กำเนิดจอมราชันย์แห่งวิญญาณ (GodOfSoul)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 3,203 Views

  • 13 Comments

  • 137 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    65

    Overall
    3,203

ตอนที่ 16 : สมาคมประกายแสง (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 193
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 20 ครั้ง
    13 มี.ค. 62

ตอนที่ 16 : สมาคมประกายแสง




     "ศึกประลองยุทธปราการเหล็ก..." สิ้นคำเฟยหมิง ชายวัยกลางคนพลันกล่าวเสริมขึ้นมาทันที "ใช่แล้ว... การประลองจะเริ่มขึ้นในอีกสองวันข้างหน้านี่แล้ว หากเจ้าสนใจ ก็รับนี้ไว้" สิ้นคำ นายทะเบียนก็ยื่นแผ่นกระดาษให้เขา ก่อนจะกล่าวต่อ "นี่คือรายละเอียดงานประลอง และส่วนนี่คือป้ายแสดงตนของเจ้า มันทำงานง่ายๆ แค่เจ้าส่งพลังปราณเข้าไปเท่านั้นเอง"


      หลังจากนั้น เขาเพียงส่งพลังปราณเข้าไปในป้ายไม้อย่างแผ่วเบา ไม่นานแผ่นไม้ที่ผิวเลียบเนียนพลันปรากฏเป็นตัวตัวอักษรสีแดงเข้ม สลักเอาไว้ว่า 'ผู้มาเยือน' สีหน้าเฟยหมิงงุนงงขึ่นมาทันที นายทะเบียนพลันหัวเราะชอบใจต่อท่าทางบ้านนอกเข้ากรุงของเขา ก่อนจะอธิบายเรื่องทั่วไปให้เขาฟังทีละส่วนๆ


    แผ่นป้ายแสดงตนมีหน้าที่หลายอย่าง ส่วนใหญ่จะใช้สำหรับการแจ้งเตือนถึงการบุกรุกของสัตว์อสูรวิญญาณ นั้นก็เพราะเมืองปราการเหล็ก เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ในจุดกึ่งกลางระหว่างภูเขาลูกใหญ่ทั้งสองลูกที่สูงหลายร้อยเมตรและทอดยาวหลายกิโลเมตร ทำให้พื้นที่ตรงกลางเป็นดั่งหุบเขาที่มีลักษณะคล้ายรูปทรงกรวย โดยเมืองปราการเหล็กตั้งอยู่ในจุดปลายสุดของทรงกรวยนั้น

     และมีหน้าที่เป็นป้อมปราการป้องกันด่านแรกจากสัตว์อสูรวิญญาณที่โหดเหี้ยมที่หลุดพ้นออกมาจากป่าสวรรค์หมื่นอสูร ด้วยเหตุนี้ การแจ้งเตือนผ่านป้ายแสดงตนจึงรวดเร็วและได้ผลดีเยี่ยมมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา เพื่อกันไม่ให้เกิดการสูญเสียที่ร้ายแรงขึ้นโดยไม่ทันได้ตั้งตัวนั้นเอง
    
      หลักจากรับป้ายแสดงตนมา เขาก็เริ่มเดินเข้าเมืองตามถนนหลักที่ผู้คนสัญจรกันไปมาหนาตาทันที ภายในเมืองมีลานกว้างรูปสี่เหลี่ยมจตุรัสกว้างขวางหลายร้อยเมตร ที่เต็มไปด้วยร้านค้าแผงลอยมากมาย ที่พ่อค้าและชาวบ้านนำสินค้ามาวางขายกันหลากหลายชนิด

     แม้แต่ผู้ฝึกยุทธเองก็นำอาวุธหรือสมุนไพรที่ตนหามาได้ออกมาวางขายกันมากมายเช่นกัน เสียงผู้คนดังเซ็งแซ่ไปทั่วบริเวณ ดูแล้วช่างครึกครื้นและมีชีวิตชีวาเป็นอย่างยิ่ง แม้ว่าเวลานี้จะเป็นช่วงเย็นของวันก็ตาม แต่ผู้คนก็ยิ่งมากขึ้นจนหนาแน่นไปหมด


      และเมื่อเขาเดินผ่านลานกว้าง ก็เริ่มพบเห็นอาคารบ้านเรือนมากยิ่งขึ้นในส่วนลึกของเมือง โดยยิ่งลึกเข้าไปเท่าใด ก็ยิ่งพบเห็นอาคารหลังใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และในส่วนลึกสุดของเมือง ก็พบปราสาทสีดำทมิฬขนาดใหญ่โตตั้งอยู่ โดยมียอดหอคอยสูงหลายสิบเมตรสูงตงาดเทียมฟ้าอยู่กึ่งกลางปราสาท ที่สามารถมองเห็นทุกส่วนของเมืองได้ด้วยตาเปล่า

     หลังจากที่เขาเดินทอดน่องสำรวจเมืองไม่นาน เขาก็มาหยุดยืนอยู่ด้านหน้าอาคารใหญ่โตหลังหนึ่งซึ่งสูงถึงสามชั้น ตัวอาคารทาย้อมด้วยสีแดงเข้มตัดกับลวดลายสีทองสว่าง ตั้งตงาดโดดเด่นที่ใจกลางเมืองอย่างองอาจ

     ด้านหน้าอาคาร มีป้ายไม้ขนาดใหญ่ที่สลักตัวอักษรสีทองขนาดใหญ่เอาไว้อย่างน่าเกรงขาม 'สมาคมประกายแสง' เพียงแค่ป้ายชื่อสมาคม ก็แฝงกลิ่นอายที่ทรงอำนาจออกมาจนผู้มองต้องหยุดชะงักด้วยความยำเกรงอย่างอดไม่ได้

     เฟยหมิงค่อยๆก้าวเท้าผ่านประตูเข้ามาด้านในอย่างแช่มช้า พร้อมกับสายตาที่คอยสาดส่องสิ่งผิดปกติโดยรอบอยู่ตลอดเวลา แต่ทว่า เพียงแค่เขาก้าวเท้าเข้าไปในอาคารได้ไม่กี่ก้าว ก็มีเสียงบุรุษกล่าวขัดฝีเท้าเขาเอาไว้ พร้อมกับออกมายืนขวางทางเขาไว้อย่างรวดเร็ว

      เป็นเงาบุรุษร่างกายกำยำสองคนอายุประมาณสามสืบต้นๆ แต่งกายด้วยชุดผู้ฝึกยุทธสีแดงเข้มขลิบดำ ที่ออกมาขวางพร้อมส่งแววตาดุดันจับจ้องมาที่เฟยหมิง ก่อนที่คนขวาที่ศรีษะล้านจะเคลื่อนมือไปกุมที่ด้ามกระบี่ข้างเอวอย่างช้าๆ พร้อมกล่าว "เจ้าหนู! เจ้ามีธุระอันใด ถึงได้มาที่สมาคมประกายแสงแห่งนี้!?"

     สีหน้าเฟยหมิงพลันขึงขังขึ้นมาทันที คิ้วทั้งสองขมวดเข้าหากัน แต่เพียงไม่นานก็ค่อยๆผ่อนคลายลงอย่างแช่มช้า 'ลมปราณก่อตั้งแรกเริ่ม' เขาพึมพำในลำคอแผ่วเบา ก่อนที่จะเปลี่ยนสีหน้า และฉีกยิ้มอย่างใสซื่อออกมา 

     "คารวะท่านทั้งสอง ตัวข้ากำลังจะมาสมัครลงแข่งศึกประลองยุทธปราการเหล็กขอรับ ท่านทั้งสองพอจะช่วยนำทางข้าได้หรือไม่?" เฟยหมิงตอบกลับด้วยท่าทางเรียบเฉย หาได้ตื่นตระหนกต่อท่าทางอันโหดเหี้ยมของพวกมันแม้แต่น้อย 

     แต่หลังจากพวกมันได้ยินคำพูดของเฟยหมิง พวกมันกับส่งเสียงหัวเราะที่แสนเหยียดหยามดังลั่นออกมาอย่างบ้าคลั่ง คล้ายพบเจอเรื่องตลกที่สุดในชีวิตของพวกมันอย่างไรอย่างนั้น

     "ฮ่าฮ่าฮ่า เจ้าได้ยินที่ไอหนูนี่มันพูดไหม!? มันว่าจะสมัครลงแข่งศึกประลองยุทธปราการเหล็กว่ะ! ฮ่าฮ่าฮ่า อย่าว่าแต่ลงแข็งเลย แค่เจ้าเข้าทดสอบพลัง ก็ไม่ผ่านแล้ว! ไปไป จะไปไหนก็ไป ตอนนี้บิดากำลังอารมณ์ดีอยู่ จะไม่ถือสาเจ้าก็แล้วกัน ฮ่าฮ่าฮ่า" พวกมันกล่าวเย้ยหยันพลางยกไห่สุราขึ้นมาดื่มด่ำอย่างสบายใจ ก่อนจะโบกมือไล่เขาเหมือนหมูเหมือนหมาอีกครา

     แม้จะถูกกล่าวว่าเย้ยหยันเพียงใด แต่เฟยหมิงกับยืนนิ่งหาได้สนใจต่อคำพูดพวกมันไม่ ก่อนที่เขาจะกวาดสายตามองภายในร้านโดยรอบอย่างไม่นำพานัก และด้วยเสียงเอะอะโว้ยวายของพวกมัน ก็ดึงดูดสายตาจากผู้คนภายในสมาคมประกายแสงให้หันมามองเป็นจำนวนมาก

      "เจ้า! บังอาจนัก!" ชายร่างกำยำพลันเดือดดาลจนมุมปากกระตุกอย่างอดไม่ได้ เมื่อถูกเด็กรุ่นลูกทำท่าทางเมินเฉย ปานไม่เห็นมันอยู่ในสายตา ชายหัวล้านพลันขยับมือเตรียมที่จะชักกระบี่ออกมาจากฝักอย่างรวดเร็ว แต่ทว่า เพียงแค่มันชักกระบี่ออกมาได้แค่ครึ้งเดียว ก็มีเงาดำวูบผ่านหน้ามันไปอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว

     ปัง เคร้ง!

     เสียงเหล็กกระทบกันแหลมสูงดังขึ้น มือขวาเฟยหมิงไหววูบมากระแทกใส่หลังมือชายหัวล้านที่กำลังจับด้ามกระบี่อย่างรวดเร็ว จนคมกระบี่กลับเข้าฝักลงไปดังเดิม และยังไม่ทันที่พวกมันจะได้ตั้งสติทัน เฟยหมิงพลันฉีกยิ้มอันแสนใสซื่อบริสุทธิ์ออกมา ก่อนจะกระซิบอย่างแผ่วเบา โดยที่ได้ยินเพียงแค่สามคนเท่านั้น "ใจเย็นๆก่อนนะขอรับ ข้าไม่อยากกลายเป็นจุดสนใจในตอนนี้ ทางที่ดีพวกท่านควรหลีกทาง และไปหาที่ดื่มของพวกท่านจะดีกว่า"

     น้ำเสียงที่แสนเย็นเยียบทำให้ชายหัวล้านพลันหน้าเปลี่ยนสีทันที มันก้มลงมองมือขวาที่กำลังสั่นเครือของมันที่ถูกคว้าจับโดยเด็กชายตรงหน้า ก่อนที่แววตาของมันจะกระตุกวูบอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตาตนเอง 

     มือขวาของมันรู้สึกหนักอึ้งจนมิอาจที่จะขยับหรือขัดขืนให้หลุดจากมือเล็กๆได้เลย ปานมีภูเขาทั้งลูกกำลังกดทับข้อมือของมันอยู่อย่างใดอย่างนั้น! ในหัวของมันเริ่มหวั่นเกรงต่อเด็กชายตรงหน้ามันเสียแล้ว 'ไอเด็กคนนี้... ฝีมือไม่ธรรมดา!'

    ชายร่างกำยำอีกคนพลันขมวดคิ้วเข้าหากันอย่างเดือดดาลระคนประหลาดใจ เพราะก่อนหน้านี้ มันไม่อาจจับสัมผัสถึงคลื่นพลังของเด็กชายตรงหน้าได้เลยแม้แต่น้อย จนกระทั้งฝ่ามือเมื่อครู่ที่เคลื่อนไหวออกมา พลันคลื่นพลังชั้นลมปราณก่อตั้งก็แผ่กระจายออกมาในเสี้ยวพริบตา ก่อนที่มันจะจางหายไปอย่างรวดเร็ว 

     พวกมันทั้งสองหันมาสบตากันอย่างลืมตัว สีหน้าพลันส่างจากอาการมึนเมาสุราในพริบตา และในตอนนั้นเอง อยู่ๆก็มีเสียงสตรีดังมาจากด้านหลังพวกมัน "พวกเจ้าเอะอะโวยวายอันใดกัน ถึงได้เสียงดังหนวกหูนัก พวกเจ้าไม่รู้รึไงว่าวันนี้มีแขกพิเศษมาเยือนสมาคมเรา.. หือ!? แล้วเด็กคนนี้เป็นใครกัน?" สิ้นคำ ร่างสตรีในชุดกระโปรงยาวทำมาจากผ้าไหมสีม่วงเข้มเงาวาวแสนหรูหรา ก็ก้าวออกมายืนด้านข้างพวกมัน ก่อนใบหน้าที่ถูกปกปิดด้วยผ้าบางสีขาวจะหันมามองเฟยหมิงอยู่ชั่วครู่

     ชายกำยำทั้งสองพลันหุบปากเงียบลงในทันที ก่อนจะหันตอบคำอย่างเจียมตัว "ขออภัยขอรับนายหญิง คือว่าเจ้าเด็ก.. เอ้ย! คุณชายน้อยคนนี้ เขาต้องการที่จะลงสมัครศึกประลองยุทธปราการเหล็กขอรับ และพวกข้าก็กำลังจะพาคุณชายน้อยไปพบท่านอยู่พอดี"

     เมื่อหญิงสาวได้ยินเช่นนั้น นางเองก็อดไม่ได้ที่จะเปล่งเสียงในลำคอประหลาดใจ พร้อมกับมองร่างเฟยหมิงที่ใส่ชุดผู้ฝึกยุทธสีเทาเก่าๆขาดๆตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนที่ริมฝีปากสีแดงสดของนางจะยกยิ้มขึ้นมาอย่างสนใจ "คิกคิก พ่อหนุ่มน้อย ศึกประลองยุทธปราการเหล็กมันอันตรายมากเลยนะ แต่ถ้าเจ้าสนใจจริงๆ ก็ตามข้ามาข้างในก่อน ข้าจะนำทางเจ้าไปเอง" น้ำเสียงที่ไพเราะและไม่ถือตัวกล่าวออกมาอย่างแช่มช้า นางจับจ้องไปที่ดวงตาของเฟยหมิงอยู่ชั่วครู่ ก่อนที่แววตานางจะประกายวูบอย่างประหลาดใจอีกครั้ง

     อยู่ๆเฟยหมิงก็พลันขึงขังขึ้นมา พร้อมยกมือผสานคารวะด้วยแววตาอันจริงจัง "ขอบคุณท่านมากที่ช่วยเหลือ" หลังจากเห็นสีหน้าแววตาที่แน่วแน่ของเฟยหมิง นางก็ยกยิ้มที่มุมปากเล็กน้อยก่อนจะหันกาย และเดินฝ่าผู้คนที่กำลังนั่งสนทนาและกินดื่มกันอยู่ ตรงขึ้นไปบนชั้นสองอย่างแช่มช้า ด้วยชุดกระโปรงยาวสีม่วงเข้มที่ตัดเย็บอย่างปราณีต ช่วยให้สัดส่วนรูปร่างนางยิ่งทรงเสน่ห์ยิ่งขึ้น จนบุรุษภายในสมาคมมองตามตาไปกระพริบ บางคนถึงกับผิดอาการจนน้ำลายยืดอย่างลืมตัว


    ภายในสมาคมประกายแสงถูกตบแต่งอย่างหรูหราและสวยงามด้วยงานไม้แกะสลักรูปมังกรและสัตว์อสูรหน้าตาดุร้ายตามเสาอาคารทุกต้น ตัวผนังกำแพงย้อมด้วยสีแดงเพลิง ประกอบกับแสงไฟจากหินส่องแสงช่วยคับให้ภายในสว่างไสวดูน่าหลงไหลยิ่งขึ้น โต๊ะไม้เนื้อสีทองธรรมชาติช่วยส่งเสริมให้ภายในสมาคมดูหรูหราเป็นอย่างยิ่ง

     ในชั้นแรกถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนซ้ายขวา และขั้นกลางด้วยทางเดินกว้างสองเมตร ด้านซ้ายเป็นส่วนรับภารกิจของสมาคมประกายแสง สำหรับผู้ฝึกยุทธไร้สังกัดได้หารายได้และผลตอบแทนจากภารกิจ โดยมีชายชราหน้าตาไม่ค่อยเป็นมิตรนักนั่งแนะนำภารกิจแก่ผู้ฝึกยุทธอยู่ที่โต๊ะตรงมุมห้อง 

   ในส่วนทางด้านขวา จะเป็นจุดแลกเปลี่ยนซื้อขายอุปกรณ์หรือวัตถุดิบหายากต่างๆภายในสมาคมประกายแสง และถ้าหากสิ่งที่ต้องการไม่มีอยู่ในคลังของสมาคม มันก็จะถูกตั้งเป็นภารกิจใหม่ขึ้นมาทันที โดยเงินรางวัลจะขึ้นอยู่กับความยากง่ายในการค้นหาหรือการล่าสัตว์อสูรวิญญาณนั้นๆ และหากเป็นภารกิจที่เร่งด่วน ก็ยิ่งต้องใช้เงินมากขึ้นเช่นกัน ดูแล้วสมาคมประกายแสงคงจะมีพื้นหลังที่กว้างขวางไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน


      ระหว่างที่เดินขึ้นบันไดไปชั้นสอง นางก็หันมามองเฟยหมิงเล็กน้อย "หนุ่มน้อย ในศึกประลองยุทธปราการเหล็ก มีกฏง่ายๆเพียงแค่สามข้อด้วยกัน 1.ผู้ลงสมัครต้องอายุไม่เกิน 15 ปี 2.ระดับพลังลมปราณต้องไม่เกินกว่าขั้นลมปราณก่อตั้ง 3.ห้ามลงมือจนคู่ต่อสู้ถึงแก่ชีวิตเด็ดขาด ส่วนของรางวัลในปีนี้ จะเป็นโอสถทิพย์ชนิดหนึ่ง ที่ยังเป็นความลับจนกว่าจะถึงวันชิงชนะเลิศ แต่ว่าค่าสมัครต้องใช้เงินถึงหนึ่งเหรี่ยญทองเลยนะ เจ้ามีหรือไม่?"

     เฟยหมิงเดินตามพลางรับฟังอย่างตั้งใจ ก่อนจะกล่าว "เรื่องเงินไม่ใช่ปัญหา ข้าแค่อยากจะทดสอบฝีมือตนเองก็เท่านั้น ข้าเองก็ไม่ได้ต่อสู้มานานหลายปีแล้วด้วย" สิ้นคำ เฟยหมิงก็ยกมือขึ้นมากำแน่นพร้อมกับสีหน้าครุ่นคิดบางอย่างในใจ จนเผลอแสดงแววตากระหายในการต่อสู้เหมือนครั้งในอดีตอย่างลืมตัว

     เมื่อนางเห็นอย่างนั้น นางพลันขมวดคิ้วอย่างประหลาดใจก่อนจะมาหยุดอยู่ด้านหน้าประตูไม้สีแดงบานใหญ่บนชั้นที่สอง "ในห้องนี้ จะเป็นห้องทดสอบพลังของผู้ลงสมัครเข้าแข่งขัน เจ้าพร้อมหรือไม่?" เฟยหมิงพยักหน้าตอบอย่างมั่นใจ ก่อนทั้งสองจะเปิดประตูเดินเข้าไปอย่างแช่มช้า

      และทันทีที่เข้าไปในห้องทดสอบพลัง บรรยากาศก็พลันน่าอึดอัดขึ้นมาทันที สายตาจากผู้คนไม่ต่ำกว่ายี่สิบคนที่ยืนอยู่โดยรอบห้องโถง พลันหันมาจับจ้องที่พวกเขาในทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามา ก่อนที่นางจะชี้ไปที่แถวตอนเดี่ยวของผู้ลงสมัครที่อยู่ตรงกลางทางเดินด้านหน้า

     "เจ้าไปต่อแถวผู้ลงสมัครตรงนั้นก่อน ข้ามีธุระที่ต้องไปจัดการ หากเจ้าสงสัยอันใด ให้ไปถามท่านลุงที่อยู่ตรงนั้นได้" นางกล่าวพลางชี้นิ้วไปที่เสาอาคารต้นหนึ่งในจุดกึ่งกลางห้องโถง ซึ่งมีชายวัยกลางคนอายุประมาณ 30-40 ปีใส่ชุดคลุมสีน้ำเงินคราม ที่ยืนนิ่งคอยเฝ้าสังเกตการณ์โดยรอบปานเป็นรูปปั้นเกะสลักอย่างไรอย่างนั้น ก่อนที่นางจะเดินแยกตัวเข้าไปในส่วนลึกของห้องโถงในทันที


     ..........

     "คนต่อไป เชิญ" เสียงบุรุษหนุ่มน้ำเสียงนุ่มลึกที่นั่งอยู่ตรงโต๊ะด้านในสุดของห้องพลันดังก้องขึ้น ก่อนที่เด็กหนุ่มด้านหน้าของเฟยหมิงจะคำนับและเดินตรงเข้าไปที่กลางห้องโถง ซึ่งมีแท่นเสาหินสูงหนึ่งเมตรและมีหินรูปทรงกลมมนวางอยู่ด้านบนเสาหิน ก่อนที่เด็กหนุ่มคนนั้นจะใช้ฝ่ามือทาบลงไปบนหินทรงกลมเบาๆ และส่งพลังปราณลงไปอย่างแช่มช้า

     วิ้ง!

     ก้อนหินทรงกลมมนที่ดูจะทึบหม่นพลันส่องแสงประกายขึ้น และค่อยๆเปล่งแสงอย่างน่าอัศจรรย์ก่อนจะอนแสงลง โดยคงความสว่างเอาไว้เพียงเล็กน้อย "อายุ 13 ปี พลังลมปราณก่อตั้งระดับสาม ผ่าน" เสียงบุรุษหนุ่มกล่าวคำ ก่อนที่จะสอบถามชื่อนามของเด็กหนุ่มคนนั้น พร้อมกับรับป้ายแสดงตนมาและส่งพลังลงไปเล็กน้อย ก่อนจะคืนให้เด็กหนุ่มคนนั้นไป

     จากนั้นเขาก็หันมามองที่แถว "คนต่อไป เชิญ" สิ้นคำของชายหนุ่ม เฟยหมิงก็ผสานมือคำนับและก้าวเท้าออกไปด้านหน้าทันที แต่ในตอนนั้นเอง ก็มีเสียงหัวเราะด้วยความเหยียดหยามดังขึ้นที่ด้านซ้ายของห้องทดสอบพลัง

     "ฮ่าฮ่าฮ่า ไอเด็กบ้านนอกนี่มาทำอันใดที่สมาคมประกายแสงกัน ดูเสื้อผ้าเก่าๆขาดๆของมันสิ น่าขยะแขยงสิ้นดี ใครก็ได้จับมันโยนออกไปทีสิ! ฮ่าฮ่าฮ่า" เสียงหัวเราะเย้ยหยันดังก้องในห้องโถง ทำให้ผู้คนโดยรอบพากันหัวเราะชอบใจขึ้นมาทันที 

     เฟยหมิงหันไปมองเจ้าของเสียงด้วยหางตาตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย และหันกลับไปมองลูกหินทรงกลมโดยไม่กล่าวคำใดใด ก่อนจะทาบฝ่ามือลงบนหินอย่างเบามือ จากนั้นแสงสว่างก็พลันเปล่งประกายขึ้นมาทันที

     วิ้ง!

     "เจ้า!" น้ำเสียงเดือดดาลพลันดังมาจากปากของเด็กหนุ่มหน้าตาดีพอสมควรคนหนึ่ง ที่แต่งกายด้วยชุดหรูหราสีขาวขลิบทอง ผมสีดำยาวรวบตึงเป็นหางม้า แววตาขคงขังคมกริบดุจกระบี่ ยืนชี้นิ้วใส่เฟยหมิงอย่างโมโห ที่ถูกไอบ้านนอกเมินเฉยต่อคำพูดของมัน 

     และข้างกายของมัน ก็ล้อมรอบไปด้วยรุ่นเยาว์วัยพอๆกันถึงสี่คน และทั้งสี่คนนี้ เฟยหมิงก็พอคุ้นหน้าเป็นอย่างดี เพราะพวกมันพึ่งจะทดสอบพลังไปก่อนหน้าเฟยหมิงไม่นานนี้เอง และพวกมันก็มีพลังลมปราณก่อตั้งขั้นต้นกันทั้งสิ้น ถือว่าเป็นผู้เยาว์ที่มีพรสวรรค์พอสมควร

     แต่ในจังหวะที่บรรยากาสเริ่มจะตึงเครียด ก็มีเสียงกระแอ่มไอจากบุรุษหนุ่มผู้ควบคุมการทดสอบดังขึ้นมาขัดเสียก่อน "อื้ม!. อายุ 9 ปี พลังลมปราณก่อตั้งระดับสอง ผ่าน!" สิ้นคำผู้ควบคุบการทดสอบ ภายในห้องโถงชั้นสองพลันมีเสียงฮือฮาดังขึ้นมาทันที พร้อมกับทุกสายตาต่างก็จับจ้องมาที่เฟยหมิงอย่างประหลาดพิกล แววตาเหยียดหยามในก่อนหน้าพลันตื่นตะลึงอย่างอดไม่ไดเ

     ซึ่งในก่อนหน้านี้เฟยหมิงได้ใช้ทักษะซ้อนเร้นพลังปราณตนเองมาตลอด แม้แต่ชั้นลมปราณก่อตั้งด้วยกันเองก็ยังยากต่อการตรวจพบได้ ทำให้ทุกคนในห้องต่างตะลึงต่อพลังที่แท้จริงของเขาเป็นอย่างมาก แต่เขาเองหาได้สนใจไม่ เขาเดินไปรายงานตัวกับผู้คุมการทดสอบ และยื่นป้ายแสดงตนให้ผู้ควบคุมจนเสร็จเรียบร้อย เขาก็หันกายเดินลงจากชั้นสองด้วยท่าทางเรียบเฉย โดยไม่สนใจสายตาจากผู้คนรอบข้างแม้แต่น้อย 

     ..........

     หลังออกมาจากสมาคมประกายแสง เขาใช้เวลาเดินหาโรงเตี้ยมเกื่อบหนึ่งชั่วโมงจนท้องฟ้าเริ่มจะมืดค่ำ แต่ก็ยังไม่พบที่ใดจะมีห้องว่างให้เขาได้พักหลับนอนแม้แต่ที่เดียว เนื่องจากจะมีงานประลองยุทธเกิดขึ้นในอีกสองวันข้างหน้านี้ ทำให้ผู้คนจากสำนักตระกูลต่างๆเดินทางมาร่วมงานที่เมืองปราการเหล็กเป็นจำนวนมาก ทำให้โรงเตี้ยมหลายแห่งมีคนเข้าพักเต็มจนทุกห้อง

     แต่ในตอนที่เขากำลังอับจนปัญญา อยู่ๆเขาก็พลันนึกบางอย่างขึ้นมาได้ จนเผลอตบหน้าผากตนเองอย่างโง่เขลา และรีบนำบางอย่างออกมาจากแหวนมิติอย่างรวดเร็ว "ใช่แล้ว! ป้ายประจำตระกูลหวง! ตามที่ท่านหวงจื่อเสียกล่าวไว้ ว่าบ้านตระกูลหวงตั้งอยุ่ในเมืองปราการเหล็ก แต่ว่า.. บ้านตระกูลหวงอยู่ในส่วนใดกันนะ?" เขาถือป้ายหยกเอาไว้แน่น พร้อมกับพึมพำในลำคอพลางกวาดสายมองออกไปโดยรอบอย่างละเอียด

     แต่ทว่า อยู่ๆก็มีน้ำเสียงของบุรุษดังขึ้นมาจากความมืดทางด้านหลังของเขา พร้อมกับคลื่นพลังลมปราณชั้นลมปราณก่อตั้งก็แผ่กดดันเข้ามาที่เฟยหมิงอย่างไม่คิดปิดบัง "โรงเตี้ยมธรรมดาๆคงจะดูหรูหราเกินไปสำหรับไอบ้านนอกเช่นเจ้า ข้าว่า.. อย่างเจ้าน่าจะเหมาะกับข้างถนนเสียมากกว่า ฮ่าฮ่าฮ่า!"








_______________________

     ต้องขอโทษด้วยครับ พอดีมือลั่น จะกดเซฟบทความ ดันไปกดเผยแผ่บทความที่ยังไม่สมบูรณ์ออกไปสะได้


    หลังจากนี้พระเอกจะโชว์สกิลแล้วนะครับ ฝากติดตามผลงานด้วยนะครับ ขอบคุณครับ

     

     

     

     

     

     





ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 20 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #13 dfrdz007 (@dfrdz007) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 12 มีนาคม 2562 / 22:08
    สนุกคับ
    #13
    0