- I will always love you -[GOT7 MarkBam]

ตอนที่ 10 : - The Heart Never Forgets -

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,301
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 38 ครั้ง
    13 ม.ค. 59




- The Heart Never Forgets -

 

สหรัฐอเมริกา.

 

 

               ท่ามกลางแสงไฟจากตึกสูงระฟ้า บนถนนเต็มไปด้วยรถยนต์คละสีสัน ผู้คนขวักไขว่เต็มสองข้างทาง ป้ายโฆษณา ไฟที่ฉายขึ้นบนท้องฟ้า เสียงไซเรนที่ดังมาให้ยินเป็นจังหวะ เมืองที่ไม่เคยหลับใหล  

 

 

‘ New York City ’

                ชายวัยกลางคนในชุดสูทสีเข้มนั่งมองทิวทัศน์ของเมืองผ่านแผ่นกระจกใสบนยอดตึกสูงชั้นบนสุด ที่ซึ่งผู้เป็นเจ้าของเท่านั้นจึงจะมีสิทธิ์อยู่  The Empire State Building . ใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยปรากฏรอยเส้นหยักทุกครั้งที่เจ้าของมันมีปฏิกิริยากับห้วงความคิด เป็นเวลาผ่านไปนานแค่ไหนแล้วนับตั้งแต่วันนั้น วันที่ตัดสินใจผลักไสคนสำคัญที่สุดของชีวิตไป ผู้ที่เป็นเสมือนลมหายใจ ผู้ที่เป็นทุกสิ่งอย่าง จากวันนั้นจนวันนี้ก็ยังคงเฝ้าตามหา อาจเป็นเพราะฟ้าต้องการลงโทษทำให้หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอสักที มันควรพอได้แล้วสำหรับการทดสอบที่ยาวนานนี้

 

                “ ผมคิดถึงคุณเหลือเกิน”  เสียงแหบพร่าเอ่ยเบาๆ พลางมือหยาบก็วางแก้ววิสกี้ลงข้างๆ

 

ก้อกๆ เสียงเคาะประตูดังขึ้น

 

                “ เข้ามา...”  เจ้าของห้องเอ่ยอนุญาต

 

                “  มิสเตอร์ WANG ผมมารายงานเรื่องที่คุณให้ไปทำ...” น้ำเสียงเลขาหนุ่มแอบซ่อนความผิดหวังเอาไว้ไม่ได้

 

                “ พูดมา ฉันฟังอยู่”  เจ้าของชื่อยังคงจ้องมองออกไปนอกหน้าต่างบานใหญ่ข้างหน้า แอบมีความหวังในแววตาหม่นนั้น

 

                “ เราไม่ได้ข่าวคราวอะไรเพิ่มเติม จากที่เคยรู้เลยครับ........”

 

                “ ......” ร่างที่อยู่หลังเก้าอี้ไม่ได้ตอบอะไร เพียงแต่ยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้อีกคนออกไปได้

 

                “ ...... ผมขอโทษครับบอส...” เลขาหนุ่มโค้งให้ผู้เป็นเจ้านายก่อนจะหันหลังกลับออกไป

 

                “  เพล้ง!” เสียงเครื่องแก้วกระทบกับผนังดังลั่นไปทั่วทั้งห้อง แก้วที่เต็มไปด้วยน้ำสีรำพันแตกกระจายอยู่เต็มพื้น คนที่ขว้างมัน ทรุดหน้าลงกับมือของตัวเอง

 

                “ ผมขอโทษ...”  น้ำตาลูกผู้ชายไหลออกมาจากดวงตาสีหม่นนั้นอย่างห้ามไม่ได้ หยดน้ำตาร่วงลงสู่กรอบรูปสีเงินที่ภายในใส่รูปคนที่แสนสำคัญอยู่ หญิงสาวผู้เป็นที่รัก ....

 

 

 

........

 

เกาหลีใต้.

 

 

 

 

                แบมแบมแวะมาที่สุสานเช้ากว่าปกติ วันนี้ร่างบางมีภารกิจต้องไปทำ สิ่งที่ทำให้แบมแบมรู้สึกเป็นสุขเมื่อได้ทำ และจะขอทำจนกว่าจะไม่สามารถทำได้แล้ว ด้วยในใจก็คิด สักวันหนึ่งเราอาจต้องมาอยู่สถานที่นี้  สถานที่ที่รวมคนเหงาเอาไว้  ที่ซึ่งทุกคนเคยผ่านทุกช่วงเวลาของชีวิตมาแล้ว ที่ที่ใครก็เรียกกันว่า

บ้านพักคนชรา

              
                         “ รักแม่นะครับ”  เจ้าของเสียงหวานระบายยิ้มอ่อนๆก่อนจะเดินไปที่จักรยานคู่ใจ

 

ณ บ้านพักคนชรา

                ร่างบางปั่นจักยานคันโปรดจากโบสถ์มาถึงที่นี่ใช้เวลาไม่นานนัก เพราะยังเป็นเวลาที่เช้าอยู่มากจึงยังไม่ค่อยเห็นคุณตา คุณยายออกมาเดินเล่นหรือนั่งเล่นหมากรุกกัน

 

                “ สวัสดีครับคุณป้า” แบมแบมเอ่ยทักผู้ดูแลของสถานที่นี้ นางพยาบาลรูปร่างท้วมหน้าตาใจดี

 

                “ อ้าว แบมแบม มาแล้วเหรอ วันนี้มาแต่เช้าเชียวนะ” เธอพูด

 

                “ฮะ พอดีแบมมีเรียนตอนสายๆ คิดว่าวันนี้ถ้ามาเช้าน่าจะช่วยอะไรคุณป้าได้บ้าง” ร่างบางยิ้ม

 

                “ เป็นเด็กดีจริงๆเลยเรา”  คุณพยาบาลพูดพลางเข็นรถที่เต็มไปด้วยผ้าห่มสีขาว

 

                “ แบมช่วยนะฮะ ต้องเอาไปตากใช่มั๊ย”

 

                “ ใช่จ้ะ ขอบคุณมากนะแบมแบม คนดีดีแบบหนู จะต้องเจอแต่สิ่งดีดีแน่นอนเลย” พูดพลางเธอก็ส่งรอยยิ้มใจดีให้ แบมแบมยิ้มตอบยิ้มนั้นอย่างเต็มใจ

 

                เหตุผลที่คนตัวเล็กรู้จักสถานที่แห่งนี้ก็เพราะวันที่เขาเข้าไปห้ามการทะเลาะกันของเด็กเกเรในครั้งนั้นเอง คุณแม่เจนเป็นคนมาเห็นเพราะสถานที่เกิดเหตุมันอยู่ใกล้ที่ที่แบมแบมอยู่ ทั้งเจบี แบมแบม และยองแจ พร้อมเพื่อนเจบีอีกสองคน โดนทำโทษให้ไปทำประโยชน์แก่สังคมร่วมกัน นั่นก็คือมาเป็นอาสาสมัครที่ บ้านพักคนชราแห่งนี้นี่เอง

 

                “ นั่นหนูแบมแบมนี่นา” เสียงของผู้สูงอายุคนหนึ่งดังขึ้น

 

                “ คุณยายอึนจี” แบมแบมโผเข้าไปกอดพร้อมรอยยิ้ม

 

                “ ไม่ค่อยได้มาหาคุณยายเลย สบายดีนะครับ เจอกันกี่ครั้งคุณยายก็สวยเหมือนเดิมเลย” เสียงเจื้อยแจ้วของแบมแบมทำให้คนฟังต้องยิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัว

 

                “ ปากหวานนะเรา ไม่เจอกันตั้งนานจบ ม.3 หรือยังล่ะเนี่ย” เธอว่า

 

                “ โถ่คุณยาย แบมขึ้นมหาลัยแล้วนคร้าบบบบบ” พูดพลางมือเล็กก็สวมกอดร่างของหญิงชราอีกครั้ง

 

                “ อย่างงั้นรึ...” เธอลูบหัวแบมแบมเบาๆ

 

                “ แล้ววันนี้มา จะมาเล่นเจ้าเครื่องนั่นให้ยายฟังอีกใช่มั้ย” พูดพลางมือก็ชี้ไปที่เปียโนหลังหนึ่งกลางลานกว้าง

 

                “ คุณยาย....อยากฟังเพลงเหรอครับ” แบมแบมถาม

 

                “ อื้อ” เธอพยักหน้า

 

                “ ได้เลยครับเจ้าหญิง....เดี๋ยวแบมพาคุณยายไปนั่งตรงนั้น ฟังเพลงที่แบมเล่นนะครับ”

 

ร่างเล็กประคองอีกคนมานั่งในบริเวณลานสันทนาการ ก่อนจะเริ่มบรรเลงเพลงให้เหล่าผู้คนผมสีอ่อนได้ฟัง

 

………………

 

ณ คอนโดหรูใจกลางเมืองโซล.

 

                คนผมสีแดงลุกขึ้นนั่งบนเตียงนิ่ม  เจ้าของหน้าใบหล่อขยี้ตาเล็กน้อยให้คลายความงัวเงียก่อนจะเอี้ยวตัวเล็กน้อยเพื่อมองดูอีกคนที่นอนหลับอยู่ข้างๆ มาร์คระบายยิ้มออกมาเบาๆให้กับคนน่ารักที่กำลังหลับใหลอยู่บนเตียงเดียวกัน  ขายาวก้าวเดินไปที่ระเบียงเพื่อชมทัศนียภาพของเมืองยามเช้า สายตาคมทอดยาวออกไปด้านนอกพลางมือหนาก็จับจี้ที่สวมอยู่ขึ้นมามองดู  ยังคงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับเขาเสมอไม่ว่าเวลาจะผ่านมานานเท่าไหร่

 

                “ มาร์ค........”  จูเนียร์ที่เพิ่งลุกจากที่นอนเดินตรงมายังระเบียงคอนโดเอ่ยเรียกคนรักด้วยเสียงแผ่วเบา

 

                “ มาร์ค......ทำไมตื่นเช้าจัง”  เจ้าของใบหน้าหวานขยี้ตาเบาๆ พูดไปแล้วถึงสองประโยคแต่ก็ยังไม่มีเสียงตอบรับกลับมา จูเนียร์ยืนมองท่าทางนั้นด้วยความรู้สึกเจ็บแปลกๆ

 

สร้อยนั่นมันคืออะไรกันแน่ แล้วมันสำคัญกับนายยังไงกันแน่มาร์ค

 

                “ มาร์ค” จินยองกดเสียงหนักจนเพื่อให้แน่ใจว่าคนผมสีแดงจะได้ยิน

 

                “ อ้าว จูเนียร์ ตื่นแล้วเหรอ”  คนตัวสูงเดินตรงเข้ามากดจูบเบาๆที่แก้มของอีกคน

 

                “ ไม่ต้องเลย เราเรียกตั้งนาน  มัวแต่สนใจสร้อยบ้านั่นอยู่ได้”  คนหน้าสวยพูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด

 

                “ จูเนียร์” มาร์คกดเสียงต่ำเชิงปราม สายตาที่อ่อนโยนเมื่อกี้เผลอเปลี่ยนเป็นสายตาดุ

 

                “ จูเนียร์ก็รู้ว่ามะ...”

 

                “ มันสำคัญกับนาย แต่บอกเหตุผลไม่ได้ ! จะบอกเราแบบนี้ใช่มั้ย ! ฟังจนเบื่อแล้วมาร์ค ! ถามว่าใครให้ก็ไม่บอก  ไม่พูด  ถ้ามันสำคัญมาก ก็ไม่ไปอยู่กับคนที่ให้เลยล่ะ !” จูเนียร์กระแทกเสียง

 

                “ นายโมโหอะไร เรื่องนี้เราคุยกันแล้วนะ”

 

                “ โมโหสิ ทำไม เราจะโมโหไม่ได้เลยหรือไง เจ้าของสร้อยนั่นน่ะ มันเป็นใคร ทำไมบอกเราไม่ได้”

               

                “ เราอย่าทะเลาะกันเรื่องนี้เลย  มาร์คขอร้อง”

 

                “ งั้นก็ถอดออกสิ ไม่ต้องใส่อีกแล้ว ถอดแล้วก็ทิ้งไปเลย”

 

                “....” ไม่มีคำตอบจากมาร์ค ต้วน มีเพียงสายตาดุที่แฝงความโกรธอยู่ภายใน

 

                “ ถ้าไม่ถอดออก เราจะไม่มาหามาร์คที่นี่อีก เลือกเอาว่าจะใส่สร้อยหรืออยากให้เราอยู่”

 

                “ ทำไมพูดแบบนี้  พูดเหมือนดูถูกความรักของเรา  เราโกรธแล้วนะจูเนียร์” น้ำเสียงที่ราบเรียบเย็นชา จนจูเนียร์สัมผัสได้ว่าผู้ชายตรงหน้า กำลังโกรธจริงๆ

 

                “ .....” จูเนียร์ที่ยืนประจันหน้ากับมาร์คเริ่มมีน้ำตามาคลอที่ดวงตาคู่สวย ร่างบางสะบัดหน้าเดินออกไปจากห้องของอีกคนด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว มาร์คยืนมองการกระทำนั้นอย่างไม่คิดห้าม คนตัวสูงถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะหย่อนตัวนั่งลงบนโซฟาสีเข้ม  เช้าที่ดีของใครบางคนอาจจะเป็นเช้าที่สุดแย่ของอีกคนก็ได้  ไม่มีทางที่เขาจะถอดสร้อยเส้นนี้ออก  ไม่มีทาง

 

............

 

ฉันคืออะไรสำหรับนายกันแน่

 

                เจ้าของใบหน้าหวานยังคงจมอยู่กับคำถามที่ไม่เคยเอ่ยออกไป  ร่างบางขยับร่างกายไปตามจังหวะเพลงที่เปิดดังก้องไปทั่วทั้งห้อง จ้องมองใบหน้าท่าทางของตัวเองผ่านกระจกบานใหญ่ในห้องซ้อม หนึ่งคำถามที่ยังคงติดอยู่ในใจมาตลอด ตั้งแต่เดินออกมาจากห้องมาร์ค จูเนียร์ก็มายังห้องซ้อมนี้จนบัดนี้ล่วงเลยเข้าสู่เวลากลางคืน เหงื่อที่ไหลอาบไปทั้งร่าง ร่างกายที่เหนื่อยหอบยังไม่สามารถทำให้เจ้าของมันหยุดขยับตัวได้  กี่ครั้งกันที่เขาต้องแพ้ให้กับเจ้าสิ่งของที่แสนธรรมดานั่น กี่ครั้งกันที่ทุกครั้งที่เอ่ยถึงเรื่องนี้ กลายเป็นเขาที่จะต้องเป็นฝ่ายถอย การเต้นอาจเป็นทางเดียวที่สามารถทำให้เขารู้สึกดีขึ้นมาได้บ้าง ถึงได้เต้นไม่หยุด แต่ทำแบบนี้มันจะดีจริงๆนะเหรอ ร่างกายคนเรายังไงก็มีขีดจำกัดนะ

                แจ็คสันยืนมองน้องชายต่างสายเลือดผ่านหน้าประตู  เขารู้ดีว่ามีไม่กี่เหตุผลหรอกที่จินยองจะเป็นแบบนี้ เมื่อเห็นว่าร่างบางเริ่มจะไม่ไหวคนที่เป็นพี่จึงตัดสินใจเดินเข้าไปหา

 

                “ จูเนียร์......” แจ็คสันปิดเพลงและเดินเข้าไปใกล้ๆจินยอง

 

                “ .....”  จินยองโผเข้ากอดแจ็คสันและปล่อยให้น้ำตาที่พยายามกลั้นเอาไว้ ไหลออกมาตามใจชอบ

 

                “ ชู่ว์......” แจ็คสันกอดตอบพลางลูบหัวอีกคนเบาๆ

 

                “ ผมทำตัวแย่มากใช่มั๊ย...ฮึก...”  จินยองสะอึกสะอื้นอยู่ในอ้อมกอดพี่ชายเหมือนเด็กๆ

 

                “ คราวนี้เรื่องอะไรอีกล่ะ...” แจ็คสันว่า

 

                จูเนียร์ไม่พูดอะไรเพียงแค่ถอนหายใจออกมายาวๆ แจ็คสันส่ายหัวน้อยๆให้กับน้องชาย

 

                “ ไปนั่งพักก่อนนะ ดูสิเหงื่อซกเชียว”  พูดพลางมือหนาก็ยื่นผ้าขนหนูผืนเล็กให้

 

                “ ขอบคุณนะฮยอง” จินยองพอจะยิ้มออกมาได้บ้าง เวลาที่รู้สึกแย่ แค่มีคนในครอบครัวมาอยู่ข้างๆก็ทำให้เรารู้สึกดีขึ้นมาได้ไม่น้อยเลยล่ะ

 

                “ บางทีเวลาเป็นแบบนี้ ก็รู้สึกเหมือนกับว่าผมบ้าไปคนเดียว  มันดูเหมือนไร้สาระที่ไปโมโหให้สร้อย ให้ตายเถอะมันไม่มีชีวิตด้วยซ้ำ”  ใบหน้าสวยหัวเราะทั้งน้ำตา

               

                “ มันก็แค่สร้อยเส้นนึง ก็แค่สร้อย แต่ผมก็ไปหึงสร้อย ผมหึงสร้อยอ่ะพี่แจ็คสันไม่อยากเป็นแบบนี้เลย”  จูเนียร์พูดพลางซุกใบหน้าลงบนผ้าขนหนูในมือ

 

                “ ผมแค่ถามเขาว่า ใครให้ แค่นี้เขาก็ตอบผมไม่ได้ บอกแค่ว่ามันสำคัญ มันสำคัญยังไงแค่ไหน ที่ผมถามผมก็แค่อยากรู้” น้ำตาที่ถูกเช็ดไปเมื่อกี้กลับไหลออกมาอีก

 

                “ แล้วนอกจากไอ้เรื่องสร้อยเนี่ย มีเรื่องไหนที่มาร์คทำให้นายผิดหวังบ้างมั้ย?” แจ็คสันที่เงียบฟังอยู่นาน ยิงคำถามให้อีกคนได้ฉุกคิด

 

                จูเนียร์เงียบไปสักพักเมื่อได้ฟังคำถามจากปากพี่ชาย นั่นสิไม่เคยมีสักเรื่องที่มาร์คทำให้เค้าเสียใจ ไม่มีเลย ไม่เคย อาจจะมีแค่เค้าด้วยซ้ำที่เป็นฝ่ายทำให้มาร์คเสียใจ ไหนจะเอาแต่ใจตัวเอง ไหนจะเคยบอกเลิก ไหนจะอะไรต่อมิอะไรที่ผ่านมา พอมาคิดดูแล้ว ไม่มีอะไรที่มาร์ค ต้วน ทำให้เค้าเสียใจสักครั้ง

 

                “.....” จูเนียร์เงยหน้าขึ้นมองพี่ชายพลางส่ายศีรษะเบาๆให้เป็นคำตอบ

 

                “ มาร์ครักนายมากนายรู้เรื่องนั้นดี” แจ็คสันว่า

 

                “ มันรักนายจริงพี่ดูออก ถ้าไม่จริงพี่ไม่ยอมให้คบกันหรอก ไม่ได้เข้าข้างเพื่อนนะ แต่พี่ว่าบางทีมาร์คอาจจะมีเหตุผลของมันที่ไม่อยากบอกใครก็ได้” แจ็คสันมองหน้าน้องชายด้วยแววตาและน้ำเสียงจริงจัง

 

                “ ผมรู้.......แต่ผมก็แค่กลัว”  จินยองพูดด้วยน้ำเสียงสั่นคลอน

 

                “ นายกลัวอะไร”  

 

                “ ผมกลัวในสิ่งที่ผมไม่รู้.....ไม่รู้สิฮะ  ผมก็แค่กลัว” 

 

                “ อย่าคิดมากน่า ป่ะ กลับบ้านกัน  แล้วก็ห้ามทำแบบนี้อีกนะ ถ้าไม่สบายขึ้นมาจะทำยังไง” ในคำปลอบโยนก็แอบมีน้ำเสียงดุๆปนออกมา ในเวลาแบบนี้แจ็คสันก็เป็นพี่ชายที่ไม่เลวเลยนะ

 

                “ ขอบคุณนะฮยอง รักฮยองที่สุดเลย” ใบหน้าเปื้อนน้ำตาระบายยิ้มออกมาให้กับความรักของพี่ชาย

 

                จินยองถูกรับมาเลี้ยงโดยครอบครัวของแจ็คสันในตอนที่แจ็คสันอายุ 8 ขวบ เพราะเรื่องที่พ่อของแจ็คสันไล่แม่ออกจากบ้านทำให้แจ็คสันกับพ่อเกิดระยะห่างระหว่างกัน แจ็คสันโกรธและไม่เข้าใจในตัวพ่อ แจ็คสันรักแม่มาก  การที่พ่อทำแบบนี้ทำให้ตัวเขารู้สึกผิดหวังในตัวผู้เป็นบิดา ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาทั้งสองคนพูดกันแทบจะนับคำได้ เพราะเหตุนี้เองพ่อของแจ็คสันกลัวว่าลูกจะกลายเป็นเด็กมีปัญหาและเข้าสังคมไม่ได้จึงตัดสินใจรับเลี้ยง จินยอง เข้ามาเป็นลูกชายอีกคนหนึ่ง ในตอนแรกแจ็คสันก็ยังยอมรับไม่ได้ แต่ด้วยความน่ารักน่าเอ็นดูของเด็กชายจินยอง หัวใจของแจ็คสันจึงค่อยๆเปิดรับเด็กหน้าตาน่ารักคนนั้นเข้ามาในหัวใจและสัญญาว่าจะรักและปกป้องน้องชายตัวน้อยตลอดไป

 

...........

 

                “ ไม่เป็นไรแล้วล่ะ ... อื้อ ... หลับไปสักพักแล้ว ...นายไม่ต้องห่วง... โอเค...” แจ็คสันวางสายจากเพื่อนผมสีแดงที่โทรมาถามอาการของคนรัก  ร่างหนาเดินเข้าไปเพื่อขยับผ้าห่มของน้องชายที่ร่นลงไปให้ขึ้นมาปิดถึงอก

                “ หลับฝันดีนะตัวแสบ” ผู้เป็นพี่ชายยิ้มน้อยๆให้คนที่เข้าสู่ห้วงแห่งความฝัน คงเพราะร่างกายที่เหนื่อยล้า หลังจากกลับมาถึงบ้านจูเนียร์ถึงได้หลับเหมือนสลบไปแบบนี้

 

                เป็นเวลาเกือบเที่ยงคืน มาร์คยังคงยืนอยู่ที่ระเบียงหลังจากวางสายจากพี่ชายของคนรัก ตาคมทอดมองลงไปยังแสงไฟวิบวับด้านล่าง  ใบหน้าหล่อที่เหมือนครุ่นคิด มือหนาหยิบบุหรี่ราคาแพงที่เพิ่งหยิบออกจากซองขึ้นมาสูบ  ควันสีขาวลอยผ่านออกจากริมฝีปากเป็นกระจับได้รูป ลอยขึ้นไปไกลแสนไกลจนค่อยๆสลายหายไปกับสีดำของความมืด

 

.....

 

 

                แบมแบมนั่งอยู่หน้าโต๊ะเขียนหนังสือสีขาวขนาดกลางภายในห้องนอนของตัวเอง มือเรียวกำลังขะมักเขม้นจดเขียนสิ่งที่ได้ร่ำเรียนมา พลางสายตาก็เลื่อนไปหากรอบรูปไม้ที่วางอยู่สุดขอบโต๊ะ รูปเด็กผู้ชายสองคนถือไอติม ยืนยิ้มให้กับกล้อง  เป็นรอยยิ้มแห่งความสุขถ้าหากใครได้มอง  รูปหนึ่งใบที่แสนสำคัญเด็กหนุ่มเอื้อมมือไปเขี่ยเบาๆบนใบหน้าเล็กในภาพ

                “ ปากเลอะแล้ว เห็นมั้ย” เสียงหวานเอยเบาๆและยิ้มน้อยๆให้กับภาพนั้น มือเรียวละจากภาพหันไปเปิดวิทยุเครื่องเก่าที่วางอยู่ใกล้ๆ หมุนไปหมุนมาอยู่สักพักก็เจอสถานีที่ชอบฟัง

                สวัสดีครับท่านผู้ฟัง แหม่ เริ่มเข้าหน้าหนาวแล้วสังเกตกันมั้ยครับ อากาศเริ่มหนาวเย็นลงแล้ว อย่าลืมดูแลรักษาสุขภาพกันด้วยนะครับ ..... เสียงเจื้อยแจ้วของดีเจหนุ่มยังคงพร่ำพูดไปไม่มีทีท่าจะเหนื่อย ดวงหน้าหวานยิ้มออกมาบ้างยามที่เสียงในเครื่องวิทยุเล่าเรื่องตลก แบมแบมปล่อยให้เจ้าเครื่องสี่เหลี่ยมทำงานของมันไปจนกระทั่งเขาทำการบ้านเสร็จ  มือเล็กกดปิดเจ้าเครื่องนั้นก่อนที่ห้องจะตกเข้าสู่ความเงียบอีกครั้ง เจ้าของเสียงหวานหันไปควานหาเครื่องเล่น MP3 ในกระเป๋าเป้ ก่อนจะยัดหูฟังและกดเล่นเพลงที่ชอบ 

                ก็ดึกแล้วนะแต่ทำไมยังไม่ง่วงนอนเลย ที่สำคัญ ทำไมถึงเอาแต่คอยคิดถึงใบหน้าของนายคนผมสีแดงนั่น คิดพลางทอดถอนลมหายใจ  ตากลมแหงนหน้ามองเพดานพลางกรอกสายตาไปมา  มองพัดลมบนเพดานที่หมุนเป็นวงกลม  พอต้องอยู่คนเดียวทีไรหัวใจก็คอยเอาแต่จะนึกย้อนกลับไปยังอดีต อดีตที่สวยงาม คนในอดีตที่รอยยิ้มยังคงสวยงามชัดเจนอยู่ในใจเสมอ แอบคิดเล่นๆว่าถ้าหากนายมาร์คนั่นคือพี่มาร์คของเขาจริงๆ แล้วเขาจะทำยังไงดี ลมหนาวพัดผ่านเข้ามาในห้องพัดพาเอากระดาษสีขาวที่อยู่ในกล่องลอยกระจัดกระจายไปทั่วทั้งห้อง

กระดาษที่แสนสำคัญ

 

                แบมแบมลุกขึ้นไปปิดหน้าต่าง ก่อนจะเดินมาเก็บกระดาษที่ปลิวอย่างเบามือ กลัวว่ามันจะขาด  ร่างบางก้มเก็บกระดาษอย่างใจเย็นพลางริมฝีปากสวยก็นับจำนวนไปด้วย 35 ฉบับ ครบ ไม่มีแผ่นไหนเสียหาย คนตัวเล็กระบายยิ้มออกมาอย่างโล่งใจก่อนที่จะนำเจ้ากระดาษเหล่านั้นเข้าไปเก็บในกล่องอย่างเดิม คราวนี้จะไม่ลืมปิดกล่องให้เรียบร้อย แบมแบมคิด ก่อนที่มือเรียวจะวางชุดกระดาษนั้นลง ดวงตากลมโตก็ต้องสะดุดหยุดนิ่ง กับจดหมายหนึ่งฉบับที่จำได้ว่าอ่านแค่ครึ่งแผ่นก็ตัดสินใจพับเก็บลงซองตามเดิม  ด้วยใจไม่กล้าพอจะอ่านมันให้จบ

          ร่างบางยืนนิ่งมองซองจดหมายนั้นอยู่เนิ่นนาน ก่อนจะสูดลมหายใจลึกและตัดสินใจหยิบมันขึ้นมา ลายมือคุ้นตาที่จ่าหน้าซอง ยังคงชัดเจน สีหมึกยังคงเข้มไม่ซีดจางลงเลยแม้สักน้อย  มือเล็กบรรจงเปิดจดหมายนั้นอย่างเบามือ เปิดช้าๆด้วยหัวใจที่สั่นไหวกับประโยคสุดท้ายแสนเลือนรางในความคิด นี่คงเป็นจดหมายฉบับสุดท้าย ฉันคงจะไม่ได้เขียนหานายอีกแล้ว…..’  จำได้เพียงแค่นั้น แต่แค่นึกก็รู้สึกจุกขึ้นมาถึงลำคอ แต่เอาเถอะนานป่านนี้แล้ว

        คิดซะว่ามันเป็นแค่จดหมายฉบับนึงละกัน แค่อ่านๆให้จบๆไป นายเองก็จะได้เลิกคาใจซักทีไงแบมแบม จริงมั๊ย?

ถกเถียงกับความคิดของตัวเองอยู่นานจนตัดสินใจเปิดซองจดหมายนั้น

 

 

 แต่ยังไม่ทันจะได้เปิด เจ้าเครื่องมือสื่อสารรุ่นโบราณก็ดังขึ้นมาซะก่อน

 

 

                “ ยอโบเซโย” เด็กหนุ่มวางซองจดหมายเข้าที่เดิมพลางมืออีกข้างก็กดล็อคกล่องสี่เหลี่ยมนั้นอย่างเรียบร้อย

 

                ‘ แบมแบม นอนรึยังเสียงใสจากเพื่อนตาตี่เอ่ยถามเพื่อนตัวเล็กของเขา

 

                “ ยังเลย ยังไม่ค่อยง่วงน่ะ ยองแจ มีอะไรหรือเปล่า โทรหาเราดึกแบบนี้” เสียงหวานออกอาการเป็นห่วงนิดหน่อย

 

                ‘ เราว่าพรุ่งนี้จะขอยืมหนังสือของแบมแบมหน่อยได้ไหม......หนังสือเปียโนน่ะ ยองแจว่า

 

                “ ได้สิ เดี๋ยวพรุ่งนี้เราเอาไปให้นะ ยองแจนอนเถอะมันดึกแล้ว ฝันดีนะ”

 

                ‘ อื้อ แบมก็ฝันดีนะ ขอบคุณมากๆเสียงใสเอ่ยก่อนจะกดวางสายไป

 

สุดท้ายก็ไม่ได้อ่านสินะ

 

                 แบมแบมยืนมองกล่องที่ตัวเองลงมือล็อคไปแล้วเรียบร้อย ก่อนจะหยิบมันขึ้นมาและเอาไปเก็บไว้ใต้เตียงตามเดิม  คนตัวเล็กจัดแจงตัวเองให้เรียบร้อยเพื่อเตรียมเข้านอน ขาเรียวเดินไปที่หน้าต่างเพื่อจะปิดม่าน พลันสายตากลับสะดุดร่างหนึ่งที่ยืนอยู่ด้านล่าง แม้จะอยู่ในความมืดแต่ก็พอจะมองออกว่าเป็นใคร

                “ หมอนั่นมาทำอะไร ดึกๆดื่นๆ ไม่หลับไม่นอนหรือไง” คนตัวเล็กบ่นอุบอิบกับตัวเองก่อนจะเลื่อนผ้าม่านมาปิดอย่างไม่สนใจนักกับสิ่งที่เห็น   

 

                ถึงกระนั้นแบมแบมก็เริ่มนึกเกลียดความขี้สงสารของตัวเองที่ในใจคิดไม่สนเมื่อตะกี้แต่ทำไมยังต้องมาเช็คอีกรอบให้แน่ใจว่าไม่ได้ตาฝาด ก็ไม่ได้อะไรหรอก เพียงแค่เห็นอากาศข้างนอกมันเย็นมากแล้ว ร่างสูงโปร่งที่ยืนอยู่ด้านล่างทำไมสวมแค่เสื้อยืดตัวโคร่งตัวเดียว ไม่หนาวหรือไงกัน พอกลับมาคืออีกทีก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเราสักหน่อย หมอนั่นจะหนาวจะอะไรก็ช่างเถอะ ใครใช้ให้มาเดินอยู่ดึกๆดื่นๆแบบนี้กัน ......

 

                ไฟในห้องคนตัวเล็กดับลงแล้ว มาร์คมองหน้าต่างห้องของอีกคนอย่างทอดถอนใจ คงไม่เหงาใช่มั๊ย ที่ผ่านมาเป็นยังไงบ้าง  และที่สำคัญ ทำไมไม่ยอมตอบอีเมล์เราบ้างเลย........  คนตัวสูงเดินคอตกกลับไปยังที่ที่มีรถคันงามจอดอยู่

 

                “ เดี๋ยวก่อน” ร่างเล็กวิ่งกระหืดกระหอบออกมากับผ้าพันคอในมือ

 

                มาร์คหันหลังมาหาแบมแบมอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเองนัก เมื่อกี้เห็นไฟห้องปิดไปแล้ว ไม่คิดว่าคนตัวเล็กจะวิ่งออกมา

 

                “ ทำไมมาอยู่ตรงนี้” แบมแบมสูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ก่อนจะเอ่ยคำถาม

 

                “ เจอกันกี่ครั้ง ก็ถามคำถามเดิมเลยนะ” มาร์คยิ้มน้อยๆ

 

                “ .......” แบมแบมยู่หน้า ทำท่าจะเดินกลับและมาร์คก็รั้งแขนเล็กเอาไว้

 

                “ เดี๋ยวก่อนสิ อย่าเพิ่งไป นั่นน่ะ เอามาให้ชั้นไม่ใช่เหรอ” มาร์คโบ้ยหน้าไปทางผ้าพันคอที่อยู่ในมือแบมแบม คนตัวเล็กถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะยื่นเจ้าผ้าพันคอเจ้าปัญหาให้อีกคน

 

                “ ฉันไม่รู้ว่านายมานี่ทำไม และไม่รู้ว่ามาตั้งแต่เมื่อไหร่....” พูดพลางสายตาก็สำรวจร่างกายคนตัวโตที่เริ่มเอามือมากอดอกบรรเทาความหนาว ก่อนจะพูดต่อ “ ถ้าอยากจะสารภาพบาปหรือสวดมนต์ละก็ รอตอนเช้านะ มาดึกขนาดนี้ไม่มีใครอยู่หรอก” พูดพลางจ้องหน้าอีกคนด้วยแววตาดุน้อยๆ

                “ มีสิ คนอยู่น่ะ เป็นคนใจดีซะด้วย” มาร์คแหย่  ใบหน้าหวานสะดุดกับความเจ้าเล่ห์ของมาร์คที่จู่ๆก็พูดชมขึ้นมา จนรู้สึกร้อนวูบวาบที่แก้มสองข้าง  คนตัวเล็กทำแก้มป่องก่อนจะเดินหันหลังกลับเข้าโบสถ์

 

                “ นี่  ขอบคุณมากนะ” มาร์คตะโกนไล่หลังมา แต่แบมแบมไม่ได้หันกลับไปมอง คนตัวเล็กจ้ำอ้าวขึ้นมาบนห้องนอน มือเรียวยกขึ้นมาจับแก้มทั้งสองพลางตบเบาๆเพื่อเรียกสติตัวเองกลับคืนมา

เป็นแบบนี้อีกแล้ว ไม่ชอบเลยสิน่า....

คนตัวเล็กฟุบหน้าลงกับหมอนใบใหญ่ พลางดวงตากลมโตก็กระพริบปริบๆไปมา นอนเถอะแบมแบม นอนเถอะ


 


.....................
 



           มาร์คขับรถกลับคอนโดด้วยหัวใจที่รู้สึกอิ่มเอม มีรอยยิ้มอยู่บนใบหน้าหล่อตลอดทางก่อนจะค่อยๆหุบยิ้มลงอย่างชั่งใจเมื่อนึกถึงใบหน้าสวยของคนรัก 

               

                “ ไม่ได้สินะ....” เสียงทุ้มเอ่ยในลำคออย่างแผ่วเบา ราวกลับกลัวว่าใครจะได้ยิน นิ้วเรียวยาวหยิบยกเอาสร้อยคอที่สวมอยู่ขึ้นมามองพินิจ

 

พี่มาร์ค  ร้องไห้อีกแล้ว ไหนสัญญากันว่าจะไม่ร้องไห้ไง ดูสิเรายังไม่ร้องเลย เพราะเดี๋ยวพี่มาร์คก็กลับมา.......ใช่มั้ย?’ เสียงใสจากคนในวันวานดังสะท้อนขึ้นมาในใจโดยที่คำหลังแผ่วเสียงลงซะจนคนที่ฟังเกือบไม่ได้ยิน

อ้ะนี่ เราให้พี่มาร์คเป็นเครื่องราง สวมนี่ไว้จะกลายเป็นคนเข้มแข็ง ที่สำคัญมีมันอยู่ด้วยก็จะเหมือนกับว่ามีเราอยู่กับพี่มาร์คในทุกๆที่เลยไง มือเล็กถอดสร้อยคอสีเงินที่สลักชื่อตัวเองเอาไว้มาสวมให้กับอีกคน เด็กชายที่ตัวโตกว่าสวมใส่ด้วยใบหน้าเปื้อนน้ำตา ดูสิ ตัวเล็กแค่นี้เองไม่รู้ไปเอาความกล้าหาญมาจากไหน แทนที่เขาจะต้องเป็นคนปลอบกลับต้องให้คนตัวเล็กกว่ามาปลอบเสียอย่างนั้น  คนข้างๆที่ยังคงมีรอยยิ้มให้เขาอยู่เสมอไม่ว่าจะหันไปมองกี่ครั้ง วันสุดท้ายที่เจอกันก็ยังคงมีแต่รอยยิ้มที่แสนใจดีมอบให้ 

                ใบหน้าหล่อจ้องมองสร้อยนั้นด้วยแววตาที่แฝงความเจ็บปวดอยู่ลึกๆ ร่างสูงทอดถอนลมหายใจก่อนจะหักพวงมาลัยเลี้ยวรถคันงามเข้าสู่ที่พักตัวเองไป

 


............................

 

                เช้าที่แสนสดใส เสียงของโมบายที่ห้อยเอาไว้ที่ริมหน้าต่างกระทบกับสายลมหนาวส่งเสียงดนตรีหวานมาเป็นนาฬิกาปลุกให้กับคนบนเตียงนอน แบมแบมที่นอนคุดคู้อยู่ใต้ผ้าห่ม ขยับตัวเล็กน้อยเมื่อโสตประสาทการฟังเริ่มทำงาน ใบหน้าสวยค่อยๆลืมตาขึ้นสู้กับแสงแดดที่ลอดผ่านหน้าต่างเข้ามา  มือเล็กยกขึ้นมาขยี้ตาเพื่อขจัดความงัวเงีย  ร่างบางค่อยๆลุกขึ้นนั่งบิดขี้เกียจไปมาสองสามครั้ง ก่อนจะลุกจากเตียงนอนสีขาวแสนรัก

               เป็นเวลาหกโมงเช้าที่แสนเงียบสงบเหมือนทุกๆวัน คนตัวเล็กจัดการจัดแจงตัวเอง เพื่อให้พร้อมสำหรับการเรียนในวันนี้ 

 

                ใช้เวลาไม่นานนัก ขาเรียวก็เดินออกจากห้องลงมายังพื้นที่ข้างล่าง คนตัวเล็กหาวปากกว้างโดยไม่ได้คิดว่าจะมีใครมาเห็น

                “ หาวซะดังเชียว เมื่อคืนไม่ได้นอนหรือไง” เสียงทุ้มจากคนผมสีแดงเอ่ยท้วงขึ้น คนตัวเล็กหันขวับไปทางต้นเสียงนั้น

 

                “ อ้าว นี่!  คุณมาอยู่นี่ได้ไง”  แบมแบมถามเหวี่ยงๆอย่างไม่ต้องการคำตอบ

 

                “ เอ้า ก็นายบอกถ้าอยากมาก็ให้มาตอนเช้าไม่ใช่เหรอ” มาร์คพูด

 

                “ .......” แบมแบมมองหน้าอีกคนแต่ไม่ได้พูดตอบอะไร

 

                “ นั่นจะไปไหน ไปเรียนใช่มั้ย ไปด้วยกันสิ เดี๋ยวไปส่ง” ขายาวก้าวตามร่างเล็กที่กำลังเดินผ่านเขาไป

 

                “ อย่าลำบากเลยฮะ คุณมาสวดมนต์ไม่ใช่เหรอ เชิญตามสบายครับ” แบมแบมยิ้ม

 

                “ เสร็จแล้วล่ะ ไปด้วยกันเถอะ ยังไงชั้นก็ต้องไปเรียนทางเดียวกันอย่าเรื่องมากเลยน่า” ไม่พูดเปล่าพลันมือหนาก็คว้าเอาข้อมือบางให้เดินตามตัวเองไป

 

                “ นี่คุณ เลิกทำแบบนี้ซักทีจะได้ไหมเนี่ย” แบมแบมที่ถูกลากกระฟัดกระเฟียดพยายามแกะมือที่จับกับมือตัวเองอยู่ออก

 

                “ แบบนี้? แบบไหนกันล่ะ?” มาร์คบีบข้อมือแรงขึ้นกว่าเดิม

 

                “ ผมเจ็บนะ” ร่างบางพูดเสียงสั่น สงสัยว่ามาร์คคงจะออกแรงมากไปหน่อย บีบข้อมือเล็กซะแน่นจนเป็นรอยแดง คนตัวสูงหันมามองที่ข้อมือเล็กนั้นก่อนจะรีบปล่อยมือออกแล้วเข้าไปจับมือเล็กขึ้นมาดู

 

                “  พี่ขอโทษ  พี่ขอโทษ เจ็บตรงไหน เจ็บมากมั้ย.....”  มาร์คมองสำรวจข้อมือเล็กของแบมแบมด้วยน้ำเสียงเป็นห่วงและสีหน้าที่บ่งบอกว่ากำลังโทษตัวเองอยู่

                “ .......” แบมแบมมองดูการกระทำของร่างสูงตรงหน้าอย่างเกิดคำถาม บางทีก็ดูใจร้าย บางทีก็ดูใจดี ผู้ชายคนนี้ต้องการอะไรจากตัวเขากันแน่ แบมแบมไม่เข้าใจ

 

                “ ผะ...อ้ะ” ยังไม่ทันที่คนตัวเล็กจะพูดอะไร ริมฝีปากเป็นกระจับได้รูปโน้มประทับลงบนข้อมือเล็กนั้นอย่างแผ่วเบา พลางเป่าลมน้อยๆใส่บริเวณที่เกิดรอยแดง  ใบหน้าหล่อเงยขึ้นมาสบตากับดวงหน้าหวาน……..

 

 

                ในวินาทีนั้นหัวใจแบมแบมกระตุกวูบด้วยความรู้สึกสั่นไหวอย่างประหลาด สองคนมองตากันอยู่พักหนึ่งก่อนที่คนตัวสูงจะเป็นฝ่ายหลบสายตาไป

 

                “ ขอโทษที ....” มาร์คพูดพลางถอยห่างออกมาจากแบมแบม คนตัวเล็กเอามืออีกข้างขึ้นมาจับบริเวณที่ถูกสัมผัสด้วยริมฝีปากอีกคน  พลันสายตาที่แอบสั่นไหวเมื่อสักครู่ก็เปลี่ยนมาเป็นจ้องมองอีกคน
แบบดุๆแทน

 

คนตัวเล็กมองหน้าอีกคนอย่างไม่พอใจเล็กๆ ก่อนจะเดินผ่านมาร์คไป

 

             มาร์คนึกโทษตัวเองที่ทำให้อีกคนไม่พอใจอีกแล้ว ก็อยากจะดูแลนี่นา แต่ก็ลืมไปว่าสถานะตัวเองกับคนตัวเล็กนี้มันไม่เหมือนเดิมแล้ว แล้วจะทำยังไงดีล่ะถึงจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมเร็วๆสักที  คนตัวสูงเดินตามหลังคนตัวเล็กมาอย่างเงียบๆ รักษาระยะห่างที่มีกับคนข้างหน้าไม่พยายามทำให้อีกคนไม่พอใจอีก

 

                “ คุณจะเดินตามผมมาทำไม” แบมแบมหยุดหันมาถามด้วยใบหน้าฉงน

 

                “ เปล่าเดินตามนาย ชั้นเดินไปเรียน” มาร์คว่า

 

                “ แล้วคุณจะต้องเดินทำไม รถคุณก็มี” แบมแบมยู่หน้า

 

                มาร์คยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ พลางสาวเท้าก้าวเดินนำแบมแบมไป

 

                “ มัวแต่สงสัยระวังขึ้นรถเมล์ไม่ทันนะ” เสียงทุ้มเอ่ยกับอีกคนก่อนจะเปลี่ยนจากเดินเป็นวิ่งไปหารถเมล์สีแดงด้านหน้า

 

                “ เฮ้ยยยย” แบมแบมที่หันมาเห็นรถเมล์คันที่ตัวเองจะต้องขึ้นก็รีบวิ่งตามร่างสูงไป

 

                   เมื่อขึ้นมาบนรถก็เห็นมาร์คยืนจับราวรถเมล์อยู่ด้วยสีหน้าท่าทางสบายใจ ราวกับว่ามีความสุขที่ได้แกล้งเค้ายังไงหยั่งงั้น คนตัวเล็กพ่นลมหายใจก่อนจะเดินผ่านร่างสูงไป

 

                “ เอี้ยดดดดด” เสียงรถเมล์เบรกกะทันหันทำเอาร่างเล็กถลาไปด้านหลังรถเกือบจะหน้าคว่ำ ดีที่มีอีกคนคว้าเอาไว้ทัน มาร์คคว้าร่างเล็กมากอดไว้ใบหน้าสวยแนบชิดกับแผ่นอกกว้าง แบมแบมหลับตาปี๋เพราะคิดว่าเมื่อกี้ตัวเองจะต้องหน้าคะมำอย่างแน่นอน  แต่เมื่อตั้งสติได้ก็รู้ว่าไม่ใช่ กลายเป็นว่าหน้าเขาไปซุกกับอกแกร่งแทน  มาร์คสวมกอดคนในวงแขนอย่างฉวยโอกาส แบมแบมดิ้นเล็กน้อยเมื่อตั้งสติได้ คนตัวเล็กบิดลำตัวไปมายื้อกำลังกับมาร์คที่กอดเขาเพียงแขนข้างเดียว

 

                “ อยู่เฉยๆน่า เดี๋ยวก็ล้มอีกหรอก”  เสียงทุ้มพูดอยู่เหนือหัวคนตัวเล็ก แบมแบมคิดว่านี่มันชักจะเกินไปหน่อยแล้วกับการกระทำของผู้ชายคนนี้ มือเล็กหยิกเข้าที่สีข้างของอีกคนเต็มแรง

 

                “ โอ้ย!” มาร์คผละมืออกจากแบมแบมมากุมบริเวณที่โดนคนตัวเล็กหยิก

 

                “ สมน้ำหน้า” แบมแบมพูด พลางเดินไปยังที่นั่งที่ว่างอยู่

 

                คนตัวเล็กหย่อนตัวนั่งลงบนเบาะด้านหลังรถติดกับหน้าต่าง ดวงหน้าหวานมองออกไปนอกหน้าต่าง เพราะไม่อยากจะเห็นหน้าคนกวนประสาทขี้แกล้งคนนั้น แบมแบมหยิบหูฟังขึ้นมาใส่ ก่อนจะกดเปิดเพลงจากเครื่อง MP3 แสนรัก แบมแบมยิ้มน้อยๆให้กับบทเพลงที่กำลังเล่นอยู่  ทุ่งหญ้าสีเขียวด้านข้างทางทำให้แบมแบมรู้สึกสุขใจทุกครั้งที่ได้มอง สายลมหนาวพัดพาเอากลิ่นแชมพูลอยออกจากกลุ่มผมสีดำนุ่มสลวยจนไปกระทบกับคนที่กำลังเดินมาเพื่อนั่งข้างๆ มาร์คหย่อนตัวลงนั่งข้างๆแบมแบมด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม สายตาคมจ้องมองคนตัวเล็กด้วยความคิดถึงอย่างยิ่ง แม้เจ้าตัวจะไม่หันมาและอนุญาตให้เห็นเพียงเสี้ยวหน้าเท่านั้น แต่เพียงแค่นี้ก็คงจะพอสำหรับมาร์คในตอนนี้แล้ว กลิ่นแชมพูที่คนตัวเล็กใช้ยังคงเป็นกลิ่นเดิมกับเมื่อ 12 ปีที่แล้วไม่ผิดเพี้ยนเช่นเดียวกับรอยยิ้มนั้นที่คนตัวสูงกำลังนั่งมองอยู่ตอนนี้  มาร์คมองเส้นผมสลวยที่พลิ้วไปกับลมของแบมแบมที่พัดผ่านมาคลอเคลียที่ตากลมโต นึกรำคาญแทนอยู่ในใจไม่น้อย ใจอยากจะเอื้อมมือไปเกลี่ยผมนั้นให้แต่ก็คงจะทำไม่ได้ คงได้แต่คิด เจ้าตัวคงไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีคนมานั่งอยู่ข้างๆ จะมีโลกส่วนตัวสูงเกินไปแล้วนะ คิดพลางลำตัวยาวก็เอนตัวพิงเบาะเต็มตัว ร่างสูงเหลือบมองคนตัวเล็กอีกครั้งหนึ่งก่อนจะค่อยๆปิดเปลือกตาตัวเองลง

 

                เป็นหกสิบนาทีที่รู้สึกเหมือน 12 ปี มาร์ครู้สึกขอบคุณอะไรก็ตามแต่ที่ทำให้แบมแบมไม่ตัดสินใจขึ้นรถกับเขา ไม่อย่างนั้นคงไม่ได้อยู่ด้วยกันนานแบบนี้  รถเมล์เข้าจอดเทียบป้าย คนตัวเล็กทำหน้าตกใจเล็กน้อยเมื่อหันมาเจอคนที่นั่งข้างๆ เจ้าตัวไม่รู้ตัวจริงๆด้วย มาร์คยกยิ้มที่มุมปากก่อนจะลุกเดินลงจากรถไปอย่างเงียบๆ

 

อะไรของหมอนั่นกันนะ บทจะยุ่งก็เข้ามายุ่งวุ่นวาย บทจะไม่สนใจก็เมินเขาไปซะอย่างนั้น 

 

                แบมแบมเดินเข้าตึกเรียนมาด้วยห้วงความคิดที่ยังคงมีแต่เรื่องของคนผมสีแดง  จนตัวเองต้องบอกตัวเองว่าให้หยุดคิดได้แล้ว ไม่มีอะไรสลักสำคัญกับเราสักนิด  ยองแจที่เดินตามมาข้างหลังเข้ามาสะกิดเบาๆที่ไหล่ของเพื่อนตัวเล็ก แบมแบมสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะหันไปทำหน้าเหวอๆใส่

 

                “ ทำไมทำหน้าแบบนั้น” ยองแจนิ่วหน้า

 

                “ ยองแจ เราตกใจหมด นึกว่าใคร” แบมแบมพูด

 

                “ เห... ใคร” ยองแจว่า

 

                “ เปล่าๆ ไม่มีอะไรหรอก ไปกันเถอะ” พูดพลางจูงมือเพื่อนให้เดินไปด้วยกัน ยองแจกระพริบตาปริบๆอย่างไม่เข้าใจนัก แต่ก็ยอมเดินตามเพื่อนไปแต่โดยดี

 

                “ นี่ ยองแจ หนังสือที่ขอยืม เราเอามาให้แล้วนะ” แบมแบมพูดก่อนที่ทั้งคู่จะเดินมาถึงชั้นเรียนรวม เด็กหนุ่มสองคนช่วยกันมองหาที่นั่ง เนื่องจากเป็นห้องเรียนขนาดใหญ่ที่ต้องเอาไว้รองรับนักศึกษาหลายๆระดับชั้น ไม่ใช่แค่เด็กปีหนึ่งการหาที่ที่เหมาะเจาะสำหรับการนั่งเรียนจึงค่อนข้างสำคัญ เชื่อว่าคงไม่มีใครอยากจะพลาดการเรียนหรอก จริงมั้ย  ทั้งคู่ตัดสินใจไปนั่งบริเวณเกือบกลางห้อง เพราะมองจากระดับสายตาแล้วที่ตรงนั้นเหมาะที่จะนั่งเรียนมากที่สุด ยิ่งใกล้เวลาเข้าเรียนเสียงในห้องก็ยิ่งดังขึ้น เพื่อนรักสองคนสบตาและยิ้มให้กัน ดูตื่นเต้นกับการเรียนวิชารวมครั้งแรก

 

                “ ตื่นเต้นเหมือนกันนะเนี่ย” ยองแจยิ้มตาหยี

 

                “ อื้ม นั่นน่ะสิ อยากรู้ว่าอาจารย์จะสอนอะไรบ้าง” คนตัวเล็กโปรยยิ้มกลับ

 

                “ อ้าว เฮ้ แบมแบม!” แจ็คสันที่เดินเข้ามาในห้องโบกมือไหวๆให้กับแบมแบม เดินเข้ามาพร้อมกับเพื่อนสนิท

 

                “ พี่แจ็คสัน สวัสดีครับ” แบมแบมลุกขึ้นโค้งให้อย่างสุภาพ แต่พอหันกลับไปมองข้างๆกลับเห็นเพื่อนรักนั่งทำหน้าหงิกหน้างออยู่

 

                “ ยองแจ...” แบมแบมสะกิดไหล่ยองแจเบาๆให้เพื่อนลุกขึ้นมาทำความเคารพรุ่นพี่ แจ็คสันอมยิ้มให้กับการกระทำของคนตาตี่

 

                “ ไม่เป็นไร พี่บอกแล้วไง พี่ไม่ถือ” แจ็คสันยิ้มกว้าง

 

                “ ขอนั่งด้วยนะ” พูดพลางจะหย่อนตัวลงนั่งข้างแบมแบม แต่ก็มีมือปริศนามาชิงเอาเก้าอี้ไปเสียก่อน

 

                “ ไปนั่งด้านนู้น เดี๋ยวด้านนี้ชั้นนั่งเอง” ไม่พูดเปล่า คนผมสีแดงคว้าเอาเก้าอี้มานั่งข้างๆแบมแบมทันที แจ็คสันดูงงๆกับการกระทำของเพื่อนรักเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร ร่างหนาเดินไปนั่งลงข้างยองแจแทน แบมแบมหันมาค้อนให้คนผมสีแดงแต่ก็ไม่กล้าแสดงออกมาก ด้วยไม่อยากจะทำให้เป็นเรื่องใหญ่ คนตัวเล็กพ่นลมหายใจก่อนจะค่อยๆนั่งลง

 

                “ โชคดีที่ลงเรียนคลาสนี้ตอนปีสาม” แจ็คสันพูดขึ้น

 

                “ อ้าว ทำไมล่ะครับ” แบมแบมถามตาแป๋ว

 

                “ ก็โชคดีที่ได้มาเรียนกับแบมไง” แจ็คสันยิ้ม

 

                แบมแบมหัวเราะเบาๆในลำคอกับสิ่งที่แจ็คสันพูด 

 

                “ แต่ชั้นว่าชั้นโชคร้ายนะ” ยองแจยู่หน้า

 

                “ อ้าวทำไมล่ะครับน้องยองแจ” แจ็คสันทำหน้าสงสัย

 

                “ เรียนเถอะแจ็ค เลิกพูดมากได้แล้ว” มาร์คที่นั่งฟังอยู่นานพูดออกมาด้วยน้ำเสียงปนโมโหนิดๆ แบมแบมหันไปมองกับท่าทางหงุดหงิดนั้น

 

คุ้มดีคุ้มร้ายนะหมอนี่  ร่างบางคิดในใจ


......................







#TBC.

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 38 ครั้ง

4,352 ความคิดเห็น

  1. #4220 anMarkBambamGOT7 (@anMarkBambamGOT7) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 3 ตุลาคม 2560 / 08:34
    มาร์คอ่าาา ยังไงกันห้ะ
    #4220
    0
  2. #4214 TUA_IQ (@TUA_IQ) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 15 กันยายน 2560 / 10:35
    พี่มาร์คเป็นไบหรือป่าวคะ5555
    #4214
    0
  3. #4084 Moko87 (@mokomoko87) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 11 ธันวาคม 2559 / 16:42
    เห็นอาการมาร์คแล้วก็แอบเครียดแทยจูเนียร์นะ
    #4084
    0
  4. #4046 donstop_canstop (@donstop_canstop) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 9 กันยายน 2559 / 20:25
    วันนี้อาจเป็นวะนนั้นของเดือนก็เป็นได้55555
    #4046
    0
  5. #3860 ayumikimlee (@ayumikimlee) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 1 สิงหาคม 2559 / 09:53
    สับสนในตัวพี่555
    #3860
    0
  6. #3766 BAMmiie (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 12 เมษายน 2559 / 16:09
    โอ้ยแบมฮือออออถ้าหนูอ่าน อ่านให้จบหนูก็คงไม่ต้องน้อยใจจนถึงทุกวันนี้ก็ได้ โอ้ยสงสารมาร์คแทนเลยอะ5555555 เหมือนมีบบรยากาศของความเหงาความคิดถึงคาวมอบอุ่นอบอวลอยู่ตลอดเลย เราชอบจัง
    #3766
    0
  7. #3428 MBKY; (@withmbky) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 4 มกราคม 2559 / 19:54
    อิจฉาละสิ แบมคุยกับแจ็คอย่างสนอกสนใจ แต่แบมไม่ตุยกับตัวเองดี ๆ ว้าย ~
    จดหมายสุดท้ายที่บอกว่าจะไม่ส่งมาแล้วเพราะจะส่งมาทางเมลล์แทนปะ แต่แบมแบมก็ไม่เคยอ่านให้จบเพราะงั้นเลยไม่เจอเมลล์หรอ หรือปล่าว
    งื้ออ มาร์คก็ห่วงแบมนะ ถึงมาหาอะ แต่แบบเออขนาดจูเนียร์ยังรู้สึกได้เลยว่ามาร์คให้ความสำคัญกับสร้อยนั้นมาก แต่มาร์คก็รักเนียร์หรอ ถึงได้เป็นแฟนกันอะ แล้วแบบ โง้ย ไม่รู้แหละ มาร์คห้ามมาฉวยโอกาสจากแบมนะ
    #3428
    0
  8. #3367 opel_zuza (@marang-zangkoong) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2558 / 18:57
    เจ็บปวดงใจยิ่งนัก TT ทำไมไม่บอกแบมว่าตัวเองเป็นใครไปสักทีฟะะะะะะะ คือแบมก็ไม่ยอมบอกความจริงพี่มันเหมือนกันว่าเคยทำอะไรไว้ มันเลยยุ่งยาก แล้วยุ่งมากๆตรงที่พี่มาร์คมีแฟนแล้ว แถมรักมาก แต่ดูเหมือนแบมยังอบู่ลึกสุดหัวใจ ส่วนแบมก็ไม่ยอมเปิดใจให้ใครเพราะรอพี่ชายคนนั้น โหยยยยยยยยย
    #3367
    0
  9. #3336 Wang-GaGa (@wang-j28) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 2 ธันวาคม 2558 / 00:24
    แบมต้องเข้าใจไรผิดเพราะอ่านจดหมายไม่จบแน่ๆ เลย โอ๊ย ชีวิต แต่พี่มาร์คมีจินนยองแล้วอ่ะ ทำไงดี
    #3336
    0
  10. #3255 somtiing (@sasimiind) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 20 พฤศจิกายน 2558 / 11:28
    เห้อมมมมมมม
    #3255
    0
  11. #3103 onlyB (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 3 พฤศจิกายน 2558 / 14:14
    โอ๊ยยยยยย
    #3103
    0
  12. #3078 kungr (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 2 พฤศจิกายน 2558 / 23:27
    ไปเถอะมาร์ค
    #3078
    0
  13. #2549 ENED (@ENED) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 26 สิงหาคม 2558 / 11:16
    มาร์คเนียร์คือ กรุณาไปตายซะ!!!



    (ขอโทษทีค่ะไรท์)
    #2549
    0
  14. #2443 VONGO (@KOYO1994) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2558 / 22:40
    เราเกลียดจูเนียร์กับมาร์คจริงๆนะ เอามันสองคนไปไกลๆเลย เราเกลียดๆๆๆ คนโลเล เราเชียร์แบมเต็มที่ไม่ว่าต่อไปจะเป็นยังไงก็ตาม
    #2443
    0
  15. #2408 N_udaen_G (@nudaeng) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 11 สิงหาคม 2558 / 19:07
    งื้ออออ คือพี่ต้วนเลิกเขียนจดหมายเพราะจะเขียนอีเมลแทนใช่มั้ย? จดหมายฉบับสุดท้่ายแบมก้อ่านไม่จบสักที ;( บางครั้งก้สงนสารจินยองนะ สร้อยนั้นอ่ะ อาจหมายถัึงคนในอดีตไง ถ้าเค้ากลับมาแล้วเรายังจะเหมือนเดิมรัึเปล่า? ทั้งกลัวทั้งกังวล แล้วเหมือนพี่ต้วนอยากเป้นเหมือนเดิมไวๆอีก โอ๊ยยยยย
    #2408
    0
  16. #2007 BBMJ (@beerorbie) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2558 / 02:33
    เกลียดมาร์คเนียร์
    #2007
    0
  17. #1749 Chibamie (@parpaa) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2558 / 11:51
    แบมเป็นความทรงจำของพี่มาร์คที่พี่มาร์คลืมไม่ได้ใช่มั้ยย
    #1749
    0
  18. #1691 malilyy (@malilyy) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2558 / 19:22
    มาร์ครักเนียร์ แค่มาร์คก็รักแบมหรออ งื้อออหน่วง
    #1691
    0
  19. #1304 mybambi (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 23 มกราคม 2558 / 23:48
    น้องแบมเริ่มชอบมาร์คแล้วล่ะ พอมาร์คเข้าใกล้ก็หวั่นไหวตลอด ว่าแต่จดหมายนั่นเมื่อไรจะได้อ่านนะ พี่มาร์คต้องบอกให้ส่งอีเมลแทนแน่เลย
    #1304
    0
  20. #1056 mmmm (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 1 มกราคม 2558 / 15:28
    จดหมายมันมีต่อว่าอะไรน้องแบมอย่าลืมอ่านสิ

    พี่มาร์คอยากดูแลน้องแบมหรอ



    แม่ที่หนีเจ็คสันไปนี่ใช่แม่แบมปะเนีย
    #1056
    0
  21. #1022 Bmababe.n (@goomiez) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2557 / 21:31
    อยากรู้ส่วนที่เหลืออยู่ของจดหมายจัง
    #1022
    0
  22. #940 lc_bbie (@lc-bbie) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2557 / 12:58
    ยิ่งอ่านก้ยิ่งลุ้นนนนนน จะเป็นยังไงต่อไป ความเหงา 3D เลยค่ะ :)
    #940
    0
  23. #922 yadara (@yadara) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2557 / 00:44
    เกือบละเกือบคิดว่ามาร์คจะชอบแบมแบมละ มาอ่านตรงไรท์ท๊อกก เอิ่ม............. ตามไรท์คะ ตามนั้น
    #922
    0
  24. #907 PInkyland (@thinkpink) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2557 / 16:53
    ง่า รักจูเนียร์จริงแล้วจะคู่กันไงอ๊าา
    #907
    0