ตอนที่ 15 : เมืองปราการเหล็ก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 196
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 17 ครั้ง
    7 มี.ค. 62

ตอนที่ 15 : เมืองปราการเหล็ก





     ฮูม!

     ขณะที่เฟยหมิงกำลังดำดิ่งลึกลงสู่ก้นบ่อเข้าใกล้จุดแสงเหล่านั้นขึ้นเรื่อยๆ อยู่ๆก็มีแรงดึงดูดมหาศาลพัดร่างลงสู่ก้นบ่อน้ำพุอย่างไม่ทันตั้งตัว แรงดูดรุนแรงจนเขามิอาจยับยั้งหรือหลบหลีกใดใดได้เลย สีหน้าพลันตื่นตระหนกอย่างฉับพลัน เขารีบเรียกสติคืนมาและพลิกกายคว้ำหน้าลงเบื้องล่างอย่างรวดเร็ว และเพ่งสายตามองลงไปที่ต้นเหตุของแรงดึงดูดนั้นทันที

     ท่ามกลางโขนหินและเงามืดใต้น้ำลึกร่วมสิบเมตร ที่ด้านข้างโขดหินใหญ่ มีเงามืดกว้างขวางคล้ายปากถ้ำแสนมืดมิดแปลกประหลาดหลบซ่อนอยู่ข้างใต้โขดหิน หลุมลึกนี้มีขนวดความกว้างร่วมสิบเมตรเศษ เป็นถ้ำขนาดมหึมาที่มืดมิดน่าสยดสยอง ปานปากประตูสู่นรกภูมิอย่างไรอย่างนั้น

     ด้วยขนาดของมัน ทำให้มวลน้ำจำนวนมหาศาลถูกดูดเข้าไปอย่างรวดเร็วจนน่าหวาดหวั่น ร่างกายที่มิอาจควบคุมได้ ถูกดูดเข้าหาหลุมมืดมิดเข้าไปเรื่อยๆ และเพียงไม่กี่อึดใจร่างของเขาก็อยู่ห่างจากหลุมลึกอีกไม่ถึงสิบเมตรเสียแล้ว สีหน้าเขาพลันขึงขังขึ้นมาอย่างอดไม่ได้

      เขารีบเร่งพลังปราณที่เหลือออกมาอย่างสุดกำลัง และถีบเท้าแหวกว่ายอย่างสุดแรง หวังให้หลุดออกจากกระแสน้ำมรณะนี้ให้ได้ แต่ว่ากลับไม่เป็นผลตามที่เขาคาดเอาไว้แม้แต่น้อย เขาอาจจะขยับพลิกกายได้ แต่ก็มิอาจต้านทานมวลน้ำอันมหาศาลได้

     เขารีบตั้งสติและโคจรลมปราณออกมาครอบคลุมเอาไว้รอบกาย จนกลายเป็นชั้นพลังบางเบาห่อหุ้มร่างกายเอาไว้ สายตาที่เฉียบคมเพ่งมองหลุมลึกอย่างตั้งใจและระแวดระวัง และเตรียมตั้งรับแรงปะทะที่จะเกิดขึ้นอย่างมุ่งมั่น

     ฟู่.. 

     บุ๋งๆๆ

     แต่แล้วในจังหวะที่เขากำลังจะจมหายเข้าไปในเงามืด อีกเพียงไม่ถึงห้าเมตรเท่านั้น อยู่ๆกระแสน้ำก็พลันหยุดชะงักลงอย่างกะทันหัน และเงียบสงบลงไปอย่างไร้วี่แววจนเขามิอาจตั้งตัวทัน จากนั้นก็มีฟองอากาศขนาดมหึมาหลากหลายลูกก็พวยพุ่งสวนออกมาจากหลุมลึกอย่างเงียบงัน

     "อันตราย!" พริบตานั้น แววตาของเขาพลันตึงเครียดขึ้นมาทันที สัญชาตญาณของเขาพลันแจ้งเตือนถึงอันตราย เขารีบแหวกว่ายถอยออกมาจากปากหลุมอย่างเร่งรีบและตื่นตัว แต่ว่าก็ไม่ทันการเสียแล้ว!

     ฮูม!!

     มวลคลื่นใต้น้ำจำนวนมหาศาลพลันพุ่งสวนออกมาจากหลุมลึกอย่างรุนแรงกว่าคราที่มันดูดกลืนเข้าไปหลายเท่า กระแสน้ำส่งพัดร่างเฟยหมิงลอยขึ้นสู่ผิวน้ำอย่างรวดเร็ว

     ตูม! ซ่า...

     แฮ่กๆๆๆ

     เพีบงพริบตา เฟยหมิงที่อยู่ใต้น้ำลึกเกื่อบสิบเมตร ก็ถูกกระแสน้ำส่งขึ้นสู่ผิวน้ำเสียแล้ว โชคยังดีที่เขายังมีสติดี และพยายามฝืนแหวกว่ายจนหลุดออกจากศูนย์กลางกระแสน้ำได้เสียก่อน ไม่อย่างนั้น เขาคงลอยสูงตามแรงน้ำพุขึ้นสู่อากาศเป็นแน่! 

     'ที่แท้มันคือตาน้ำงั้นรึ! แต่ว่าขนาดของมัน ช่างใหญ่โตนัก!' เฟยหมิงสบถอย่างเหนื่อยหอบ หลังจากกลั้นหายใจเป็นเวลานานมาก หากเขาถูกดูดลงไปมากกว่านี้ คงได้ขาดใจตายอย่างอนาถแน่ๆ

     เขาเพ่งมองไปที่ริมฝั่ง ก็พบกองไฟเล็กๆกองหนึ่งที่กำลังโบกสะบัดตามแรงลม ด้านข้างกองไฟเป็นหวงจื่อเสียที่คอยเช็ดตัวและส่งพลังปราณเข้าสู่ร่างกายเด็กสาวอย่างใกล้ชิดมิห่าง โดยเด็กสาวยังคงนอนแน่นิ่งไม่ได้สติดังเดิม

     เฟยหมิงถอนหายใจเล็กน้อย จากนั้นก็กลั้นหายใจดำดิ่งลงสู่ก้นบ่อน้ำพุอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เขาว่ายอ้อมไปอีกทางเพื่อเลี่ยงหลุมตาน้ำนั้น และดำดิ่งลงไปอย่างรวดเร็ว เพียงไม่กี่อึดใจ เขาก็มาถึงส่วนลึกของบ่อน้ำพุ ที่ที่พบจุดแสงสว่างอ่อนๆเปล่งประกาย

     เพียงไม่กี่อึดใจต่อมา สีหน้าเฟยหมิงก็พลันตื่นตะลึงและไม่อยากจะเชื่อสายตาตนเอง ท่ามกลางความมืดมิดของส่วนลึกในบ่อน้ำพุ เขาพบดอกบัวกระจ่างจิตสีชมพูอ่อนเปล่งประกายแสงงดงามตาอย่างยิ่ง และที่ทำให้เขาตกตะลึงก็เพราะ มันมีอยู่ด้วยกันถึงหกดอก!

     และความพิเศษของมันอยู่ที่คลื่นพลังวิญญาณที่หนาแน่นในตัวของมัน หากอายุมันเกินห้าสิบปี คลื่นพลังวิญญาณจะสามารถแผ่ขยายออกมาปกคลุมรอบๆตัวมันได้ เป็นเหมือนดั่งโล่พลังวิญญาณทรงกลมคลุมเอาไว้ เพื่อปิดกั้นไม่ให้พลังปราณที่มันไม่ต้องการแทรกซึมเข้ามา แต่มันเลือกที่จะซึมซับพลังปราณตามที่มันต้องการในการเติบโตเท่านั้น คล้ายว่ามันกำลังจำศีลตัดจากโลกภายนอก และด้วยเหตุนี้เอง ที่ทำให้ไม่มีใครรับรู้ถึงการคงอยู่ของมัน จึงนับเป็นของหายากอย่างหนึ่งเลยทีเดียว

     ด้วยเหตุนี้เอง ที่ทำให้เฟยหมิงต้องตื่นตะลึง เนื่องเพราะก่อนหน้านี้เขาสัมผัสได้ถึงการคงอยู่ของบัวกระจ่างจิตไดเเพียงแค่ดอกเดียวเท่านั้น แต่ทว่าในตอนนี้ กับมีด้วยกันถึงหกดอก และห้าในหกดอกนี้ ก็มีโล่วิญญาณคลุมอยู่ และขนาดของโล่วิญญาณเองก็ไม่ถือว่าต่ำทรามนัก มันน่าจะอายุเฉียดร้อยปีเห็นจะได้

     เฟยหมิงฉีกยิ้มอย่างตื่นเต้น จากนั้นก็ดำลึงลงไปที่โคนต้นบัวกระจ่างจิตอย่างรวดเร็ว และค่อยๆเอื้อมมือถอนรากบัวออกอย่างแช่มช้า วิธีเก็บบัวกระจ่างจิตต้องถอนรากมันออกอย่างเบามือที่สุด เพราะหากใช้แรงมากเกินไป โล่วิญญาณที่เปราะบางจะแตกสลายตัว ทำให้ดอกบัวแสนบริสุทธิ์ ที่กำลังเบ่งบานต้องแปดเปื้อน และจะเหี่ยวตายอย่างรวดเร็วภายในสิบลมหายใจทันที

     ..........


     ซ่า...

     เพียงไม่นาน เฟยหมิงก็ก้าวขึ้นมาจากผิวน้ำด้วยใบหน้าที่อ่อนแรง ผลจากการที่เขากลั้นหายใจเป็นเวลานาน และกว่าที่เขาจะเก็บเกี่บวบัวกระจ่างจิตได้ครบทั้งหมด เขาต้องกลั้นหายใจกว่าสิบนาทีสลับกับขึ้นมาหายใจบนผิวน้ำถึงหกรอบด้วยกัน

     ไม่แปลกที่สีหน้าของเขาจะไม่ค่อยสู้ดีนัก ที่มือขวาของเขาถือไว้ด้วยดอกบัวสีชมพูอ่อนสดใสถึงสองดอก พร้อมกับก้าวเท้าเข้าหาหวงจื่อเสียทันที "ท่านป้า ข้านำดอกบัวกระจ่างจิตมาให้ตามคำขอของท่านแล้ว ส่วนร่างเจ้างูยักษ์นั้น ข้าจะจัดการมันเอง" สิ้นคำ เฟยฟมิงก็ยื่นดอกบัวทั้งสองดอกให้หวงจื่อเสียทันที แต่สีหน้าของหวงจื่อเสียกลับจ้องมองเขาสลับกับบัวกระจ่างจิตอย่างแปลกพิกล ก่อนที่เฟยหมิงจะกล่าวอีกว่า

     "ดอกแรก ข้าทำตามคำขอของท่านที่ว่าจะนำมาให้ หลังจากนี้ ท่านจะนำไปทำอะไรก็แล้วแต่พวกท่าน ส่วนดอกที่สอง ข้าให้ ก็เพื่อให้ท่านรักษานาง จากสีหน้าของนาง คาดว่านางเองก็กำลังป่วยหนักเอาการเช่นกัน ด้วยดอกบัวกระจ่างจิตอายุเกื่อบร้อยปีดอกนี้ อาจให้ช่วยนางดีขึ้นมาบ้าง" สิ้นคำ เฟยหมิงก็ส่งบัวกระจ่างจิตทั้งสองดอกใส่ในมือหวงจื่อเสียอย่างเบามือ ก่อนจะยิ้มให้พร้อมกล่าว

     "หมดธุระข้าแล้ว ข้าขอตัวไปจัดการกับซากงูยักษ์นั้นเสียก่อน พวกท่านโปรดรักษาตัวด้วย" เฟยหมิงกล่าวพร้อมรอยยิ้มอ่อนๆ ก่อนจะผสานมือกล่าวลา แต่ในตอนที่เขากำลังจะเดินจากไปอยู่นั้น ก็มีเสียงกล่าวขึ้นมาขัดเสียก่อน

     "ดะ..เดี๋ยวก่อนจอมยุทธน้อย! เจ้าเป็นใครกัน เหตุใดถึงมาอยู่ในที่ที่อันตรายแบบนี้เพียงลำพัง? ข้าขอทราบนามของเจ้าได้หรือไม่ อย่างน้อยข้าจะได้ตอบแทนบุญคุณที่เจ้าช่วยคุณหนูเอาไว้ถูกคน" 

     เฟยหมิงชะงักฝีเท้าและหันมายิ้มตอบ ก่อนจะกล่าว "ข้าเป็นเพียงคนล่าสัตว์ของหมู่บ้านเล็กๆแถวนี้เท่านั้น นามของข้าคือ เฟยหมิง" สิ้นคำ เขาก็ฉีกยิ้มให้นางอีกครา ก่อนจะหันกายตรงดิ่งไปที่ซากงูยักษ์ทันที หลังจากนั้น เขาก็เริ่มผ่าชำแหละซากงูอย่างคล่องแคล่ว คล้ายเคยลงมือผ่าชำแหละมาแล้วอย่างชำนาญ

     .........

      เมื่อฟ้าเริ่มมืดครึ้ม เป็นช่วงเวลาพลบค่ำของวันที่แสนเหนื่อยล้า เฟยหมิงเลือกปักหลักที่ข้างบ่อน้ำพุเพื่อพักฟื้นฟูร่างกายและพลังปราณที่เสียไป จากการต่อสู้กับงูยักษ์และเก็บเกี่ยวดอกบัวกระจ่างจิตอย่างยากลำบาก

      ส่วนทางด้านหวงจื่อเสียก็แวะมากล่าวลาทันทีที่เด็กสาวฟื้นคืนสติกลับมา แต่ก่อนจะจากลา นางยังกล่าวทิ้งท้ายไว้อีกว่า "หากเจ้าไปถึงที่เมืองปราการเหล็ก ให้เจ้าไปหาข้าที่บ้านตระกูลหวงได้ทุกเมื่อ ข้ายินดีจะช่วยเหลือเจ้าทุกอย่าง" สิ้นคำนางก็มอบป้ายหยกทรงกลมขนาดเท่าฝ่ามือให้เขาเก็บไว้ ก่อนจะจากไป

     เฟยหมิงนั่งพักอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ที่ริมบ่อน้ำพุ สีหน้าแววตาจริงจังกำลังเพ่งพิจารณาผลึกวิญญาณงูยักษ์ ลูกสีครามแกมดำในมือ พร้อมกับสีหน้าครุ่นคิดบางอย่าง 'มันจะเป็นยังไงถ้าข้าทำให้มันบริสุทธิ์ได้ถึงสิบส่วนเต็ม'

     เขาพึมพำในลำคออย่างตื่นเต้น ถึงแม้เขาจะลองชำระล้างไปแล้วหลายครั้งก็ตาม แต่ก็ทำให้มันบริสุทธิ์ได้แค่หกส่วนเท่านั้น ไม่มีวี่แววขยับเพิ่มขึ้นเลยแม้แต่น้อย เขาถอนหายใจแผ่วเบา และตัดสินใจเก็บผลึกวิญญาณเข้าแหวนมิติอย่างผิดหวัง ก่อนจะนำดอกบัวกระจ่างจิตออกมาหนึ่งดอก

     ตอนนี้เขามีบัวกระจ่างจิตอายุไม่ต่ำกว่าเก้าสิบปีถึงสี่ดอก และสัมผัสแรกที่รับรู้ได้ก็คือพลังวิญญาณอันเข้มข้นที่อัดแน่นอยู่รอบๆตัวดอกบัวดั่งโล่พลังที่โปร่งใสและบริสุทธิ์

     พลังวิญญาณนั้น มันเกิดจากการหลอมรวมพลังปราณและจิตวิญญาณให้เป็นหนึ่ง โดยร่างกายของคนเรานั้นตั้งแต่ถือกำเนิดก็จะมีพลังวิญญาณแรกเริ่มกันทุกผู้คน แต่ก็มิอาจควบคุมหรือฝึกปรือได้อย่างต้องการ จึงจำเป็นต้องฝึกปรือพลังลมปราณเพื่อเสริมสร้างสมดุลร่างกายให้แข็งแกร่ง 

     จนเมื่อถึงระดับชั้นหลอมรวมลมปราณ ร่างกายทุกส่วนจะอัดแน่นไปด้วยพลังลมปราณจำนวนมหาศาล จนไม่สามารถเพิ่มพูนต่อไปได้ จึงต้องหลอมรวมพลังลมปราณเข้าสู่จิตวิญญาณ เสริมให้พลังวิญญาณแข็งแกร่งและทรงพลัง และเป็นวิธีฝึกปรือขั้นแรกสู่ระดับชั้นวิญญาณผสานปฐพีอย่างเต็มตัว

     แต่ก็มีวิธีที่ทำให้พลังวิญญาณกลายมาเป็นพลังลมปราณได้อยู่เช่นกัน! มุมปากเขาก็พลันฉีกยิ้มอ่อนๆทันที ก่อนที่เขาจะเร่งพลังปราณออกมาที่ฝ่ามือซ้ายและสร้างโล่พลังปราณขึ้นมาครอบคลุมบัวกระจ่างจิตอีกชั้นหนึ่ง

     และเมื่อพลังปราณโอบล้อมบัวกระจ่างจิตอย่างสมบูรณ์ เขาก็ควบคุมให้มันลอยอยู่ด้านหน้าอย่างเบามือ และใช้ฝ่ามือขวาส่งพลังปราณเข้าไปในโล่พลังวิญญาณดอกบัวกระจ่างจิตอีกสายหนึ่ง 

     ภายในโล่พลังวิญญาณปรากฏเป็นเส้นสายพลังปราณ กำลังหมุนวนรอบบัวกระจ่างจิตปานคลื่นน้ำวนที่แผ่วเบา โดยไม่แตะต้องโดนตัวดอกบัวเลยแม้แต่น้อย

     เส้นพลังปราณค่อยๆหมุนวนและดึงดูดพลังวิญญาณออกมาจากภายในดอกบัวอย่างแช่มช้า เริ่มจากบางเบา จนเริ่มหนาแน่นขึ้น ตัวดอกบัวก็ค่อยๆอ่อนแสงลงอย่างเห็นได้ชัด จนกระทั่งสองชั่วโมงผ่านไป ก็เกิดปฏิกิริยาบางอย่างขึ้น

     โป๊ะ!

     ท่ามกลางความเงียบสงบ กลางป่าเขายามราตรี เสียงแตกออกของโล่พลังวิญญาณก็ดังขึ้นคล้ายเสียงฟองสบู่แตก พร้อมกับคลื่นพลังวิญญาณภายในก็ถาโถมออกมาปานคลื่นน้ำหลาก แต่ยังดีที่มีโล่ลมปราณครอบคลุมอยู่อีกชั้นหนึ่ง ทำให้มันไม่อาจหลุดรอดออกไปได้

     ฟู่!

     เฟยหมิงไม่คิดให้มากความ เริ่มดูดซับพลังวิญญาณเข้าสู่ร่างกายผ่านทางฝ่ามือทั้งสองอย่างรวดเร็ว แต่ว่าสิ่งที่เขาคาดการณ์เอาไว้กลับผิดพลาดอย่างประหลาด เมื่อพลังวิญญาณที่เขากำลังจะแปรเปลี่ยนเป็นพลังลมปราณเพื่อฝึกปรือ กับถูกดูดกลืนหายเข้าไปในมุกอมฤตเก้าสวรรค์อย่างฉับพลัน

      คลื่น...


     มุกสวรรค์ขนาดเท่าหัวแม่มือในจุดตันเถียนพลันสั่นไหวไปมาอย่างแผ่วเบาอยู่ชั่วครู่ ก่อนที่มันจะขยายตัวชึ้นเล็กน้อย และนิ่งสงบลงทันทีเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทำให้สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความสับสนและประหลาดใจทันที ก่อนจะกลายเป็นตื่นเต้นระคนยินดีอย่างมิอาจปิดกลั้น

     "พลังธาตุแสงข้าแข็งแกร่งขึ้น!? ผลึกอัคคีข้าก็เช่นกันรึ! มันมีวิธีฝึกปรือพลังธาตุแบบนี้ด้วยรึ?" เขากล่าวด้วยเสียงดังก้องอย่างลืมตัว ก่อนที่จะทดลองปล่อยพลังธาตุแสงออกมาอย่างเบามือ ก็เป็นดั่งที่คาดไว้ 

      ลูกแสงในมือเขาตอนนี้ สว่างสดใส และหนาแน่นกว่าก่อนหน้าอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งก่อนหน้านี้มันยังเป็นเพียงลูกแสงที่ดูโปร่งใสธรรมดาๆ แต่ตอนนี้กลับหนาแน่นกว่าเดิมมาก จนมิอาจมองทะลุตรงๆได้แล้ว

     ผลลัพธ์ที่ได้ ดีเกินคาดไว้มาก เขาฉีกยิ้มอย่างปิติ ก่อนจะนำบัวกระจ่างจิตออกมา และเริ่มดูดกลืนพลังวิญญาณจากบัวกระจ่างจิตทีละดอกอย่างขะมักเขม้นอีกครั้ง จนกระทั่งแสงแดดอบอุ่นยามรุ่งอรุณสาดส่องพ้นยอดเขา

     ฮ่า... 

     เฟยหมิงถอนหายใจและยืนบิดเอวอย่างผ่อนคลาย หลังจากดูดกลืนพลังวิญญาณจากบัวกระจ่างจิตทั้งสี่ดอกจนหมดสิ้น สีหน้าเขาดูสดใส และกระปี้กระเป่าเป็นอย่างมาก เขายืดเส้นยืดสาย ล้างหน้าล้างตา ก่อนจะออกเดินทางต่อในทันที พร้อมกับกัดเคี้ยวเนื้อตากแห้งคลายความหิวไปพลาง

     ..........


     หลังจากที่ต่อสู้กับงูยักษ์ ก็ผ่านมาแล้วสามวัน ตลอดการเดินทางที่ผ่านมา เขาไม่พบเจอสัตว์อสูรที่อันตรายเลยแม้แต่ตัวเดียว แต่ว่าเขาพบกับเมืองเมืองหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ในทางทิศเหนือ ซึ่งเป็นทิศที่เขากำลังเดินทางไปพอดี 

     "นี่คงจะเป็นเมืองปราการเหล็กที่ผู้เฒ่าเฉินเคยกล่าวถึงสินะ ช่างกว้างใหญ่กว่าที่ข้าคาดคิดไว้มากนัก งั้นก็แสดงว่าข้า กำลังจะออกจากป่าสวรรค์หมื่นอสูรแล้วสินะ? ดี! ข้าก็เริ่มเบื่อทิวทัศน์ที่มีแต่ป่าเขานานแล้ว เข้าเมืองไปหาที่พักผ่อนสักคืนสองคืนก็คงจะดีไม่น้อย" เขาเดินตรงไปที่ประตูเมือง พลางกล่าวอย่างสบายใจ

     ที่ด้านหน้าห่างออกไปเกื่อบห้าร้อยเมตร ผืนป่าเริ่มบางตาลงมาก และเป็นทุ้งหญ้ากว้างขวางมีเส้นทางสัญจรที่ผู้คนเดินทางกันหนาแน่น มีทั้งขบวนรถม้าขนสินค้าของพ่อค้า และกลุ่มคนมากมายหลายกลุ่ม

     สุดทางถนนเป็นกำแพงสีดำสูงตงาดหลายสิบเมตรและประตูเมืองที่สร้างมาจากเหล็กกล้าสีดำทมิฬ สมกับชื่อเมืองปราการเหล็กจริงๆ ผู้คนมากมายเดินทางเข้าออกเมืองกันเป็นระเบียบแถว และมียามเฝ้าประตูเมืองที่แต่งกายด้วยชุดเกราะสีน้ำเงินเข้มถึงห้าคน คอยตรวจตราผู้คนเข้าออกเมือง และบริเวณรอบๆ ก็มีทหารกลุ่มละสี่คนคอยเดินลาดตระเวนตามจุดต่างๆรอบกำแพงเมืองอย่างเข้มงวด

     ทุกคนที่เดินผ่านจุดตรวจหน้าประตูเมือง ต่างก็ยื่นแผ่นป้ายบางอย่าง ที่ทำจากไม้รูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดครึ้งของฝ่ามือ ให้นายทหารหน้าประตูตรวจสอบ ก่อนที่จะสามารถผ่านเข้าไปในเมืองปราการเหล็กได้

     "หยุดก่อนเจ้าหนู.. เจ้าไม่มีป้ายแสดงตนรึ?" เสียงบุรุษวัยกลางคนกล่าวเสียงดังฟังชัดมาจากปากประตูเมือง พร้อมกับสายตาที่คมกริบมองมาทางเด็กชายอย่างสงสัย

     "หื้อ? เจ้ามาที่เมืองปราการเหล็กเป็นครั้งแรกใช่ไหม? งั้นเจ้าไปลงทะเบียนประชากรที่โต๊ะทางนั้นก่อน" สิ้นคำ มันก็ฉีกยิ้มเล็กน้อย พร้อมกับชี้นิ้วไปที่ด้านในประตูเมือง ซึ่งมีชายวัยกลางคนใบหน้าขึงขัง ไว้หนวดเคราดำหนายาวลงมาเล็กน้อย สวมชุดผ้าไหมสีน้ำเงินคล้ายขุนนาง ที่กำลังนั่งขีดเขียนพู่กันลงบนแผ่นกระดาษอย่างขึงขัง

     "คารวะท่านอาวุโส ข้ามาลงทะเบียนประชากรขอรับ ข้าต้องทำอย่างไรบ้างขอรับ" เฟยหมิงกล่าวทันทีที่มาถึงหน้าโต๊ะลงทะเบียน ชายวัยกลางคนเพียงเงยหน้ามามองเฟยหมิงเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยถาม

     "หือ? เจ้าหนู..อย่าบอกนะว่า เองก็มาแย่งชิงโอสถทิพย์กับเขาเช่นกัน? เห้อ.. ข้าว่าเจ้าถอดใจเถอะเจ้าหนู..ปีนี้รางวัลเป็นโอสถทิพย์ที่หายาก ทำให้มีคุณหนูจากตระกูลใหญ่มากมายมาลงแข่ง มันคงจะยากไปสำหรับเจ้า" ประโยคแรกที่ชายวัยกลางคนกล่าว ก็ทำให้เฟยหมิงมีสีหน้างุนงงขึ้นมาทันที 

     ก่อนที่สายตาของเขาจะหันไปเห็นแผ่นป้ายประกาศที่ติดอยู่บนกำแพงด้านหลังชายวัยกลางคน ก่อนที่เขาจะอ่านออกเสียงอย่างแช่มช้า

     "ศึกประลองยุทธปราการเหล็ก..." 



_______________________________


     ต้องขอโทษทุกคนด้วยนะครับ ที่หายไปนานเลย ผมต้องไปจัดการหลายอย่างมากมาย วิ่งไปกลับหลายที่มาก ผมเลยหยุดลงนิยายไปจัดการธุระก่อน

     แต่ตอนนี้ ทุกอย่างเรียบร้อยหมดแล้วครับ และจะมาลงนิยายตามปกติแล้วนะครับ

ขอบคุณทุกคนที่ให้กำลังใจ และติดตามผลงานของผมนะครับ

ทุกคำติคำชม จะนำไปปรับปรุงแก้ไขให้ดียิ่งขึ้นไปครับ ขอบคุณครับ



   
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 17 ครั้ง

2 ความคิดเห็น

  1. #12 dfrdz007 (@dfrdz007) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 8 มีนาคม 2562 / 00:36
    thank u
    #12
    0
  2. #11 Gouyjeng (@Gouyjeng) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 7 มีนาคม 2562 / 15:31

    ลงประลองวิชายุทธ์เลย
    #11
    0