Last man standing . hunhan,chanbaek

ตอนที่ 14 : MAN : 13

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 256
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    28 ม.ค. 57





13

 

 
 

"ฮัลโหล ลู่หานมาหาพี่หน่อยได้มั้ย?" เสียงหวานดังขึ้นที่ปลายสาย

“พี่ฮะ ถ้าผมไปหาพี่ พี่จะสัญญากับผมได้ไหม? ว่าจะเลิกกับพี่คริส”

"เลิก?" …. เสียงเงียบไปสักครู่เหมือนกำลังใช้ความคิด แต่ไม่นานก็ตอบกลับมาด้วยเสียงตื่นเต้น "ได้สิๆ ถ้านายมาหาพี่ ถ้านายคบกับพี่ พี่ยอมเลิกกับคริสเลย"

“งั้นเจอกันที่โรงแรม XXX นะครับ”

"อื้ม แล้วเจอกันนะ"

 







 

"เซฮุนน่า~" เสียงใหญ่ที่พยายามแอ๊บเด็กดังขึ้นที่ปลายสายขณะที่ผมกำลังนั่งดูดชานมอยู่ในรถไฟฟ้า

“พี่แทคหรอ?

"เยสสส พี่จะบอกว่าพี่ได้ข่าวที่นายฝากสืบมาได้แล้วนะ"

“จริงหรอครับ แล้วมันเป็นไงบ้าง”

"ค่าตอบแทนครั้งแรกนายยังไม่ให้พี่เลยนะ" เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นอย่างน้อยใจ

“โถ่พี่ งั้นเดี๋ยวคืนนี้ผมไปที่บ้าน ให้พี่นอนกอดทั้งอาทิตย์เลยก็ได้เอ้า”

"พูดแล้วอย่าคืนคำแล้วกันนะน้องรัก" งั้นไหนๆก็จะมาแล้ว เดี๋ยวพี่เล่าให้ฟังทีเดียว แล้วจะให้ดูอะไรด้วย

“โอเคครับ เดี๋ยวอีกประมาณครึ่งชั่วโมงคงจะถึงแล้วล่ะ”

"จะรอนะครับเบบี๋"

=-= อย่าพูดว่าเบบี๋ได้ป่ะ ผมขนลุก”

"ก็ได้ครับฮันนี่~"

ตู๊ด ตู๊ด ตู๊ด ผมกดวางสายทันที ก็บอกว่าขนลุกแหม่..  -.-











 

เมื่อตอนเย็นได้มีการจัดปาร์ตี้วันเกิดของคุณนายบยอน และหลังจากงานเลี้ยงเลิกคนตัวสูงก็ขึ้นมานั่งเล่นบนห้องของคนตัวเล็ก

 

“นี่ที่มึงบอกเลิกกูน่ะ มึงไม่ได้ตั้งใจใช่ป่ะ” คนตัวสูงเอ่ยขึ้นขณะนั่งลงบนเตียง

“กูตั้งใจ” นั่งลงบนพื้นแล้วหยิบหนังสือมาอ่านเล่น

“มึงไม่รักกูเลยหรอ?” ชานยอลลุกขึ้นจากเตียงแล้วเดินเข้าคนตัวเล็ก

“ใช่”

“งั้นมึงจะหน้าแดงทำไมตอนแม่แซว”

“ก็มันร้อน”



“หรอและถ้ากูจูบมึงจะไม่รู้สึกอะไรเลยงั้นสิ” ไม่รอช้า นั่งลงข้างๆและจับที่ปลายคางมนและประทับริมฝีปาก ไม่มีการลุกล้ำใด มีแต่ความหอมหวานจากกลีบปากแดงที่อยู่ตรงหน้า




สัมผัสที่แสนจะคิดถึง






แม้ว่าจะนานเท่าไหร่ ความอบอุ่นและหอมหวานก็ยังคงตราตรึงอยู่ในหัวใจ






“อื้ม” คนตัวเล็กเผลอยกริมฝีปากขึ้น คนตัวสูงจึงได้โอกาสสอดลิ้นร้อนเข้าไปกวาดความหวานในโพรงปาก สองมือเรียวของร่างเล็กไร้เรี่ยวแรงที่จะพยุงตัวเอง ปล่อยให้ทุกอย่างไหลไปตามความต้องการของร่างกาย

มือหนาพยุงท้ายทอยร่างเล็กไว้แล้วดันลงให้นอนราบลงกับพื้น ก่อนจะผละริมฝีปากออกจากกัน ไม่มีฝ่ายใดเอ่ยอะไรออกมาแม้แต่น้อย สองร่างทำได้เพียงแต่มองตา ใช้สายตาแลกเปลี่ยนความคิดในใจ ทุกคำพูดที่อยากพูดไปแต่ไม่สามารถเอ่ยออกมาได้






“กูขอทำได้มั้ย” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยอย่าตะกุกตะกัก อย่างขอความเห็นร่างเล็กที่อยู่ตรงหน้า









มึงคร่อมกูขนาดนี้ ยังมีหน้ามาขออีกหรอ”














“แล้ว..ไม่ได้หรอ?” บางครั้งปาร์คชานยอลก็เป็นคนจำพวกซื่อบื้อเสมอต้นเสมอปลายเกินไป



“สัส! กูหมดอารมณ์แล้ว!” พูดเสร็จร่างเล็กก็ถีบร่างสูงจนล้มไปอยู่ที่ปลายเท้า คนถูกถีบได้แต่ทำหน้าเหวอและเกาหัว -.-

“อ้าวมึงอ่าแล้วตกลงมึงบอกเลิกกูทำไม?” ร่างสูงวกกลับมาเรื่องเดิม

“กู” ร่างเล็กก้มหน้าลง เพราะไม่รู้จะอธิบายมันยังไง เขายอมรับว่าการบอกเลิกไปครั้งนั้นมันเป็นอารมณ์ชั่ววูบจริงๆ หลังจากตอนนั้นเขาก็เสียใจมาตลอดที่ใช้อารมณ์ในการตัดสิน ไม่คิดทบทวนดีๆว่าในใจนั้นเขาคิดยังไง



เมื่อร่างเล็กพบกับร่างสูง ทุกคำว่ากลัวทุกอย่างมันมลายหายไปจนหมด






 

“อ้ะ!” ร่างสูงเดินไปรอบๆห้องร่างเล็กล้วก็ร่างออกมาเมื่อเจอกับตู้หนังสือ ที่มีชั้นนึงบรรจุสมุดหลากสีหลากขนาด ตามความชอบในช่วงนั้นๆของเจ้าของมัน “มึงนี่ก็เหมือนเดิมเลยนะ” คนตัวสูงหยิบสมุดไดอารี่ที่ถูกวางอย่างลวกๆไว้ที่ชั้นวาง เพื่อให้สะดวกต่อการหยิบมาเขียน


“เชี่ยมึง! O[]O” คนตัวเล็กเงยหน้าขึ้นแล้ววิ่งไปเพื่อตะครุบไดอารี่เล่มล่าสุดของตัวเอง เพราะในนั้นมันเต็มไปด้วยการเพ้อของตัวเขาถึงคนที่ถือสมุดอยู่ เชื่อเถอะถ้าคนตัวสูงได้อ่านเขาต้องอายจนมุดดินแน่ ฉะนั้น อย่าให้คนๆนี้อ่านเป็นอันขาด ถ้าตายก็ขอให้เผามันตามเขาไปเลย!

คนตัวสูงเมื่อเห็นกิริยาของอีกคนก็รีบชูสมุดไดอารี่ในมือสุดแขนจนคนส่วนสูงน้อยหยิบไม่ถึง “ในนี้ต้องมีอะไรแน่ๆ ใช่มั้ย?” คนหูกางยื่นหน้าเข้าหาอีกคนเชิงคั้นเอาคำตอบ

“มีเมออะไร ไม่มี๊ ._.” คนตัวเล็กหยุดยืนนิ่ง สายตาก็พลางจ้องไปที่ไดอารี่

“มีแน่ๆ เสียงสูงขนาดนั้น” คนตัวเล็กไม่ทันได้ทำอะไร ชานยอลก็รีบเปิดไดอารี่เพื่ออ่าน แค่เปิดมาหน้าแรกตรงมุมขวาล่างสุดของหน้ากระดาษก็มีตัวหนังสือตัวเล็กเรียบร้อยของอีกคนเขียนอยู่ มันมีใจความว่า













 

ถ้าย้อนเวลาได้

จะไม่ขอพูดคำนั้นออกไป

 













 

พอเปิดต่อไปอีกหน้าที่อยู่ติดกัน ก็พบกับรอยน้ำหยดที่ทำให้น้ำหมึกไหลออกมาเป็นดวงๆเต็มไปทั้งหน้ากระดาษ เขาขอเดาเลยว่านี่คงไม่ใช่น้ำที่หกจากแก้วแน่นอน มันเป็นดวงเหมือนกับ น้ำตา



แบคฮยอนยืนตัวแข็งเมื่อคนตัวสูงเปิดอ่านไดอารี่เขา ถ้าถามว่าโกรธไหม? ที่คนตัวสูงเปิดอ่านมัน ก็คงต้องมีบ้างแหล่ะ แต่ความรู้สึกเต็มๆในตอนนี้คือ

อาย .///.





จนตัวแข็งทื่อ ทำอะไรไม่ถูก แต่ก็ต้องรีบตั้งสติก่อนที่คนตัวสูงจะอ่านอะไรไปมากกว่านี้  แบคฮยอนคนสูงน้อยจึงตะครุบไดอารี่ของตนเองออกมาตอนที่คนตัวยักษ์เผลอ

“พะพอแล้ว มึงจะอ่านอะไรนักหนา”

” คนตัวสูงไม่พูดอะไรออกมาได้เพียงมองไปที่คนตัวเล็กนิ่ง

“มึง

ความอึดอัดที่เริ่มก่อตัวขึ้นทำให้แบคฮยอนทำอะไรไม่ถูก คนตัวเล็กก้มหน้ามองพื้นอย่างไม่รู้จะทำอะไรต่อดี อยู่ๆขอบตาก็เริ่มร้อนผ่าว น้ำตาใสๆก็เริ่มปริ่มขึ้นมาจนเกือบจะเอ่อล้น

“ต่อจากนี้ไป” เมื่อคนตัวสูงเริ่มปริปากร่างเล็กก็เงยหน้าขึ้นมาลุ้นกับประโยคที่คนตัวสูงจะเอ่ยออกมา “กูจะไม่ขอเป็นเพื่อนกันมึงอีกแล้ว” สิ้นประโยคน้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ก็ไหลออกมาอย่างกับเทน้ำทั้งเขื่อนออกมา ไม่สามารถหยุดไหลได้ ไร้ทุกเสียงสะอื้น มีเพียงเสียงลมหายใจเข้าออกของคนสองคน





” แบคฮยอนค่อยๆหย่อนตัวลงพื้นอย่างหมดแรงที่จะยืนไหว












“แต่กูน่ะ” คนตัวสูงค่อยๆนั่งลงตาม แล้วประคองหน้าหวานไว้แล้วใช้ริมฝีปากเช็ดน้ำตา










                  “ขอเป็นแฟนมึง
จะได้ไหม?” ชานยอลเลื่อนไปกระซิบที่ข้างหูอีกคน ให้คนตัวเล็กได้ยินอย่างชัดเจนเพียงคนเดียว

” แบคฮยอนมองไปที่คนตรงหน้าอย่างไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง “ไอ้สัสเอ๊ย!” คนตัวเล็กแต่แรงควาย =-= ได้ทำการถีบยักษ์ล้มลงเป็นครั้งที่สองของวัน















ผมเชื่อนะว่า พ่อแง่แม่งอนน่ะ ลูกดก -.,-b

 







 

 

“คุณพ่อคะ? คุณแม่ไปไหนหรอคะ” สาวน้อยหันไปถามคนเป็นพ่อที่กำลังป้อนไอศกรีมให้ตัวเอง

คุณแม่ เขามีประชุมน่ะลูก” คนตัวสูงวางช้อนลงแล้วก้มลงหอมแก้มนางฟ้าตัวน้อยตรงหน้า

พ่อจะไม่มีทางให้หนูต้องมารับรู้ความเจ็บปวดนี้เด็ดขาด

“แล้วจะกลับมาตอนไหนคะ”

“พรุ่งนี้มั้งครับ วันนี้คุณพ่อจะพาไปหาคุณย่านะครับ”

“จริงหรอคะ หนูอยากเจอลิ้นจี่จัง –w-

“ลิซซี่หรือเปล่าลูก - -;;

“ก็หนูจะเรียกลิ้นจี่นี่นา” สาวน้อยพองแก้มมองตาแป๋ว

“อ่าๆ ลิ้นจี่ก็ได้ งั้นหนูก็กินไอติมให้หมดก่อนเลยนะ เหลืออีกตั้งเยอะ”

“รับทราบครับนายพล!” นางฟ้าตัวน้อยตะเบะท่าทหารอย่างร่าเริงก่อนจะงับไอติมที่คนเป็นพ่อป้อนให้

 










 

“คุณย่า~” เสียงเล็กเจื้อยแจ้วมาแต่ไกล ก่อนจะปรากฏร่างเล็กน่ารักที่วิ่งต้วมเตี้ยมมาหาหญิงวัยกลางคน

“อ้าว ฮานามาแล้วหรอ ย่ากำลังจะโทรไปถามพ่อเขาอยู่เลย ทำไมมาช้าจังลูกหืม?” ผู้มีศักดิ์เป็นย่าถามขึ้นก่อนจะนั่งลงยองๆกอดหลานสาวไว้

“ก็เจ้าตัวอยากกินไอศกรีมผมก็เลยแวะก่อนเข้ามาน่ะครับ”

“อื้ม เอาเถอะๆ ไปอาบน้ำอาบท่ากันก่อนไปลูกเดี๋ยวแม่ไปเตรียมข้าวเย็นไว้ให้”

“คุณย่าคะ ลิ้นจี่อยู่ไหนหรอคะ?” หลานสาวตัวน้อยถามคุณย่าก่อนเดินขึ้นบันไดไปอาบน้ำ

“ลิ้นจี่เล่นอยู่ที่สวนหลังบ้านน่ะลูก หนูไปอาบน้ำเถอะเดี๋ยวย่าให้คนไปตามให้”

“ขอบคุณค่ะ ^[]^” เด็กสาวยิ้มกว้างก่อนจะเดินตามคนเป็นพ่อขึ้นบันไดไป

 







 

 

“อื้อ~ วันนี้นายรุนแรงจังเลยนะ <3” หญิงสาวเอ่ยขึ้นกับลู่หานที่นอนแผ่อยู่ข้างๆ

“ก็อารมณ์มันพลุ่งพล่านนี่ครับ” ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นก่อนจะกอดร่างบางไว้แล้วพรมจูบทั่วหัวไหล่

“งั้นหรอ”

“พี่เลิกกับพี่คริสหรือยังครับ”

“อ้ะยังเลย” เสียงท้ายประโยคแผ่วลง






“งั้นก็โทรไปเลิกเลยสิครับ”





“ตอนนี้เลยหรอ” หญิงสาวมองชายหนุ่ม

“ใช่ครับ ไม่ตอนนี้แล้วจะตอนไหนล่ะ”

“ก..ก็ได้” หญิงสาวลุกขึ้นเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์มือถือมาจากหันเตียงแล้วกดโทรหาคนๆหนึ่งที่ตอนนี้กำลังแต่งตัวให้ลูกสาวอยู่







 

 

Rrrr

“พี่นายอง?” เสียงทุ้มกรอกเสียงลงโทรศัพท์ แล้วเดินออกไปที่ระเบียงเพื่อไม่ให้เด็กสาวรับฟังบทสนทนา

"อื้มฮานาอยู่หรือเปล่า?" เสียงหวานจากปลายสายถามถึงลูกสาว

“อยู่ในห้องน่ะ” เสียงทุ้มเอ่ยนิ่ง

"ดีแล้วล่ะ จะได้คุยง่ายหน่อย"

“พี่หมายความว่ายังไง?











"เราเลิกกันเถอะคริส"






“ห้ะ! พี่เมาหรือเปล่า”

"เปล่า พี่มีสติทุกอย่าง เลิกกันเถอะนะ ส่วนเรื่องฮานาแม่นายก็รักฮานามาก ฉะนั้นพี่จะไม่ขอพาฮานาออกมา ให้เธออยู่กับนายนั่นแหล่ะ โอเคนะ"

เสียงหวานเอ่ยอย่างรวบรัดก่อนที่จะกดวางสายไป ทิ้งให้คนที่ยังไม่ได้สติยืนแข็งทื่อถือโทรศัพท์ค้างไว้อยู่ตรงนั้น ไม่นานน้ำตาลูกผู้ชายก็ค่อยๆไหลออกมาช้าๆ มีเพียงเสียงลมพัดที่คอยปลอบโยนเขา

ขายาวที่ยืนสั่นอยู่ก็ค่อยๆย่อลงจนทรุดลงคุกเข่าบนพื้น มือหนากำแน่นท้าวพื้นไว้เพื่อค้ำให้ร่างกายตั้งตรง ไม่นานนักจากเสียงลมแผ่วเบาที่พัดผ่านก็ผสมกับเสียงสะอื้นไห้จากผู้ชายร่างสูง และเสียงพึมพำเบาๆและวนเวียนอยู่อย่างนั้นอย่างกับคนที่ไร้สติ











ได้โปรดอย่าทิ้งผมไป
















 

“เลิกแล้ว” หญิงสาวยิ้มร่าก่อนจะเอาหน้าแนบอกร่างสูง





“หึๆ ดีแล้วครับ”

มิชชั่นคอมพรีท J

 











 

 

“คุณพ่อ คุณย่าให้มาตามลงไปทานข้าวค่ะคุณพ่อ! เป็นอะไรไปคะ” เด็กสาวเปิดประตูออกมาหาคนเป็นพ่อที่ระเบียง ก็ต้องตกใจเมื่อพบร่างสูงกำลังร้องไห้อยู่

“ฮึกฮานา พ่อไม่เป็นอะไรลูก ไปทานข้าวกันนะ” คนตัวสูงว่าพลางจูงมือลูกสาวออกจากห้อง

“จริงๆหรอกคะ คุณพ่อร้องไห้ เจ็บตรงไหนหรือเปล่าคะ?” แต่ดูเหมือนเด็กน้อยจะยังไม่วางใจ พลางสอดส่องหาสาเหตุที่ทำให้คุณพ่อตัวสูงร้องไห้

แผลนั้นน่าจะเจ็บมากแน่ๆ คุณพ่อถึงร้องไห้หนักขนาดนี้

ใช่แผลนั้นมันเจ็บมาก มองด้วยตาไม่เห็นหรอก มันอยู่ในใจนี้ต่างหาก












 

“เดินทางดีๆล่ะ” คนตัวเล็กมองคนตัวสูงที่กำลังยิ้มมาให้เขา

“แน่นอน อีกไม่นานก็จะปิดเทอมแล้ว กูจะรีบบินมาหามึงเลย” คนตัวสูงยิ้มแล้วยีหัวคนตัวเล็ก

“เออๆ อย่าเอาขายาวๆขอมึงไปขัดใครเข้าล่ะ”

“นี่คือคำอวยพรมึง? แม่ง กูจะไปจริงๆล่ะนะ”

“เออๆ รีบๆกลับมาก็แล้วกัน กูรักมึงนะ” ท้ายประโยคแผ่วลงอย่างเขินอาย

“พูดแค่นี้ไอ้โย่งจะได้ยินหรอลูก เห็นหูกางๆอย่างนี้หูมันหนวกจะตาย” ชเวเชรินกระซิบข้างหูลูกสะใภ้(?)

“แม่ครับ” เสียงเล็กเอ่ยอย่างเขินอาย

“นั่นสิครับแม่ ไอ้หมานี่พูดอะไรก็ไม่รู้ ไม่เห็นได้ยินเลย~

“ไอ้เสาไฟฟ้าเอ๊ย หูกางแล้วยังหนวกอีก กูบอกว่ากูรักมึง พอใจยัง?” คนตัวเล็กล็อคคอคนตัวสูงแล้วตะโกนกรอกหู

“อ้ากก ไอ้ตอหม้อเอ้ย! หูจะแตกตะโกนมาได้ -*- เออ กูก็รักมึง ผมไปแล้วนะครับพ่อ แม่” คนตัวสูงเดินไปกอดพ่อแม่ก่อนจะผละออกแล้วโบกมือลา “ถึงแล้วเดี๋ยวโทรหานะครับ” แล้วชานยอลก็เดินเข้าห้องรับรองไป






 

 

“เซฮุน” คนตัวเล็กกว่ารั้งแขนผมไว้

” ผมหันไปมองอีกคน ตลอดเวลาที่ผ่านมา พี่เขาไม่โทรมาหา ไม่ส่งข้อความหรืออะไรที่จะหมายความว่าง้อผมเลย โอเคแม้จะบอกว่าห่างกันสักพัก ก็ไม่ได้หมายความว่าผมหมดรัก ผมแค่อยากให้พี่เขาคิดได้แล้วหันมาง้อผม แต่ที่ผ่านมามันแทบจะพิสูจน์ได้แล้วว่าพี่เขาคิดยังไงกับผม










ไม่ต้องเอ่ยคำบอกเลิกกันเลย สถานะที่เป็นอยู่นี้ก็แทบจะไม่เรียกว่าแฟนอยู่แล้ว













ไร้ซึ่งคำหวานที่เอ่ยด้วยกัน คำบอกฝันดี หรือแม้แต่คำรัก ผมก็แทบจะจำไม่ได้แล้วว่าครั้งสุดท้ายที่ผมได้ยินนั้นมันตอนไหนกัน









“ทำไมไม่ไปตามนัด”

“ผมไม่เห็นถึงความจำเป็นที่เราต้องคุยกันเลยนี่ครับ” คนตัวสูงเอ่อยก่อนจะบิดข้อมือให้หลุดจากมือเล็ก

“พี่ไม่ซื่อสัตย์ยังไงหรอ”

“พี่ทำอะไรอยู่ พี่ก็รู้ตัวเองดีที่สุดนะ”

“แล้วพี่ต้องทำยังไง?

“เป็นตัวของพี่ก็พอ”

“ขอร้องล่ะอย่าทำอย่างนี้เลยนะ พี่ขอโทษถ้าพี่ทำอะไรผิด”













“เรื่องผู้หญิงคนนั้น

“พี่นายอง?

“ผมได้ข่าวมาว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นคนของคริส แล้วทำไมพี่ถึงไปเกี่ยวกับคนๆนั้นได้”


พี่อยากแก้แค้น”

“ห้ะ?” คนตัวสูงมองร่างเล็กที่กำมือแน่น ก้มหน้ามองต่ำ

“พี่รู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าทำไมพี่คริสถึงมาขอคืนดี พี่เลยอยากจจะแก้แค้น ให้เขาเจ็บไม่ต่างจากพี่บ้าง”

“แล้วพี่แก้แค้นยังไง?

“ก็ทำให้สองคนนั้นเลิกกันไงล่ะ แล้วตอนนี้คริสก็คงเจ็บไม่ต่างจากพี่แล้วล่ะ”

คนใจร้าย” คนตัวสูงมองตัวเล็กอย่างผิดหวัง “พี่รู้อะไรบ้างไหม?

“เรื่องอะไรก็พี่คริสใจร้ายกับพี่ก่อน”

“เรื่องทุกอย่างกำลังจะจบเมื่อพี่คบกับผม ผมจะปกป้องพี่ดูแลพี่ให้ดีกว่าคนๆนั้น แต่สิ่งที่พี่ทำนั้นมันทำให้พี่สะใจก็จริง แต่พี่รู้ไหม? พี่กำลังจะทำให้เด็กคนหนึ่งมีปัญหา”

“เด็ก?หมายความว่ายังไง”

“คริสกับผู้หญิงคนนั้นมีลูกกันแล้ว พี่ก็โตแล้วน่าจะรู้นะครับว่าเด็กที่โตขึ้นท่ามกลางครอบครัวที่แตกแยก มักจะเป็นเด็กที่มีปัญหา”




“พี่ไม่รู้เลย”

“หึ ทีนี้ก็รู้ไว้ซะ ผมไปก่อนล่ะ” เซฮุนทำท่าจะเดินจากไป แต่มีมือเล็กของอีกคนรั้งไว้

“เซฮุนพี่ต้องทำยังไง” ตาคมของร่างสูงจ้องมือที่จับแขนเขาอยู่
 

“ผมว่าพี่น่าจะคิดได้นะ และถ้าเรื่องจบเราค่อยคุยกัน” ร่างสูงพูดเสร็จก่อนจะบิดมือออกจากการเกาะกุม และเดินจากไป ด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง


ผมคิดว่าถ้าเราคุยกันดีๆเราอาจจะกลับมาเป็นเหมือนเดิม แต่มันไม่ใช่พี่ลู่ใจร้ายเกินไปแล้ว

 

 





 

“คุณย่าคะ คุณพ่อเป็นอะไรหรอคะ ทำไมไม่สดใสเลย” เด็กสาวถามคนเป็นย่าหลังจากเห็นว่าพ่อตัวเองนั้นดูซึมมาตั้งแต่เมื่อวาน

“เขาคงหิวข้าวมั้งลูก ไปทำอาหารให้พ่อเขากินกันดีกว่านะ”

“ดีค่ะ พ่อจะได้สดใส” เด็กน้อยหันไปมองคุณพ่อก่อนจะเดินตามหญิงวัยกลางคนไป ในห้องรับแขกเหลือเพียงชายวัยกลางคนที่ได้ชื่อว่าเป็นพ่อมดแห่งวงการอุตสาหกรรม เจ้าของเครืออู๋ที่ทรงอิทธิพลในจีนแผ่นดินใหญ่

แม้ว่าคำเล่าลือถึงอำนาจที่เขาถืออยู่นั้นจะน่ากลัวและน่าเกรงขามขนาดไหน แต่เมื่ออยู่ในบ้านเขาก็เป็นเพียงคุณพ่อและคุณปู่คนนึง ไม่ได้มีคราบของนักธุรกิจเหลืออยู่เลย

“อี้ฟาน มีอะไรเล่าให้พ่อฟังได้นะ” เสียงทุ้งที่น่าเกรงขามเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่นุ่มและปลอบประโยน

“ไม่มี..ครับ” คนตัวสูงหลบสายตาพ่อของตน แม้ว่าที่พูดไปพ่อจะไม่เชื่อก็ตาม แต่ก็ไม่อยากที่จะพูดความจริงออกไปอยู่ดี

“ลูกก็รู้ว่าลูกโกหกพ่อไม่ได้” คนเป็นพ่อพูดขึ้นแล้วเดินไปนั่งข้างๆลูกชายตัวใหญ่ ที่กำลังกำมือทั้งสองข้างแน่น

“ผมไม่รู้จะเล่ายังไง”

“แล้วเรื่องนี้มีใครเกี่ยวด้วยล่ะ”

พี่นายอง”

“นายอง?ทำไมล่ะ”










“พี่เขาขอเลิกน่ะครับ” ร่างสูงหยุดถอนหายใจออกไป เพราะไม่อยากจะคิดทบทวนว่าความหมายของประโยคนั้นคืออะไร



“พ่อคงบอกไม่ได้หรอกว่าห้ามเสียใจแต่จะทำอะไรคิดถึงลูกด้วย อย่าคิดว่าในโลกนี้ไม่เหลือใคร ลูกยังมีพ่อมีแม่แล้วก็ฮานาลูกของลูกด้วยนะ” คนเป็นพ่อวางมือบนหัวลูกชายอย่างเอ็นดู













เมื่อตอนเด็กๆมือนี้ยังคงวางเต็มศีรษะนั้นอยู่เลย ไม่น่าเชื่อว่าผ่านไปไม่นาน เด็กคนนี้จะโตขนาดนี้ ลูกชายที่เขาฝากฝังไว้ว่าจะเป็นผู้สืบทอดคนต่อไป คนที่เหล่าผู้บริหารนับถือถึงความสามารถที่เด็กคนนึงสามารถจะทำได้ หลายๆคนในบริษัทต่างนับถือและเกรงขาม ในตอนนี้เสือที่ยิ่งใหญ่กำลังร้องไห้เหมือนเด็กๆอยู่ตรงหน้าเขา น้ำตาที่กักเก็บมานานกำลังไหลรินอย่างช้าๆ เสียงสะอื้นยังคงอื้ออึงดังทั่วห้องรับแขก คนเป็นพ่อเป็นได้เพียงหลักยึดให้คนตัวสูงได้เกาะค้ำไว้ก่อนที่จะล้มลงไป



“ขอบคุณครับพ่อ” คนตัวสูงก่อนจะกอดคนเป็นพ่อแน่น

 

 






















 

“อื้มทำตามแผนที่วางไว้เลย”






 

 

 


นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

38 ความคิดเห็น