[fic taeten] MINIMART MIDNIGHT

ตอนที่ 23 : [SPECIAL SF ] Chronic ผมนอนไม่หลับ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,614
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 29 ครั้ง
    20 ก.ค. 59



genre : ROMANTIC 30% 
FEEL GOOD 20%
DRAMA 50%
หากต้องการหวานใสเชิญทางอื่นหากต้องการหวานขื่นเชิญทางเน้
*เตือนแล้วนะ มีคนนอนไม่หลับหลายคนแล้วนะ*

pairing : TAETEN
music : manhatton 











-WAZOWSK-





I don't know how it feels
I just close my eyes and I picture us together


I'll be waiting here for you, my love



I know it's not ideal








Cause you're the real deal








     นิวยอร์คซิตี้คือเมืองที่ไม่เคยหลับแต่ที่ยิ่งไปกว่านั้นคือ ไทม์สแควร์ ที่ที่เปรียบเป็นศูนย์กลางความเจริญของมหานครแห่งนี้สังเกตได้จากแสงไฟจากจอแอลอีดีมากมายที่ฉายวูบวาบเรียกร้องความสนใจจากนักท่องเที่ยวผู้ไม่ยอมหลับไหล...


     ผู้คนนับร้อยต่างเดินสวนกันอย่างกระฉับกระเฉง ไม่มีวี่แววง่วงเหงาหาวนอนอย่างที่ควรเป็นแม้ว่าตอนนี้เวลาจะล่วงเลยไปเกือบจะถึงตีหนึ่งแล้วก็ตาม



     ผมกรอกตามองความวุ่นวายที่ดูมีสีสันของผู้คน แม้จะดูน่าปวดหัวกับความเร่งรีบแต่ในอีกมุมนึงก็ดูมีเสน่ห์เหลือเกิน กิจวัตรส่วนตัวของผมคือการนั่งมองไทม์สแควร์จากจุดสูงสุดของขั้นบันได ความเคลื่อนไหวของคนมากมายที่เคลื่อนผ่านไปมาช่วยทำให้ผมรู้สึกไม่เดียวดายเท่าที่ควร




อย่างน้อยๆสิ่งพวกนั้นก็ทำให้ผมไม่รู้สึกแปลกแยกเหมือนที่ผ่านๆมา..




ใครๆก็ไม่นอนทั้งนั้น..ส่วนผมเองก็ไม่จำเป็นต้องนอนเช่นเดียวกัน...











ผมเดินทางมาไกลเพื่อหนีความผิดที่ตัวเองสร้าง 
หนีความกดดันจากสังคมและหนีความจริงที่ต้องเผชิญ



     เรื่องราวและปัญหามากมายที่ผมเคยทำพลาดถูกกองทิ้งไว้ข้างหลัง ผมเคยคิดว่าตัวเองได้ก้าวหนีทุกอย่างและกลายเป็นใครคนใหม่ในที่ที่ไม่มีใครรู้จักมันเป็นที่ที่ผู้คนมากมายต่างสนใจแต่เรื่องของตัวเอง ดีซะอีกที่เรื่องของผมจะเป็นเพียงความลับและถูกมองข้ามผ่านไปเท่านั้น




ซึ่งผมคิดผิด...




     ใครจะรู้ว่อดีตที่เลวร้ายยังคงหลอกหลอนผมจนถึงทุกวันนี้...ผมไม่เคยกลายเป็นคนคนใหม่แต่กลับเป็นคนเดิมที่จมอยู่กับอดีตยิ่งกว่าเก่า ผมคิดว่าการอยู่คนเดียวจะเป็นการหนีปัญญาที่ดีที่สุดเพราะไม่มีใครสามารถเข้ามาถามเซ้าซี้หรือขุดคุ้ยเรื่องเกี่ยวกับตัวผมได้อีก



แต่ผมกลับลืมคิดไปว่าผมก้าวหนีตัวเองไม่พ้น...
กลายเป็นว่าการใช้ชีวิตคนเดียวกลับยิ่งทำให้ผมได้ยินเสียงความคิดตัวเองดังขึ้น



     ผมเห็นภาพเก่าๆเหมือนดูเทปม้วนเดิมวนซ้ำอีกครั้งและนั่นยิ่งทำให้ผมตกอยู่ในสภาวะเครียดสะสมจนต้องไปรักษากับหมอแถวแมนฮัตตัน


แล้วหมอก็บอกผมว่าผมอาจจะนอนหลับไม่ได้อีก





     ช่างเป็นเรื่องตลกร้ายทีเดียวเพราะการที่ผมทำให้คนคนหนึ่งต้องนอนเป็นนิทราไปตลอดชีวิตเป็นฝันร้ายครั้งสุดท้ายที่ผมเคยนึกออก ใครจะคาดคิดว่าตัวผมต้องพบเจอสิ่งที่ตรงข้ามกับเจ้าชายนิทราคนนั้นนั่นคือผมไม่สามารถฝันร้ายได้อีกต่อไปเพราะผมนอนหลับไม่ได้อีกเลยตั้งแต่วันนั้น...



มันเป็นความรู้สึกเหมือนถูกสาปให้กลายเป็นคนที่ตื่นตัวตลอดเวลาเพื่อรับรู้และตระหนักถึงสิ่งเลวร้ายที่ตัวเองเคยทำซ้ำแล้วซ้ำอีก..




และ..ใช่



ไม่มีสักวินาทีที่ผมจะไม่รู้สึกผิด..






     ผมยังคงมองเหม่อไปข้างหน้า..สีสันของแสงไฟ สปอร์ตไลท์ และแสงวาบของจอแอลอีดีเป็นเหมือนเพื่อนแก้เหงา ในเวลานี้ 


เวลาที่คนเริ่มบางตาลงอย่างเห็นได้ชัด





แล้วผมก็กำลังจะกลายเป็นคนที่โดดเดี่ยวที่สุดในมหานครแห่งนี้...

ไม่ใช่สิ.. 



ความรู้สึกเหงาหนักหน่วงที่เกิดขึ้นในใจร้องประท้วงขึ้นมาว่า






แทยง! 

นายกำลังเป็นคนที่โดดเดี่ยวที่สุดในจักรวาลต่างหาก!












               "สวัสดีครับ"



     ก่อนที่ผมจะเหม่อไปมากกว่านี้จู่ๆก็ถูกใครบางคนก็ทักทายด้วยภาษาเกาหลีเปล่งๆ ผมหันไปพบผู้พูดที่ค่อยๆนั่งลงข้างๆอย่างใจเย็น แล้วรอยยิ้มสวยบนใบหน้าหวานแบบคนเอเชียก็ทำให้ผมเผลอผงกหัวประมาณว่ายินดีที่ได้รู้จักตอบกลับไปหาเค้าคนนั้น




               "เอ่อ..สวัสดีครับ..นี่รู้ได้ไงว่าผมเป็นคนเกาหลี.."



     ผมสบตาผู้พูดที่กำลังถือแก้วกาแฟในมือสองแก้ว ส่วนคำถามที่ผมถามก็ไม่ได้รับคำถามกลับมามีเพียงเสียงหัวเราะใสๆทิ้งท้ายประโยคเพียงเท่านั้น...


     ผมหันข้างมองคนแปลกหน้าคนนี้อย่างค่อยไม่เข้าใจเมื่อเห็นว่าเค้าไม่แม้แต่จะหันกลับมาหาผม นอกจากนั้นยังเอาแต่จ้องมองบิลบอร์ดโฆษณาตาไม่กระพริบ



     ผมเกาหัวอย่างมึนงงกับบรรยากาศเงียบๆที่อบอวลไปด้วยกรุ่นกาแฟ ไม่เข้าใจก็ไม่เข้าใจ แต่ความเงียบที่ก่อตัวขึ้นเหมือนมีภาษาพูดในตัวมันเองยังไงบอกไม่ถูก รู้สึกเหมือนเราสองคนรู้จักกันทั้งๆที่ไม่รู้จัก



     แต่นั่นก็นับเป็นเป็นเรื่องตลกอีกเรื่องที่จู่ๆผมก็รู้สึกผ่อนคลายจากความตึงเครียดทั้งหมดที่อยู่ในหัว ผมค่อยๆเท้าแขนกับพื้นก่อนจะแหงนหน้ามองแสงสีที่เคลื่อนไหวระหว่างตึกสูง และแล้วผมก็เผลอยิ้มออกมาด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดที่ค่อยๆก่อตัวขึ้น









               "..."


     ระหว่างเรายังคงเงียบทั้งอย่างนั้นโดยที่ไม่มีใครขยับไปไหนหรือแม้แต่พูดอะไรออกมา...มันคงเป็นการเริ่มต้นที่ค่อนข้างเคอะเขินสำหรับคนแปลกหน้าสองคน ความเงียบจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด


จนกระทั่ง...




               "..อ่ะ"


     เสียงใสเอ่ยขึ้นเบาๆเมื่อดูดกาแฟในแก้วจนหมด ผมเหลือบตาไปมองใบหน้าสวยหวานก่อนจะเม้มริมฝีปากเก็บคำพูดที่อยากถามทิ้งไป



               "..."


     เวลานี้ยาวนานมากกว่าเดิมเมื่อต่างคนต่างเลือกที่จะเงียบใส่กันต่อไปอย่างที่ทำมาตั้งแต่ต้น...ตอนนี้รู้สึกเหมือนกับว่าเราทั้งสองคนกำลังค่อยๆทำความรู้จักกันผ่านสิ่งที่เรียกว่าความเงียบ...












               "ง่วงไม่ใช่เหรอ"


แต่ในที่สุดผมก็ตัดสินใจถามสิ่งที่สงสัยออกไปเมื่อเห็นคนที่นั่งข้างๆนั่งหาวเป็นรอบที่สามติดต่อกัน





               "ไม่ง่วงหรอกกินกาแฟไปตั้งเยอะ"



     คนแปลกหน้าคนที่กำลังยิ้มให้ผมพูดจบก่อนจะดูดกาแฟตามเข้าไปอีกหลายอึก ผมมองหน้าคนข้างๆจากนั้นจึงเลิ่กคิ้วอย่างสงสัย อยากรู้ว่าคนคนนี้มีธุระอะไรถึงได้จำเป็นต้องฝืนตาหลับขับตานอนอย่างที่เห็น



               "แล้ว นี่ตกลงเรารู้จักกันรึเปล่าครับ"





               "ฮะ?"



              "ก็คุณรู้ว่าผมเป็นคนเกาหลีนี่.."




     ผมบอกก่อนจะอาศัยจังหวะที่คนพูด ฮะ หันหน้ามามองจ้องเค้ากลับไป ผมมองสำรวจใบหน้าเนียนสะอาดหมดจดและดวงตาใสอย่างถือวิสาสะ ในขณะที่เอาแต่มองใบหน้าสวยอยู่นั้นเจ้าของริมฝีปากอิ่มก็เอ่ยประโยคนึงขัดจังหวะ



               "จริงๆเราเพิ่งรู้จักกันเมื่อกี้"



     คนแปลกหน้าตอบเสียงห้วนก่อนจะก้มหน้าดูดหลอดกาแฟโดยไม่หันมาสนใจผมอีก ผมเอียงคอมองท่าทีที่นิ่งจนเกินไปของอีกฝ่ายจากนั้นจึงตัดสินใจลุกขึ้นจากขั้นบันไดที่นั่งแช่มาเกือบสามชั่วโมง









               "งั้นเหรอ แต่ผม..ไม่รู้จักชื่อคุณด้วยซ้ำนะ.."




     ผมบอกคนที่นั่งบนขั้นบันไดเบาๆ...นี่คงเป็นการจบบทสนทนาที่ห่วยแตกที่สุดแต่ก็นั้นแหละผมเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ามันไม่มีประโยชน์อะไรที่จะนั่งเงียบต่อไปเรื่อยๆเพราะในใจลึกๆมันเอาแต่เรียกร้องบทสนทนายาวๆจากอีกฝ่ายหรืออะไรก็ได้ที่ถามขึ้นมาฆ่าเวลาเพื่อไม่ให้ค่ำคืนนี้น่าเบื่อเหมือนคืนที่แล้วๆมา




ในขณะที่ผมกำลังจะก้าวลงบันไดผมก็ตัดสินใจหันกลับไปมองตาใสของคนที่นั่งจุมปุ๊กกับพื้น คล้ายจะบอกลากลายๆ





               "..."


     ซึ่งคนแปลกหน้าตรงหน้าไม่ได้พูดอะไรกับผมอีก แต่เพียงอึดใจที่ผมหันหลังให้เค้าจู่ๆผมก็รู้สึกถึงฝ่ามือนุ่มที่คว้าเข้าที่ข้อมือผมนั่นจึงทำให้ผมหันกลับไปมองเจ้าของมือเล็กอย่างชั่งใจ





               "นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เราเจอกัน.."




     ดวงตาใสเป็นประกายบอกเสียงเรียบ...ผมกระพริบตาปริบๆก่อนจะเลิ่กคิ้วอย่างสนใจกับประโยคที่เพิ่งได้ยิน และสุดท้ายผมก็ตัดสินใจนั่งลงที่เดิมอีกครั้งซึ่งเรื่องที่ชวนประหลาดใจอีกเรื่องก็คือการที่เราขยับเข้ามานั่งใกล้กันมากกว่าเดิม...




               "แล้ว...เราเคยเจอกันตอนไหนเหรอครับ" ผมถาม





               "ทำไมคุณไม่เล่าเรื่องของตัวเองก่อนล่ะ"


             
     แน่นอนว่าตอนที่ฟังจบผมถึงกับชี้นิ้วเข้าหาตัวและพอเห็นรอยยิ้มสวยส่งมาให้ผมก็อดเบือนหน้าหนีไม่ได้ เหมือนถูกอะไรบางอย่างจู่โจมเข้าให้จังๆ



               "ผมเห็นคุณเอาแต่นั่งตรงนี้เกือบถึงเช้าตลอด.."


     คนพูดเขี่ยหลอดในแก้วกาแฟสตาร์บัคไปมา ประโยคคำพูดแปลกๆทำให้ผมเหลือบไปมองเค้าอีกครั้งก่อนจะแอบพึมพำเบาๆ
   



               "...นี่คุณเป็นสตอล์กเกอร์รึไงเนี่ย"





และระหว่างเราก็กลับมาเงียบใส่กันอีกครั้งก่อนที่คนแปลกหน้าที่นั่งข้างๆจะหันหน้ามาหาผม



               "..."




               "Chronic Insomnia เหรอ?"


     ผมแทบไม่อยากจะเชื่อหูตัวเองที่ได้ยินประโยคนั้นจากปากคนแปลกหน้า นี่มันเริ่มน่าแปลกใจขึ้นเรื่อยๆเพราะไอ้ โรคนอนไม่หลับเรื้อรัง  ไม่ใช่โรคที่ผมเที่ยวเอาไปปล่าวประกาศบอกใครต่อใคร แม้แต่คนในครอบครัวผมก็ไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำ



               "นี่เป็นสตอล์กเกอร์จริงๆใช่มั้ย"



               "ก็แค่เดาเฉยๆ อย่าบอกนะว่าคุณ...กำลังกลัวผม..."

     ไม่พูดเปล่าคนแปลกหน้าที่มีรอยยิ้มสวยสะดุดตาก็ยังเอียงหัวลงมาซบไหล่ผมเบาๆ ผมเผลอเกร็งตัวทันทีที่สัมผัสได้ถึงความหนักที่เกิดขึ้นบนไหล่ซ้าย ยิ่งได้กลิ่นแชมพูอ่อนๆลอยเข้ามาแตะจมูกยิ่งชวนให้รู้สึกประหม่าเข้าไปใหญ่




               "คุณไม่คิดว่ามัน..เอ่อ..มันไม่แปลกไปหน่อยเหรอ"


     ให้ตายเถอะ ตอนนี้ผมกำลังถูกรุกใช่รึเปล่า ?  และก่อนที่ผมจะทำอะไรไม่ถูกไปมากกว่านี้คนที่นั่งซบไหล่ก็เงียบไปโดยทิ้งลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอ จนผมต้องเหลือบตาไปมองถึงได้พบว่าคนแปลกหน้าที่นั่งซบไหล่กำลังนอนหลับตาอยู่ในขณะนี้



               "นี่คุณ..หลับจริงเหรอ ตรงนี้เนี่ยนะ"


               "..."


               "คุณ.."





               "..."


               "สุดท้ายก็ไม่ยอมบอกชื่อกันอีก..."


     ผมถอนหายใจเบาๆจากนั้นจึงทอดมองไปข้างหน้าอย่างปลงๆ ไม่อยากยอมรับแต่มันอดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้จริงๆ ใครจะคิดว่าการกระทำเอาแต่ใจของคนแปลกหน้าจะมีอิทธิพลทำให้อุณหภูมิที่ใบหน้าผมเพิ่มขึ้นมาเล็กน้อย เราเพียงสัมผัสกันในสถานะของคนที่ไม่รู้จักอะไรกันเลยสักนิด หรือแม้แต่คนที่ผมรู้จักยังไม่มีใครสามารถก้าวล้ำเส้นที่กั้นขอบเขตของความสัมพันธ์เทือกนี้ เอาไว้ได้เลยสักคน...




     แต่กับคนคนนี้...อาจเป็นเพราะเค้าพุ่งเข้ามาหาผมอย่างรวดเร็วจนผมไม่ทันเตรียมตัวเตรียมใจ กำแพงอะไรก็ตามที่เคยสร้างไว้จึงไม่ถูกนำมาใช้และมันกลายเป็นข้อยกเว้นโดยที่ผมลืมเอะใจ 


ที่สำคัญอีกอย่างนึงคือตอนนี้ไม่มีใครตั้งคำถามสักคน..




ว่าทำไมเรายังคงนั่งอยู่ด้วยกันตรงนี้โดยไม่มีเหตุผลหรือความจำเป็นใดๆบังคับ






               "ผมว่าจะนั่งเป็นเพื่อนคุณแต่ก็เผลอหลับไปอีกจนได้.."



     จู่ๆเสียงใสก็เอ่ยขึ้นในขณะที่ไหล่ผมเป็นอิสระจากน้ำหนักที่กดทับ ผมมองหน้าคนข้างๆพลางอมยิ้ม อะไรก็ตามที่คนแปลกหน้าตรงนี้มอบให้คือความประหลาดใจและตอนที่เค้ายืนขึ้นโดยไม่ลืมที่จะดึงให้ผมยืนตามนั่นก็เช่นกัน...




               "คุณเคยยืนกลางไทม์แสควร์มั้ย.."


               "เคยสิ มันออกจะปกตินี่ครับ" ผมตอบ





               "ไม่ใช่ มันสนุกกว่านั้น..."


     คนพูดพูดจบก็ยิ้มหวานจากนั้นจึงคว้าหมับที่ฝ่ามือของผมแล้ววิ่งลากจนผมต้องวิ่งตามลงบันไดไป ความร่าเริงกระฉับเฉงผิดจากอาการง่วงซึมที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ของคนแปลกหน้าคนนี้ทำให้ผมอมยิ้มออกมา มองดูก็รู้ว่าเค้ากำลังพยายามฝืนความง่วงแล้วทำตัวกระปรี่กระเปร่าทั้งๆที่ตาแทบจะปิดแหล่ไม่ปิดแหล่อยู่แล้ว 













               "..คุณ ช้าลงหน่อย"

     ท่ามกลางผู้คนมากมายที่ยังคงเดินขวักไขว่ ผมถูกพาให้วิ่งสวนกระแสคลื่นมนุษย์ผ่านตึกสูงและแม็คโนนัลล์ร้านประจำ คนแปลกหน้าพาผมวิ่งข้ามถนนอย่างหวาดเสียวหวุดหวิดเกือบโดนแท็กซี่เฉี่ยว ซึ่งเหตุการณ์นั้นนั่นเองที่ทำให้อะดรีนาลีนผมหลั่งขึ้นมาประมาณหนึ่ง ในขณะที่เสียงหัวเราะสดใสยังคงดังขึ้นไม่ขาดหาย หากเป็นคนอื่นคงทำให้ผมอารมณ์เสียเรื่องที่พาผมไปเสี่ยงรถเสี่ยงรา 



     แต่ก็นั้นล่ะ...
     
     คนแปลกหน้าคนนี้ดูจะได้รับข้อยกเว้นไปเสียหมด เค้าสร้างความประหลาดใจให้ผมแทบจะตลอดเวลา ซึ่งผมเองก็ค่อนข้างพอใจที่ค่ำคืนนี้ไม่ได้น่าเบื่อเหมือนคืนที่ผ่านมาและที่สำคัญมันน่าจดจำจนอดทนนึกถึงคืนต่อๆไปแทบไม่ไหว




Spend the night and I will make it worth your while
 Let's build a life we can both live out in style






     เสียงเพลงสไตล์อิเล็กทรอนิกโซลดังขึ้นจากโทรศัพท์คนแปลกหน้า ผมตาโตทันทีที่เห็นคนตัวเล็กยกมือสุดแขนแล้วเต้นหมุนรอบตัวเองโดยไม่อายสายตาใคร แล้วหลังจากนั้นไม่ถึงห้าวินาทีผมก็ต้องตาโตกว่าเดิมเมื่อคนที่กำลังกระโดดเต้นสุดตัวเดินมาคล้องแขนก่อนจะจับมือผมพากันหมุนรอบตัวเอง



     แรกๆผมก็อายสายตาและเสียงพูดคุยของคนที่เดินผ่านไปมา แต่พอมือทั้งสองข้างถูกกุมและจับเหวี่ยงพาให้ตัวผมและคนตรงหน้าต่างหมุนไปรอบๆกันและกันตอนนั้นนั่นเองที่หัวใจผมเต้นแรงเต็มจังหวะ



     มันเป็นเวลาเดียวกันกับที่สายตาไม่อาจละไปมองสิ่งอื่นใดนอกจากรอยยิ้มสวยบนใบหน้านั้น...




Something caught my attention 
Yeah it's you I'm talking 'bout



     สิ่งเดียวที่ทำให้ผมยิ้มออกมาไม่หุบคือคนแปลกหน้าที่เพิ่งเจอกันไม่ถึงสองชั่วโมง  สิ่งเดียวที่ทำให้ผมหัวใจเต้นแรงก็คือคนที่อยู่ตรงหน้านี้ และสิ่งเดียวที่ทำให้ผมหลงใหลคือนัยย์ตาสีเข้มที่แสนทรงเสน่ห์ของเค้า...




Cause your eyes are like an ocean
I can dive straight into that no matter what



     จังหวะเพลงที่ค่อยๆช้าลงช้าลงทำให้ผมและคนอีกคนค่อยๆผละออกจากกัน ผมเปิดปากหัวเราะไม่หยุดในขณะที่คนแปลกหน้าอีกคนยิ้มจนตาปิด



               "นี่คุณเก็บกดอะไรมารึเปล่าครับเนี่ย"


     ผมพูดไปพลางหัวเราะไป แทบจะเปลี่ยนอารมณ์ไม่ทันเมื่อคนที่ตัวเล็กกว่าก้าวเข้ามาใกล้แล้วคล้องคอผมไว้โดยไม่ทิ้งสายตาไปไหนเอาแต่จับจ้องลึกลงไปในดวงตาของผม ในขณะที่ดนตรีจังหวะช้าๆบรรเลงขึ้นอีกครั้ง ผมกับคนแปลกหน้าคนนี้ค่อยๆประคองกันเต้นรำท่ามกลางการเดินผ่านไปมาของผู้คนจำนวนหนึ่ง



เสียงรถบีบแตร เสียงโฆษณา เสียงความวุ่นวาย 
เสียงของสิ่งทั้งหมดถูกตัดออกไปจากความสนใจ...




               "ตกลงคุณจะไม่บอกชื่อผมจริงๆเหรอ.."



     ผมกระซิบที่ข้างหูของคนที่กำลังคล้องคอผมในขณะนี้ ดวงตาเป็นประกายแวววาวสะท้อนความวูบไหวชั่ววินาที ผมกระพริบตาอย่างไม่ค่อยเข้าใจกับท่าทีที่ดูขรึมลงไปของคนอีกคน


               "ถ้าเรารู้จักกัน..มันจะทำให้ผมทำใจยากกว่าเดิมน่ะสิ.."


               "หมายความว่ายังไงครับ.."



     ผมไม่เข้าใจสิ่งที่ได้ยินดังที่ถามออกไป คำพูดแปลกๆทำให้ความผมหยุดการกระทำทุกอย่างแล้วมองหน้าคนพูดอย่างเรียกร้องคำตอบ ทั้งสับสน ทั้งอ่อนไหว ผมกำลังกลัวคำตอบที่กำลังจะได้ยินต่อจากนี้



               "Because we're just strangers"






     นั้น..สินะ...


     เพราะว่าเราเป็นแค่คนแปลกหน้า



     ถ้ารู้จักกันคงไม่ได้มีโอกาสทำเรื่องที่หลุดออกจากตัวตนที่เป็นอยู่ ถ้ารู้จักชื่อคงจะเป็นตัวของตัวเองมากได้ไม่เท่ากับตอนที่ไม่รู้จักชื่อ


     ตอนนี้ผมเข้าใจแล้ว..




               "ขอบคุณที่คนแปลกหน้าอย่างคุณทำให้ค่ำคืนของผมพิเศษกว่าเดิมนะครับ..."



     ผมยิ้มตอบกลับไปรู้สึกโหวงๆบอกไม่ถูกเมื่อโพล่งประโยคนั้นออกมา ส่วนคนฟังฟังจบก็อมยิ้มบางๆ เราต่างหลบสายตากันอย่างไม่เข้าใจ และในวินาทีที่ผมสับสนกับเสียงหัวใจตัวเองอยู่นั้น คนแปลกหน้าคนนี้ก็เขย่งเท้าแล้วแนบริมฝีปากบางกดจูบลงมาที่ริมฝีปากของผม




               "ผมไม่ได้ทำอะไรเลยที่ทำอย่างเดียวคือทำตามหัวใจตัวเอง..."



     คนตัวเล็กเงยหน้ามองผมอย่างประหม่าแม้กระนั้นก็ยังจ้องตาผมกลับมาไม่หวั่นไหว และคนที่ทำตามหัวใจตัวเองเก่งไม่แพ้กันคนคนนั้นคือผมเอง...

     ผมเชยคางอีกฝ่ายให้แหงนรับริมฝีปากหยักของผมก่อนจะกดจูบปากอิ่มที่กำลังครอบครองอย่างหลงใหล ผมตวัดปลายลิ้นอุ่นเกี่ยวกวัดเข้าไปในโพรงปากชื้น ในขณะเดียวกันนั้นหัวใจก็เร่งจังหวะซื่อสัตย์กับความรู้สึก สัมผัสที่ได้รับทำให้ผมไม่อาจถอนริมฝีปากได้เลยราวกับเสพติดความนุ่มละมุนของจูบที่เกิดขึ้น  แต่หลังจากนั้นผมกับคนตรงหน้าก็ต้องผละออกจากกันเพื่อหอบหายใจเข้าปอด ต่างฝ่ายต่างสบตากันและกันด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถามมากมาย 




ระหว่างเรา...ไม่เป็นแค่คนแปลกหน้าต่อกันได้มั้ย ?


ระหว่างเรา...ลองทำความรู้จักกันดูได้รึเปล่า  ?






ถ้าคุณพร้อม ผมก็พร้อม


ถ้าคุณคิดเช่นเดียวกับที่ผมคิด
ถ้าหัวใจของคุณเต้นดังเช่นเดียวกับหัวใจของผม


ถ้าคุณตอบตกลง


ผมยินดีฝืนร่างกายตัวเองเพื่อนอนหลับข้างๆคุณเหมือนๆกับคนทั่วไป
ผมจะข่มใจลืมอดีตอันเลวร้ายและรับความทรงจำดีๆจากคุณเข้ามาเติมเต็ม
.
.


ไม่เคยมีใครทำให้ผมมั่นใจอะไรแบบนี้มาก่อนนอกจากคุณ


..................


..........

....










แต่สุดท้ายเราก็เป็นเพียงคนแปลกหน้าต่อกันเท่านั้น




ผมกำลังแอบมองผู้ชายในชุดสเวตเตอร์สีกรมท่า ผมสีเข้มที่ถูกจัดเป็นทรงเสยขึ้นดูดีรับกับสันกรามได้รูปของเค้าจนผมไม่อาจละสายตาไปไหนได้เลย




               "อเมริกาโน่สองแก้ว"


     ยิ่งเสียงทุ้มคมเอ่ยขึ้นยิ่งฟังยิ่งชวนให้รู้สึกตกหลุมรักเข้าไปกันใหญ่ ลูกค้าขาประจำคนนี้มักจะมาสตาร์บัคตั้งแต่เช้าแถมยังมาเป็นคนแรกของทุกวันเสมอ


     เค้าชอบอเมริกาโน่รสขมสองเท่าที่คนปกติจะรับประทาน...เค้าชอบอ่านหนังสือพิมพ์นิวยอร์คไทม์ขณะรอกาแฟ...เค้าไม่ชอบสบตาคนแปลกหน้าแม้ผมจะยื่นเงินทอนไปให้แต่เจ้าตัวกลับไม่เคยมองเห็นผมในสายตา



     แล้วผมก็เพิ่งมารู้เมื่ออาทิตย์ก่อนว่าเหตุผลที่ทำให้เค้ามาสตาร์บัคเป็นคนแรกเสมอนั่นเป็นเพราะเค้าไม่เคยนอนหลับอย่างคนทั่วไป คืนที่ผมได้เลิกงานเร็วเพราะได้รับการยกเว้นสำหรับคนใกล้จะออกจากงานคืนนั้นนั่นเองที่ผมพบกับลูกค้าคนนั้นแถวไทม์สแควร์...


     แล้วผมก็พยายามทำตัวกลมกลืนกับผู้คนรอบตัวเค้าเพื่อที่จะได้เข้าไปนั่งใกล้ๆเค้า เพื่อที่จะได้อยู่ในสายตาเค้าสักครั้ง..



     แต่คุณลูกค้าคนที่ผมตกหลุมรักกลับไม่มองใครสักคน..เค้าทำเพียงมองเหม่อไปข้างหน้าท่ามกลางความเคลื่อนไหวของผู้คนมากมาย เค้าดูเหงาเหมือนอยู่ตัวคนเดียว



     เค้าไม่เคยนอนหลับในขณะที่ผมต้องดื่มกาแฟเกือบสามแก้วเพื่อจะได้นั่งมองเค้าห่างๆโดยไม่งัวเงียไปเสียก่อน ผมแอบคิดว่าสิ่งที่ผมทำเข้าข่ายสตอล์กเกอร์อะไรเทือกนั้น 



     ซึ่งมันก็อาจจะจริงก็ได้ :)


     เพราะผมหลงใหลเค้าอย่างถอนตัวไม่ขึ้นและเอาแต่จ้องมองเค้าแม้จะง่วงจนลืมตาไม่ไหว ผมรู้จักเค้ามากกว่าที่เค้ารู้จักผม ผมชอบเค้ามากกว่าที่ชอบตัวเอง ผมคลั่งไคล้เค้ามากกว่าตอนที่ฟังเพลงของจัสตินบีเบอร์หรือแม้แต่อดัมเลอวีน




     มันอาจจะเป็นเพียงความรู้สึกชื่นชอบที่ไม่ได้ร้องขอให้ตัวเองเข้าไปใกล้เค้ามากกว่าที่เป็น แต่หลังจากที่ผมตระหนักได้ว่าเวลาของผมสำหรับที่นี่กำลังจะหมดลง ผมก็เปลี่ยนใจ..



     ผมกำลังจะกลับบ้านเกิดโดยที่อาจจะไม่ได้กลับมาเหยียบที่นี่อีก...




     ซึ่งนั่นคือเหตุผลที่ทำให้ผมตัดสินใจเข้าหาเค้าคนนั้นโดยไม่ลังเล
     อย่างน้อยมันอาจจะเป็นความทรงจำที่ดีที่สุดในชีวิตของผมก่อนจะจากนิวยอร์คไป





                   "ตกลงคุณจะไม่บอกชื่อผมจริงๆเหรอ.."


     ดวงตาสีเข้มกำลังจ้องมองแต่ผมคนเดียวเท่านั้น..เพียงแค่นั้นผมก็รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนที่โชคดีที่สุดในโลกแต่ความโชคดีนั้นกลับสร้างบาดแผลลึกลงในหัวใจของผม..



ผมกำลังจะไปจากที่นี่...
ผมกำลังจะไปจากเค้า...






                 "ถ้าเรารู้จักกัน..มันจะทำให้ผมทำใจยากกว่าเดิมน่ะสิ.."





     ผมคงจะทำใจไม่ได้เลยต่างหากถ้าเค้าเรียกชื่อผมในขณะที่ผมไม่สามารถอยู่ตรงนี้เพื่อรับฟังเสียงเรียกของเค้าได้อีกตลอดไป


เราไม่ควรเจอกันเลย..
ผมไม่ควรปล่อยตัวเองทำตามใจ
แต่มันเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขมากจริงๆ
แล้วผมจะไปจากที่นี่โดยไม่ร้องไห้ได้ยังไง...




               "ขอบคุณที่คนแปลกหน้าอย่างคุณทำให้ค่ำคืนของผมพิเศษกว่าเดิมนะครับ..."


     ผมกลั้นความรู้สึกจุกที่เกิดในอกก่อนจะระบายยิ้มออกไปทั้งที่ในใจกำลังร้องไห้...ผมยอมรับว่าเอาแต่ใจที่เขย่งตัวกดจูบริมฝีปากหยักชวนมองนั่น ริมฝีปากที่จินตนาการมาตลอดว่าอยากครอบครองและคลอเคลียกับมันไปจนกว่าจะพอใจ






               "ผมไม่ได้ทำอะไรเลยที่ทำอย่างเดียวคือทำตามหัวใจตัวเอง..."


     หัวใจที่กำลังเต้นโครมครามบอกคำตอบผมอย่างชัดเจนว่าคนตรงหน้าคือเหตุผลที่ทำให้ผมมายืนตรงนี้ ผมทำตามใจตัวเองสำเร็จแล้ว แต่ผมทำตามใจตัวเองตลอดไปไม่ได้ และก่อนที่ผมจะวิตกกังวลไปมากกว่านั้นผมก็ถูกคนตรงหน้ากดจูบอย่างดูดดื่มอีกครั้ง ผมมีความสุขจริงๆ...


     และผมรู้ดีว่าสุดท้ายผมอาจจะต้องเจ็บปวดหลังจากที่ได้รับความสุขทั้งหมดนั่น



     ไม่เป็นไร ผมจะยอมเจ็บเพราะคุณคนที่ผมไม่รู้จักแม้แต่ชื่อ...





               "หลับตาก่อนนะ อย่าเพิ่งลืมตา.."


     ผมใช้มือปิดเปลือกตาเค้าเบาๆก่อนจะเห็นเค้าเม้มปากเป็นเส้นตรง แอบคิดเข้าข้างตัวเองว่าคนตรงหน้านี้ก็คิดเช่นเดียวกับที่ผมคิด ผมแอบดีใจที่สายตาที่เค้าใช้มองผมเต็มไปด้วยความรู้สึกหลงใหล



     นั่นยิ่งทำให้รู้สึกว่า การก้าวเท้าถอยหลังง่ายๆทำได้ยากเหลือเกินในเวลานี้...



     แต่ผมจะถลำตัวมากกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว เมื่อคิดได้ดังนั้นผมจึงค่อยๆถอยออกห่างจากคนที่กำลังหลับตาทันที...ความรู้สึกเว้าวอนทำให้ผมตัดสินใจหันหลังและวิ่งออกมาก่อนที่จะตัดใจไม่ลง ท่ามกลางผู้คนมากมายที่ล้อมรอบกระจัดกระจายทั่วไทม์สแควร์ตัวผมได้กลืนหายไปกับฝูงชน





ลาก่อน...ที่รัก



ระหว่างเราคงเป็นได้เพียงคนแปลกหน้าเท่านั้น

ผมผิดเองที่ไม่เข้าหาคุณตั้งแต่วันแรกไม่อย่างนั้นเราคงรู้จักกันก่อนหน้านี้


และเราคงจะมีความสุขมากกว่านี้


ต่อให้คุณไม่สามารถนอนหลับได้อย่างใครคนอื่น
ต่อให้คุณรู้สึกโดดเดี่ยวท่ามกลางผู้คนเป็นร้อยพัน


ผมจะเป็นคุณแปลกหน้าคนเดียวที่นั่งข้างๆคุณ
และฝืนตัวเองไม่ให้หลับเพื่อที่จะอยู่กับคุณจนกว่าจะเช้า



...................
.......








               "หลับตาก่อนนะ อย่าเพิ่งลืมตา.."


     เสียงใสแหบพร่าบอกในขณะที่ส่งมือมาปิดตาผม ผมเลยต้องจำยอมอย่างช่วยไม่ได้ หัวใจในอกข้างซ้ายมันกำลังเต้นแรงขึ้นเรื่อยๆเมื่อนึกถึงรสจูบละมุนละไมที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ ก่อนที่คนแปลกหน้าของผมจะค่อยๆถอนมือออกจากผมช้าๆ ผมกำลังยืนหลับตาแล้วลุ้นรอเซอร์ไพรส์หรืออะไรสักอย่างที่กำลังจะเกิดขึ้น







     และที่สำคัญผมแทบจะอดใจรอไม่ไหวแล้ว...

           



                  "..."


     
    ทุกอย่างเงียบไปหมดแถมมันยังนานจนมีส่วนทำให้หัวใจผมเต้นรัวอย่างลุ้นระทึก




               "นี่คุณ..ผมลืมตาได้รึยัง"


     ผมบอกก่อนจะแอบลืมตาขึ้นนิดนึงอย่างคนขี้โกง ทว่าวินาทีที่ลืมตาขึ้นมาเซอร์ไพรส์ก้อนใหญ่ที่สุดคือการที่ตอนนี้ไม่มีคนแปลกหน้าคนที่เคยยืนตรงนี้อีกต่อไป!



               "คุณ.."


     ผมร้องเรียกก่อนจะมองหาเจ้าของใบหน้าสวยรอบทิศ ไทม์แสควร์ที่มีคนพลุกพล่านเสมอทำให้ผมใจเสียจนเดินวนไปวนมาอย่างลนลาน 




     จู่ๆเค้าหายไปไหน...


     ผมไม่อาจตั้งคำถามเองแล้วตอบเองได้แต่สิ่งที่ทำได้แน่ๆคือวิ่งไปข้างหน้าเพื่อมองหาคนคนนั้นเจ้าของรอยยิ้มสวยที่สะกดให้ผมไม่อาจละสายตาทุกครั้งที่มอง ผมไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นคนรักคนง่ายชอบคนง่ายแต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเหตุผลที่ทำให้ผมอยู่ไม่เป็นสุขตอนนี้เกิดจากการที่ผมตกหลุมรักคนแปลกหน้าที่รู้จักกันไม่ถึงสามชั่วโมง





               "..แฮ่ก..แฮ่ก"



      ขณะนี้ผมกำลังวิ่งลงไปในตรอกถนนสายสี่สิบสองอย่างรวดเร็วฝืนตัวเองจนแทบจะหายใจไม่ทัน เพราะเพิ่งนึกออกว่าซับเวย์ที่ใกล้ที่สุดน่าจะเป็นปลายทางของเค้าคนนั้น ผมเดินไปที่ตู้กดน้ำผลไม้กระป๋องก่อนจะหยอดแบงค์เพื่อแตกเหรียญ วินาทีที่กำลังจะเดินไปแตะบัตรโดยสารผ่านเครื่องอ่านบัตรสายตาผมกลับเหลือบไปเห็นร่างของใครบางคนที่สะดุดตา!



     เป็นเค้าจริงๆด้วย!




     หัวใจผมเต้นแรงทันทีที่เห็นใบหน้าสวยหวานที่อยู่ไกลลิบนั่น เค้ากำลังจะขึ้นซับเวย์ไปแล้วในขณะที่ผมยังคงต่อแถวเป็นคิวที่ห้าไม่ขยับ


               "คุณ!!อย่าเพิ่งไปนะ!!"


     ผมตะโกนเสียงดังและแน่นอนว่าผู้คนแถวนั้นต่างหันมามองผมเป็นจุดเดียวรวมถึงคนแปลกหน้าที่ยิ้มสวยที่สุดที่ผมเคยเห็นคนนั้นก็ด้วย วินาทีที่เค้าสบตาผมเป็นวินาทีที่ผมดีใจจนต้องยิ้มออกมา แต่ยังไม่ทันได้ดีใจเต็มสูบเจ้าของรอยยิ้มสวยก็ชะงักก่อนจะรีบพลิกตัวแล้ววิ่งเข้าซับเวย์ไปทันที!


     ให้ตายเถอะทำไมเค้าต้องหนีผมด้วย!!




     ผมแทบจะแซงคนข้างหน้าไปอยู่แล้วเพียงโชคยังดีที่เสียงตะโกนของผมมีส่วนทำให้คนที่เข้าคิวก่อนหน้าผมเร่งตัวเองให้เร็วขึ้น แต่มันก็ยังช้าเกินไปอยู่ดี!


        กว่าผมจะเคลื่อนมาถึงซับเวย์ก็มีคนเต็มจนล้นขบวน ผมพยายามแทรกแถวและเดินเข้าไปในรถไฟใต้ดินแต่ถูกยามเตือนโดยการเอาแขนกั้นเอาไว้เสียก่อน





               "คุณ!!เราจะได้เจอกันอีกมั้ย!"


     ในเมื่อไม่เห็นโอกาสที่จะได้ไปต่อ ผมจึงตะเบ็งคอเสียงดัง เสียงของผมทำให้คุณทั้งขบวนรถไฟตกตะลึง สายตาแน่วแน่ที่มองตรงไปยังคนคนเดียวทำให้ผู้คนที่อยู่รอบทิศพยายามเบียดกันไปทางอื่นเพื่อให้ผมมองเห็นเจ้าของรอยยิ้มสวยอย่างชัดเจน วินาทีที่ประตูรถซับเวย์ปิดลงเป็นวินาทีเดียวกันกับที่ผมรู้สึกชาหนึบที่หัวใจยิ่งไปกว่านั้นตอนที่เห็นเจ้าของรอยยิ้มสวยยิ้มให้ผมอย่างเศร้าๆนั่นยิ่งทำให้ผมรู้สึกหน่วงที่หัวใจเข้าไปอีก


     ผมตัดสินใจเดินตามขบวนรถไฟที่เริ่มเคลื่อนตัวช้าๆ บัดนี้คนแปลกหน้าแสนสวยกำลังโบกมือเบาๆเหมือนจะบอกลาก่อนที่ขบวนรถไฟจะวิ่งเร็วขึ้นจนผมไม่อาจวิ่งตามไปได้อีกเพราะสุดสถานี ผมยืนหอบหายใจสุดตัวทำได้เพียงมองขบวนรถที่กำลังวิ่งไปสุดทาง ไม่คาดคิดว่าจู่ๆคนแปลกหน้าของผมจะวิ่งสวนทางในขบวนรถเพื่อไม่ให้ตัวเองถูกกลืนไปกับคนมากมายอย่างที่ควรเป็น



     แล้วผมก็เห็นเค้าชี้มือไปที่กระเป๋าเสื้อของตัวเองเหมือนกำลังบอกใบ้อะไรสักอย่าง...



               ครื้นนนนน


     ในที่สุดเราก็ฝืนสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้เพราะในขณะนี้ซับเวย์ได้เดินทางออกไปจากสถานีจนสุดขบวนเสียแล้ว เวลานี้ผมทำได้เพียงยืนอยู่กับที่อย่างมึนงง สับสน และแน่นอน ผมกำลังอกหัก..


     ผมค่อยๆทาบฝ่ามือที่อกข้างซ้ายของตัวเอง..จนถึงตอนนี้ยังได้ยินเสียงหัวใจเต้นโครมครามไม่เปลี่ยน ขณะเดียวกันผมก็พบว่ามีบางอย่างอยู่ในกระเป๋าเสื้อตัวในของผม ผมหยิบมันออกมาก่อนจะพบว่ามันคือจดหมายฉบับเล็กๆที่ดูเหมือนจะไร้ที่มาที่ไปจนกระทั่งผมคลี่กระดาษเปิดอ่านข้อความข้างในถึงได้รู้ว่าเจ้าของจดหมายเป็นคนคนเดียวกับคนที่ผมหลงรักจนถอนตัวไม่ขึ้น



     






ผมเฝ้ามองคุณมาตลอด โดยที่คุณอาจจะไม่เคยรู้ตัว...
ผมตกหลุมรักคุณตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็น
และในสักวันนึ่งเราอาจจะได้เจอกันโดยไม่ทันได้ตั้งตัวก็ได้

หรือถ้าหากเราจะไม่ได้พบกันอีกก็ไม่เป็นไร ..
เพราะคุณก็ยังฝันถึงผมได้เสมอ


ป.ล. 1 แต่นั่นแปลว่าคุณต้องนอนหลับให้เป็นเสียก่อน ที่รัก
ป.ล. 2 ผมไม่อยากให้คุณกินกาแฟบ่อยๆมันไม่ดีต่อสุขภาพ :(





-TEN-

















     เนื้อความในจดหมายทำให้ผมระบายยิ้มออกมาแม้ความรู้สึกจะไม่สุขอย่างที่เป็น ผมเดินออกจากสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินก่อนที่จะต้อง ยกมือขึ้นมาบังแสงแดดอุ่นๆแสงแรกของเช้าวันใหม่ อาการนอนไม่หลับด้วยโรค Chronic insomnia ที่ผมเป็นทำให้ผมเสพติดกาแฟเช่นอเมริกาโน่ขมๆในทุกๆเช้า กิจวัตรเช่นทุกวันดำเนินมาซ้ำที่เดิมอีกครั้งเมื่อผมเดินเข้าไปในสตาร์บัคร้านประจำ


               "เอาชาเขียวแล้วกัน.."


     ผมบอกพนักงานหน้าเคาน์เตอร์เบาๆ อันที่จริงผมไม่ชอบชาเขียวเท่าไหร่นักแต่ผมก็กินกาแฟไม่ได้อีกแล้วแม้ว่าอยากลิ้มรสขมกรุ่นของมันสักแค่ไหน



               "รอสักครู่ครับลูกค้า ขออนุญาตคิดเงิน..."


               "..."




     ไม่ใช่พนักงานคนนี้...


     ความรู้สึกบางอย่างทำให้ผมย้อนกลับไปนึกถึงบรรยากาศเก่าๆในทุกๆเช้าที่มีเสียงใสๆที่คุ้นเคยขานรับออเดอร์ตลอดเวลา




                  "นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เราเจอกัน.."





ทันทีที่ผมเข้าใจเรื่องราวทั้งหมด หัวใจของผมก็เต้นแรงเหมือนครั้งแรกที่รู้ตัวว่าตกหลุมรักคนแปลกหน้าคนนั้น...






ไม่เคยมีใครทำให้หัวใจผมเต้นแรงแบบนี้มาก่อนนอกจากคุณ...
ไม่เคยมีใครทำให้ผมตกหลุมรักไวขนาดนี้มาก่อนนอกจากคุณ


ผมหลงรักคนแบบคุณ...และต้องเป็นคุณเท่านั้น





เตนล์...










talk with wazowsk
นั่นคือเราเองคนที่ชอบอู้ 555555 บทนี้เป็น sf ที่จบแบบหนังฝรั่งคือจบไม่ลง ปล่อยงงบ้าง พระเอกจะตามมั้ยไม่รู้รู้แต่ว่าจบ
ไม่อาจขอโทษที่แต่งจบหน่วงเพราะบอกไปตั้งแต่หัวว่าดราม่า 75 %ส่วนนี่ก็ไม่เข้าใจตัวเองทำไมมันหน่วงอีกละฟะ ขอโทษน้า จริงๆก็ชอบความไม่สมบูรณ์แบบไง และคือมิดไนท์ 15 ยังแต่งอยู่ไง คือในส่วนของมินิมาร์ทต้องใช้ความละเอียดสูงมากเลยยังแต่งไม่จบยังไม่ค่อยถูกใจ ที่โชคร้ายสุดคือกำลังเปิดเรียน ไม่ว่างอีกเลยเดือนนี้

ดังนั้นที่เราตอบแทนทุกคนได้คือ sf หนึ่งบทนี้ อาจแทนที่ไม่ได้แต่เชื่อ
ว่ากระชากพอสมควรใครชอบแนวใสๆรักหมดใจคงผิดหวัง มันไม่ใช่แนวเราอ่ะ
T^T ถ้าตามเราจะรู้ว่าเราแต่งหลายแนวมากแต่ทุกแนวไม่มีกุ๊กกิ้กวัยว้าวุ่นเลย
หากชอบโปรดคอมเม้นเผื่อจะมีอีก หรือไม่ชอบก็คอมเม้น ช่วยกันปั่นเม้น
ให้มินิมาร์ทผ่านยุคตกต่ำ 55555555 (เพราะใครแม่งชอบดอง ใคร!)
หากอยากสกรีมแบบส่วนตัวขอให้แท็กเราโดยตรงเลยในทวิต 
คงไม่มีแท็กเฉพาะของบทนี้
แต่ก็อยากเห็นคนสกรีมนะ ;-; เอาไง 
งั้น #sfผมไม่นอน


ไม่รู้ว่าชอบแนวนี้รึเปล่า
แต่นี่ชอบความเบลอ ความฟ้าหม่นๆของบท อารมณ์หนังรักหรั่งอ่ะ
ไม่เพอร์เฟ็คแต่ทำให้หัวใจมีความรู้สึกว่ายังเป็นคนทั่วไปอยู่
ถ้าชอบฟิคเรารักฟิคเราอย่าลืมคอมเม้นน้าา ขอแค่นี้ล่ะยาหยี บรัยย










ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 29 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,460 ความคิดเห็น

  1. #2351 kor_kod1 (@kor_kod1) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2562 / 22:27
    สรุปเค้าจะได้รักกันมั้ยเนี่ยยแงง
    #2,351
    0
  2. #2325 bibubbiiboo (@bibubbiiboo) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 25 เมษายน 2562 / 18:41
    ขอให้ได้เจอกันอีกนะพี่แทยง ไรท์ได้ฟังเพลง insomniaa ของdaya รึยังงคะ
    #2,325
    0
  3. #2309 bluebaery510 (@2707py) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 17 มีนาคม 2562 / 11:38
    ชอบมากเลยค่ะ เหมือนขมกลิ่นกาแฟแต่กินเขเข้าไปมีคาราเมลผสมอยู่ ดีมากมันลงตัว
    #2,309
    0
  4. #2304 kongkwanexo (@kongkwanexo) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2562 / 16:50
    ดีมากเลยอะอันนี้ดีมาก โอ้ยดีจริงน้ำตาไหลเลยแบบดีอะ 💚
    #2,304
    0
  5. วันที่ 16 เมษายน 2561 / 11:38
    ง่า มันดีมากกกก ประทับใจมากเลยค่ะ;—; สำหรับเรา เราว่ามันไม่ได้ดราม่าอะไรขนาดนั้นนะ เราว่ามันออกจะฟีลกู๊ดที่ค่อนไปทางหน่วงหน่อยมากกว่า555555 อยากอ่านฟิคแนวนี้จากคุณอีกจังเลยค่ะ.__.
    #2,221
    0
  6. #2120 seluhana (@pvcrazy00) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2560 / 21:25
    กลัวดราม่า ขอข้ามค่ะ
    #2,120
    0
  7. วันที่ 29 มิถุนายน 2560 / 00:38
    ชอบมากเลยอ่ะ อยากให้เขาเจอกันอีก มันก็ไม่ได้ดราม่าอะไรมากเกินไปแต่น้ำตาเราดันไหลซะงั้น อาจจะเรียกว่าประทับใจก็ได้ ให้ตายสิไรท์ทำเราร้องไห้
    #2,060
    0
  8. #2015 pandanuna2 (@pandanuna) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2560 / 11:11
    ชอบค่า อะไรที่เปงคู่นี้ชอบหมด ชอบแนวนี้ด้วยจิงๆ ไรท์สู่ๆ
    #2,015
    0
  9. #1974 Midison (@EveChanatcha) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 10 มีนาคม 2560 / 21:54
    แนวแบบนี้ให้ความรู้สึกแบบ....ไม่เชิงหน่วงแต่ก็ไม่เชิงดราม่า เราเป็นคนแสดงความรู้สึกผ่านตัวอักษรไม่ถนัด แต่ชอบมากจริงๆ เหมือนซีรี่ย์ฝรั่งสั้นๆ  "ไม่รู้ว่าจะเจอกันอีกมั้ย" มันใช่เลยอ่ะ เป็นความรู้สึกดีดีในช่วงเวลาสั้นๆ ถึงจะสงสัยนิดหน่อยว่าทำไมเตนล์ไม่ยอมทักตั้งแต่แรก เพราะว่าเขินหรืออะไร มันเสียใจนะ นึกถึงซีรี่ย์ฝั่งเรื่องๆหนึ่ง ไม่ใช่ว่าเคร้าโครงเรื่องคล้ายกัน แต่เป็นเรื่องที่ทำให้ประทับใจในช่วงเวลาสั้้นๆเหมือนกัน จนถึงตอนนี้ก็ยังจำได้ดี 
    #1,974
    0
  10. #1717 Asia-Wrsr (@Asia-Wrsr) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 15 พฤศจิกายน 2559 / 12:44
    ไรต์จ๋า ชอบแบบนี้อ่า ลองเต่งเรื่องเต็มเถอะ ชอบมากจริงๆ เผลอๆถ้ามีเล่มจะซื้อเลย
    #1,717
    0
  11. #1564 _hunhoon (@_hunhoon) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 9 ตุลาคม 2559 / 03:22
    รอน้าไรท์ รีบๆต่อเน้ออยากรู้ว่าแทยงจะทำไงเรื่องเตนล์กะแบม อย่าเทเรื่องนี้น้าาาาา.
    #1,564
    0
  12. #1557 maya93 (@pamlovely) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 25 กันยายน 2559 / 23:02
    รอนะคะ พอเตนล์ประชดแทยงแล้วมันหน่วง 
    #1,557
    0
  13. #1525 b612 :) (@albe112) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2559 / 01:47
    ฮือออ ชอบเรื่องนี้ด้วย สนุกอีกแล้ว55555 ชอบที่มีทั้งพาร์ทเตนล์กับแทยง อยากจับเตนล์มาตีจริงๆเลย จะรีบไปไหน ถ้าชอบก็ทำความรู้จักกันไปเลยสิ ตอนแทยงถามว่าจะได้เจออีกมั้ยทำไมไม่อยู่ที่นี่ต่อไปเลยล่ะ แง
    #1,525
    0
  14. #1516 NM.P (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 25 กรกฎาคม 2559 / 22:54
    ชอบบบบบบบบบบบ ><

    จริงๆ ไม่ชอบแนวดราม่า ไม่ชอบแนวหม่นๆ แต่ชอบแนวที่ไรเตอร์แต่งนะคะ

    มันไม่ใช่ดราม่าซะทีเดียว แต่อ่านแล้วฟีลกู๊ดดดด 555

    ถ่ายทอดความรู้สึกได้ดีมากเลยค่ะ อ่านแล้วยิ้ม ดูเป็นความรักที่จับต้องได้

    คาแรคเตอร์มีที่มาที่ไปแม้จะเป็นฟิคสั้น แต่แค่เรื่องสั้นคือเก็บรายละเอียดดีมากค่ะ

    ถึงจะเหมือนรักแล้วจาก แต่จากแบบทิ้งความรู้สึกดีๆไว้ อ่านจบคือต้องยิ้มค่ะ ชอบจริงๆ

    คือตั้งแต่อ่านแทเตนล์มา แบบที่ไรเตอร์เขียนนี่แหละสัมผัสได้ถึงบรรยากาศของแทยงกับเตนล์จริงๆ



    ปล. สู้ๆนะคะ ชอบมากค่ะ แต่งอีกก็อ่านอีกค่ะ ฟิคมีเป็นพันเป็นหมื่น หาแนวอ่านแล้วโดนมอมเมาแบบนี้ยากมาก 5555

    ปปล. สารภาพว่าพึ่งอ่านมินิมาร์ทวันนี้ ไล่มาจนถึงตอนนี้ ขอสมัครเป็นแฟนคลับไรเตอร์เลยค่ะ ติดตามค่ะ ไม่ชอบดราม่า แต่งม่ามา อ่านหมดค่ะ 5555 สู้ๆนะคะ ^^
    #1,516
    0
  15. #1515 NM.P (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 25 กรกฎาคม 2559 / 22:53
    ชอบบบบบบบบบบบ ><

    จริงๆ ไม่ชอบแนวดราม่า ไม่ชอบแนวหม่นๆ แต่ชอบแนวที่ไรเตอร์แต่งนะคะ

    มันไม่ใช่ดราม่าซะทีเดียว แต่อ่านแล้วฟีลกู๊ดดดด 555

    ถ่ายทอดความรู้สึกได้ดีมากเลยค่ะ อ่านแล้วยิ้ม ดูเป็นความรักที่จับต้องได้

    คาแรคเตอร์มีที่มาที่ไปแม้จะเป็นฟิคสั้น แต่แค่เรื่องสั้นคือเก็บรายละเอียดดีมากค่ะ

    ถึงจะเหมือนรักแล้วจาก แต่จากแบบทิ้งความรู้สึกดีๆไว้ อ่านจบคือต้องยิ้มค่ะ ชอบจริงๆ

    คือตั้งแต่อ่านแทเตนล์มา แบบที่ไรเตอร์เขียนนี่แหละสัมผัสได้ถึงบรรยากาศของแทยงกับเตนล์จริงๆ



    ปล. สู้ๆนะคะ ชอบมากค่ะ แต่งอีกก็อ่านอีกค่ะ ฟิคมีเป็นพันเป็นหมื่น หาแนวอ่านแล้วโดนมอมเมาแบบนี้ยากมาก 5555

    ปปล. สารภาพว่าพึ่งอ่านมินิมาร์ทวันนี้ ไล่มาจนถึงตอนนี้ ขอสมัครเป็นแฟนคลับไรเตอร์เลยค่ะ ติดตามค่ะ ไม่ชอบดราม่า แต่งม่ามา อ่านหมดค่ะ 5555 สู้ๆนะคะ ^^
    #1,515
    0
  16. #1514 NM.P (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 25 กรกฎาคม 2559 / 22:53
    ชอบบบบบบบบบบบ ><

    จริงๆ ไม่ชอบแนวดราม่า ไม่ชอบแนวหม่นๆ แต่ชอบแนวที่ไรเตอร์แต่งนะคะ

    มันไม่ใช่ดราม่าซะทีเดียว แต่อ่านแล้วฟีลกู๊ดดดด 555

    ถ่ายทอดความรู้สึกได้ดีมากเลยค่ะ อ่านแล้วยิ้ม ดูเป็นความรักที่จับต้องได้

    คาแรคเตอร์มีที่มาที่ไปแม้จะเป็นฟิคสั้น แต่แค่เรื่องสั้นคือเก็บรายละเอียดดีมากค่ะ

    ถึงจะเหมือนรักแล้วจาก แต่จากแบบทิ้งความรู้สึกดีๆไว้ อ่านจบคือต้องยิ้มค่ะ ชอบจริงๆ

    คือตั้งแต่อ่านแทเตนล์มา แบบที่ไรเตอร์เขียนนี่แหละสัมผัสได้ถึงบรรยากาศของแทยงกับเตนล์จริงๆ



    ปล. สู้ๆนะคะ ชอบมากค่ะ แต่งอีกก็อ่านอีกค่ะ ฟิคมีเป็นพันเป็นหมื่น หาแนวอ่านแล้วโดนมอมเมาแบบนี้ยากมาก 5555

    ปปล. สารภาพว่าพึ่งอ่านมินิมาร์ทวันนี้ ไล่มาจนถึงตอนนี้ ขอสมัครเป็นแฟนคลับไรเตอร์เลยค่ะ ติดตามค่ะ ไม่ชอบดราม่า แต่งม่ามา อ่านหมดค่ะ 5555 สู้ๆนะคะ ^^
    #1,514
    0
  17. #1512 Superbroccoli. (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 25 กรกฎาคม 2559 / 03:14
    ชอบมากกกกกก อ่านแล้วรู้สึกเหมือนได้ดูหนังฝรั่งดีๆสักเรื่องนึงเลย ชอบนะคะที่จบแบบปลายเปิดให้เราไปคิดต่อเองแบบนี้อ่ะ55555555
    #1,512
    0
  18. #1510 Bekerae (@bakebacon) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 25 กรกฎาคม 2559 / 01:06
    อ่านแล้วอ่านอีก ชอบมากๆค่ะ บรรยายได้ดีมากๆเลย;---;
    #1,510
    0
  19. #1507 <donuss> (@orranussii) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 24 กรกฎาคม 2559 / 23:09
    ชอบแนวนี้ง่ะ
    #1,507
    0
  20. #1503 oohsxhxn (@oohsxhxn) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 23 กรกฎาคม 2559 / 00:25
    ชอบบบบบบบ ดีมากๆอ้ะ ถ้าไรท์มีแรงบันดาลใจเขียนต่อเป้นเรื่องยาว เราจะติดตามนะ
    (ชอบเพลงจัง) 

    และะะะะยังรอคุณแทยงกินเปปซี่ในมินิมาร์ทตอนเที่ยงคืนอยู่นะ
    #1,503
    0
  21. #1491 minniepacha (@fahfahpachara) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 22 กรกฎาคม 2559 / 00:33
    เราชอบแนวนี้มากๆเลย ฮืออออ แบบมันอึมครึมแต่มีความหวานละมุน แต่อยากให้เขาเจอกันอีก แงงงงงง้
    #1,491
    0
  22. #1490 _10139 (@ratiros) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 21 กรกฎาคม 2559 / 00:21
    เหมือนดูหนังเรื่องนึงเลยค่ะ เราเปิดเพลงฟังไปด้วย ภาพมาเป็นฉากๆเลย หน่วงในใจมาก ชอบการเล่าเรื่อง ชอบภาษา ชอบรสนิยมไรท์มากๆ เป็นกำลังใจให้นะคะ นี่คือฟิคที่ดีค่ะ ชอบมากๆ ขอบคุณที่แต่งให้อ่านนะคะ อ่านแล้วรู้สึกดีที่ได้มาอ่านฟิคดีๆแบบนี้อ่ะค่ะ มันทำให้เรารู้สึกไปด้วย รู้สึกแบบที่ไรท์ต้องการจะสื่อจริงๆ บางทีมากกว่านั้นอีกค่ะ อินจัด555555 ขอบคุณนะคะ
    #1,490
    0
  23. #1489 LEEtaemew (@LEEtaemew) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 20 กรกฎาคม 2559 / 22:43
    โง้ยยย ชอบมากกกกกก อินมาก อ่านแล้วน้ำตาจิไหล ไรต์เขียนดีสุดๆ ฮือออ (ตอนแรกว่าจะไม่อ่านแล้ว คิดถึงมินิมาร์ท;--; แต่ดีใจที่ตัวเองกดเข้ามาอ่าน><) ชอบง่ะ หนังหรั่งมาก55555 อารมณ์สีเทา สำนวนก็ดี๊ดี ชอบที่ตัดเป็นพาร์ทของแต่ละคน ดูลงตัวมากทั้งๆที่แยกพาร์ทเตนล์/แทยงไรงี้ แง๊ๆ คือมันดี ไม่รู้จะชมไรแยะ จบขร่า รักนะคะ ไรต์สู้วววๆ
    #1,489
    0
  24. #1488 parkbyunnn (@parkbyunnn) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 20 กรกฎาคม 2559 / 22:26
    งื้ออออออออออออ สั้นไป555555
    #1,488
    0
  25. #1486 Raindear97 (@raindearkanokwan) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 20 กรกฎาคม 2559 / 17:43
    ฮืออออ ร้องไห้เลยยยย ไรท์อ่าาาา ยิ่งอ่านยิ่งเหงา ทำไมเตนล์ไม่พาแทยงกลับบ้านไปด้วยเลยล่ะ 55555555555555 ชอบค่ะชอบๆๆๆ เรามารอความฟินจากมินิมาร์ทกันเถอะ
    #1,486
    0