รักเล่ห์ บุพเพลวง

ตอนที่ 22 : ตอนที่ ๑๑ สืบสาวราวเรื่อง (๑)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 268
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    8 มิ.ย. 61

11

สืบสาวราวเรื่อง

(๑)

 

 

เตชิตเดินงัวเงียลงมาที่ห้องอาหารในตอนหกนาฬิกาเศษๆ ก็พบคุณพรรษาในชุดทำงานสุดเนี้ยบกำลังคุยโทรศัพท์ด้วยสีหน้าเป็นกังวล อาการเดินไปเดินมาพร้อมทั้งบีบนวดขมับเป็นระยะนั้นทำให้ชายหนุ่มรู้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ

 

เขานั่งรอที่โต๊ะอาหาร ใช้มีดตัดไข่ดาวส่งเข้าปากได้สองสามคำผู้เป็นมารดาก็คุยเสร็จและหันมาแจ้งข่าวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

 

“นายโตอยู่ที่โรงพยาบาล”

 

โต หรือ โตมร ที่คุณพรรษาเอ่ยถึงเป็นลูกชายของ ภมร เพื่อนสนิทและมือขวาของ ตะวันบิดาของเตชิต เมื่อบิดามารดาของโตมรเสียชีวิต คุณพรรษาและสามีจึงเลี้ยงดูเขาให้เป็นเพื่อนโตมากับลูกชาย พอเรียนจบชายหนุ่มก็เข้าทำงานที่โรงงานในตำแหน่งพนักงานตรวจสอบและพัฒนาคุณภาพสินค้า

 

โตมรสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทภายในประเทศ แต่เขาก็มีโอกาสไปเรียนภาษาและศึกษางานบริหารเพิ่มเติมที่สหรัฐอเมริกาด้วย ปัจจุบันชายหนุ่มยังทำงานที่โรงงานในตำแหน่งผู้ดูแลบริหารงานต่างๆ แทนคุณพรรษา และเธอก็ไว้ใจเขาพอๆ กับลูกชายของตัวเอง

 

“โรงพยาบาล?”

 

ผู้เป็นมารดาพยักหน้าขรึมๆ “ใช่ ถูกรุมทำร้ายเมื่อคืน”

 

“ใครกันครับที่ทำแบบนั้น” เตชิตถามอย่างตกใจ โตมรเป็นผู้ชายคนสุดท้ายในโลกที่เขาคิดว่าจะมีเรื่องกับใครได้

 

“ยังไม่รู้เลย หมอบอกว่านายโตน่าจะฟื้นตอนสายๆ วันนี้ เดี๋ยวเราคงได้รู้กันตอนนั้น แม่จะแวะไปดูอาการพี่เขาก่อนจะเข้าโรงงาน เตจะไปด้วยกันไหม”

 

ชายหนุ่มเหลือบมองนาฬิกาบนผนังแล้วตัดสินใจ “ตกลงครับ เดี๋ยวผมออกไปพร้อมแม่เลยแล้วกัน แวะไปดูพี่โตก่อนค่อยไปขึ้นเครื่องก็น่าจะทัน”

 

วันนี้เตชิตต้องเดินทางไปดูทำเลที่ตั้งร้านมินิมาร์ทสองแห่งในจังหวัดขอนแก่น เพื่อประเมินและตัดสินใจว่าจะขายแฟรนไชส์ให้ผู้ขอซื้อหรือไม่ หากทำเลผ่านจึงจะมีการทำสัญญาและดำเนินการขั้นต่อไป

 

นี่เป็นงานที่อยู่ในดุลพินิจของเขาโดยตรง คุณพรรษาให้สิทธิ์ขาดนี้แก่ชายหนุ่มตั้งแต่เขาทำงานได้สองปีแรก

 

 

 

ตอนที่สองแม่ลูกเดินทางมาถึงโรงพยาบาลโตมรก็ได้สติแล้ว หลังสอบถามคนเจ็บก็ได้เรื่องว่าน่าจะเป็นการเข้าใจผิดกันเท่านั้น คุณพรรษาจึงค่อยโล่งใจขึ้นมาหน่อย หากเตชิตกลับไม่คิดเหมือนมารดา

 

“เข้าใจผิดแต่เล่นกันเกือบตายเลยนะพี่โต นี่ถ้าคนงานไม่มาพบเข้าซะก่อน พวกมันไม่ฆ่าพี่หมกโรงงานไปแล้วเหรอ ถึงยังไงก็ต้องเอาเรื่อง ปล่อยไปเฉยๆ ไม่ได้หรอก เรื่องเกิดในโรงงานของเราเองด้วย ผมว่าต้องจัดระเบียบใหม่แล้วละ”

 

คนเจ็บนิ่วหน้าที่บวมเป่งจากการถูกซ้อม ก่อนจะตอบเสียงแหบโหย “เรื่องนั้นช่างมันเถอะเต พี่ไม่เป็นไรหรอก แต่คงต้องพักหลายวัน” ว่าแล้วก็หันไปมองหน้าคุณพรรษาด้วยความเสียใจ

 

“ผมขอโทษนะครับคุณพรรษ ผมคงช่วยงานไม่ได้อีกหลายวัน”

 

โตมรไม่ยอมเรียกคุณพรรษาด้วยสรรพนามที่ใกล้ชิดมากกว่านี้ ไม่ว่าใครจะคะยั้นคะยออย่างไรก็ตาม เขานับถือเธอเสมือนผู้มีพระคุณและเจ้านายจึงไม่อยากทำตัวตีเสมอ

 

“พักผ่อนให้หายดีก่อนเถอะ เรื่องงานไม่ต้องเป็นห่วง เดี๋ยวฉันจะให้นายเตไปช่วยดูแลก่อนก็แล้วกัน ช่วงนี้เขาค่อนข้างว่าง ว่ายังไงเต พอจะปลีกตัวได้ไหม” คุณพรรษามีสีหน้าอ่อนโยนเมื่อพูดกับโตมร ก่อนจะเหลือบตามองลูกชายนิด

 

เรื่องของเตชิตยังไม่กระจ่าง เขาขอเวลาจัดการและดูท่าจะวุ่นวายมาหลายวันแล้วแต่ยังไม่เห็นได้อะไรคืบหน้า เธอคิดว่าคงต้องขอให้เตชิตเบรกเรื่องนั้นไว้ก่อนแล้วมาช่วยดูแลโรงงานไปพลางๆ ในระหว่างที่โตมรพักรักษาตัว

 

“ถึงผมจะมีประโยชน์น้อยกว่าพี่โตเมื่ออยู่โรงงานแต่ถ้ามีอะไรที่ผมพอจะทำได้ผมก็ยินดีครับแม่ แต่วันนี้ผมต้องไปดูทำเลร้านที่ขอนแก่นก่อน จะให้ใครไปแทนก็ไม่ทันแล้ว ยังไงผมจะรีบจัดการเรื่องทางนั้นแล้วกลับมาโดยเร็วนะครับ” เตชิตรับปากด้วยความเต็มใจ แต่แล้วก็วกกลับมาเรื่องที่โตมรถูกทำร้ายอีก

 

“ว่าแต่พี่โตเถอะ จำหน้าคนร้ายได้ไหม ผมมีเพื่อนเป็นตำรวจเดี๋ยวจะให้เขาช่วย ยังไงผมก็ไม่ยอมให้พวกอันธพาลเข้ามาระรานเราถึงโรงงานได้หรอก ต้องจัดการขั้นเด็ดขาด ผมจะให้ปริญญ์มาคุยกับพี่โตนะ ไม่ต้องปฏิเสธ เรื่องนี้ผมไม่ยอม”

 

ชายหนุ่มว่าพลางยกมือห้ามพี่ชายที่ทำท่าจะคัดค้าน แล้วหยิบมือถือออกมากดเบอร์สารวัตรปริญญ์ แต่ก่อนจะโทร. ออกก็หันมาหามารดากับโตมร

 

“ผมไปก่อนนะครับ เดี๋ยวขึ้นเครื่องไม่ทัน แต่จะบอกปริญญ์ให้แวะมาที่นี่ ผมไปนะครับแม่”

 

คุณพรรษายังไม่ทันได้ตอบ เตชิตก็กดโทรศัพท์หาเพื่อนรักพร้อมเดินเร็วๆ ออกไปจากห้องพักฟื้นของโตมร เธอจึงได้แต่ถอนใจ แล้วหันมาคุยกับคนเจ็บ “ปล่อยให้เตจัดการเถอะ ฉันเองก็ไม่พอใจเหมือนกันที่มีคนนอกเข้ามาทำร้ายคนของฉันถึงในโรงงาน โดยเฉพาะเธอนะโต เธอก็เหมือนลูกชายฉันอีกคน ฉันจะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายเธอฟรีๆ พักผ่อนเถอะ วันนี้ฉันจะแวะไปดูที่โรงงานให้เอง”

 

ชายหนุ่มฝืนยิ้ม พยายามจะยกแขนที่เข้าเฝือกขึ้นพนมมือไหว้คุณพรรษา หากเธอส่ายหน้าและแตะมือเขาไว้พร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน

 

“ไม่เป็นไร นอนพักเถอะ ฉันไปละ”

 

เมื่อลับร่างคุณพรรษาไปแล้วเขาจึงถอนหายใจออกมายืดยาว นัยน์ตาคมเศร้าดูเหม่อลอยและสับสน แต่เมื่อนางพยาบาลผลักประตูเข้ามา เปลือกตากลับปิดลงเหมือนคนที่กำลังนอนหลับสนิท ไม่ยอมรับรู้สิ่งใดอีก

 

 

 

เตชิตนั่งแท็กซี่ไปสนามบิน ระหว่างทางก็คุยโทรศัพท์กับปริญญ์ไปด้วย หลังพูดคุยกันเรื่องโตมรจบแล้วปริญญ์ก็เล่าเรื่องภาวิกาให้ฟัง

 

“ภาวิกาเป็นผู้หญิงที่น่าสนใจมาก ดูจากประวัติวัยเด็กเทียบกับปัจจุบันแล้วยิ่งน่าทึ่ง” นายตำรวจหนุ่มให้ความเห็นมาตามสาย

 

“ยังไงวะ” เตชิตมุ่นคิ้ว สงสัย

 

เขาไม่อยากเถียงหรอกว่าภาวิกาเป็นคนที่น่าทึ่ง เธอทำให้เขาทึ่งมาหลายครั้งแล้ว เพียงแต่ ทึ่งของเขากับปริญญ์ดูเหมือนความหมายจะต่างกันมาก น้ำเสียงของปริญญ์บอกชัดถึงความพิศวงแกมชื่นชมที่ปิดไม่มิด ส่วนเขาน่ะหรือ...มันเป็นความทึ่งที่ติดลบในความรู้สึกทุกกรณี

 

“เธอเป็นเด็กกำพร้าอยู่ที่บ้านอุ่นรัก ตามประวัติไม่มีครอบครัวอุปการะ ใช้นามสกุลของอาจารย์สมรซึ่งเป็นเจ้าของบ้านอุ่นรัก แต่ท่านเสียชีวิตเมื่อสิบปีก่อนด้วยโรคมะเร็งลำไส้ บ้านนั้นก็เลยต้องปิดตัวไปด้วยเพราะไม่มีคนสานต่อ ภาวิกาเรียนจบจากมหาวิทยาลัยรัฐชื่อดังของประเทศด้วยเกียรตินิยมอันดับสองเมื่อเจ็ดปีที่แล้ว แต่...ไม่มีประวัติการทำงานและไม่มีประวัติอาชญากรรมด้วย”

 

“เดี๋ยวนะ” เตชิตขมวดคิ้วนิ่วหน้าขณะนั่งหลังตรงอยู่ตอนหลังของแท็กซี่ด้วยความสนใจ “ไม่มีครอบครัวอุปการะ ไม่มีประวัติการทำงาน แต่เธอมีบ้านราคาหลายล้านกับรถยนต์ราคาสามล้านเศษเนี่ยนะ เป็นไปได้ยังไง?”

 

“นั่นแหละที่ฉันบอกว่าน่าทึ่ง เด็กกำพร้าหัวดี เรียนเก่ง แต่ไม่มีประวัติการทำงานจนกระทั่งสามเดือนก่อน เธอเป็นประชาสัมพันธ์ของโรงแรมมณีดิน ยังไม่ได้รับการบรรจุเป็นพนักงานประจำด้วยซ้ำ และเอ่อ...เงินเดือนไม่ถึงหมื่นด้วย แต่เธอทำสัญญาซื้อบ้านตั้งแต่สามปีที่แล้ว ถึงตอนนี้ยังผ่อนไม่หมด แต่รถนั่นเพิ่งเอาเงินก้อนสุดท้ายไปโปะ อืม...ประมาณสองอาทิตย์ที่แล้วนี่เอง”

 

เตชิตขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอย่างเจ็บใจ เขาคิดว่ารู้ ภาวิกาเอาเงินที่ไหนไปโปะรถ ก็เงินค่าจ้างในการทำลายงานแต่งของเขานั่นยังไง

 

ยายตัวแสบ ทำทุกอย่างเพื่อเงินโดยไม่คิดถึงคนอื่นสักนิด ช่างเป็นคนที่หย่อนศีลธรรมสิ้นดี!’

 

“แล้วที่น่าสนใจอีกอย่าง ตอนนี้ภาวิกาคบกับหมออิสระ เขาเป็นลูกชายคนเดียวของคุณหญิงเปรมจิต แต่ท่าทางคุณหญิงคงไม่ปลื้มลูกสะใภ้ที่เติบโตมาจากบ้านเด็กกำพร้าหรอกนะ เห็นคนเขาว่าหัวสูงใช่เล่น”

 

“ก็คงไม่ปลื้มเท่าลูกสาวนายพลหรอก แต่บางทีคุณหญิงอาจจะยังไม่รู้ว่าภาวิกาเติบโตมาจากบ้านเด็กกำพร้าก็ได้ ผู้หญิงคนนั้นคงไม่โง่บอกทุกอย่างที่จะดิสเครดิตตัวเองจากสายตาของว่าที่แม่สามีแน่”

 

เตชิตพอจะเข้าใจแล้วว่าบทสนทนาที่งานเลี้ยงวันเกิดของคุณหญิงเปรมจิตนั้นพวกคุณนายไฮโซว่างงานพูดถึงภาวิกานั่นเอง เขารู้สึกเห็นใจเธอนิดหน่อย แต่ก็แค่นิดเดียวจริงๆ เพราะภาวิกาไม่ใช่นางเอกน่าสงสาร หากแต่เธอเป็นนางมารร้ายร้อยเล่ห์มากกว่า

 

ชายหนุ่มปะติดปะต่อเรื่องราวต่างๆ เข้าด้วยกันจนเริ่มมองเห็นอะไรได้รางๆ หากก็ยังไม่ชัดเจนมากพอจึงถามต่อ “แล้วอาจารย์สมรนี่รวยรึเปล่า มีเด็กในอุปการะกี่คน ภาวิกาได้รับมรดกอะไรบ้างมั้ย คือฉันหมายถึงทรัพย์สินหรือเงินทองในปริมาณที่มากพอจะเอาไปดาวน์บ้านดาวน์รถอะไรเทือกนั้นน่ะ”

 

“ไม่เลย อาจารย์สมรเป็นคนจิตใจดี พอมีฐานะอยู่บ้างแต่ก็ทุ่มเทให้กับบ้านอุ่นรักและเด็กๆ จนอาจเรียกว่านั่นคือสมบัติที่มีค่าที่สุดของท่านเลยก็ได้ หลังจากที่อาจารย์สมรเสียไปแล้วเด็กกว่าสิบคนก็ย้ายไปอยู่บ้านเด็กกำพร้าหลังอื่น บ้างก็มีคนใจบุญรับไปเลี้ยงดูต่อ ส่วนบ้านอุ่นรักของอาจารย์ก็ถูกธนาคารยึดไป คงไม่ต้องอธิบายเหตุผลใช่ไหม?”

 

ชายหนุ่มพยักหน้าอย่างพอจะเข้าใจเรื่องราว “นอกจากอาจารย์สมรจะไม่เหลือมรดกไว้ให้ใครแล้วยังมีหนี้สินอีกเยอะ”

 

“ก็ทำนองนั้น”

 

“แปลว่าตอนที่อาจารย์เสียภาวิกายังเรียนมหา ลัยอยู่น่ะสิ?”

 

“ตามประวัติบอกว่าน่าจะเป็นอย่างนั้น”

 

“งั้นเธออยู่กับใครหลังจากไม่มีอาจารย์สมรกับบ้านอุ่นรักแล้ว”

 

“ไม่มีข้อมูลที่ชัดเจน แต่สันนิษฐานได้สองทาง หนึ่ง...เธออาจจะเช่าหอแถวๆ มหา ลัยและทำงานพิเศษไปด้วยตอนเรียน หรือสอง...มีคนอุปการะช่วยเหลือ ซึ่งฉันหาข้อมูลไม่ได้ ประวัติของเธอไม่ชัดเจนเลยตั้งแต่อาจารย์สมรเสียไป” น้ำเสียงของคนพูดบอกให้รู้ว่าเจ้าตัวหงุดหงิดกับเรื่องนี้ไม่น้อย

 

แท็กซี่มาถึงสนามบินในจังหวะนั้นพอดี เตชิตจึงต้องวางสาย “โอเค ขอบใจมากนะปริญญ์ ฉันถึงสนามบินแล้ว เดี๋ยวค่อยคุยกัน แค่นี้ก่อนนะ”

 

เขาจ่ายค่าโดยสารแล้วหิ้วกระเป๋าเดินทางเข้าไปในอาคารผู้โดยสาร แต่ก่อนจะไปติดต่อเช็กอินกับสายการบิน เขาก็โทร. หาภาวิกาเพื่อตรวจสอบท่าทีของหญิงสาวว่าข้อตกลงเมื่อวานยังคงเป็นไปตามเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

 

เตชิตได้ยินเพียงเสียงตอบรับอัตโนมัติที่ทำให้รู้ว่าแม่สาวตัวแสบปิดโทรศัพท์มือถือและเขาก็ไม่รู้เบอร์บ้านของเธอ เป็นอันว่าชายหนุ่มต้องเดินทางไปขอนแก่นโดยที่ยังติดต่อภาวิกาไม่ได้ แต่เขาตั้งใจว่ากลับมาเมื่อไรจะรีบดิ่งตรงไปหาเธอก่อนใครเลยทีเดียว

 

“ยายตัวแสบ...คิดว่าปิดมือถือแล้วจะหนีพ้นงั้นเหรอ กลับมาเมื่อไหร่คุณเจอผมแน่!

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

6 ความคิดเห็น