Last man standing . hunhan,chanbaek

ตอนที่ 15 : SF : Miracle in December

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 273
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    28 ม.ค. 57












เดือนธันวาคม ลมที่พัดผ่านมานั้น

 

ไม่ได้พาเพียงความหนาวเหน็บมาอย่างเดียว
 

แต่มันพัดความทรงจำทั้งปีที่ผ่านมา
 

พัดพาความสุขทุกข์ให้เราต้องเผชิญ
 

และเป็นเดือนส่งท้ายปีที่ผมเพิ่งรู้ใจตัวเอง














































 

ร่างสูงคุกเข่าหน้าแผ่นหินที่สลักชื่อคนรักไว้ มือหนาเอื้อมไปลูบคลำตัวอักษรสีทองบนแผ่นหินที่เย็นยะเยือกช้าๆ อายความอบอุ่มกำลังซึมผ่านเข้ามาในผิวหนัง  สายลมที่กำลังโอบพัดความอุ่นมาละลายน้ำแข็งของช่วงหน้าหนาวให้ละลายลงไป

 






 

1 เดือนแล้วที่นายจากผมไป  แต่ผมไม่เคยรู้สึกเหงาเลย










ไม่รู้สึกต่างจากเมื่อก่อนเลยด้วยซ้ำ เหมือนว่านายอยู่กับผมตลอดเวลา

 

























 

ร่างสูงค่อยๆหลับตาลงนึกถึงเรื่องราวที่ผ่านมา ทุกสิ่งที่เจ้าของชื่อที่เขาสัมผัสอยู่นี้ทำให้ ถ้าเขาได้พรสักหนึ่งข้อ เขาจะขอย้อนเวลากลับไปในวันที่เขามีคนตัวเล็กอยู่ข้างๆ จะทำดีกับคนตัวเล็กให้มากๆ จะอยู่ข้างๆอีกคนไปจนนาทีสุดท้ายให้ตอนที่คนตัวเล็กกำลังจะหมดลมหายใจนั้นมีเขาอยู่เคียงข้าง

ให้คนตัวเล็กมีความสุขอย่างที่เขาได้รับมาตลอด แต่ไม่เคยรู้ตัวเลย

พระเจ้าผมขอร้องล่ะครับ

 




































 

สิ้นคำอ้อนวอนร่างกายสูงใหญ่ก็ล้มลงบนพื้นหญ้าหน้าแผ่นหิน ลมที่เคยพัดอย่างอ้อยอิ่งก็ทวีความรุนแรงขึ้น  ไม่นานนักทุกอย่างก็หยุดนิ่งไร้การเคลื่อนไหวของทุกสรรพสิ่ง มีเพียงแผ่นหินที่กำลังสลายลงช้าๆจนกลายเป็นฝุ่นผงมลายหายไป แล้วทุกอย่างก็กลับมาเป็นปกติอีกครั้ง



พอร่างสูงเริ่มได้สติก็ค่อยๆหยัดกายขึ้น มองไปออกไปรอบๆกายก็พบกับสภาพแวดล้อมเดิมไม่ต่างจากเมื่อกี้ แต่สายตาคมก็ไปสะดุดกับแผ่นหินที่แสดงตำแหน่งหลุมศพของคนรักเขานั้นไม่อยู่แล้ว
















เป็นไปได้ยังไง






















เขาลุกขึ้นเดินวนไปรอบๆ อาจจะมีคนขนย้ายแผ่นหินไป












         …แต่เดี๋ยวนะ แผ่นหินนี่มันยกง่ายขนาดนั้นเลยหรอ?



















คนตัวสูงยืนนึกย้อนกลับไปตอนแรกก่อนที่จะหมดสติอีกครั้ง เสียงต่างๆที่อยู่รอบกายนั้นก็มีเพียงเสียงสายลมกับเสียงนกที่พากันร้องเพลงอย่างสุขสันต์ แต่ทันใดนั้นกลับมีเสียงฝีเท้าที่ค่อยๆก้าวเข้ามาช้าๆ เสียงพื้นรองเท้าหนังกระทบกับพื้นหญ้ากำลังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ชายหนุ่มหยุดคิดถึงเรื่องประหลาดนั้นลงก่อนแล้วหันไปมองตามเสียงฝีเท้าที่ค่อยๆก้าวเข้ามาด้านหลัง

























“ชานยอล” 










 







                 เขาได้เพียงตกตะลึง เขารู้ว่าหนึ่งเดือนกับการที่คนตัวเล็กไม่ได้อยู่ข้างกายเขา เขาคิดถึงคนตัวเล็กมาก แต่ไม่คิดว่าจะคิดถึงขนาดได้ยินเสียงนกเป็นเสียงของคนตัวเล็กเลย
















ร่างสูงใหญ่สะบัดหัวเล็กน้อยกับความคิดประหลาดนี้ แต่ก็ยังอยากจะพิสูจน์ให้แน่ๆว่า นั่นแค่ความคิดบ้าๆของเขา ร่างสูงหันไปมองตามเสียงหวานนั้นก็ต้องพบกับ


















แบคฮยอน..










 

ย้อนกลับไป ณ วันแรกที่พบกัน

“ช่วยด้วย!” เด็กชายร่างอวบตีขาในน้ำพั่บๆ อย่างดิ้นรนเพราะตนว่ายน้ำไม่เป็น

“น้องแบคจะไปไหนน่ะลูก” มารดาตะโกนเรียกลูกชายที่อายุได้ 10 ขวบเมื่อ 6 เดือนที่แล้ววิ่งไปทางสระน้ำที่อยู่บริเวณข้างบ้านหลังใหญ่ของเพื่อนเธอ

“มีคนร้องให้ช่วยน่ะฮะ” ทุกคนได้ฟังแล้ววิ่งตามร่างเล็กไป

“อ้ะชานยอล!” คุณนายของบ้านร้องลั่นเมื่อพบกับลูกชายคนรองดิ้นทุรนทุรายในสระน้ำ

“เดี๋ยวผมจะลงไปช่วย” ร่างเล็กพูดก่อนจะทอดรองเท้าแล้วกระโดดลงสระน้ำไป

“อ้ะ! หนูแบคระวังนะลูก” คนเป็นแม่สองคนต่างตะโกนโหวกเหวก ส่วนคนเป็นพ่อทั้งสองที่กำลังคุยงานกันอยู่ก็วิ่งตามเสียงดังลงมาที่สระ ด้วยสัญชาติญาณของพ่อ ไม่รอช้าต่างคนต่างกระโดดลงไป แล้วค่อยๆพยุงเด็กทั้งสองขึ้นมา โดยที่ตอนนี้ชานยอลก็ได้หมดสติไป

“ตาชานลูกแม่!” อี้ชิงวิ่งไปหาลูกชายที่หลับตาสนิทอยู่ในอ้อมแขนของสามี

“เดี๋ยวน้องแบคช่วยนะครับ” เด็กชายตัวเล็กค่อยๆขึ้นจากสระมาโดยมีพ่อของตนช่วยพยุง แต่ด้วยความที่เป็นคนชอบช่วยเหลือแล้วตัวเองก็สามารถช่วยได้จึงวิ่งไปหาร่างที่หมดสติอยู่ “น้องแบคทำ CPR เป็นนะครับ” อี้ฟานและอี้ชิงหันไปถามความเห็นจากเพื่อนสนิท

“อื้มที่โรงเรียนอาจารย์เคยสอนน่ะ” คยองซูตอบเพื่อนสนิทไป

“งั้นช่วยชานยอลด้วยนะลูก” อี้ฟานวางชานยอลลงบนพื้นข้างสระ

ร่างเล็กนั่งลงข้างๆเด็กชายที่นอนนิ่ง ใช้สองมือประสานกันและค่อยๆปั้มขึ้นลงให้เป็นจังหวะ แต่ดูเหมือนว่าร่างอวบนี้ยังคงนอนนิ่ง ทำให้คนเป็นแม่เริ่มหวั่นใจ

สองมือเรียวจึงเลื่อนขึ้นไป มือขวาบีบจมูกอีกคนไว้ค่อยๆช้อนให้คอตั้งตรงตามวิธี แล้วค่อยๆเลื่อนริมฝีปากของตนเข้าไปประกบแล้วเป่าลมเข้าไป ค้างไว้เพียงชั่วขณะแล้วมาปั้มที่ลำตัวอีกคนต่อ จนร่างอวบเริ่มได้สติและสำลักน้ำออกมา

“ตาชานลูกแม่” อี้ชิงวิ่งเข้าไปลูกแล้วกอดแน่ “ขอบคุณมากนะหนูแบคที่ช่วยตาชานไว้” อี้ชิงหันไปขอบคุณหลานตัวน้อยข้างๆที่กำลังลุกขึ้นยืน

“ไม่เป็นไรครับ ถ้าผมช่วยอะไรได้ผมก็จะช่วย”

“จ้ะตาชานขอบคุณหนูแบคเขาสิลูก”





” คนที่เพิ่งได้สติหันไปมองคนแปลกหน้านิ่ง ไร้ซึ่งคำพูดใดๆออกมาจากปากหนา

“ชานยอล” อี้ฟานกดเสียงต่ำ


“ไม่เป็นไรหรอกครับ เขาไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว” แบคฮยอนยิ้มก่อนเดินไปหาแม่ของตน

“ถ้างั้นหนูแบคไปอาบน้ำเถอะลูก ใส่ชุดตาชานก็ได้ ชุดเปียกๆอย่างนี้จะไม่สบายเอา” อี้ชิงพูดก่อนจะค่อยๆพยุงให้ชานยอลยืนขึ้น

“งั้นเข้าบ้านกันเถอะ” อี้ฟานพูดก่อนเดินนำเข้าบ้านไป

 








เราพบกันวันไหนผมไม่เคยลืม เพราะวันนั้นเป็นวันที่ผมจมน้ำ

และเป็นวันเกิดของผม 













 

 




 

หลายเดือนก่อนงานแต่งงาน











“ย้า! ชุดแต่งงานนายก็ไปดูเองสิ ตอนนี้งานผมยุ่งมาก”


[ชานยอลฮึกถ้านายไม่มาดูเอง ผมจะรู้ได้ยังไงว่านายชอบไม่ชอบ และต้องลองชุดอีกนะ ถ้ามันไม่พอดีขึ้นมาจะทำยังไง] เสียงจากปลายสายสะอื้นเล็กน้อย

“ไม่รู้ แต่ที่รู้ๆตอนนี้ผมต้องส่งงานให้ฝ่ายผลิต ถ้างานส่วนของผมไม่เสร็จสินค้าล็อตนี้จะผลิตไม่ได้ ถ้างานเสร็จผมจะไปหาแล้วกัน”

[แต่…]

“ตู้ด” คนตัวสูงกดวางสายแล้วก็โยนโทรศัพท์ไว้ข้างตัว ก่อนจะหลับตาลงช้าๆระงับความโกรธที่มี

เอาจริงๆคือตอนนี้เขาทำงานที่อ้างไปนั้นเสร็จก่อนที่คนปลายสายจะโทรมาซะอีก แต่เพราะเขารู้สึกเหนื่อยมากเลยทำให้อารมณ์เสีย

 








 

 

“ตาชานเขาว่าไงลูก” หญิงวัยกลางคนหันมาถามว่าที่ลูกสะใภ้ที่มองโทรศัพท์ไว้นิ่ง นัยน์ตาเต็มไปด้วยหยาดน้ำใสๆ

“เขาบอกว่างานยังไม่เสร็จครับ”

“อะไรกันลูกคนนี้มาให้แม่คุยกับตาชานหน่อยลูก”

“มะไม่เป็นไรครับ วันนี้เรากลับก่อนดีกว่าครับ เดี๋ยวชานยอลว่างเมื่อไหร่เราค่อยมากันอีกทีก็ได้ครับ”

“แต่ชุดพวกนี้เราต้องสั่งตัดนะลูก ถ้าช้ากวานี้เราคงต้องเลื่อนเวลางานออกไป”

“ก็ถ้าชานยอลยังไม่พร้อมเราเลื่อนไปก่อนก็ได้นะครับ การ์ดเราก็ยังไม่ได้ส่งโรงพิมพ์ และก็ยังไม่ได้แจ้งกับแขกร่วมงานอย่างชัดเจน ผมว่า ถ้าทุกอย่างลงตัวเราค่อยมาก็ได้นะครับ”

“ตาแบคแม่ว่าเราใจดีกับชานยอลเกินไปนะลูก หนูก็รู้ว่าชานยอลมันเจ้าชู้ อ่า ตาแบคเข้าใจแม่นะลูก”

“ครับถ้าไม่ทันจริงๆ เราเช่าชุดก็ได้นะครับ จะได้ประหยัดด้วย”

“แต่งานนี้

“นะครับความจริงผมก็ไม่อยากให้มีพิธีเอิกเกริกมากไปอยู่แล้ว”

“เอาอย่างนั้นก็ได้ แม่ตามใจหนูทุกอย่างนะตาแบค แต่เรื่องตาชานแม่ขอตามใจตัวเองฐานะแม่นะลูก” คนเป็นแม่พูดแล้วก็หยิบโทรศัพท์ของตนในกระเป๋าขึ้นมาโทรหาลูกชายคนรอง พอปลายสายรับโทรศัพท์หญิงวัยกลางคนก็เดินออกไปคุยที่หน้าร้าน ร่างเล็กมองตามคนเป็นแม่สามีออกไป ดูเหมือนหญิงวัยกลางคนจะคุยกับลูกชายท่าทางดุเดือด

“ขอโทษนะคะตกลง” พนักงานเดินมาถามเขาที่กำลังนั่งคิดอะไรบางอย่างอยู่

“อ่า” แบคฮยอนมองพนักงานแล้วหันไปมองหญิงวัยกลางคนที่นอกร้านที่ดูเหมือนจะไม่สามารถเกลี้ยกล่อมลูกชายของเธอได้ “เดี๋ยวผมจะมาดูใหม่ในวันพรุ่งนี้นะครับ พอดีสามีเขาติดงานด่วน”

“ไม่เป็นไรค่ะ ^^ แต่ตอนนี้คุณแบคฮยอนช่วยเช็คความเรียบร้อยของของชำร่วยและการ์ดด้วยนะคะ เพราะวันนี้ทางร้านจะส่งที่ร้านทำค่ะ” พนักงานยื่นกล่องกระดาษขาวที่ใหญ่พอๆกับหนังสือให้เขา

“อ๋อ ครับ”ร่างเล็กรับกล่องมาแล้วเปิดฝาออก







ในกล่องนั้นมีทั้งของชำร่วยสองสีและการ์ดแต่งงานที่อยู่ในซองกระดาษสีชมพูอ่อนหวาน มือเรียวหยิบซองกระดาษขึ้นมา เปิดอ่านเช็คความเรียบร้อยตามคำบอกเล่าของพนักงาน




 

 

บยอนจุมมยอน                       ปาร์คอี้ฟาน

       และ

บยอนคยองซู                     ปาร์คอี้ชิง

 

มีความยินดีเรียนเชิญเพื่อเป็นเกียรติในงานเลี้ยงรับรอง

เนื่องในพิธีฉลองมงคลสมรส

ระหว่าง

บยอนแบคฮยอน          ปาร์คชานยอล

 

ณ  บ้านเลขที่ 66/12 หมู่ 8 .โฮชนะสงคราม อ.เมือง จ.เอ็กโซ

ในวันอาทิตย์ที่ 31 ธันวาคม 2xxx (โต๊ะจีน)

 

 










 

สายตามหวานเลื่อนไปพบกับวันที่






อีกแค่ไม่กี่เดือนเท่านั้นเท่านั้น ร่างเล็กเม้มปากแน่น มีหลายความรู้สึกตีกันวุ่นเต็มหัวไปหมด ทั้งดีใจ และทุกข์ใจ มือเรียววางการ์ดลงแล้วเอื้อมไปหยิบของชำร่วยที่เป็นขวดแก้วขนาดเล็กกว่าฝ่ามือเล็กน้อย ในนั้นมีแก้วรูปร่างเกล็ดหิมะสีชมพูอ่อนอีกขวดก็สีฟ้าอ่อน ปักอยู่ในทรายสีขาวละเอียดโดยมีเจลใสช่วยล็อกให้ทุกอย่างอยู่คงที่ ที่ขวบขวดมีริบปิ้นสีเดียวกับเกล็ดหิมะ มีลายเป็นตัวอักษร CHANBAEK

 

รูปแบบประมาณนี้นะคะ ._.









“ทุกอย่างถูกต้องไหมคะ?” พนักงานถามขึ้นหลังจากคนตัวเล็กวางของทุกอย่างลงกล่องไป

“ครับ” คนตัวเล็กพยักหน้าแล้วปิดฝากล่อง แล้วยื่นให้คุณพนักงาน

“ค่ะ เป็นว่าทุกอย่างเรียบร้อย เหลือเพียงชุดที่จะมาเลือกพรุ่งนี้นะคะ” พนักงานพูดแล้วก็จดรายละเอียดลงสมุดบันทึก

“ครับ” ชายหนุ่มพูดแล้วก็ยิ้มให้

“ตาแบค แม่จัดการได้แล้วแต่วันนี้ตาชานไม่ยอมมา เอายังไงดีลูก” อี้ชิงเดินมาหาว่าที่ลูกสะใภ้แล้วนั่งที่โซฟาข้างๆ

“ไม่เป็นไรครับ ผมบอกกับทางร้านแล้วว่าพรุ่งนี้เราจะมาใหม่”

“อ่าก็ดีนะ งั้นเรากลับกันเถอะ แม่ชักจะปวดหัวแล้วสิ”

“ครับ ค่อยๆเดินนะครับ” แบคฮยอนพยุงหญิงวัยกลางคนค่อยๆเดินออกจากร้านเวดดิ้งสตูดิโอ

 







 

“งั้นวันนี้ผมกลับก่อนนะครับ คุณแม่นอนพักให้มากๆเดี๋ยวพรุ่งนี้ผมจะมารับ” ชายหนุ่มพูดกับอี้ชิงหลังจากส่งหญิงวัยกลางคนให้กับอี้ฟานไป

“จ้ะ เดินทางดีๆล่ะ”

“ครับ ผมไปแล้วนะครับ สวัสดีครับคุณพ่อคุณแม่” ชายหนุ่มสวัสดีพ่อแม่สามีแล้วเดินกลับไปที่รถแล้วขับออกไปมุ่งไปที่คอนโดของตน













“ตาชานของเรานี่โชคดีจริงๆนะที่ได้ภรรยาดีอย่างนี้” อี้ชิงพูดกับสามีขณะที่ค่อยๆล้มตัวลงนอนพักผ่อน เพราะเหมือนอาการหน้ามืดจะยังคงอยู่

“นั่นสิแต่ตัวมันจะรู้หรือเปล่าว่ามีเพชรอยู่ข้างกายขนาดนี้”

“ก็ขอให้ตาชานรู้ก่อนที่จะสายเกินไปเถอะฉันมีรางไม่ดีบางอย่างสำหรับคู่นี้ด้วย”

“คุณก็อย่าพูดอย่างนั้นสิ” คนเป็นสามีพูดแล้วก็ดึงผ้าห่มมาห่มให้ภรรยา “อยากได้อะไรเพิ่มเรียกผมนะ ผมยังมีงานค้างอยู่นิดหน่อย”

“ไปเถอะ ฉันอยู่ได้”

 








 

ร่างสูงเก็บของทุกอย่างลงกระเป๋าตั้งแต่บ่ายอ่อนๆ เพราะงานที่มีนั้นเสร็จไปตั้งแต่เที่ยงกว่าๆแล้ว แต่มือเจ้ากรรมดันไปโดนกรอบรูปบางอย่างที่อยู่บนชั้นวางด้านหลังตกลงพื้นแตกกระจาย

“โอ้ย!วันนี้ทำไมซุ่มซ่ามจังวะ” ร่างสูงสบถก่อนจะเอื้อมมือหยิบกรอบรูปนั้นขึ้นมาแล้วชะงัก









แบคฮยอน













                แม่เคยพร่ำบอกถึงความเชื่อโบราณมากมาย ดูเหมือนมันจะเข้าหูซ้ายทะลุหูขวาตลอด แต่วันนี้ประโยคนึงของแม่มันลอยเข้ามาในหัว












ถ้ากรอบรูปของใครตกลงมาแตก คนในรูปกำลังจะมีเคราะห์ถึงขั้นเลือดตกยางออก
















นี่มันแค่มือไปโดนไม่ได้ตกลงมาเองสักหน่อย คงไม่เป็นอะไรหรอกมั้ง

ร่างสูงหยิบรูปออกมาใส่กระเป๋าตัวเอง นำกรอบรูปไปทิ้งแล้วเรียกแม่บ้านให้มาเก็บกวาดเศษกระจก

 

 















 

อะไรกันเนี่ย ทำไมรู้สึกมึนหัวแปลกๆ



ร่างเล็กกำพวงมาลัยแน่นค่อยๆขับรถไปตามทางที่เป็นถนนเปลี่ยว ซึ่งตอนนี้เป็นเวลากลางวันแดดจ้าจึงไม่อันตรายนัก แต่อาการมึนหัวเริ่มหนักขึ้นร่างเล็กจึงค่อยๆพยุงรถเข้าไหล่ทางเพื่อหยุดพัก มันแปลกนะ เมื่อคืนเขาก็ไม่ได้นอนดึกอะไร ทำมันมันมึนๆเบลอๆอย่างนี้ก็ไม่รู้ แต่ร่างเล็กก็ไม่ได้สงสัยอะไรมาเพราะเคยมีอาการคล้ายๆอย่างนี้มาครั้งสองครั้งแล้ว






ขณะที่รถเก๋งสีดำดับเครื่องที่ข้างทางโดยที่คนขับรถปรับเบาะลงเล็กน้อยเพื่อเอนหลังลงพักสายตา


















รถบรรทุกน้ำมันที่เพิ่งกลับจากการนำน้ำมันไปส่งก็วิ่งมาด้วยที่ทางยึกยักๆเหมือนคนขับกำลังหลับใน แต่โชคก็ยังเล่นตลกด้วยการรถบรรทุกคันใหญ่วิ่งไปเกือบจะชนเสาไฟฟ้าเหมือนคนขับจะได้สติเล็กน้อยจึงหักพวงมาลัยออกอย่างแรก ด้วยความที่รถเกิดการเสียศูนย์จนเกิดเสียหลักล้มลงไถลกับพื้นอย่างรุนแรง











แต่









เสาไฟฟ้านั้นอยู่อีกฝั่งของถนนที่แบคฮยอนนั้นจอดรถนอนหลับอยู่









 














 

“อ้า..วันนี้ถนนในเมืองนี่รถติดจังแฮะ ขับออกนอกเมืองดีกว่า” ร่างสูงหักพวงมาลัยไปอีกทางนึงเพื่อเลี่ยงการจราจรติดขัด ซึ่งตอนนี้เขาก็ไม่ได้รีบอะไรแล้วการขับออกนอกเมืองนั้นก็ดีกว่าการนั่งติดแหง่งอยู่ในรถบนถนนสายยาวๆที่ร้อนระอุเต็มไปด้วยมลพิษที่อันตรายต่อร่างกาย

รถสีเทาเข้มค่อยๆแล่นไปตามทางถนนอย่างไม่รีบร้อนซึ่งแน่นอนถนนเลี่ยงเมืองในตอนนี้แทบจะไม่มีรถเท่าไหร่ เพราะมัวแต่จะไปติดกันในเมืองน่ะสิ

ร่างสูงค่อยๆขับตามรถบรรทุกคันใหญ่ตรงหน้าไปช้าๆ แต่รู้สึกว่ามันขับแปลกๆ รถข้างหน้าเบี่ยงไปเบี่ยงมา เหมือนคนขับจะคุมสติไม่อยู่ ชานยอลจึงรถความเร็วรถให้อยู่ห่างๆจากรถคันหน้าไว้เพื่อความปลอดภัย แต่ทันใดนั้นเอง











 

ตึง!












 

รถบรรทุกขนาดใหญ่ตรงหน้าพุ่งเข้าไปที่เสาไฟฟ้า แต่ดูเหมือนคนขับจะได้สติหักหลบจนรถไถลออกไปอีกฝั่งซึ่งไปชนกับรถสีดำที่จอดอยู่ก่อนหน้านี้แล้ว นี่ถ้ามีคนอยู่คงตายทั้งหมดแน่เลย เพราะแรงไถลตรงหน้านั้นมันแรงมาก ไม่เพียงชนแล้วทุกอย่างหยุดนิ่ง แต่เป็นการชนที่ทำให้รถคันเล็กกระเด็นออกเข้าไปชนต้นไม้ในป่าที่อยู่ข้างทาง















รถสีดำนี่คุ้นจังนะ
















แต่ร่างสูงก็ไม่ได้ใจร้ายใจดำขนาดปล่อยไว้อย่างนั้น ชานยอลหยิบโทรศัพท์ข้างกายขึ้นมากดโทรหาเจ้าหน้าที่ตำรวจว่ามีอุบัติเหตุ พอตำรวจรับทราบรถคันสีเทาเข้มก็ขับเลยออกไป

โดยหารู้เลยว่ายังมีน้ำมันที่เหลือค้างอยู่เล็กน้อยในถังบรรจุน้ำมันนั้น และการที่ถังที่บรรจุวัตถุไวไฟชนเข้าอย่างจังจะเกิดอะไรขึ้นอีกในเวลาต่อมา










 

ตำรวจมุ่งหน้ามาที่สถานที่เกิดเหตุแล้วรีบปฏิบัติการช่วยเหลือคนเจ็บและบันทึกเหตุการณ์ทันที แต่ดูเหมือนตำรวจท่านหนึ่งจะสะกิดเห็นว่ารถบรรทุกคันใหญ่นี้เขียนว่า วัตถุไวไฟเพียงเท่านั้นทุกคนก็วิ่งหนีออกมาให้ห่างมากที่สุด

ตู้ม!

 







 

 ไม่กี่วินาทีต่อมารถบรรทุกก็ระเบิดแล้วลุกไหม้เป็นเปลวเพลิงกองใหญ่








โดยที่ผู้บาดเจ็บนั้นยังคงค้างอยู่ในรถ












 









 

 

ร่างสูงขับรถออกมาได้สักระยะก็ได้ยินเสียงแว่วๆ ถึงเสียงระเบิดครั้งใหญ่ จึงหยุดรถแล้วหันหลังกลับไปดูก็พบกับเปลวเพลิงขนาดใหญ่ที่อยู่ลิบๆสายตา


รถสีดำคันนั้น










ดวงตาโตเบิกกว้างยิ่งกว่าเดิม หันกลับไปมองเปลวไฟขนาดใหญ่นั้นอีกครั้ง ริมฝีปากหนาเม้มเข้าหากันแน่น ไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ตนเองนั้นกำลังคิดอยู่ มือใหญ่ล้วงเข้ากระเป๋าเสื้อแล้วหยิบรูปขึ้นมามองหน้าคนในรูปที่กำลังยิ้มแป้นอย่างอารมณ์ดี






แบคฮยอน

มือหนารีบกดโทรศัพท์หาร่างเล็กทันที







ขอโทษค่ะ ไม่มีสัญญาณตอบรับจากเลขหมายที่ท่านเรียก…’











อยู่ๆน้ำลายในปากก็ดันเหนียวขึ้นมาซะดื้อๆทำให้กลืนลงอย่างยากลำบาก มือหนากดโทรไปอีกครั้งก็ได้ยินแต่เสียงคอลเซ็นเตอร์ตอบกลับมาตามเดิม จึงเปลี่ยนไปอีกเบอร์นึงเพื่อโทรหามารดาของตน เพราะตอนนี้คงน่าจะอยู่กับคนตัวเล็กล่ะมั้ง







[ว่าไงล่ะไอ้ตัวดี] เสียงทุ้มดังขึ้นแทนที่จะเป็นเสียงหวานของมารดา

“พ่อหรอแม่ล่ะ”

[แม่แกหลับอยู่ หลังจากกลับมาเห็นเพลียๆ]

“แล้วแบคฮยอนล่ะอยู่ด้วยหรือเปล่า”

[มาส่งแม่แกแล้วก็กลับไปเลย มีอะไรหรอ]








พ่อ จำรถแบคฮยอนได้ไหม?





[อะไรของแกรถเมียตัวเองแท้ๆแต่กลับจำไม่ได้ไอ้พ่อก็จำได้ลางๆว่าเป็นรถเก๋งสีดำนะ]











รถสีดำ






” ร่างสูงค่อยๆปล่อยโทรศัพท์ลงช้าๆ


มีความเป็นไปได้ว่าอาจจะไม่ใช่รถที่แบคฮยอนขับ แต่รถคันนั้นจอดอยู่อีกฝั่งทางของถนนที่เป็นทางไปบ้านเขา รถคันสีดำ ขับอยู่แถวนั้นในเวลาอย่างนั้นมันทำให้เขาคิดเป็นอย่างอื่นยากเหลือเกิน







[ฮัลโหลๆ มีอะไรหรือเปล่า] เสียงทุ้มยังคงดังขึ้นที่ปลายสาย










“พ่อระหว่างทางผมเห็นรถคันสีดำ ถูกรถบรรทุกน้ำมันชนเข้าอย่างจัง”

[แกว่าอะไรนะระหว่างทางคือตรงไหน] เสียงปลายสายเริ่มร้อนรนเมื่อฟังลูกชายเล่า

“ถนนแถวหน้าหมู่บ้าน



[แล้วใช่หรือเปล่า] เสียงทุ้มเริ่มสั่นเครือ

“ผมไม่แน่ใจ แต่ผมคุ้นมาก ตอนที่ผมกำลังขับรถผ่านออกมาพ่อรู้อะไรไหม?

[…]

“รถบรรทุกน้ำมันนั้นมันระเบิดตู้มเลย” มือหนาเริ่มสั่นเทา พูดเหมือนเด็กคนนึงที่กำลังขาดสติ

[ขับรถกลับไปดูให้แน่ใจแล้วกลับมาหาพ่อ]

..คะครับ” ร่างสูงว่าอย่างพอได้สติแล้วกลับรถขับกลับไปดูให้แน่












 

พอมาถึงใกล้ที่เกิดเหตุรถดับเพลิงหลายคันกำลังหยุดเปลวเพลิงลงจดเกือบจะมอดดับลงไป บริเวณนั้นมีคนมามุงดูบ้างเล็กน้อยเพราะนี้เป็นเขตชานเมืองมีผู้คนไม่ค่อยหนาแน่นเหมือนในเมือง ชายหนุ่มวิ่งไปหาตำรวจที่ถือสมุดแฟ้มบันทึกเหตุการณ์ว่าเกิดอะไรขึ้น

“พอดีรถบรรทุกนี้ระเบิดตอนไปชนกับรถอีกคันน่ะครับ”

“แล้วรถอีกคันล่ะครับ” ร่างสูงพยายามตั้งสติแล้วถามเหตุการณ์ให้แน่ใจก่อน

“เป็นรถเก๋งคันสีดำ นี่ครับ” ตำรวจยื่นกล้องถ่ายภาพให้ดูภาพเหตุการณ์ “อันนี้ทางตำรวจถ่ายได้ตอนก่อนที่รถบรรทุกจะระเบิดน่ะครับ”

“ขอผมดูหน่อยนะครับ” ร่างสูงหยิบกล้องขึ้นมาดู แล้วกดขยาย









ไม่ผิดแน่เลขทะเบียนนี้



ร่างสูงคืนกล้องให้กับเจ้าหน้าที่ก่อนจะทรุดลงช้าๆบนพื้น








น้ำตาค่อยๆไหลออกจากดวงตา










“คุณครับ” ตำรวจรับกล้องมาแล้วก็ตกใจกับปฏิกิริยาของคนร่างสูง

“แบคฮยอน” เสียงทุ้มเอ่ยออกมาอย่างอ่อนแรง

 

























 

แม้แต่วินาทีสุดท้ายใจชีวิตแบคฮยอน























                 เขาก็ยังใจร้าย










 




 

อยากจะทุบหัวตัวเองที่โง่เขลานี้ให้แรงๆ ถ้าเขาหยุดรถแล้ววิ่งลงไปดูสักนิดว่าคนในรถคือใคร แบคฮยอนก็ไม่ต้องมีมาตาย ถ้าเขาฉุกคิดเร็วกว่าอีกนิดว่ารถคันนั้นคือของใคร เขาจะไม่ต้องมานั่งเสียใจแทบขาดใจอย่างนี้








พฤติกรรมที่เขาแสดงออกมาทำให้แบคฮยอนนั้นปวดร้าวใจเพียงใดเขาไม่รู้ เขาแค่ทำตามนิสัยที่เคยเป็นมา นิสัยของคนอยู่คนเดียวโดยไม่มีใครข้างกายมาตลอด 20 กว่าปี









สิ่งที่แบคฮยอนมอบให้เป็นดั่งสายลมที่แผ่วเบาพัดผ่านก้อนหินก้อนนี้ ไม่สะทกสะท้านเลยสักนิด และการแต่งงานครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายนั้นเห็นดูเห็นงาม ตัวชานยอลเองก็ไม่ได้ขัดใจอะไรยังไงก็ได้








คงคิดสินะว่าคบกันได้ยังไง…? ก็พ่อแม่อีกนั่นล่ะที่พาคนตัวเล็กเข้ามาในชีวิต โลกที่เต็มไปด้วยภาพขาวดำ ไม่นานนักก็ถูกรอยยิ้มนั้นแต้มสีขึ้นที่ละนิดๆ ช้าๆ จนโลกของผมเกือบจะสดใสเต็มเปี่ยม แต่ความเคยชินก็ยังคงปิดกั้น ทำได้เพียงแสดงกิริยาห่ามๆออกไป





 

ผมเคยได้ยินประโยคหนึ่งที่ว่า




















เราจะรู้ว่าของสิ่งนั้นมีค่าก็ต่อเมื่อเสียมันไปแล้ว



















และตอนนี้ผมกำลังรับรู้ถึงคุณค่าของคนข้างกายผม ไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไรเขาอยู่ข้างกายผมมาตลอด ไม่เคยทิ้งผมไปไหน คุณรู้ไหม? ว่าการมารู้ว่าคนๆนั้นมีค่าสำหรับเรามากแค่ไหนในวันที่เขาไม่อยู่แล้วน่ะ มันทำให้ใจผมอึดอัดมาก รู้สึกผิดมาก อยากจะตะโกนให้อีกฝ่ายรู้ความรู้สึกที่มีนั้นก็ทำไม่ได้ เพราะเขา





















ไม่ได้อยู่บนโลกนี้อีกแล้ว


































พอสายลมนั้นเบาแรงลงจนทุกอย่างรอบกายหยุดนิ่งก้อนหินก็ยังคงอยู่แบบ






                …เดียวดายต่อไป

 

 



















 

 

แบคฮยอน..

เหมือนลมหายใจหยุดหายไปชั่วขณะ นี่เขาอาจจะกำลังฝันอยู่หรือเปล่า โอ้ย! หลังจากเอื้อมมือไปบิดหูตัวเองก็พบถึงความเจ็บที่เขาสัมผัสได้ ไม่ใช่ความฝันแน่ๆ แต่มันจะเป็นความจริงหรือเปล่าต้องพิสูจน์

  
 

“แบคฮยอน?

“อื้มเป็นอะไรยืนนิ่งเชียว” คนตัวเล็กพูดแล้วก็มองคนตัวสูงงงๆ ก่อนจะเดินเข้ามาใกล้ขึ้น “แล้วคุณมาทำอะไรที่นี่น่ะ ตอนนี้งานเลี้ยงเริ่มแล้วนะ”





“งานเลี้ยง?

“ก็งานแต่งเราไง คุณเป็นอะไรน่ะดูเบลอๆไม่สบายหรือเปล่า” คนตัวเล็กพูดแล้วก็เอามือทาบหน้าผากคนตัวสูง

“เปล่าๆ” ชานยอลถอยหลังออก ก้มหน้ามองพื้นนี่มันแตะต้องได้ขนาดนี้ ความจริงชัวร์ แต่ทำไมแบคฮยอนถึงอยู่ที่นี่ได้ล่ะ





“อ่าขอโทษนะ” คนตัวเล็กก้มหน้าลงที่พื้น เราคงทำไม่ถูกอีกแล้วสินะ

” คนตัวสูงมองปฏิกิริยาอีกคน ก็มีเสียงที่คุ้นหูลอยขึ้นในหัว พระเจ้าผมขอร้องล่ะครับ ขอย้อนเวลากลับไปในวันที่เขามีคนตัวเล็กอยู่ข้างๆ จะทำดีกับคนตัวเล็กให้มากๆ จะอยู่ข้างๆอีกคนไปจนนาทีสุดท้าย…’ ใช่ถ้านี่คือความจริง ถ้าคำขอของเขาสัมฤทธิ์ผล เขาจะเปลี่ยนตัวเองทุกอย่าง จะทำให้คนตัวเล็กมีความสุข




แต่งานแต่งงาน…? ร่างสูงล้วงมือเข้าไปในกางเกงหยิบสมาร์ทโฟนของตนขึ้นมาเปิดแอพพลิเคชั่นปฏิทิน วันนี้วันที่ 31 ธันวาคม นี่ไม่ใช่การย้อนเวลากลับมาที่เดิม แต่เป็นการเรียกคืนของชีวิตแบคฮยอนต่างหาก







” แบคฮยอนทำหน้ายุ่งเหมือนที่เคยทำมาตลอด ตอนที่ถูกเขาดุหรือทำท่าทีรำคาญใส่

“แบคฮยอน” ชานยอลโผเข้ากอดคนตัวเล็กที่ยืนนิ่งอยู่ตรงหน้า “อย่าทิ้งผมไปไหนอีกนะ ผมรักคุณนะ ชานยอลรักแบคฮยอน” ไม่พูดเปล่า น้ำตาอุ่นๆเริ่มเอ่อล้นออกมาจากสองตาคมช้าๆ

“ชะชานยอล ผมว่านายไม่สบายแน่ๆเลยนะ ร้องไห้ใหญ่เลย เจ็บหรือเปล่าหืม?” เสียงหวานเอ่ยขึ้นอย่างสั่นๆ ฝ่ามือเรียวค่อยๆลูบแผ่นหลังกว้างช้าๆอย่างปลอบประโลม















“ผมขอโทษ

“คุณจะขอโทษผมทำไม คุณไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย”





“ไม่ผมผิดมาตลอด ผมไม่เคยแลเห็นหัวใจของคุณเลย ผมทำไม่ดีกับคุณสารพัดเลยด้วยซ้ำ”




“ผมไม่เคยโกรธเคืองคุณเลยนะ” ร่างเล็กค่อยๆผละออกจากอ้อมกอดช้า นิ้วเรียวค่อยๆปาดน้ำตาจากขอบตาคม “ไม่เคย..แม้แต่ครั้งเดียว”












“ขอบคุณนะครับ ขอบคุณที่รักผม ผมขอโอกาสอีกสักครั้ง ขอให้ผมกลับไปแก้ไขความผิดที่ผ่านมา”

“ผมให้คุณได้ทุกอย่าง”

“ต่อจากนี้ไป ผมจะรักคุณ จะทำดีกับคุณมากๆ”

“ครับผมว่าเราไปกันเถอะนะ คนในงานคงวิ่งวุ่นหาเราจนแย่แล้วล่ะ” ร่างเล็กพูดก่อนจะจูงมือร่างสูงเดินไป

“ครับ ไปกันเถอะ” ร่างสูงเดินตามร่างเล็ก พินิจพิจารณาแผ่นหลังเล็กนั้นอย่างตั้งใจ

















คุณคงเจ็บเพราะผมมามากสินะ ต่อไปนี้ผมจะทำให้คุณมีความสุขที่สุด

 
















 

ผมรักคุณนะ แบคฮยอน

 























 

คุณจะไม่สามารถรับรู้ได้เลยว่าของที่คุณมีนั้นมีคุณค่ามากขนาดไหนถ้าตอนนั้นของสิ่งนั้นยังอยู่กับคุณ
















แต่ถ้าลองเสียมันไปคุณก็จะรู้ซึ้งถึงคุณค่าของมัน
























เพราะมันอาจจะมีค่ามากกว่าชีวิตของคุณก็เป็นได้





































































-----------------------------------------------
จบแล้วล่ะ ฮริ้งง (มาแบบน้องแบค #มรต)
งงกับเรื่องไหม? แต่งเองงงเองด้วย 555


- ตามพล็อตที่วางไว้ คือบั่บ


หนูยอลนั้นได้รับรู้ถึงหัวใจในวันทีสายไปอะไรอย่างนี้!
ด้วยความที่เป็นคนหัวแข็งทิฐิเยอะจึงไม่ค่อยฟังใคร
เป็นคนกระด้างๆ ส่วนน้องแบคนั้นเป็นคนรักที่ดีเวอร์
สวรรค์เลยบัญชาให้บรรลัย (ชะเอิงเอย) 
แต่ด้วยความที่หนูยอลไปคร่ำครวญหน้าหลุมศพอย่างบ่อยครั้งและอ้อนวอน
สิ่งอเมซิ่งจึงเกิดขึ้น คือสวรรค์ได้ให้หนูแบคฟื้นคืนชีพ (ผ่าง!)
แล้วหนูยอลแบคก็ได้รับรู้ถึงการจากลา และจะดูแลภรรยาคนนี้อย่างดีที่ซู้ดดดด

(จบปิ๊ง!)

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

38 ความคิดเห็น

  1. #22 ansswer (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2556 / 17:07
    เกือบไปแล้ว TT
    แบคฮยอนเกือบไปแล้วไม่กลับมา
    ฮืออออออออออออ
    ชานยอลเอ้ยยย ถ้าแกรู้ตัวเร็วกว่านี้อีกนิด
    ฉันก็คงไม่ต้องเสียน้ำตา
    55555555555555555
    #22
    0
  2. #21 ansswer (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2556 / 14:22
    ดราม่าน้ำตาไหลพรากๆมาแล้ว..
    TT^TT
    #21
    0