเซิง กับชาวบ้านอีกสี่คนเดินมาได้สักครู่หนึ่งก็พบน้ำตก ที่ริมแอ่งน้ำมีรองเท้าของใครคนหนึ่งลอยน้ำอยู่ น้าซู่หยิบขึ้นมาดูและบอกว่า

“นี่รองเท้าของอาเยี่ยน!”

ผู้ใหญ่บ้านมองไปรอบๆ และพูดว่า

“แถวนี้เราเคยมาหาเทียนสิงแล้ว แต่ไม่เจอที่ที่จะเป็นที่อยู่อาศัยได้เลย” 

เจียเจ๋อครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วหยิบก้อนหินขึ้นมา ขว้างไปยังน้ำตก ก้อนหินไม่กระแทกหน้าผาตกลงมา แต่หายวับไป 

“หลังน้ำตกนั่น เป็นถ้ำ” เขาบอกทุกคน

“จริงเรอะนี่ มิน่า เราหาเท่าไรก็หาไม่เจอ” ผู้ใหญ่บ้านดีใจที่พบที่อยู่ของเหลยเทียนสิงซะที

กลุ่มของเจียเจ๋อเดินทะลุแอ่งน้ำเข้าไปหลังน้ำตก ซึ่งเป็นถ้ำขนาดใหญ่ เป็นสถานที่ที่ไม่มีใครค้นพบมาก่อนนอกจากเหลยเทียนสิง เดินเข้าไปสักครู่ก็พบสิ่งของสำหรับยังชีพ มีกาต้มน้ำร้อน คบไฟ ฟืน มีโอ่งใส่น้ำ ข้างในโอ่งมีเนื้อแช่อยู่*  ข้างบนถ้ำเป็นช่องขนาดเล็กมีแสงส่องลงมา เดินเข้าไปอีก พบถ้ำเล็กๆ เป็นเหมือนห้องๆ หนึ่ง มีหินก้อนใหญ่ปิดอยู่แต่ไม่สนิท มีช่องเล็กๆ ที่คนลอดออกมาไม่ได้  ข้างในมีหญิงสาวสามคน หนึ่งในนั้นคือเหม่ยเยี่ยน นางเห็นเจียเจ๋อกับทุกคนก็ดีใจ 

“แม่ ผู้ใหญ่บ้าน!” นางเรียก

“อาเยี่ยน! อาเยี่ยน เจ้าเป็นงัยบ้าง” ทั้งสองคนร้องไห้

“ข้าไม่เป็นไร”

เจียเจ๋อบอกให้ทุกคนถอยไป เขารวบรวมกำลังภายใน ซัดฝ่ามือไปที่ก้อนหินที่ปิดถ้ำอยู่ หินแตกกระจาย คนที่อยู่ข้างพากันในออกมา

“เซี่ยเหยา ฉงยู่ พวกเจ้ายังไม่ตายเรอะเนี่ย แล้วหรงหรงล่ะ” ผู้ใหญ่บ้านดีใจที่ลูกบ้านยังมีชีวิตอยู่ แต่หายไปคนหนึ่ง

“นางตายแล้ว” ฉงยู่บอก

“อีกเดี๋ยวพวกเจ้าก็ต้องตายกันหมด!”

ทุกคนหันไปมองคนที่พูด เทพวิปลาสเหลยเทียนสิงนั่นเอง เขายืนอยู่ตรงทางออก ในมือถือดาบเตรียมพร้อมต่อสู้

“พวกเจ้าจะพาหย่าถิงคนรักของข้าไปไหน” เขาทำหน้าโกรธแค้น

“ทุกคนหลบไปก่อน ข้าจัดการเอง” เจียเจ๋อบอก ทุกคนไปแอบอยู่ด้านหลัง ความจริงอยากจะออกจากถ้ำไป แต่เหลยเทียนสิงยืนขวางทางออกอยู่

“เจ้าสินะ เป็นตัวการทั้งหมด” มันพูดกับเจียเจ๋อ

“ฟังให้ดีนะ เหลยเทียนสิง เจ้าหักโหมฝีกวิชา จนธาตุไฟแตก ทำให้เสียสติไป ถ้ายอมให้ข้าลองรักษา เจ้าอาจจะหายได้ จะได้กลับไปใช้ชีวิตปกติ ไปอยู่กับเจียงหย่าถิง คนรักของเจ้า” เจียเจ๋อพยายามอธิบาย

“ข้าบอกแล้วว่าข้าไม่ได้เป็นอะไร และวันนี้คือวันตายของเจ้า!”

เทียนสิงพุ่งเข้ามา ตวัดดาบอย่างว่องไว แต่วิชาของเขาไม่ได้เน้นที่กระบี่ แต่เป็นเท้า เท้าที่เตะอย่างรวดเร็ว แต่กระนั้น เจียเจ๋อก็ยังรับได้ทุกกระบวนท่า สู้กันสิบกว่ากระบวนเพลง เทียนสิงก็พลาดท่าถูกฝ่ามือของเจียเจ๋อซัดเข้าที่หน้าอก กระเด็นไปชนผนังถ้ำ เขาลุกขึ้นมา รวบรวมกำลังภายใน

“อย่าทำอย่างนั้น อาการเจ้าจะยิ่งหนัก” เจียเจ๋อร้องห้าม แต่เทียนสิงไม่ฟัง กำลังภายในพุ่งขึ้นมามาก จนต้องร้องตะโกนออกมา มีเลือดไหลออกมาทางจมูก

“อ๊ากกกกก!!” เขาพุ่งเข้าหาเจียเจ๋ออีก อัดพลังเข้าไปที่เท้า มันรวดเร็วจนคนธรรมดามองแทบไม่ทัน เจียเจ๋อหลบหลีกอย่างว่องไว เทียนสิงเตะไปโดนหินงอกหินย้อยหลายอันหักสะบั้น

“ร้ายกาจจริงๆ ถ้าเป็นพวกเราคงโดนเตะจนแหลกเหลว” ผู้ใหญ่บ้านพูดด้วยความตะลึง

เจียเจ๋อหลบหลีกอย่างรวดเร็ว เหลยเทียนสิงถือเป็นคู่ต่อสู้ที่น่ากลัวกว่าหลายๆ คนที่เขาเคยสู้มา เขาต้องรีบเอาจริงแล้ว ก่อนที่จะโดนเท้าที่เหวี่ยงมาเตะจนตาย จอมยุทธ์หนุ่มรวบรวมกำลังภายในไว้ที่มือ หลังจากที่หลบเท้าได้ หาช่องว่าง แล้วซัดฝ่ามือไปที่หน้าอกของเทียนสิงอีกครั้ง คราวนี้เขากระเด็นออกไปข้างนอกน้ำตก ดาบหลุดมือ ตกลงไปในแอ่งน้ำ เจียเจ๋อเดินตามออกไป เห็นเทียนสิงยืนอยู่ในแอ่งน้ำ เขายังไม่ตายเพราะเจียเจ๋อแค่ต้องการหยุดเขาเท่านั้น

ทุกคนคิดว่าเทียนสิงคงเสร็จแน่แล้ว จึงเดินออกไปดูหน้าน้ำตก ในแอ่งน้ำเทียนสิงกำลังรวบรวมกำลังภายในอีกครั้ง

“เจ้าเก่งนักใช่มั้ย งั้นเจอพลังขั้นสุดยอดของวิชาอัฐบาทหน่อยเป็นงัย”

“ไม่ได้นะ! เจ้าเดินลมปราณถึงขีดสุดแล้ว ธาตุไฟเจ้าแตกอยู่แล้ว มากกว่านี้ต้องตายแน่ๆ!” 

เทียนสิงไม่ฟัง เขาเดินลมปราณขั้นสูงสุด จนเกินกำลังที่จะรับไหว น้ำในแอ่งน้ำกระเพื่อม เป็นวงกลม เขากระโดดขึ้นมาหาเจียเจ๋อบนน้ำตก กำลังจะยกเท้าขึ้นเตะ แต่ก็ต้องชะงัก มีเลือดพุ่งทะลักออกมาจากปาก และทางตา หู จมูก ทรุดลงกับพื้น 

เจียเจ๋อวิ่งไปประคอง สกัดจุดบนหน้าอกสี่จุดเพื่อรักษาชีวิตของเหลยเทียนสิงเอาไว้ แต่ก็ไม่ได้ช่วยอะไร เพราะอาการของเขาหนักมาก ไม่น่าจะรอด

“ข้า….ข้าไม่ไหวแล้ว”

“จอมยุทธ์หลิน ท่านรักษาเขาได้รึเปล่า ถ้าไม่ไหวก็พาเขาไปหาหมอเถอะ” ผู้ใหญ่บ้านบอก แม้จะเป็นคนร้าย แต่ก็ไม่อยากให้มีคนตาย

“ข้ารักษาไม่ได้แล้ว หมอก็รักษาไม่ได้ เขากำลังจะตาย” เจียเจ๋อบอก

“ข้าขอโทษ ข้ารู้ทุกอย่าง แต่ข้าห้ามตัวเองไม่ได้ ท่านพ่อท่านแม่ หย่าถิง ข้าขอโทษ” คนเรามักนึกถึงคนรักก่อนที่จะตาย เทียนสิงชี้มือไปที่ถ้ำ

“หย่าถิงตายด้วยมือของข้า ข้าคุ้มคลั่งเพราะธาตุไฟแตก พลั้งมือฆ่านาง” เขาล้วงมือเข้าไปในเสื้อหยิบของสิ่งหนึ่งออกมา เป็นหนังสือ เขียนว่าคัมภีร์อัฐบาท ยื่นให้เจียเจ๋อ

“ของสิ่งนี้ข้ามอบให้เจ้า ถ้าเป็นเจ้าคงใช้มันอย่างมีประโยชน์ อย่าหักโหมฝึกเหมือนกับข้า…….”

เหลยเทียนสิงหรือเทพวิปลาส หายใจเฮือกสุดท้าย จึงสิ้นใจ

จากการค้นหาในถ้ำ พบศพของคนสองคน น่าจะเป็นเจียงหย่าถิง กับจูหรงหรง ชาวบ้านช่วยกันนำศพของเทียนสิง กับอีกสองคนไปฝัง ศพของผู้หญิงสองคนเหลือแต่กระดูกเพราะตายมาหลายปี เจียงหย่าถิงคงได้ข่าวว่าคนรักของเธอขึ้นไปฝึกวิชาบนภูเขาหลายวันไม่กลับมา จึงขี้นไปตาม แต่ไปเจอเทียนสิงที่เสียสติ จึงคอยดูแลเขา เทียนสิงคุ้มคลั่งพลั้งมือฆ่านางตาย เทียนสิงลงเขาไปจับหรงหรงมาและพลั้งมือฆ่าอีกเช่นเคย แต่ผู้หญิงสามคนที่จับมาตอนหลังโชคดีที่ไม่ถูกฆ่าตาย แค่ถูกขังเอาไว้ 

ผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้านพากันขอบคุณเจียเจ๋อ ที่ได้ช่วยคนทั้งหมู่บ้านเอาไว้ 

“ต่อไปเทศกาลไหว้พระจันทร์ของทุกปี ชาวบ้านก็จะได้ไม่ต้องหวาดผวากันอีกแล้ว” ผู้ใหญ่บ้านดีใจ 

“ข้าต้องขอโทษท่านด้วย จอมยุทธ์หลิน ที่ตำหนิท่านตอนนั้น” ฮวาเซิงกล่าวคำขอโทษที่ตอนนั้นพลั้งปากต่อว่าเจียเจ๋อไปหลายคำ 

“ไม่เป็นไร เรื่องเล็กน้อย” จอมยุทธ์หนุ่มเป็นคนใจกว้าง จึงไม่ถือสาอะไร

“ขอบใจนะ ฮวาเซิง ที่พยายามช่วยข้าตอนนั้น” เหม่ยเยี่ยนพูด

“ไม่เป็นไร เพื่อเจ้าแล้ว ข้ายอมสละชีวิต” เขาพูดอายๆ ไม่กล้าสบตาหญิงสาว เหม่ยเยี่ยนกับเจียเจ๋อเดินจากไป ฮวาเซิงมองตามหลัง หันมาพูดกับคนในหมู่บ้านว่า

“ได้ยินมั้ย นางขอบคุณข้าด้วย” ชายหนุ่มดีใจบอกใครๆ ยิ้มอย่างมีความสุข มีเพื่อนคนหนึ่งพูดขึ้นมา

“นางบอกว่าขอบใจเข้า ไม่ได้บอกว่าจะแต่งกับเจ้าซักหน่อย ดีใจยังกับจะได้แต่งงาน” ทุกคนหัวเราะชอบใจ

“พวกเจ้าจะรู้อะไร นางไม่ค่อยพูดกับข้า เอาแต่หลบเลี่ยง วันนี้นางขอบใจข้า วันหน้านางต้องใจอ่อน ถึงข้าจะเป็นแค่ถั่วลิสง* แต่ข้ารักเดียวใจเดียวไม่มีวันเปลี่ยนใจ” ทุกคนพยักหน้าชื่นชมในความมั่งคงของฮวาเซิง

วันต่อมา เจียเจ๋อเตรียมออกเดินทาง เขาร่ำลาน้าซู่กับเหม่ยเยี่ยน

“ข้าต้องไปแล้ว ขอบคุณน้าซู่กับเหม่ยเยี่ยนที่ให้ที่พัก”

“ขอบคุณอะไรกัน ถ้าไม่ได้เจ้า เหม่ยเยี่ยนจะเป็นยังงัยก็ไม่รู้ เราสิต้องขอบคุณเจ้า”

เจียเจ๋อยิ้ม แล้วพูดว่า “เรื่องเล็กน้อย อย่าได้เกรงใจ” หันไปมองเหม่ยเยี่ยนที่กำลังทำหน้าเศร้า

“เป็นอะไรไปอีกล่ะ” น้าซู่ถาม

“เปล่า” 

ผู้เป็นแม่รู้ว่าลูกสาวชอบจอมยุทธ์คนนี้มาก แต่ในเมื่อจะต้องจากกันแล้วก็ต้องทำใจ

“เอาล่ะ ข้าเข้าไปในบ้านก่อน เจ้าบอกลากันตามสบาย” ว่าแล้วก็เดินเข้าบ้านไป

“เราคงไม่ได้เจอกันอีกแล้วใช่มั้ย” เหม่ยเยี่ยนถามเสียงอ่อย

“ไร้วาสนาคงไม่ได้พบ มีวาสนาคงได้พบกันอีก” เจียเจ๋อตอบเป็นคำคม

เหม่ยเยี่ยนเอามือจับแขนเจียเจ๋อไว้ แล้วเขย่งเท้าขึ้น จูบที่แก้มของเจียเจ๋อ จอมยุทธ์หนุ่มตกใจมาก ไม่คิดว่านางจะทำแบบนี้

“เหม่ยเยี่ยน เจ้าทำอะไร”

“ข้ารู้ว่ามันไม่ดี ข้ารู้ว่าท่านไม่ได้ชอบข้า แต่คิดซะว่าเป็นการขอบคุณจากข้าแล้วกัน” นางเขินอายไม่กล้าสบตา

เจียเจ๋อไม่รู้จะพูดยังงัยดี เขาไม่ได้คิดกับนางแบบนั้น แต่ก็ยิ้มออกมาและพูดว่า

“ข้าลาล่ะ” 

จอมยุทธ์หนุ่มเดินจากไป ทิ้งให้หญิงสาวมองตามอย่างอาลัยอาวรณ์ เขาคิดว่าบางทีเหม่ยเยี่ยนอาจตกลงปลงใจกับฮวาเซิง หรืออาจจะไม่เป็นอย่างนั้น แต่ยังงัยก็ขอให้นางใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ดูแลแม่ของนางต่อไป

 

ณ เบื้องหน้าของเจียเจ๋อ คือชายคนหนึ่ง นามของเขาคือ หลี่ต้าซาน เป็นยอดยุทธ์ผู้ท่องยุทธภพมานานหลายปีเช่นเดียวกับเขา และก็เหมือนเช่นเคย จอมยุทธ์พบจอมยุทธ์ เป็นธรรมเนียมของหลายๆ คน ที่ต้องประลองยุทธ์กัน เพื่อให้ได้รู้กันว่าใครเก่งกว่าใคร หลี่ต้าซานพบเขาขณะเข้าไปกินบะหมี่มื้อเย็นในโรงเตี๊ยมซานเหมิน หลังจากสงสัยว่าเขาคือหลินเจียเจ๋อ จึงเข้ามาถาม เขาเองนั้นตั้งใจว่าหลังกินมื้อเย็นเสร็จ ก็จะกลับห้องพัก พักผ่อนหลับนอนสักคืน แล้วจึงกลับบ้านในวันพรุ่ง แต่มาเจอหลี่ต้าซานเสียก่อน จึงต้องมาประลองกัน เจียเจ๋ออยากให้การประลองนี้เป็นครั้งสุดท้ายในชีวิตการท่องยุทธภพ ความเบื่อหน่ายรุกรานเข้ามาในใจเขาเต็มที ภาพและคำพูดของอาจารย์หยางเมื่อหลายปีก่อนลอยมาในความคิดเขา

“แน่ใจแล้วเหรอเจียเจ๋อ ว่าจะไปจริงๆ” อาจารย์ถามเขา ขณะเก็บเสื้อผ้าและของใช้ส่วนตัว และมาลาท่าน

“อาจารย์ ข้าอยากลองไปใช้ชีวิตของชาวยุทธ์ที่แท้จริง ท่องเที่ยวไปทั่ว ค่ำไหนนอนนั่น เรียนรู้วิชายุทธ์ ผดุงคุณธรรม ขจัดความชั่วร้ายของยุทธภพ” เขาตอบอาจารย์ไปตามที่คิด อาจารย์ยิ้มอย่างผู้มีเมตตา อาจารย์มักยิ้มแบบนี้เสมอ ท่านเป็นผู้ปล่อยวางโลก ให้ความเมตตากับทุกชีวิต ในชีวิตเขา อาจารย์เป็นญาติผู้ใหญ่คนหนึ่ง 

“อาจารย์จะไม่ห้ามเจ้า หากเจ้าต้องการเช่นนั้น แต่ก่อนไป ข้ามีคำพูดนึงจะบอกเจ้า“บุญคุณก็ดี ความแค้นก็ดี การประลองก็ดี มันไม่ได้มีความหมายอะไร คุณธรรมต่างหากที่สำคัญที่สุด จำไว้”

ด้วยความที่ยังเด็ก ตอนนั้นเจียเจ๋อไม่เข้าใจในสิ่งที่อาจารย์พูดเลย ได้เพียงแต่พยักหน้ารับคำ และขอบคุณอาจารย์ที่สั่งสอน บัดนี้เมื่อเวลาผ่านไป เขาเข้าใจแล้วว่า เรื่องความแค้นนั้น มันทำให้ชีวิตวุ่นวายไม่สิ้นสุด แก้แค้นกันไปแก้แค้นกันมา บางครั้งไม่ใช่ความแค้นของตัวเอง แต่ไปช่วยคนอื่นแก้แค้น  บางครั้งคนอื่นก็มาช่วยแก้แค้นให้เขา จากที่ไม่เคยมีเรื่องบาดหมางกัน ก็กลายเป็นศัตรูกัน คิดไปคิดมามันยุ่งอีรุงตุงนัง แค้นของพ่อ แค้นของลูก แค้นของมิตรสหาย และแม้แต่บุญคุณก็เช่นกัน ดูเหมือนเป็นเรื่องดี แต่เมื่อมีบุญคุณก็ต้องมีการทดแทน เมื่อไม่มีโอกาสทดแทน ก็เป็นความค้างคาใจ บางครั้งมีโอกาสทดแทน แต่ก็ทำไปด้วยความลำบากใจ บางครั้งไม่ได้ทดแทนก็ถูกทวงถาม ส่วนการประลองนั้น คนแพ้ย่อมอาจบาดเจ็บ หรืออาจถึงตาย หรือมีความแค้น อยากเอาชนะ กลับมาสู้อีก คนชนะก็ต้องคอยรอรับการต่อสู้ครั้งใหม่ อาจจะจากคนเดิมหรือคนใหม่ที่ต้องการมีชื่อเสียงจากการชนะคนเก่งๆ สรุปแล้วไม่ว่าบุญคุณหรือความแค้น หรือการประลอง ล้วนเป็นสิ่งวุ่นวายทั้งสิ้น เขาไม่อยากใช้ชีวิตแบบนี้อีกแล้ว

คิดไปก็เท่านั้น สายตาของหลี่ต้าซานจับจ้องมา เขาชักกระบี่ออกจากฝัก พร้อมที่จะเอาวิทยายุทธ์เข้าแลก แม้จะมั่นใจในฝีมือ แต่เจียเจ๋อก็ไม่ประมาท การตั้งใจต่อสู้ เป็นการให้เกียรติคู่ต่อสู้ ลมแรงพัดมา ยอดไผ่โบกปลิวสะบัด ใบแก่ของมันร่วงหล่นกระจัดกระจายลงมา หลี่ต้าซานพุ่งเข้ามาพร้อมตวัดกระบี่อย่างเร็ว เจียเจ๋อมองเห็นการเคลื่อนไหวของเขาชัดเจน เพียงแค่สามกระบวนเพลงข้าก็ประเมินฝีมือของเขาได้ และเมื่อถึงกระบวนเพลงที่ห้า กระบี่ของเทพสัประยุทธ์ก็จ่ออยู่ที่คอหอยของจอมยุทธ์หลี่ หลี่ต้าซานยอมแพ้แต่โดยดี เพลงดาบของเขาใช่ว่าจะอ่อนด้อย แต่เมื่อมาเจอเจียเจ๋อก็ต้องแพ้เหมือนคนอื่นๆ 

“ข้าแพ้แล้ว” เขาบอก

“ขอบคุณที่ออมมือ” เขาลดกระบี่ลง เสียบเข้าฝัก คารวะคู่ต่อสู้

“วันนี้ข้าแพ้ แต่ข้าขอแก้ตัวใหม่วันหลัง” 

“อย่าดีกว่า ข้าไม่อยากประลองกับใครอีกแล้ว” หลี่ต้าซานทำหน้างงสงสัย 

“ท่านหมายความว่า” 

“ข้าจะถอนตัวจากยุทธภพ กลับบ้าน ใช้ชีวิตสงบสุข” พูดจบเจียเจ๋อเดินจากมา หลี่ต้าซานก็ยังคงยืนสงสัยอยู่ตรงนั้น แต่เขาก็ไม่อยากอธิบายให้มากความ ถ้าเป็นไปได้ อยากให้หลี่ต้าซานเป็นคนสุดท้ายที่เขาต่อสู้ด้วย ลมยังคงพัดแรง ใบไผ่ยังร่วงหล่นลงมา เขากลับมายังโรงเตี๊ยมซานเหมิน อาบน้ำนอนหลับพักผ่อน คืนนี้จะเป็นคืนที่เจียเจ๋อนอนหลับสบายที่สุดในรอบหลายปี เพราะจิตใจได้ปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่าง พรุ่งนี้เขาจะกลับบ้านแล้ว

 

*********************************************************************************

*จงชิวเจี๋ย - เทศกาลไหว้พระจันทร์ (วันที่ 15 เดือน 8)

*ยามห้าย - 21.00 - 22.59 น.

*อัฐ แปลว่า แปด / บาท แปลว่า เท้า

*เอาเนื้อแช่น้ำ - เป็นการถนอมอาหารอย่างหนึ่ง

*ฮวาเซิง แปลว่า ถั่วลิสง

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

8 ความคิดเห็น

  1. #8 theptat (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 19 สิงหาคม 2563 / 22:04

    ภาษาสละสลวยมากครับ


    แต่ 1 ตอนอาจจะสั้นไปนะครับ

    #8
    1
    • #8-1 หลินชุนซาน(จากตอนที่ 2)
      20 สิงหาคม 2563 / 14:54
      ครับผม ขอบคุณครับ
      #8-1