天才神医 ยอดหมอหญิงหัตถ์เทวะ (สนพ.ดีบุ๊คส์)

ตอนที่ 9 : ร้านสกุลเซียว (๑) [Rewrite]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 9,642
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 598 ครั้ง
    29 ต.ค. 63

 

ท่านพี่เรียกข้ามาพบ มีธุระอันใดหรือเจ้าคะ”

ฟางซื่อเผชิญหน้ากับผู้เป็นสามีด้วยกิริยาสงบนิ่ง แม้ว่าข้างกายหลันอี้จะมีอนุภรรยาคอยปรนนิบัติอยู่ไม่ห่าง แต่นางก็มิได้ออกอาการหึงหวงให้เห็น ทว่าอดมิได้ที่จะปรายตามองฝ่ายนั้นเป็นครั้งคราว

อนุฉู่ผู้นี้อายุเพิ่งจะย่างเข้ายี่สิบปี รูปร่างหน้าตางดงามหมดจด กิริยานุ่มนวลแช่มช้อยสมกับเป็นหญิงคณิกาแถวหน้าของกุยโจว ไม่รู้ว่าสามีนางไปเจรจาการค้าที่เมืองนั้นอย่างไรถึงได้รับหญิงผู้นี้มาเป็นอนุภรรยา ทั้งๆ ที่แต่เดิมหลันอี้ก็มิใช่บุรุษมากรักหลายใจ แต่พอฟางซื่อได้เห็นใบหน้าอนุภรรยาผู้นี้เป็นครั้งแรกเมื่อสามปีก่อน นางถึงได้เข้าใจอย่างกระจ่างแจ้ง

เป็นเพราะใบหน้าของฉู่หมินมองละม้ายฮูหยินใหญ่จินซื่อที่ตายไปแล้วถึงหกส่วน

นั่นยิ่งทำให้หัวใจของฟางซื่อร้อนรุ่มคล้ายถูกไฟแผดเผา คนก็ตายไปแล้ว ร่างของฮูหยินใหญ่ก็ถูกฝังลงสุสานไปแล้ว เหตุใดสามีนางจึงยังยึดติดนัก เขาคิดจะใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อคะนึงหาคนผู้นั้นจริงหรือ?

ตั้งแต่วันพรุ่ง ซีเอ๋อร์ต้องไปเรียนรู้วิชาสมุนไพรที่ร้านสกุลเซียว ข้าอยากให้เจ้าเพิ่มเงินเดือนให้นางหน่อย” หลันอี้ไม่อ้อมค้อม ดวงตาคมกริบดุจใบมีดจับจ้องฟางซื่อเขม็ง “อีกอย่าง เดือนหน้าซีเอ๋อร์ก็จะอายุเต็มสิบห้าแล้ว เจ้าคิดเรื่องพิธีปักปิ่น ไว้บ้างหรือยัง”

ฟางซื่อหาใช่คนโฉดเขลา คำถามนี้บอกชัดในตัวมันว่าหลันอี้มิได้จะหารือ แต่เป็นการบังคับให้นางจัดพิธีปักปิ่นให้หลันซีอย่างสมฐานะ

แม้สีหน้าของฟางซื่อจะยังคงเรียบเฉย ทว่ามือที่สอดไว้ใต้แขนเสื้อกลับจิกเข้าหากันแน่น หลายปีที่ล่วงผ่าน สามีนางไม่เคยมายุ่งวุ่นวายกับเรื่องในเรือนหลังเช่นครั้งนี้ ยิ่งเป็นเรื่องของหลันซีด้วยแล้ว ยิ่งไม่เคยเข้าไปยุ่มย่าม แล้วเหตุใด...

นังนั่นมันร้ายกาจมาก มันกล้าหลอกด่าข้าต่อหน้าท่านพ่อ มันทำให้ข้ากลายเป็นตัวตลก’

คำพูดของหลันเซวียนพลันผุดขึ้นมา เดิมทีนางไม่เชื่อว่านังเด็กเหลือขอผู้นั้นจะเล่นงานหลันเซวียนที่เหนือกว่ามันในทุกด้านได้ แต่เมื่อได้เห็นท่าทีของหลันอี้ในวันนี้ เห็นทีว่านางจะต้องวางแผนใหม่ นางไม่เชื่อหรอกว่าเด็กเหลือขอที่เคยหวาดกลัวนางถึงเพียงนั้น จู่ๆ จะลุกขึ้นมาต่อต้านนาง

เด็กคนนี้ต้องอ่อนแอเหมือนมารดาของมันสิถึงจะถูก!

ซีเอ๋อร์มีนิสัยเรียบง่าย ไม่ชอบความวุ่นวาย ข้าคิดว่าจะส่งเทียบเชิญฮูหยินใหญ่กับฮูหยินรองสกุลเซียวเพียงสองคนก็น่าจะเพียงพอเจ้าค่ะ” ฟางซื่อกล่าวกับหลันอี้ด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย อันที่จริงถ้าเขาไม่พูด นางก็ไม่คิดจะจัดงานให้เอิกเกริกอยู่แล้ว แต่เมื่อสามีบีบบังคับนางเช่นนี้ นางก็จำต้องเชิญแขกเหรื่อมาให้น้อยที่สุด

นางยอมให้เด็กคนนั้นมีหน้ามีตาอย่างคุณหนูตระกูลอื่นไม่ได้!

หลันอี้ขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาเพิ่งได้รู้ว่าแท้จริงแล้วจิตใจของสตรีนั้นซับซ้อนและอำมหิตได้มากกว่าที่ใครจะคาดคิด ก็หลังจากสูญเสียภรรยาเอกไปในปีนั้น ตลอดสามปีที่รับฉู่หมินเป็นอนุภรรยา นางก็ช่วยให้เขาได้เปิดหูเปิดตามากแล้ว ครั้งนี้เขาจึงเดาได้ไม่ยากว่าฟางซื่อคิดจะทำอะไร

คุณหนูใหญ่สกุลหลันปักปิ่นทั้งทีจะมีแขกเพียงแค่หยิบมือได้อย่างไร” น้ำเสียงของหลันอี้ฟังดูไม่ใคร่พอใจเท่าใดนัก “เจ้าส่งเทียบเชิญไปยังตระกูลเซียว ตระกูลซ่ง ตระกูลเวิน อ้อ...ยังมีตระกูลหยาง ไม่ว่าจะเป็นฮูหยินใหญ่ ฮูหยินรอง หรืออนุภรรยาต้องเชิญมาให้หมด”

ฟางซื่อจิกเล็บกับหลังมือตนเองลึกกว่าเดิม สามีนางต้องการให้พิธีปักปิ่นครั้งนี้เอิกเกริกใหญ่โตอย่างไม่ต้องสงสัย ถึงได้คิดจะเชิญตระกูลคหบดีใหญ่ๆ ทั่วทั้งลั่วหยางมาร่วมงานเช่นนี้ แม้ไม่พอใจ แต่นางก็จำต้องเก็บกดความรู้สึกไว้ภายใต้รอยยิ้มบางๆ ดวงตายาวรีหลุบลงเล็กน้อยยามกล่าวอย่างเนิบนาบ

ท่านพี่วางใจ พิธีปักปิ่นของซีเอ๋อร์ต้องไม่น้อยหน้าผู้ใดอย่างแน่นอนเจ้าค่ะ”

 

วันต่อมา ไป๋หว่านปลุกหลันซีตั้งแต่ยามเหม่า[1]

นางถูกไป๋หว่านจับแต่งกายอย่างพิถีพิถัน แม้อาภรณ์ที่สวมจะค่อนข้างเก่าไปสักนิด แต่ก็หอมกรุ่นสะอาดสะอ้าน เรือนผมยาวสลวยถูกจัดทรงอย่างสวยงาม แม้แต่ใบหน้ายังถูกแต่งแต้มด้วยผงแป้งสีหวาน หลันซีรู้สึกราวกับว่ากำลังจะไปดูตัวมากกว่าไปเรียนรู้วิชาสมุนไพร แต่ก็ยินยอมให้ไป๋หว่านจับนางแต่งตัวจนพอใจ

เดิมทีหลันจวิ้นขอติดสอยห้อยตามนางไปด้วย แต่ติดที่เขาไม่สบาย ไข้ขึ้นตั้งแต่เมื่อคืน เช้านี้ก็ไอจามไม่หยุด หลันซีตรวจดูคร่าวๆ แล้วพบว่าเป็นเพียงไข้หวัดธรรมดา จึงปล่อยให้เขาพักผ่อน แต่กระนั้นก็ต้องมีคนคอยดูแลอยู่ดี ไป๋หว่านจึงมิได้ตามนางไปร้านสกุลเซียวด้วยกัน

นับว่าคู่หมั้นของหลันซีใส่ใจกับการมาเยือนของนางอย่างไม่น่าเชื่อ เซียวซูเว่ยถึงกับส่งรถม้ามารับนางถึงหน้าประตูคฤหาสน์สกุลหลัน เป็นเพราะร้านสกุลเซียวอยู่ใจกลางเมือง ถ้าเดินเท้าต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่าสองเค่อ[2] เขาจึงให้สารถีนำรถม้ามาคอยอำนวยความสะดวก

หลันซีไม่เคยนั่งรถม้า ชาติก่อนนางเมารถเมาเรือง่าย พอมาเจอรถม้าที่วิ่งโคลงเคลงเช่นนี้จึงรู้สึกพะอืดพะอมไม่น้อย แม้รถม้าจะช่วยย่นเวลาเดินทางได้มากโข แต่ก็ทำให้นางรู้สึกคลื่นเหียนจนอยากจะอาเจียนออกมา

ในที่สุดรถม้าก็หยุดลง หลันซีเดินโงนเงนลงจากรถ ใบหน้าเล็กซีดเผือด เหงื่อเย็นๆ ผุดซึมทั่วกรอบหน้ารวมถึงฝ่ามือ ทันทีที่เท้าของนางแตะถึงพื้น เซียวซูเว่ยก็รีบมาต้อนรับด้วยสีหน้าแช่มชื่นแจ่มใส

แม้จะยังวิงเวียนอยู่มาก ทว่าหลันซียังมีแก่ใจมองประเมิน ‘คู่หมั้น’ ที่อุตส่าห์มารอรับ วันนี้เซียวซูเว่ยอยู่ในชุดผ้าไหมเนื้อดีสีม่วงเข้ม เกล้าผมขึ้นเป็นมวยครอบด้วยกวานหยกสีขาว มีปิ่นเงินสลักลายปักทับอีกที ในมือของเขามีพัดจีบที่ถูกพับเก็บไว้ ที่เอวมีป้ายหยกสลักคำว่า ‘เซียว’ อีกทั้งยังมีถุงหอมปักอย่างประณีตที่ส่งกลิ่นอวลฟุ้ง

หลันซีหรี่ตาลง จุ๊ๆ...นับว่าคู่หมั้นของนางถอดแบบมาจากชายหนุ่มเจ้าสำราญในตำนานเลยทีเดียว

น่าเสียดายที่บุรุษจำพวกนี้คือคนประเภทที่นางชิงชังเป็นที่สุด!

น้องซี ค่อยๆ เดิน” เซียวซูเว่ยยื่นมือมาตรงหน้าหลันซีหมายจะให้นางเกาะยึด ทว่านางแสร้งทำเป็นมองไม่เห็นจนเขาต้องชักมือกลับไปอย่างเก้อๆ

เซียวหรงมองสถานการณ์ตรงหน้าด้วยความสนใจ แม้ว่าเขาจะพบกับหลันซีไม่บ่อยนัก แต่ใครไม่รู้บ้างว่าคุณหนูใหญ่สกุลหลันรักปักใจต่อคู่หมั้นอย่างไม่ลืมหูลืมตาเพียงใด ขนาดเซียวซูเว่ยลักลอบคบหากับหลันเซวียนมาเกือบปี นางยังไม่รู้ ถ้ากล่าวว่านางโง่งม ก็ออกจะดูเป็นการยกย่องเกินไปสักหน่อย

ในสายตาของเซียวหรง หลันซีเป็นเพียงสตรีไร้สมองคนหนึ่ง อาศัยว่าถือกำเนิดจากจินซื่อฮูหยินใหญ่ จึงได้หมั้นหมายกับเซียวซูเว่ยที่เป็นคุณชายใหญ่สายหลักเหมือนกัน นี่คงเป็นเรื่องเดียวกระมังที่เขายินดีเป็นเพียงคุณชายรองที่ถือกำเนิดจากอนุภรรยา เพราะถ้าเขาเป็นคุณชายใหญ่ คงหนีไม่พ้นสตรีโง่งมผู้นั้น

ยามนี้หลันซีมิได้สนใจคนรอบข้างแม้แต่น้อย สนแค่ว่านางรู้สึกคลื่นไส้จนอยากอาเจียนออกมาอย่างที่สุด นางหยุดเดินแล้วหลับตานิ่ง สูดลมหายใจให้ลึกเข้าไว้ พยายามกดจุดเน่ยกวาน[3] ที่ข้อมือไปด้วย ทว่า...

นางทนไม่ไหวแล้ว นางต้องการอาเจียนเดี๋ยวนี้!

น้องซี เจ้าเป็นอะไรไป” เซียวซูเว่ยสวมหน้ากากสุภาพชนถามด้วยความห่วงใย ทว่ายามนี้หลันซีไม่อาจตอบเขาได้ นางยกมือขึ้นห้าม ไม่ให้เขาเข้ามาใกล้ แต่เซียวซูเว่ยยังดึงดัน “น้องซี ไม่สบายตรงไหน เจ้าบอกข้า ข้าจะให้อาหรงไปจัดยาให้”

เซียวหรงกลอกตามองฟ้า เมื่อใดที่เซียวซูเว่ยเลิกเห็นเขาเป็นที่รองมือรองเท้า เมื่อนั้นพระอาทิตย์คงขึ้นทางทิศตะวันตกกระมัง

ความอดทนของหลันซีพลันขาดสะบั้น เซียวซูเว่ยเอาแต่เขย่าตัวนางไปมาอย่างนั้น ยิ่งทำให้คนเวียนหัวเกินจะกล่าว นางจึงลืมตาขึ้นพร้อมกับขย้อนโจ๊กปลาที่เพิ่งกินไปเมื่อเช้าออกมา พอเห็นว่าแขนเสื้อรวมถึงร่างกายซีกขวาของเซียวซูเว่ยเต็มไปด้วยโจ๊กเหล่านั้น นางก็ยิ้มแหยๆ

ข้าเมารถม้า...ขายหน้าคุณชายแล้ว”



[1] ยามเหม่า คือช่วงเวลา ๐๕.๐๐ น.-๖.๐๐ น.

[2] หน่วยเวลาของจีน ๑ เค่อ เท่ากับ ๑๕ นาที

[3] จุดเน่ยกวาน คือจุดสำคัญของเส้นลมปราณหัวใจ อยู่หลังข้อมือระหว่างเส้นเอ็นทั้งสอง นับจากเส้นข้อมือขึ้นมาประมาณ ๒ นิ้ว กดที่จุดนี้แล้วจะช่วยลดอาการเมารถเมาเรือได้

++++++++++++++

เอ็นดูพี่ซูเว่ย โดนน้องทำร้ายเข้าให้แล้ว 5555

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 598 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

611 ความคิดเห็น

  1. #607 amkamonporn (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 3 ธันวาคม 2563 / 22:30
    ทำไมดิชั้นต้องมานั่งคลำหาจุดเน่ยกวานด้วยนะ..
    Me said : ทำทำไม?
    สมอง said : ทำไปเถอะ
    #607
    0