รักเล่ห์ บุพเพลวง

ตอนที่ 21 : ตอนที่ ๑๐ การคุกคามระลอกที่สอง (๒)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 279
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    7 มิ.ย. 61


10

การคุกคามระลอกที่สอง

(๒)

 

 

“แฟนเธอเหรอวิกกี้ น่ารักจัง น่าจะแนะนำกันบ้างนะ” หนึ่งในนั้นแซว

 

“นั่นสิ หล่อดีอะ แต่หน้าคุ้นๆ ยังไงก็ไม่รู้ เขาเคยมานี่รึเปล่า ฉันว่าฉันเคยเห็นผู้ชายคนนี้ที่ไหนมาก่อนนะเนี่ย” อีกคนเสริมขึ้นพลางทำสีหน้าครุ่นคิด

 

ภาวิกาลอบถอนใจ ก่อนจะแค่นยิ้มให้หญิงสาวในชุดยูนิฟอร์มแบบเดียวกันทั้งสามนางแล้วตัดบทด้วยท่าทีไว้ตัวตามปกติ “ขอตัวก่อนนะ ฉันต้องรีบกลับบ้านละ”

 

ว่าแล้วก็ก้าวฉับๆ เข้าไปในโรงแรม กลับไปเอารถของตัวเองที่ลานจอดชั้นสี่ ความคิดเห็นของคนอื่นไม่เคยเป็นปัญหาสำหรับเธอมาก่อน ดังนั้นหญิงสาวจึงไม่เดือดร้อนหากใครจะคิดว่าเธอกับเตชิตเป็นแฟนกัน ยกเว้นหมออิสระคนเดียวที่จะเข้าใจผิดไม่ได้เด็ดขาด

 

สามสาวต่างพากันถอนใจยาวทันทีที่คล้อยหลังภาวิกาไป แล้วหนึ่งในนั้นก็เปิดประเด็นเมาท์อย่างคันปาก

 

“ฉันไม่สงสัยเลยนะว่าทำไมยายวิกกี้ถึงไม่มีเพื่อนเลย ก็นิสัยอย่างงี้น่ะสิ ใครจะอยากคบด้วยล่ะ”

 

“ใช่ๆ นี่ฉันพยายามคุยด้วยสองสามครั้งแล้วนะ แต่หล่อนก็ยังทำหน้าเชิดใส่ทุกคน ทำอย่างกับตัวเองวิเศษวิโสมาจากไหนงั้นแหละ หมั่นไส้!” อีกคนเสริมอย่างออกรส

 

“แล้วเธอเห็นมั้ย ข้าวของแต่ละอย่างติดแบรนด์ดังๆ ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋า รองเท้า นาฬิกา หรือแม้แต่เครื่องสำอางก็ยังต้องมีแบรนด์เลย แต่ไม่รู้ของจริงรึเปล่านะ”

 

คนสุดท้ายทำสีหน้าดูถูกเหมือนไม่เชื่อว่าพนักงานประชาสัมพันธ์ต๊อกต๋อยจะมีปัญญาใช้ของอิมพอร์ตจากนอกได้ทีละหลายชิ้นขนาดนั้น ปักใจเชื่อเต็มที่ว่ามันต้องมีของเก๊สักชิ้นแหละ

 

“แต่รถนั่นน่ะ มินิเอสนะเธอ ราคาสองสามล้านได้มั้ง” อีกคนท้วง แต่สีหน้าดูคล้ายอยากให้เพื่อนในกลุ่มช่วยหาข้อโต้แย้งมาหักล้างมากกว่าจะต้องการแก้ต่างให้ภาวิกาอย่างจริงใจ

 

“มือสองแต่งใหม่รึเปล่าเธอ ถ้ารวยจริงคงไม่มาเป็นแค่ประชาสัมพันธ์อย่างเราหรอก แล้วของใช้พวกนั้นน่ะอาจจะเป็นของก๊อปเกรดเอก็ได้นี่นา งานมิลเลอร์จากเกาหลีไง ชิ้นละไม่กี่พันหรอก ใครๆ ก็ซื้อได้”

 

“ฉันว่าถึงจะก๊อปเกรดเอหรืองานมิลเลอร์จากเกาหลี แต่ถ้าหลายชิ้นรวมกันมันก็ทำให้จนได้นะเธอ ดูๆ ไปแล้วเหมือนจะมีแต่ชุดฟอร์มของโรงแรมเท่านั้นที่ยายวิกกี้ติดแบรนด์อิมพอร์ตไม่ได้ ทั้งเนื้อทั้งตัวนั่นก็คงเยอะอยู่ บางทีนางอาจจะรวยจริงๆ ก็ได้นะ”

 

อีกคนเริ่มไม่มั่นใจ หลังจากช่วยกันยกเหตุผลมาถกหาบทสรุป หล่อนมีกระเป๋าแบรนด์เนมใบหนึ่งเหมือนกัน แต่เป็นของก๊อปปี้เกรดเอและราคาก็ไม่ใช่จะถูกเหมือนของตลาดนัด ถ้าภาวิกาใช้ของลอกเลียนแบบเกรดเอทั้งตัวไม่รวมชุดยูนิฟอร์มก็ร่วมหลายหมื่นทีเดียว

 

“เออ...ที่เธอพูดมาก็ถูกนะ เงินเดือนพนักงานใหม่ที่ยังไม่ได้บรรจุมันไม่ถึงหมื่นด้วยซ้ำ บวกค่าครองชีพเข้าไปก็หมื่นเอ็ดเองนะเธอ แต่ฉันจำได้ว่าวันแรกที่ยายวิกกี้มาทำงาน นางใช้ของแบรนด์เนมตั้งแต่หัวจดเท้า ยกเว้นชุดฟอร์ม ที่จำได้แม่นเพราะยายนั่นสวยจริงแถมยังดูหยิ่งๆ เหมือนลูกผู้ดีมาจากไหน พูดด้วยก็ไม่ตอบ ยังดีที่เวลาทำงานรู้จักยิ้มหวาน มือไม้อ่อน ไม่งั้นคงโดนไล่ออกไปนานแล้ว”

 

“มาสุมหัวเมาท์อะไรกันอยู่ตรงนี้ยะ ไปทำงานได้แล้ว” เสียงแวววลีดังขึ้นทำให้เอากลุ่มสาวขาเมาท์ต่างสะดุ้งไปตามๆ กัน

 

“พี่วลี...มาตั้งแต่เมื่อไหร่คะ” หนึ่งในนั้นเอ่ยถามเสียงแห้ง แวววลีเป็นหัวหน้าประชาสัมพันธ์ในขณะนี้ ดังนั้นไม่ว่าใครที่อยู่ในสายงานเดียวกันก็ต้องเกรงใจเป็นธรรมดา

 

“ก็มาทันได้ยินพวกเธอนินทาเพื่อนร่วมงานนั่นแหละ”

 

“แหม...พี่วลีก็ ไม่สงสัยบ้างเหรอคะว่าวิกกี้เป็นใครมาจากไหน ไม่เห็นมีเพื่อนซักคน แบบนี้จะดีเหรอ”

 

“ฉันก็ยังไม่เห็นว่ามันจะไม่ดีตรงไหน ตราบใดที่วิกกี้ยังทำงานไม่ขาดตกบกพร่อง นั่นไม่ใช่ปัญหาของฉันหรือแม้แต่ปัญหาของพวกเธอ รีบกลับไปทำงานกันได้แล้ว หมดเวลาพักแล้วไม่ใช่เหรอ หรือจะให้ฉันหักเงิน”

 

เมื่อหัวหน้างานทำหน้าเคร่งข่มขู่ พวกสาวๆ เลยรีบกระจายตัวไปคนละทิศละทางโดยเร็ว

 

แวววลีถอนใจยืดยาวเมื่อคล้อยหลังขาเมาท์กลุ่มนั้นไปแล้ว เธอเองก็เคยสงสัยเช่นกันว่าภาวิกาเป็นใคร บ้านอยู่ไหน พ่อแม่รวยแค่ไหน ทำไมถึงได้ดูเย่อหยิ่งและไว้ตัวกับทุกคน ไม่ยอมคบหาใครเป็นเพื่อนเลย แม้แต่เธอซึ่งเป็นหัวหน้าก็ได้รับเพียงความเคารพยำเกรงตามตำแหน่งงานที่สูงกว่าเท่านั้น

 

ตั้งแต่ทำงานมาภาวิกาไม่เคยชวนคุยนอกเรื่องงาน ไม่คุยเรื่องส่วนตัวหรือแม้แต่เรื่องสัพเพเหระทั่วไป และไม่ถามใครก่อนหากไม่จำเป็น นี่คือการปิดกั้นตัวเองชัดๆ ไม่แปลกเลยที่ใครๆ จะสงสัยใคร่รู้ในตัวเธอ แต่ดูเหมือนว่าหญิงสาวไม่เคยใส่ใจด้วยซ้ำว่าคนอื่นจะมองอย่างไร จนถึงตอนนี้แวววลียังสงสัยว่าภาวิกาคงไม่เคยรู้ตัวว่าเธอเป็นที่หมั่นไส้ของเพื่อนร่วมงานมากแค่ไหน

 

“แปลกคนจริงๆ เฮ้อ...”

 

หญิงสาวพึมพำกับตัวเองอย่างไม่เข้าใจ ก่อนจะปัดเรื่องนี้ออกจากหัวแล้วกลับเข้าไปทำงาน

 

 

 

เมื่อกลับมาถึงบ้านภาวิกาก็รีบปิดประตูรั้ว ประตูบ้าน หน้าต่าง รวมถึงผ้าม่านให้มิดชิด ก่อนจะแหวกม่านออกไปมองซ้ายมองขวาเพื่อเช็กให้แน่ใจว่าเตชิตไม่ได้แอบตามเธอมา พอแน่ใจว่าไม่มีรถของเขาจอดซุ่มอยู่แถวหน้าบ้านจึงวางใจมากพอที่จะหยิบมือถือขึ้นมากดเบอร์ของใครบางคน

 

หญิงสาวรอสายด้วยใจเต้นระทึกอยู่ครู่ใหญ่อีกฝ่ายก็กดรับ เธอสูดลมหายใจลึกเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการอธิบายเหตุผลที่จำเป็นอย่างมากในการกดเบอร์นี้ เพราะข้อตกลงก่อนรับงานคือจะไม่มีการติดต่อกันเมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้น ยกเว้นกรณีฉุกเฉิน

 

ฮัลโหล

 

“ฉันเองค่ะ ฉันไม่ได้อยากโทร. มากวนใจคุณหรอกนะคะ แต่เรื่องมันจำเป็นจริงๆ นายเอ๊ย...คุณเตชิตน่ะค่ะ เขาตามรังควานชีวิตฉันไม่หยุดเลย แถมเขายังรู้จักกับแฟนฉันด้วย เขาขู่จะบอกแฟนฉันว่าฉันรับจ้างคุณไปทำลายงานแต่งของเขา ถ้าแฟนฉันรู้เข้าฉันตายแน่ค่ะ ฉันเลยอยากขอให้คุณช่วยหน่อยได้มั้ยคะ?”

 

ภาวิกาพูดทุกอย่างออกไปด้วยความระมัดระวังและรอคอยการตอบกลับมาด้วยใจที่เต้นไม่เป็นส่ำ ปกติแล้วเธอไม่เคยติดต่อกับลูกค้าหลังได้รับเงินค่าจ้างครบจำนวน นี่เป็นเคสแรก เพราะเตชิตทั้งหน้าด้านหน้าทนและอึดยิ่งกว่าวัวกระทิงในการไล่ล่าตัวเธอ เธอจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากผู้ว่าจ้าง

 

“จะให้ช่วยยังไง?”

 

เมื่ออีกฝ่ายตอบมาแบบนั้น ภาวิกาก็ค่อยยิ้มออก “ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรและไม่อันตรายด้วยค่ะ รับรองว่าฉันจะปกป้องคุณเต็มที่ ขอเพียงคุณเชื่อใจและทำตามที่ฉันบอกก็พอ ตกลงนะคะ”

 

ปลายสายเงียบไปชั่วอึดใจหนึ่งก็ตอบกลับมาเสียงเรียบ “ได้ อยากให้ทำอะไรก็บอกมาเลย”

 

ภาวิกายิ้มแฉ่ง ในที่สุดเธอก็ค้นพบทางออกของปัญหานี้จนได้

 

นายเตชิตเอ๋ย...นายไม่มีวันตามเกมฉันทันแน่นอน โฮะๆๆ

 

หลังตกลงกับผู้ว่าจ้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว แม่สาวตัวแสบก็รีบอาบน้ำและเปลี่ยนชุดมานอนมาร์กหน้าที่โซฟาสุดหรู ซึ่งเธอกัดฟันอิมพอร์ตมาจากสิงคโปร์ด้วยราคาเรือนแสน ในตอนที่หญิงสาวกำลังเคลิ้มใกล้หลับ เสียงโทรศัพท์บ้านก็กรีดร้องขึ้นจนสะดุ้ง

 

ร่างบางผุดลุกขึ้นนั่งอย่างไม่พอใจเมื่อถูกขัดจังหวะการผ่อนคลายอารมณ์ ก่อนจะดึงมาร์กออกแล้วหันไปคว้าโทรศัพท์บ้านมาแนบกับใบหู

 

“ว่าไงจ๊ะคนสวย?” เสียงห้าวสะท้อนอารมณ์ลิงโลดหากแฝงความเหี้ยมโหดเอาไว้ดังขึ้น

 

หญิงสาวนั่งหลังตรง ร่างกายแข็งทื่อเป็นตอไม้ในบัดดล เปลือกตาบางกะพริบขึ้นลงถี่ยิบพอๆ กับจังหวะการเต้นระรัวของหัวใจ

 

“ได้ยินมั้ยภาวิกา ฉันรู้ว่าเธออยู่ตรงนั้น ตอบเดี๋ยวนี้...”

 

กึก!’

 

ภาวิการีบวางหูโทรศัพท์ลงบนแป้นด้วยมือที่สั่นเทา ได้แต่นั่งนิ่งอยู่กับที่อย่างนึกอะไรไม่ออก สักพักเสียงโทรศัพท์บ้านก็กรีดร้องขึ้นอีก เธอสะดุ้งและนั่งฟังมันด้วยความทุกข์ทรมานใจ เสียงนั้นไม่ต่างอะไรกับเสียงเพรียกจากนรก เธอยกมือขึ้นอุดหู หลับตาไม่อยากรับรู้ แต่เสียงนั้นยังคงดังต่อเนื่อง เขย่าขวัญสั่นประสาทเธอไม่ได้หยุดหย่อน

 

เมื่อถึงที่สุดหญิงสาวก็ยกหูโทรศัพท์ออกวางข้างแป้น แต่เท่านั้นยังไม่ทำให้เธอวางใจ ร่างบางลุกไปดึงสายโทรศัพท์ออกให้รู้แล้วรู้รอดเพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีใครโทร. มาที่นี่ได้อีก

 

หญิงสาวโล่งใจได้ไม่นานเสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น เธอเม้มปากแน่น ใจเต้นรัวขึ้นมาอีก ไม่กล้าจะหยิบเครื่องมือสื่อสารล้ำสมัยขึ้นมาดูด้วยซ้ำว่าใครโทร. มา ได้แต่ปิดหูปิดตาไม่ยอมรับรู้อะไรทั้งสิ้น แต่มือถือเจ้ากรรมก็ไม่ยอมหยุดส่งเสียงสักที ทรมานใจเธอเหลือรับ

 

เธอหอบหายใจเข้าออกถี่ๆ ด้วยความกลัวผสมกับความโกรธกรุ่น จากนั้นก็ตัดสินใจกดปิดมือถือแถมยังถอดแบตเตอรี่ออกอีกด้วย

 

“แค่นี้ก็ไม่มีใครโทร. มากวนใจเธอได้อีกแล้วภาวิกา”

 

หญิงสาวบอกตัวเองเช่นนั้น แต่หัวใจยังเต้นระรัวด้วยความประหวั่นพรั่นพรึง เสียงนี้แม้จะนานนับปีที่ไม่ได้ยินแต่เธอกลับจำได้ขึ้นใจ และจากวันนี้ไปมันคงจะตามหลอกหลอนเธอไม่ได้หยุดหย่อนเป็นแน่!

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

6 ความคิดเห็น