ตอนที่ 6 : บทที่ ๔ (๕๐%) เพื่อนเก่า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 799
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    6 พ.ค. 60

4

 

                ป้อ

                ฮื้อ

                ป้อ

                ว่าไง ชายหนุ่มละมือจากการกลัดกระดุมเสื้อ หันไปมองลูกชายที่นอนถีบหมอนข้างเล่นอยู่บนเตียง เรียกแล้วไม่พูดนะเรา

                เด็กน้อยอมยิ้มยียวน พอพ่อจะลงมือติดกระดุมเสื้อต่อก็ร้องเรียกความสนใจอีกรอบ ป้อ

                ฝ่ามือใหญ่ขยุ้มลงกลางหน้าท้องกลมของลูกชายก่อนเขย่าอย่างมันเขี้ยว หมอนี่... ชักจะเจ้าเล่ห์ใหญ่แล้ว

                กวนพ่อเรอะ

                อย่า! อย่า!” คนเจ้าเล่ห์ร้องกรี๊ดๆ

                เอ้า นอนดีๆ เดี๋ยวตกเตียง

                เขายกตัวลูกชายวางลงกลางเตียงหลังเจ้าตัวเล็กดิ้นพราดด้วยความจั๊กจี้ แต่พอพีร์หันหลัง หนูน้อยก็กระโดดเกาะหมับ

                เฮ้ย! ทำไมมันซนนักฮึ พ่อต้องไปทำงานนะ

                หนูไปด้วย

                อยู่นี่แหละ ป้าแตงก็อยู่ ปุ้ยกับเน้ยก็อยู่

                อยากไปกับป้อ

                ลงไป เขาแสร้งทำเสียงแข็งใส่ แต่พอเห็นลูกชายตาแดงเข้าหน่อย ประโยคต่อมาก็อ่อนลง เดี๋ยวพ่อมา ไปหาอาอ้วนแป๊บเดียว

                งั้นชื้อหนมด้วยนะ

                ของเมื่อคืนยังไม่ได้กินเลย จะซื้อทำไม

                ชื้อ!”

                พูดถึงขนมแล้วนึกได้ เออ ไหนบอกพ่อซิ เมื่อคืนเราคุยอะไรกับอามด

                เจ้าหนูทำท่านึก แต่นึกเท่าไรก็นึกไม่ออก ก็ตอนนั้นเขามัวแต่จั๊กจี้ที่อาโม้ดกระซิบนี่นา

                คนรอคำตอบมองอากัปกิริยานั้นอย่างหมั่นไส้ ไม่ทันไรหัดมีความลับกับพ่อ ถ้าอย่างนั้นอดขนมสักเดือนแล้วกัน ไต้ก๋งหนุ่มยีผมดกดำด้วยความมันเขี้ยวลูกชาย

 

                อัลบั้มรูปเก่าๆ วางกองระเกะระกะกลางห้อง บนยอดของกองอัลบั้มเหล่านั้นมีหนังสืออนุสรณ์เล่มหนาเปิดกาง

                ดุจนภารื้อมันออกมาเพื่อรำลึกความหลังกับลูกสาวของเพื่อนสนิท หญิงสาวรับมาเช็ดฝุ่นด้วยผ้าชุบน้ำหมาดก่อนค่อยๆ เปิดดูทีละเล่ม น้ำเสียงที่เข้มงวดอยู่เป็นนิจอ่อนโยนลงขณะอธิบายถึงที่มาของภาพต่างๆ ส่งผลให้คนฟังรู้สึกราวกับตัวเองได้เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วยอีกคน

                แม่จำแม่นจัง แม่นจนมดคิดว่าคนเราสามารถจำอดีตได้มากขนาดนี้เลยเหรอ

                อดีตคือรากเหง้าของคนเรานี่นา ไม่ว่ามันจะสุขหรือทุกข์ก็เถอะ

                แต่เรามักจะจำแต่เรื่องไม่ดีนะคะ

                เพราะเราคิดว่าความทุกข์ของตัวเองหนักหนาที่สุดอย่างไรล่ะ

                ต่อไปมดจะเข้มแข็งแบบแม่บ้างมุทิตาซบหน้าลงกับต้นแขนนุ่มนิ่มของหญิงเหล็ก

                ดุจนภายีผมคนขี้อ้อนอย่างหมั่นไส้ คอยดู แม่จะบอกยัยวันว่าหนูหาว่ามันเลี้ยงให้อ่อนแอ

                มดไม่ได้หมายความอย่างนั้นสักหน่อย แล้วมดก็รู้ แม่ไม่มีทางพูดให้มดเสียหายหรอก จริงไหมจ๊ะ

                ความสุขของคนสูงวัยอยู่ตรงนี้สินะ มีลูกหลานมาคอยออดอ้อนออเซาะ ได้หวนรำลึกถึงอดีตมาบอกเล่าให้คนรุ่นหลังฟัง จริงอยู่ที่เธอเองก็มีหลาน แต่หลานชายตัวโตๆ จะไปน่ากอดอะไร ไม่นุ่มนิ่มเหมือนตุ๊กตาผ้าแพรอย่างหลานสาวนี่นา ยิ่งกับหลานชายจองหองของตน แค่จะพูดคุยกันดีๆ ยังยากเลย

                ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ดุจนภาสาบานกับตัวเองว่าจะไม่มีวันรับเด็กหัวแข็งคนนี้มาเลี้ยงเป็นอันขาด ตอนนั้นเธอคิดแค่ว่าอยากจะมีลูกชายสักคนไว้คอยช่วยเหลือกิจการงานต่างๆ แต่ในเมื่อตนไม่ได้แต่งงานจึงตัดสินใจขอลูกของน้องสาวมาเลี้ยงแทน

                ดุจนภามีหลานสามคน เด็กผู้ชายสองคนและเด็กผู้หญิงหนึ่งคน เธอขอบุตรชายคนกลางของน้องสาวมาเลี้ยง โดยลืมคำนึงถึงความรู้สึกของเด็กชายที่กำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต พีร์ไม่เคยเชื่อฟังเธอตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา คนที่เด็กชายขลุกอยู่ด้วยมีแต่น้องชายเธอหรือลุงของเขาเท่านั้น และอาทิตย์ก็เป็นกาวเพียงหนึ่งเดียวที่พอจะประสานเธอกับหลานเข้าหากัน

                กระทั่งสิบปีที่แล้ว อาทิตย์ด่วนจากไปเพราะอุบัติเหตุกลางทะเล น้องชายซึ่งเป็นที่พึ่งหนึ่งเดียวของเธอ ลุงที่เป็นที่พึ่งเพียงหนึ่งเดียวของหลาน ไม่มีแม้แต่ร่างให้คนที่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลังได้ฌาปนกิจให้ ช่วงนั้นดูเหมือนจะเป็นช่วงเวลาที่ผู้สูญเสียทั้งคู่ได้ใกล้ชิดกันมากที่สุด ก่อนจะมาเกิดเรื่องใหญ่ในอีกไม่กี่ปีต่อมา

                มดอย่าทำให้แม่ผิดหวังนะ

                คะ

                คนลืมตัวอึกอัก อ้อ แม่ว่าจะถามว่าเดี๋ยวนี้ได้โทร. หาแม่วันหรือเปล่า

                โทร. ค่ะ หญิงสาวย่นคิ้ว ถ้าฟังไม่ผิดเมื่อกี้แม่ฟ้าไม่ได้พูดเรื่องนี้นี่นา

                แล้วทิวกับวันสบายดีไหม แม่ยุ่งๆ เลยไม่ได้คุยกับทั้งสองคนเลย

                สบายดีค่ะ มีแต่แม่นั่นแหละที่ทำงานหนัก มดจะช่วยก็ไม่ให้ช่วย เธอเอ่ยอย่างน้อยใจ จนมดจะเป็นคุณหนูอยู่แล้ว

                เจ้าของผมสีดอกเลาไม่ยอมกล่าวอะไรเพียงแต่หัวเราะลงลูกคอ ลูกสาวแอบค้อนกับอัลบั้มรูปก่อนจะหันไปสนใจภาพถ่ายต่างๆ แทน

                มุทิตาสะดุดตากับรูปใบหนึ่งซึ่งดูเหมือนตากล้องจะไม่ได้ตั้งใจถ่าย วันเวลามุมล่างของภาพน่าจะเป็นครั้งสุดท้ายที่พ่อกับแม่ของเธอได้มาหาเพื่อนเก่า ฉากหลังซึ่งเป็นตู้ไม้เก่าๆ คือบ้านหลังนี้นี่เอง แต่สิ่งที่ดึงดูดความสนใจของหญิงสาวกลับเป็นเด็กสาวที่ยืนอยู่ริมขวาของภาพถ่าย เธอมีผิวขาวราวสาวเมืองเหนือมากกว่าคนที่เติบโตอยู่ชายทะเล แต่เครื่องหน้ากลับคมเข้มน่ามอง มีเค้ารางแห่งความงามอย่างชัดเจน

                ดูอะไรฮึ

                นี่ใครเหรอคะ

                อ้อ แม่เจ้าเวฟดุจนภาตอบด้วยน้ำเสียงเยาะๆ

                ผู้หญิงคนนี้น่ะหรือที่ปุ้ยเคยเล่าให้ฟัง ถ้าอย่างนั้นเธอก็อยู่ที่นี่มานานแล้วสิ แต่ทำไม...

                มดไม่เห็นเคยเจอเลย ตอนที่มาเที่ยวปิดเทอมน่ะค่ะ

                ตอนนั้นเขาไม่ได้อยู่ที่นี่หรอก เพียงแต่แวะเวียนมาช่วยงานบ้าง หลังพ่อเขาเสียแม่ถึงรับดูแล แต่อย่างว่า... เลี้ยงได้แต่ตัวเท่านั้นแหละ ว่าแล้วก็พาลหงุดหงิด พูดเรื่องนี้ทีไรอารมณ์เสียทุกทีสิน่า ว่าแต่มดเถอะ แม่ได้ยินว่าเจ้าเวฟเรียกมดว่าแม่เรอะ พ่อมันใช้ไม่ได้ ไม่รู้จักสอนลูกให้ดี

                แกยังเด็ก คงเข้าใจผิดน่ะค่ะ

                ไม่ถูก เรานั่นแหละจะเสียหาย ไว้เดี๋ยวแม่จะพูดกับพ่อมันเอง

                เป็นเรื่องจนได้ซี อีกหน่อยเธอคงหมดโอกาสได้เห็นดวงตาคมเข้มคู่นั้นพราวระยับอีกแล้ว เขาคงมองเธอเหยียดๆ เหมือนเคย ต้องนึกว่าเธอนำมาฟ้องแน่ๆ เชียว

                มดไม่เป็นไรจริงๆ อย่าให้เป็นเรื่องใหญ่โตเลยนะคะ

                ที่เราต้องมาอยู่นี่ก็เพราะเรื่องพวกนี้ไม่ใช่หรือไง ตราบใดที่มดอยู่กับแม่ แม่จะจัดการคนอื่นให้เอง หนูอยู่เฉยๆ ไม่ต้องกลัว

                แม่...มุทิตาครางพลางเงยหน้าขึ้นมองคนข้างๆ

                แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าแม่วันกับแม่ฟ้าติดต่อกันเสมอ และคงบอกเล่าเก้าสิบเรื่องราวของเธอต่างๆ นานา ทว่าเมื่อได้ฟังคำพูดจากปากคนที่เธอเคารพรักอย่างนี้แล้วก็ให้ชาหนึบไปทั้งกาย

                ความรู้สึกต่างๆ ถูกถ่ายทอดผ่านดวงหน้าซีดเซียว ดุจนภารู้ตัวว่าพลาดเมื่อเห็นลูกสาวเพื่อนรักนั่งเม้มริมฝีปากนิ่ง ประกายตาที่เคยซุกซนมีแววตัดพ้อเข้ามาแทน

                แม่แค่อยากให้มดมั่นใจว่าแม่ไม่มีวันทิ้งหนูไม่ว่าจะเกิดอะไร

                ทำไมไม่มีใครเชื่อใจมดบ้าง

                ก็แม่ไง

                ไม่จริง ลึกๆ แม่ก็ระแวงมด แม่ถึงพูดอย่างนั้น ความอัดอั้นภายในใจเริ่มพรั่งพรู

                มด…”

                หญิงสาวก้มหน้าก้มตาเก็บอัลบั้มต่างๆ เข้าที่เดิม

                มดลงไปข้างล่างก่อนดีกว่า แม่คงอยากเอนหลังแล้ว

                ยังไม่ทันที่ดุจนภาจะเอื้อนเอ่ยอะไร ร่างระหงก็เผ่นลับไป

 

                มุทิตากลับเข้าห้องนอนของตัวเองอย่างรวดเร็ว ความน้อยเนื้อต่ำใจยังคงอัดแน่นอยู่ในอก หญิงสาวคว้ากรอบรูปบนหัวเตียงมาถือไว้แล้วจ้องเอาๆ ราวกับจะตัดพ้อต่อว่าบุคคลในภาพที่ด่วนทิ้งเธอไป

                ถ้าหากพ่อกับแม่ยังอยู่ เธอคงไม่โดดเดี่ยวเช่นนี้ ไม่ต้องมีใครมาคอยระแวงว่าเจ้าลูกกาเหว่าจะลุกขึ้นมาทำงามหน้าเมื่อไร หญิงสาวไม่กล้าคิดหาคำตอบมากไปกว่านี้ว่าทุกคนเลี้ยงดูเธอมาด้วยความรักหรือเพราะสงสารกันแน่

                ยามจิตใจหม่นหมอง สาวรุ่นซึ่งเคยสดใสก็กลายเป็นเพียงแค่เด็กมีปัญหาคนหนึ่ง

               

                ดุจนภาพลิกตัวไปมาบนเตียง ไม่ได้รู้สึกง่วงสักนิดทั้งที่เลยเวลานอนของตัวเองไปมากแล้ว ภาพใบหน้าเศร้าซึมของลูกสาวเพื่อนสนิทที่เธอเคยสาบานไว้ในใจว่าจะเลี้ยงดูให้ดีดั่งลูกตัวเองยังคงแจ่มชัด แม้ตลอดมื้อเย็นที่ผ่านมาหญิงสาวจะกลับมาร่าเริงเหมือนปกติแล้วก็ตาม หากคนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมากว่าหกสิบปีย่อมรู้ดี นั่นเป็นเพียงแค่การแสดงออกภายนอกเท่านั้น

                เมื่อมันคับข้องใจนัก ร่างอวบอัดในชุดนอนจึงลุกจากเตียง ก่อนอื่นเธอต้องพูดกับหลานชายให้รู้เรื่อง ตัดไฟแต่ต้นลมเสีย และแน่นอนว่าเรื่องนี้จะรู้ไปถึงหูมุทิตาไม่ได้เป็นอันขาด

                แสงไฟในห้องของหญิงสาวดับไปแล้ว บ่งบอกว่าเจ้าของห้องคงเข้าสู่ห้วงนิทรา มีเพียงไฟบันไดที่เปิดทิ้งไว้พอให้มองเห็นทางเดินเท่านั้น เสียงโทรทัศน์ที่ลอดออกมาจากอีกห้องซึ่งอยู่สุดอีกฝั่งระเบียงส่งผลให้คนนอนไม่หลับมั่นใจว่าตนคงไม่ได้ตาสว่างเสียเที่ยว อย่างไรเสียคืนนี้ก็ต้องพูดกับหลานชายให้เข้าใจ

                พีร์ ผู้เป็นป้าเคาะประตูพร้อมเอ่ยเรียกเบาๆ สักครู่หลานชายจึงเยี่ยมหน้าออกมา เดี๋ยวลงมาข้างล่างหน่อยนะ ป้ามีเรื่องจะพูดด้วย

                ชายหนุ่มขมวดคิ้วด้วยความฉงน หากก็พยักหน้ารับแต่โดยดี เขาเดินไปปิดโทรทัศน์ก่อนจะดึงผ้าห่มที่ลูกน้อยถีบออกมาห่มให้ดีๆ ก่อนแง้มประตูแผ่วเบา

 

                มีอะไรหรือครับ เขาหยีตา ก็ป้าเล่นเปิดไฟเสียสว่างโร่ขนาดนี้

                ลูกแกหลับแล้วเรอะ

                ครับ ห้าทุ่มแล้ว ป้ายังไม่นอนอีกเหรอ

                ฉันนอนไม่หลับ

                พีร์ไม่ได้พูดตอบ เขาแค่ไหวไหล่เล็กน้อย โชคดีที่ดุจนภาไม่ทันสังเกต ไม่เช่นนั้นเขาคงโดนฟาดสักป้าบโทษฐานที่ทำกิริยาไม่สมควรต่อหน้าผู้ใหญ่ แล้วอบรมต่ออีกยาวว่าคนอื่นจะตำหนิเอาได้ว่าป้าไม่สั่งสอน ชายหนุ่มคิดเพลิน

                รู้หรือเปล่าว่าลูกแกมันแสบ เที่ยวไปเรียกยัยมดว่าแม่จนคนอื่นเขาสงสัยกันหมด แกสอนมันหน่อย ใจคอจะปล่อยให้เด็กมันเข้าใจผิดไปอย่างนี้ไม่ได้หรอกนะ น้องเป็นผู้หญิง มันเสียหาย

                อารมณ์ดีๆ พลันสะดุด ใครฟ้องล่ะครับนี่ ลูกสาวสุดที่รักกระมัง

                ทำไมจะต้องมีใครฟ้อง แกอย่าเที่ยวกล่าวหาใคร

                ถึงอย่างไรผมก็คิดว่าป้าคงไม่ได้ยินมากับหูตัวเอง เพราะถ้าเวฟอยู่ตรงไหน ย่ามันก็จะไม่อยู่ตรงนั้นอยู่แล้ว ไม่เคยเห็นคลุกคลีกันสักที แล้วแบบนี้ไม่กลัวคนอื่นสงสัยบ้างหรือฮะ ว่าไอ้เด็กนี่มันเป็นใคร

                ไอ้พีร์

                หรือว่าเขารู้กันหมดแล้วว่าหลานบ้านนี้มันเหลือขอ

                จู่ๆ คนพูดก็หน้าชาดิก ดุจนภาสะบัดมือลงบนใบหน้าหลานชายเต็มแรงแล้วก็ให้ตกใจกับการกระทำของตัวเอง

                พีร์หลับตาข่มความน้อยใจที่พลุ่งพล่านขึ้นมา เขาลูบซีกหน้าซึ่งชาหนึบราวกับจะตอกย้ำเหตุการณ์เมื่อครู่ลงกลางใจ

                แกไปสอนลูกแกซะ! ก่อนที่มันจะเข้าใจผิดไปจนโต

                ผมนึกว่าป้าจะพอใจ อย่างน้อยรุ่นป้าไม่สมหวังก็น่าจะจับคู่รุ่นหลานแทนเสียเลย

                หมายความว่าไง

                ไม่ใช่ว่าป้าแอบชอบพ่อของเธอมาตลอดหรือครับ ชายหนุ่มยิ้มหยัน

                ความจริงข้อนี้พีร์รู้มานานแล้ว เขาบังเอิญได้ยินคนในบ้านพูดกันตอนที่ป้าซึมไปหลังกลับจากงานศพเพื่อนสนิท คนเดียวกันกับที่เป็นพ่อของมุทิตานี่แหละ และเมื่อสังเกตจากแววตาของป้าขณะนี้แล้ว เขาก็ยิ่งมั่นใจว่าสิ่งที่ตนคิดมาตลอดนั้นไม่ผิดอย่างแน่นอน

                ไม่จริง! ใครบอกแก!”

                ผมคงได้ความสามารถพิเศษในการดูคนมาจากป้า

                ไม่จริง ฉันขอเตือนแก ห้ามเอาเรื่องเหลวไหลนี่บอกน้องเป็นอันขาด คนที่มีชนักติดหลังสั่งเสียงเฉียบ

                ป้าก็รู้ว่าไม่เคยห้ามผมได้

                ไอ้พีร์!”

                ความรู้สึกผิดเมื่อครั้งตบหน้าหลานชายหายไปทันที ดุจนภาฟาดไม่เลี้ยงไปที่หลังและไหล่ของคนตัวโตตรงหน้า ทว่าชายหนุ่มไม่โต้ตอบและไม่คิดจะตอบโต้แต่อย่างใด เขาตั้งใจจะยั่วโมโหป้าเองแหละ หญิงชราคนนี้สมควรจะรู้สักทีว่าตนไม่มีสิทธิ์กำหนดทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของคนอื่นอีกต่อไป

                ไอ้ทรพี ไอ้เนรคุณ ฉันไม่แปลกใจเลยว่าทำไมพ่อแม่แกยังไม่เอา!” ผู้เป็นป้าชี้หน้าด่า คำหยาบคายต่างๆ ไหลออกมาไม่หยุด แต่สุดท้ายก็จำต้องผละไปเพราะหมดแรง

                พีร์ยังคงนั่งนิ่งตรงนั้นไม่ขยับเขยื้อนไปไหน ท่ามกลางความเงียบสงัดยามค่ำคืน คนที่ถูกทำร้ายร่างกายกำลังคิดข้ามไปอีกขั้นหนึ่ง

 

                กว่าสามวันแล้วที่เขาไม่เห็นหน้าหญิงสาวเลย เป็นเพราะฝีมือป้าที่หนีบมุทิตาไว้กับตัวเสมอ แม้แต่มื้อเย็นก็ไม่กลับมาทานที่บ้านเฉกเช่นปกติ ครั้นกลับมาเมื่อไรก็พากันขึ้นข้างบนรวดเร็ว จนชายหนุ่มอดเปรียบเปรยด้วยความคึกคะนองไม่ได้ว่า...นี่ราวกับเป็นการห้ามเจ้าบ่าวเจ้าสาวพบหน้ากันก่อนแต่งงานกระนั้นแล

                เวฟเองก็ดูเหมือนจะรู้สึกถึงความผิดปกตินี้ เจ้าหนูถามหาเอากับพ่อบ่อยๆ ถึงคนที่แกเรียกว่า แม่ เขาจึงฉวยโอกาสนี้หลอกลูกชายว่าอาสาวโกรธที่ถูกเรียกอย่างนั้น และจะหายโกรธต่อเมื่อแกจะเรียกว่า อาโม้ด จนติดปาก เหลือเชื่อที่แผนนี้ได้ผลดีเกินคาด และนั่นก็ทำให้ผู้เป็นพ่อโล่งอกไปเปลาะหนึ่ง

                แต่วันนี้แตกต่างจากสองวันที่ผ่านมา เสียงล้อบดถนนมาหยุดอยู่หน้าบ้านเมื่อนาฬิกาตีครบสี่ครั้งในยามบ่าย คนที่กระโดดผลุงลงมาจากที่นั่งคนขับคือคนที่เขาคิดหาทางพบหน้ามาหลายวัน

                หญิงสาวรวบผมขึ้นด้วยหนังยาง เสื้อเชิ้ตเข้ารูปพับแขนขึ้นมาถึงศอก ทะมัดทะแมงและน่าเอ็นดูนักในสายตาคนมอง เธออ้อมไปประคองสตรีอีกคนลงจากรถ ใบหน้าซึ่งเต็มไปด้วยริ้วรอยค่อนข้างซีด เห็นดังนั้นชายหนุ่มจึงตรงเข้าไปช่วยประคองอีกข้างหนึ่ง

                เกิดอะไรขึ้น เสียงห้าวถามทันทีที่ก้าวมาประชิดตัว

                แม่หกล้มน่ะค่ะ หมอบอกว่าข้อเท้าเคล็ด

                ทำไมไม่โทร. มาบอก คุณขับรถแข็งหรือไง

                เอ๊ะ! นี่แกจะมาขึ้นเสียงใส่น้องทำไม ฉันสั่งเองแหละว่าไม่ต้องโทร. ดุจนภาขึงตาใส่ อยากเอาไม้เท้าฟาดหลานชายนัก แต่ติดตรงหญิงสาวข้างๆ นี่แหละ

                พีร์และมุทิตาค่อยๆ ประคองคนเจ็บมานั่งบนโซฟา เวฟวางมือจากดินสอสี เดินเตาะแตะมาด้อมๆ มองๆ ว่าพวกผู้ใหญ่เขาทำอะไรกัน

                ย่าเป็นอะไย

                คุณย่าขาเจ็บครับ เสียงใสเป็นฝ่ายตอบแทน

                เจ้าหนูลูบข้อเท้าบริเวณที่มีผ้าสีเนื้อรัดไว้แผ่วเบา คนเจ็บทำท่าจะชักเท้าออก แต่เมื่อเห็นปากเล็กขมุบขมิบเหมือนท่องมนตร์ก่อนจะเป่ามนตร์ออกไป ใจก็อ่อนยวบลงมา

                ย่าเจ็บมั้ย

                ฮื่อ ดุจนภาตอบรับในลำคอ มดไปตามปุ้ยหรือเน้ยให้แม่ที จะให้พาขึ้นข้างบนหน่อย ชักอยากเอนหลัง

                ผมพาไป

                หนูช่วย คุณหมอตัวน้อยขันอาสา

                แกพาลูกไปล้างมือเถอะ หมอมันใส่ยาอะไรไว้หรือเปล่าก็ไม่รู้ เดี๋ยวฉันให้นังปุ้ยพาไป

                ให้ไต๋พาไปดีกว่านะจ๊ะแม่ มดพาน้องไปล้างมือเอง

                ก็เขาตัวใหญ่ขนาดนี้ ถึงอย่างไรคงปลอดภัยกว่าให้ผู้หญิงตัวเกือบบางอย่างปุ้ยหรือเน้ยประคองก็แล้วกัน

                ดุจนภาฮึดฮัดในใจ หากก็จำต้องยอมพึ่งพาหลานชายแต่โดยดี เธอเกลียดสถานการณ์ที่ต้องตกเป็นรองไอ้หลานนี่เหลือเกิน ไม่ต้องการความช่วยเหลือจากมันสักนิดเดียว

                จะไปไหนก็ไปเลยไป คนเจ็บออกปากไล่ทันทีที่กายแตะฟูก

                ไม้เท้าอยู่ตรงนี้นะครับเขาวางไว้ข้างโต๊ะหัวเตียง

                บอกมดทีว่าหกโมงให้ขึ้นมาหาฉันด้วย

                ผมจะออกไปข้างนอก ป้าต้องการอะไรไหม

                ไม่

                ผมแง้มประตูไว้ ถ้ามีอะไรก็ตะโกนเรียกแล้วกัน

                ชายหนุ่มมองแผ่นหลังของคนที่ตะแคงหันหลังให้พลางแง้มประตู ป้าคงออกไปไหนไม่ได้สักระยะ และเขาก็มีแผนสำหรับขั้นตอนต่อไปแล้ว ทว่างานนี้คงต้องอาศัยเจ้าลูกชายช่วยอีกแรง

 

                ไปเก็บของไปเวฟ เดี๋ยวพ่อออกไปข้างนอกชายหนุ่มบอกลูกน้อยที่นอนคว่ำหน้าระบายสี ข้างๆ กันมีจิตรกรสาวช่วยระบาย

                หนูไปด้วย!”

                ไปซี่ แต่ต้องเก็บของก่อนนะ

                เจ้าหนูกุลีกุจอเก็บของอย่างรวดเร็ว กระโดดโลดเต้นไปพลาง

                ไปไหม

                คะ หญิงสาวเลิกคิ้ว ไม่แน่ใจว่าเขาพูดกับตนหรือเปล่า

                ไปด้วยกันสิ แค่ห้างแถวนี้เอง

.....................................................

     การย้อนไปรีไรต์งานเก่าของตัวเองทำให้ได้รู้ว่าไรต์เขียนไดอะล็อกเยอะมว้ากกกกก แหะๆ

     มีความบ้านๆ มีความเหมือนไดอารีชีวิตประจำวันมากเลยค่ะ >///<

     แต่ยังไงก็ตาม ไรต์สัญญาว่าจะเข้มข้นขึ้นอย่างช้าๆ แน่นอนค่ะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

81 ความคิดเห็น

  1. #28 fsn (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2560 / 22:04
    คุณป้าเนี้ย ออกแนวทิฐิ เอาแต่ใจนะคะ
    #28
    1
    • #28-1 thezircon (@thezircon) (จากตอนที่ 6)
      23 พฤษภาคม 2560 / 15:42
      ป้าหลานเหมือนกันด้วยสิคะ หนักใจแทนมดเลย
      #28-1