ร้าย(ไม่)รัก

ตอนที่ 10 : ตอนที่ 5 ตกหลุมรัก (มั้ง) (2)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 151
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 14 ครั้ง
    7 ส.ค. 59

“นกก็บอกเหมือนกันว่ามันยังไม่จบ” เธอรู้ว่าตัวเองหน้าด้าน แต่เธอรักเขาเกินกว่าจะถอย “นกรู้ว่านกทำผิด” ผิดต่อทุกคน โดยเฉพาะเขา

ไม่แค่ปฏิเสธความรักของเขา เธอยังหลอกเขาให้ทำเรื่องเลวร้ายต่างๆ เมื่อมองย้อนไปเธอยังขยะแขยงการกระทำของตนเองเลย เธอหลอกให้ชื่นชนนีพี่สาวฝาแฝด อดีตภรรยาของเตชัส ปลอมเป็นตัวเธอ ขณะเดียวกันก็มอมเหล้าปกรณ์จนเขากลายเป็นชู้กับพี่สะใภ้โดยไม่เจตนา ผลของวันนั้นคือ น้องตังเม ลูกสาวที่เขาไม่กล้ายอมรับตลอดหลายปีเพราะความละอายใจ ผิดกับเธอที่ใช้เรื่องนั้นทำร้ายจิตใจเขา หาว่าเขานอกใจ นั่นเพราะเธอหลงคิดเอาเองว่าความรักในวัยเด็กที่เธอมอบให้เตชัสเป็นของจริง ทั้งที่รักแท้อยู่ตรงหน้าเธอ คงไม่แปลกว่าทำไม เขาถึงหนีเธอมาอยู่อีกทวีป และคงไม่แปลกหากเขาจะโกรธเธอไปจนวันตาย

“พี่ไม่ได้โกรธนกแล้ว” ปกรณ์บอกนิ่งๆ และนั่นคือสิ่งที่เธอกลัว

“ไม่ค่ะ!!! พี่เป้จะโกรธนกก็ได้ หรือเกลียดนกก็ได้ แต่อย่าทำเหมือนนกไม่มีค่าอะไรเลยสำหรับพี่เป้” ผู้หญิงเลวๆ คนนี้ ยอมตายดีกว่า

“จะมีประโยชน์อะไรอีกล่ะนก เราทั้งคู่ทำร้ายกันและกันมากเกินไปแล้วด้วยซ้ำ” เหตุผลของเขาชัดเจน แต่ของเธอก็ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

“เพราะว่ารักยังไงล่ะค่ะ” ขาของเธอก้าวไปชิดเขา แม้จะมีกำแพงล่องหนตั้งตระหง่านอยู่ก็ตาม “พี่เป้อาจจะไม่รักนก แต่นกรักพี่เป้”

“เหมือนๆ กับที่นกเคยรักพี่ตั้มน่ะเหรอ” น้ำเสียงของปกรณ์ไร้แววหยัน แต่มันแทงใจชิดชนกอย่างแรง แล้วเธอยิ่งเจ็บเมื่อเห็นแววตาเกือบจะเรียกว่าสะใจของเขากับการที่สามารถทำให้เธอผงะได้

“นกเคยคิดว่าตัวเองรักพี่ตั้ม แต่มันไม่ใช่ มันแค่ความคิดอยากเอาชนะ” เป็นอีกความผิดที่เธอละอายใจเมื่อสาย

แทนที่จะรักใคร่กลมเกลียวกับพี่สาวฝาแฝด ชิดชนกกลับจ้องริษยา ชื่นชนนีก็อาจจะเป็นเช่นเดียวกัน จึงอาศัยความขี้โรคอ่อนแอดึงความรักความสนใจมาที่ตนเอง ความสำเร็จครั้งใหญ่ คือการดึงเอาความรักจากพี่ชายสุดหล่อใกล้บ้านอย่างเตชัสมาเป็นของตน มันทำให้คนมีปมอยากเอาชนะ เพิ่มความพยายามในการแย่งชิงโดยไม่สนวิธีการ แล้วก็ไม่หยุดแม้ว่าพี่ของตนจะตายจากไปก็ตาม เธอคิดแค่จะเอาตัวไปแทนที่พี่สาวฝาแฝดในทุกเรื่อง อยากเด่น อยากชนะ จนลืมสนใจคนที่รักเธอจริงๆ

นกรักพี่บ้างไหม พี่จะถามเป็นครั้งสุดท้าย นกรักพี่บ้างหรือเปล่า

แล้วครั้งนั้นเธอไม่เพียงปฏิเสธ ยังตั้งหน้าโกหกแล้วโยนความผิดข้อหาเป็นชู้ใส่หน้าเขาไม่หยุด ผลักไสเขา ไม่ว่าเขาจะพยายามยื้อด้วยมอบความรักให้เธอกี่รอบก็ตาม จนเขาทนไม่ไหว ประโยคสุดท้ายในการพูดคุยครั้งนั้น ชิดชนกยังจดจำได้ติดอยู่ในหู

ใจพี่ไม่เคยเปลี่ยน และใจของนกก็ไม่เคยเปลี่ยนเช่นกัน ไม่ว่าพี่จะทำยังไง นกก็ไม่รักพี่ เราจบกันแค่นี้เถอะ อย่าทำร้ายกันต่อไปอีกเลย

นาทีนั้นเธอถึงได้เริ่มรับรู้ว่าหัวใจของเธอเป็นของใครกันแน่ แต่ก็ยังไม่ยอมหยุดแผนการร้าย จนในที่สุดก็เสียหัวใจของเขาไป ใจเธอเจ็บกับคำถามที่ถามเฝ้าสงสัยตลอดมา ทำไมเห็นความต้องการของตนสำคัญกว่าหัวใจของเขา  ทำไมเธอถึงไม่หยุดตอนเขาจะจบความสัมพันธ์ของทั้งคู่

“พี่ไม่เข้าใจว่าทำไมเราต้องมาพูดเรื่องที่เราคุยกันจบไปแล้วด้วย” ใบหน้าคมคายเบือนหนีไปจากเธอ แทนที่จะมองหน้าแล้วเห็นความเจ็บปวดที่เธอกำลังรู้สึกอยู่ ถ้าเขามองคงไม่ถามต่อ

“พี่ต้องรีบกลับบ้าน” ไม่ใช่พูดแล้วไป แต่ขาของเขาเริ่มก้าวเพื่อจากไปตั้งแต่ยังพูดไม่จบประโยค

“ถ้าพี่เป้ไป นกจะไม่ให้พี่เป้เจอลูกของพี่เป้อีกเลย” นั่นเรียกให้เขาหันกลับมาได้

“มันไม่เกี่ยวกับนก พี่กับพี่ตั้มคุยกันเรียบร้อยแล้วเรื่องน้องตังเม” ชายหนุ่มพูดอย่างหงุดหงิด หญิงสาวรู้ดีว่าทำไม ถึงจะอยู่คนละประเทศ เขาก็พร้อมส่งความรักไปให้ลูกสาว เด็กหญิงอาจไม่เข้าใจนักว่าทำไมพ่อคนที่สองถึงไม่อยู่ด้วยเหมือนเคย แต่ปกรณ์คงทำได้ดีที่สุดแค่นี้ ซึ่งนั่นก็เป็นความผิดของชิดชนกด้วย ทว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาละอายใจกับสิ่งที่ย้อนกลับไปแก้ไขไม่ได้

“ไม่ใช่น้องตังเมค่ะ แต่เป็นลูกในท้องของนก พี่เป้ไม่อยากจะเจอลูกๆ เหรอคะ” เธอส่งยิ้มสั่นๆ ให้คุณพ่อที่ตกตะลึง

“ลูกๆ” มือของเขาเอื้อมมาหาเธอเป็นครั้งแรก นับจากเจอหน้ากัน ชิดชนกมองด้วยความหวังก่อนจะพังทลายเมื่อมือข้างนั้นตกลงที่เดิม

แต่เธอจะไม่ยอมแพ้เพียงแค่นี้ หญิงสาวเคยคิดจะเก็บเรื่องตั้งครรภ์เป็นความลับ เพราะไม่อยากใช้ลูกเป็นข้อต่อรอง แต่หลังจากพบความเย็นชาจากเขา เธอจึงต้องใช้ทุกอย่างเพื่อเหนี่ยวรั้ง แม้อาจจะเป็นการกระทำผิดครั้งใหญ่อีกครั้งก็ตาม

“ก่อนมา หมอบอกว่าลูกของเราเป็นฝาแฝดค่ะ ยังไม่รู้ว่าลูกๆ เป็นเด็กผู้หญิงหรือเด็กผู้ชาย แต่มีหัวใจสองดวงเต้นอยู่ตรงนี้” มือของเธอทาบบนตำแหน่งที่ว่า ในขณะที่สายตาจับจ้องใบหน้าของเขา ภาวนาให้ผู้ชายที่เป็นพ่อของลูกเปลี่ยนใจ

“เราค่อยคุยเรื่องนี้กันวันอื่น” พูดจบเขาก็หันหลังเดินจากไป โดยไม่แม้แต่จะสบตาเธอ

ชิดชนกมองตามแผ่นหลังของปกรณ์ที่ก้าวห่างออกไปเรื่อยๆ ด้วยความเจ็บปวดใจ แต่ใช่ว่าเธอจะยอมหมดหวัง เพราะสิ่งดีสิ่งเดียวที่เธอเคยทำในชีวิต คือมาตามหาความรักที่เธอเคยทำลาย แม้จะยากที่จะพยายามกุมมือของคนที่เธอปล่อยมือไปแล้วก็ตาม

 

 

เธอไม่อยากปล่อยมือเลย อยากจับมือเขาเอาไว้แน่นๆ แล้วไม่ปล่อยตลอดไป ไม่แค่คิด จีราพรยังกุมมือเขาเอาไว้ อยากจะร้องไห้เมื่อสายตาของใครๆ บอกว่าเธอควรปล่อยมือได้แล้ว

“ปล่อยมือคุณลุงจรัญได้แล้วส้มจี้ด” คนที่ชอบสั่งแบบนี้ย่อมเป็นแทนไท แน่นอนว่าจีราพรต้องมองค้อนด้วยความโกรธ แม้ว่าเขาจะพูดถูกก็ตาม

ก็เธอไม่อยากปล่อยนี่ มันอาจดูเป็นเรื่องโง่ๆ แต่เธออยากกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง จีราพรไม่ค่อยได้สัมผัสความรู้สึกอยากอ้อนพ่อมานานแล้ว ที่จริงเธอเลิกอ้อนตั้งแต่เริ่มเรียนรู้ที่จะช่วยงานในบ้าน ตอนอายุราวๆ ห้าขวบ ต้องโทษแทนไทที่ดึงความรู้สึกอยากเป็นเด็ก อยากโดนปกป้องให้ผุดขึ้นมา เพราะถ้าไม่ได้อยู่กับพ่อ เธอต้องอยู่กับผู้ชายที่ไม่ใช่ญาติแท้ๆ แล้วเธออาจจะเผลอ...

“ถ้าอยู่นานกว่านี้ก็เข้าหอแทนบ่าวสาวเลยไหมส้มจี้ด” ญาณากรแนะเล่นๆ แต่คนฟังรู้ว่าหมายความยังไง

เพื่อนทรยศ จีราพรหมายหัวเพื่อนเคยสนิทเอาไว้แล้ว แต่ตอนนี้เธอต้องเอาตัวให้รอดก่อน เนื่องจากคู่บ่าวสาว อายุเกินเลขสี่ไปเยอะ จะให้มีผู้ใหญ่มาส่งตัวเข้าหอคงไม่เหมาะ พิธีส่งตัวจึงเป็นการที่ญาติๆ มาอวยพร ก่อนจะให้อยู่ในห้องสวีทฮันนีมูนกันตามลำพัง ทว่าลูกสาวกลับยึดตัวพ่อเอาไว้แน่น นั่นเพราะหลังจากจรัญกับภาคินีเข้าหอตามด้วยฮันนีมูนสามวัน บ้านของเจ้าบ่าวจะเหลือแค่ลูกๆ ของบ่าวสาวอยู่ตามลำพัง แล้วแบบนี้เธอจะยอมได้ยังไง

“ปล่อย” ไม่แค่สั่ง ผู้ชายที่เผด็จการณ์ที่สุดในความคิดเธอ ยังแกะมือ ตามด้วยดึงแขน ฉุดตัวเธอออกห่างจากบิดา ให้ตายสิ ผู้ชายคนนี้ไม่รู้จักคำว่าอ่อนโยนค่อยเป็นค่อยไปเลยหรือไง

“ขอให้อยู่อย่างมีความสุข และครองรักกันยืดยาวตลอดไปนะ” วันทาอวยพรสั้นๆ อีกรอบ ก่อนจะลากลับ

งานวิวาห์เลิกแค่เพียงช่วงค่ำ และยังจัดริมทะเลไม่ไกลจากกรุงเทพฯ ดังนั้นแขกเกือบทั้งหมดจึงมาร่วมงานและกลับไปแล้ว เหลือเพียงครอบครัวของเตชัสกับแทนไทและญาณกร ซึ่งมาอวยพรก่อนจะแยกย้ายพากันกลับบ้าน

“ขอให้คุณลุงกับคุณแม่มีความสุขนะครับ” แล้วจีราพรจะพูดอะไรได้ นอกจากอวยพรตามแทนไท และเดินตามการลากจูงของเขาออกมาจากห้อง หญิงสาวยังคิดไม่ออกด้วยซ้ำว่าจะทำอย่างไรต่อดี อาจจะขอไปนอนบ้านญาณากร หรือนอนโรงแรมมันซะเลย เมื่อคนข้างตัวกระซิบข้างหู

“พี่ว่าเรามีเรื่องต้องคุยกัน”

ใช่เลย ก่อนหน้าที่เขาพูดประโยคคล้ายๆ แบบนี้ แล้วพอได้อยู่กันตามลำพังเธอกับเขาใช้ปากทำงาน แต่แทบไม่ได้พูดอะไรกันเลย หญิงสาวเข่นเขี้ยวกับความทรงจำสุดสะพรึงที่แสนหวาน แต่ก็ยังตามเขาไปอยู่ดี แทนไทพาเธอไปยังห้องพักที่เปิดเอาไว้สำหรับเก็บของส่วนตัวระหว่างเตรียมงานช่วงบ่าย จีราพรคิดว่าถึงจุดนี้ เธอควรจะเริ่มพูดได้แล้ว อย่างน้อยก็ควรถาม

“เอ่อ... พี่ไทค่ะ ทำไมเราต้องมาคุยกันตามลำพังในห้องที่มีเตียงด้วยค่ะ” ก็แค่สงสัยไม่ได้โฟกัสไปที่เรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นพิเศษจริงจริ๊ง

“ก็แค่มาเก็บของเตรียมตัวกลับ ส้มจี้ดมีปัญหาอะไรเหรอ” พูดไปเขาก็เตรียมตัวกลับบ้านไปด้วยการปลดโบไท และชิ้นส่วนอื่นๆ ในชุดทักซิโด เพื่อเปลี่ยนเป็นชุดไปรเวท ท่าทางของชายหนุ่มเป็นไปอย่างสบายๆ เหมือนทำต่อหน้าน้องสาวแท้ๆ หรือไม่ก็ คนรัก

“ว่าไง มีอะไร” คำถามนี้มาพร้อมการปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตตีเกล็ดด้านหน้า ก็แค่ปลดไม่กี่เม็ด เพื่อเตรียมไปเปลี่ยนที่เหลือในห้องน้ำ แต่มันมากพอที่สมองคนมองจะเอาไปเชื่อมโยงเรื่องอื่น จนไม่เหลือสำหรับเรื่องอื่น

จีราพรไม่รู้จะตอบคำถามของแทนไทยังไง เพราะเธอไม่ได้มีปัญหาอะไร ยกเว้นอาการวูบจากศีรษะไปยังปลายเท้า คล้ายๆ การตกหลุมรัก ดังแอ๊ก!!! มั้ง เธอก็ไม่มั่นใจนักหรอกในเรื่องนี้

แต่ที่แน่ๆ ในสถานการณ์เพลี้ยงพล้ำทางด้านอารมณ์ สิ่งที่ผู้หญิงสวย เก่ง ฉลาด มากเล่ห์ และจอมวางแผนเช่นเธอสมควรทำเป็นอย่างยิ่งก็คือลากตัวต้นเหตุลงหลุมไปด้วย

...............................

โปรดติดตามตอนต่อไป

        อารมณ์สปิงไปมาไหมคะ555 อาจจะเริ่มด้วยความเศร้า แต่ขอจบด้วยความฮา เพื่อกล่าวราตรีสวัสดิ์ด้วยรอยยิ้มค่ะ กู๊ดไนท์นะคะ แต่พี่ไทกับส้มจี้ด ราตรีนี้ยังอีกยาวนาน อิอิอิ

สำหรับเพื่อนๆ ที่ไม่เคยอ่าน “รัก(ไม่)ร้าย” หรือ “ภรรยาทะเบียนลับ” นี่คือน้ำจิ้มค่ะ

http://www.hongsamut.com/main/readBook/8600

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 14 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

22 ความคิดเห็น