Heart, Attack! [#JinMark] *จบ*

ตอนที่ 10 : Bartering

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 344
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    5 ต.ค. 59

หลับไป... ตั้งแต่เมื่อไหร่?

พัค จินยองลืมตาขึ้น และพบว่าตัวเขากำลังนอนแผ่อยู่บนเตียงอันนุ่มสบายในห้องที่ตกแต่งอย่างสวยงามหรูหรา

ที่ไหน?

เขาผุดลุกขึ้นนั่ง

"ตื่นแล้วเหรอ" เสียงทักทายด้วยภาษาอังกฤษดังขึ้นจากทางหน้าต่างในห้อง

เมื่อมองไปก็พบสุภาพสตรีวัยกลางคนกำลังนั่งจิบชาอยู่ที่โซฟา

"คุณคือ..."

เด็กหนุ่มหรี่ตาเพ่งมอง

แล้วก็ต้องเบิกตากว้าง

แม้ตอนนั้นตาจะพร่าเลือนด้วยน้ำตา จนทำให้มองหน้าอีกฝ่ายผ่านวิดีโอคอลไม่ถนัด

แต่เขาก็จำได้

ตัวจริงเสียงจริง...

คุณแม่ของมาร์ค!

"สวัสดีจ้ะ จินยอง จำหน้าฉันได้แล้วสินะ"

ถ้าไม่ปลอมตัวเป็นคนแก่อย่างก่อนหน้านี้ล่ะก็ จำได้สิคร้าบ จินยองแอบแก้ตัวในใจ

ทว่า ขณะที่เขากำลังอึ้งกับสถานการณ์ในตอนนี้

โครกกกกก ครากกกกกก

จู่ๆ กระเพาะเจ้ากรรมก็ครวญครางออกมาดังลั่นโดยไม่ดูสถานการณ์

ทั้งห้องเงียบกริบไปชั่วอึดใจ

เด็กหนุ่มเบือนหน้าหนีไปทางอื่นด้วยความอาย

ส่วนคุณนายกลับหัวเราะร่วน

“ไปหาอะไรกินก่อนดีกว่าเนอะ”

มืออิ่มเนื้อที่ดูอ่อนโยนวางถ้วยชาลงบนโต๊ะ แล้วลุกขึ้นเดินนำเด็กหนุ่มออกจากห้อง


ทั้งคู่นั่งอยู่ในภัตตาคารจีนภายในโรงแรม

จินยองได้แต่ยืดหลังตรง ตัวแข็งทื่อ จ้องอาหารสุดอลังการตรงหน้า กลืนน้ำลายอึกแล้วอึกเล่า ทั้งที่กระเพาะร่ำร้องให้ลงมือจัดการเสียที

"ไม่กินล่ะจ๊ะ" คุณนายต้วนเร่งเมื่อเห็นท่าทางกริ่งเกรงของเด็กหนุ่ม

คนถูกถามช้อนสายตาใสซื่อมองคนสั่ง

"มันเยอะ แล้วก็แพง... ไม่กล้ากินอ่ะครับ"

แถมคนจ่ายคือแม่ของมาร์ค

เกรงใจจนหัวหด

คุณนายต้วนหัวเราะร่วนเสียงดัง

"สั่งมาแล้วก็ต้องช่วยกันกิน เสียดายของ" พูดพลางคีบอาหารวางในจานของเด็กหนุ่ม "เอ้า เด็กกำลังโต กินเยอะๆ นี่ของชอบของมาร์คเลยนะ"

ทันทีที่ได้ยินชื่อคนรัก ดวงตากลมก็ลุกวาว หัวใจเต้นตึกตัก

"มาร์คชอบกินอะไรบ้างเหรอครับ"

"ก็ที่สั่งมาเนี่ย ทั้งนั้นแหละจ้ะ ฉันไม่รู้ว่าเธอชอบกินอะไร เลยสั่งของที่ลูกชายชอบมา"

จินยองมองอาหารตรงหน้า ตาเป็นประกาย

"งั้นผมกินนะครับ"

เมื่อคุณแม่ออกปากมาขนาดนี้แล้วล่ะก็...

จินยองอาคงไม่อาจขัดความประสงค์ของผู้ใหญ่ได้อีกต่อไป

ก่อนที่น้ำลายจะไหลเป็นทาง


หลังจากมื้ออาหาร คุณนายต้วนก็เดินมาส่งเด็กหนุ่มกลับห้องในโรงแรมอีกครั้ง

"ขอโทษนะ ที่จู่ๆ ก็พาตัวเธอมา จริงๆ แล้วฉันมีเรื่องจะคุยกับเธอ แต่วันนี้ดึกแล้ว ไว้เราค่อยคุยกันพรุ่งนี้ดีกว่า"

"ถ้าอย่างนั้นผมคิดว่าควรจะกลับหอ..." เด็กหนุ่มเอ่ยอย่างเกรงใจ

"นอนที่นี่แหละจ้ะ พรุ่งนี้ฉันมีที่ที่อยากไปกับเธอ"

คุณนายต้วนยืนส่งหน้าห้องจนกระทั่งประตูปิดลง

จินยองทิ้งตัวลงบนเตียงโครมใหญ่

อา... อิ่มท้อง สบายหลัง

"คุณแม่ของมาร์คฮยองใจดีจังแฮะ" เขาพึมพำ

เมื่อมองสำรวจไปรอบๆ ห้องอีกครั้ง เขาจึงเพิ่งเห็นว่าบนตู้เสื้อผ้ามีชุดสำหรับวันรุ่งขึ้นแขวนอยู่

แล้วเขาก็ต้องกระเด้งตัวขึ้นมา

ต้องรีบโทรบอกทางบริษัทก่อน

แต่แล้วก็นึกบางอย่างที่สำคัญกว่าเรื่องวันพรุ่งนี้ขึ้นมาได้

ซวยแล้วสิ...

คราวนี้ถึงกับหน้าถอดสี

นัดกับรุ่นพี่แทคยอน!!!

ให้ตายสิ เขาทำให้รุ่นพี่รอแงกโดยไม่ติดต่อกลับได้ยังไงเนี่ย น่าอายจริงๆ

ต้องรีบโทรไปขอโทษ... จะแก้ตัวว่ายังไงดี โธ่ๆๆ

เด็กหนุ่มล้วงกระเป๋ากางเกงอย่างลนลาน ทว่า...

ไม่มี!?

เขาค้นตามตัวและในกระเป๋า แต่ก็ไม่พบ

หายไปได้ยังไง?

หรือจะตอนที่ดึงสายหูฟังออก?

บ้าชะมัด! แล้วแบบนี้จะติดต่อหาใครได้ยังไง

เด็กหนุ่มเดินหาโทรศัพท์ที่ควรจะมีติดตั้งอยู่ในห้อง ทว่ากลับไม่มีเลยสักเครื่อง

แปลก...

จะเป็นไปได้ยังไง ปกติมันต้องมีไว้อย่างน้อยก็ติดต่อพนักงานสิ

ถ้าอย่างนั้น คงต้องพึ่งโทรศัพท์ที่ฟรอนต์

เขาเดินไปเปิดประตูห้องพัก

ทว่า...

ล็อค!?

นี่มันเรื่องอะไรกัน

จริงสิ เมื่อกี้ไม่มีใครให้กุญแจเขา

ใบหน้าขาวยิ่งซีดเผือดเป็นไก่ต้ม

นี่หมายความว่า... เขา...

ถูกขังโดยสมบูรณ์

นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน

ทำไมต้องขังกันด้วย?

เด็กหนุ่มเริ่มคิดทบทวน

แล้วก็ต้องหน้าซีดเผือดอีกครั้ง

หรือคุณนายต้วนจะรู้เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเขากับมาร์ค?

หรืออาจจะรู้สาเหตุที่มาร์คเข้าโรงพยาบาลในวันนั้น?

มาร์คอาจจะเล่าความจริงทุกอย่างให้แม่ฟังแล้ว

อย่าบอกนะ ว่าที่จับตัวเขามาขังไว้ก็เพื่อลงโทษ?

เขาเคยได้ยินมาบ้างว่าทางบ้านของมาร์คเป็นตระกูลนักธุรกิจใหญ่ที่มีอิทธิพลอันดับต้นๆ ของอเมริกา

แถมยังเคยได้ยินคำว่ามาเฟียแว่วๆ มาทุกครั้งที่มีใครสนทนาเกี่ยวกับครอบครัวของมาร์คอีกต่างหาก

จินยองเริ่มจิตฟุ้งซ่าน

พรุ่งนี้เขาจะตื่นขึ้นมาอีกครั้งในถังคอนกรีตใต้ทะเลลึกรึเปล่า?

หรือรู้ตัวอีกทีอาจไม่มีนิ้วมือนิ้วเท้า?

บางที... อาหารเลิศรสที่คุณนายต้วนเลี้ยงเขาอย่างเต็มที่เมื่อกี้ อาจเป็นมื้อสุดท้ายของนักโทษประหารก็ได้?

เขากลืนน้ำลายอย่างฝืดคออึกใหญ่

ไม่น่าเลย ไอ้จินยอง ตอนที่รู้ว่าเป็นคุณแม่ของมาร์ค เขาน่าจะรีบขอขมาและสารภาพเรื่องก่อนหน้านี้

เผื่อโทษหนักจะได้เป็นเบา

เด็กหนุ่มก่นด่าตัวเองในใจ

พรุ่งนี้ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ทันทีที่เห็นหน้าคุณนายต้วนครั้งแรก เขาจะต้องคุกเข่าขอโทษให้ได้

แวบหนึ่งเขาคิดหาทางหนี

ทุบกระจกดีมั้ย? หรือแกล้งโยนไดร์เป่าผมลงอ่างอาบน้ำให้ไฟฟ้าช็อตแบบในหนังดี?

แต่ถ้าเขาหนีไปตอนนี้ เขาคงไม่มีทางได้สู้หน้าแม่ของมาร์ค รวมไปถึงมองหน้าคนที่เขารักได้อย่างมีศักดิ์ศรี

จินยองสูดหายใจเข้าลึกๆ

เอาล่ะ เป็นไงเป็นกัน

อย่างน้อย ก็ยังได้แก้ปัญหานี้อย่างสมชายชาตรี

เด็กหนุ่มทิ้งร่างบนเตียงอีกครั้ง

บ้าชะมัด อกสั่นขวัญแขวนยิ่งกว่าตอนไปช่วยมาร์คเสียอีก

สภาพจิตใจแบบนี้ จะข่มตานอนได้ยังไง...


นี่มันเรื่องบ้าอะไร!

ผมได้แต่เดินไปเดินมาหน้าหอพักอย่างกระวนกระวาย

จินยองหายตัวไป ไม่มีการติดต่อกลับมาหรือติดต่อหาใครเลย

ผมตะล่อมถามแจบอมว่าหมอนั่นชอบไปที่ไหนตอนกลางคืนบ้าง แล้วออกหาตามที่ต่างๆ แต่ก็ไม่พบ

หมอนั่นมีศัตรูบ้างรึเปล่านะ

หรือจะเป็นพวกแฟนคลับที่คลั่งไคล้เขามากๆ?

หรือพวกแอนตี้แฟน?

ผมรีบรายงานประธานพัคเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้

ตอนนี้คนที่เกี่ยวข้องกำลังช่วยกันตามหาจินยอง โดยไม่กระโตกกระตาก

แต่นี่ก็จะเช้าแล้ว ยังไม่มีวี่แววของหมอนั่นแม้แต่เงา

ถ้าหมอนั่นไม่ได้ถูกบอสใหญ่ของจองโฮจับตัวไป... คนอย่างจินยอง จะขัดแข้งขัดขาใครได้อีกบ้าง?

ขณะกำลังครุ่นคิดอยู่นั้นเอง เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น

ลุงเจียง!

หรือว่าจะเป็นลุงเจียง?

เพราะหมอนั่น ริต้าจึงถอนหมั้นกับผม

ลุงเจียงต้องคิดแบบนั้นแน่ๆ

และคนที่ลักพาตัวลูกสาวตัวเองได้เป็นสัปดาห์ก็มีแต่ลุงเจียงคนนี้เท่านั้น

คราวนี้จะลักพาตัวจินยองก็ไม่แปลก

ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง บางที... ถ้าผมกลับไปหมั้นกับริต้าอีกครั้ง ลุงเจียงอาจปล่อยตัวจินยองกลับมา

เด็กคนนั้นยังไม่บรรลุนิติภาวะ ในตระกูลไม่น่าจะยอมรับการถอนหมั้นเองโดยพลการ

ผมกดรับสายเรียกเข้าที่ดังอยู่ครู่หนึ่ง

"ว่าไง หลานรัก ตัดสินใจได้รึยัง"

ก่อนหน้านี้ไม่นาน ผมได้ติดต่อลุงเจียงเพื่อขอความช่วยเหลือเรื่องของยูฮวัน เนื่องจากลุงมีเส้นสายและความสัมพันธ์อันดีกับกลุ่มผู้มีอิทธิพลในเกาหลีอยู่พอสมควร ลุงน่าจะพอช่วยดำเนินการเรื่องเอกสารย้ายยูฮวันไปแอลเอได้โดยสวัสดิภาพ

ประเมินจากสถานการณ์ หมอนั่นไม่น่าจะอยู่รอดปลอดภัยในเกาหลีภายในไม่กี่ปีนี้

ต่อให้ไม่มีประวัติก่ออาชญากรรม แต่ด้วยข้อมูลร้อนที่เขาได้มา อาจทำให้ชีวิตไม่มีวันสงบ

หากจะต้องส่งมอบข้อมูลเหล่านั้นให้กับทางตำรวจ ก็ต้องหาทางหนีทีไล่ ไม่ให้ถูกจับได้เสียก่อน

'อย่าคิดว่าลุงไม่รู้นะ เรื่องที่ริต้าไปถอนหมั้น'

นั่นคือคำพูดเกริ่นนำของคนที่สามารถหยิบยื่นความช่วยเหลือ และเดาได้ไม่ยากว่าเขาต้องการอะไร

'ริต้าไม่ได้รับอนุญาตให้ถอนหมั้นด้วยตัวเอง ดังนั้นสิ่งที่น้องตัดสินใจลุงจะถือว่าเป็นโมฆะ คราวนี้ก็เหลือแต่ทางหลาน ที่จะเลือกว่าจะรักษาสัญญาระหว่างตระกูลหรือไม่'

เพราะผมเซ็นสัญญากับทางค่ายไปแล้ว และกำลังจะใช้เหตุผลนั้นมาเป็นข้ออ้าง

โธ่เว้ย! ชีวิตนี้ผมต้องตัดสินใจเพื่อคนอื่นราวกับถูกมัดมือชกไปตลอดรึไง?

แต่นี่มันเป็นเรื่องความเป็นความตายของคนเลยนะ

ถ้ายูฮวันเป็นอะไรขึ้นมา แน่นอนว่าผมอาจจะเสียใจไปตลอดชีวิตที่ไม่ได้ช่วยเขา

แต่ที่ยิ่งเสียใจกว่านั้นก็คือ คลิปในมือถืออาจตกไปอยู่ในมือของผู้ประสงค์ร้ายแล้วจะย้อนกลับมาทำลายจินยอง

อีกอย่างผมเองก็อดระแวงไม่ได้ด้วยว่าหมอนั่นจะทำลายคลิปให้จริงๆ ถ้าไม่ได้เห็นกับตา

"เรื่องนี้... จะไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับจินยองใช่ไหมครับ" ผมถามออกไปเป็นนัยๆ

"นั่นสินะ... จะว่าไม่เกี่ยวก็ไม่เชิง ขอเพียงหลานกับริต้ายังหมั้นหมายกัน ลุงคิดว่าทุกอย่างจัดการได้"

"จินยองจะปลอดภัยใช่ไหมครับ" ผมถามย้ำ

"ทำไมถามอะไรแบบนั้นล่ะ เห็นลุงเป็นพวกโหดร้ายนักเหรอ"

"ผมแค่อยากแน่ใจ"

"ตราบใดที่หลานกับริต้ายังเป็นคู่หมั้นกัน ไม่มีอะไรที่หลานต้องห่วง"

ผมได้แต่ถอนหายใจ

"ถ้าอย่างนั้น... ผมขอให้ลุงทำตามข้อตกลงของเราด้วยนะครับ เพียงแต่... ผมคงไม่สามารถประกาศความสัมพันธ์กับริต้าอย่างเป็นทางการได้ ขอให้เข้าใจด้วย"

ลุงเจียงหัวเราะลั่นอย่างพึงพอใจ

"ไม่มีปัญหา งั้นพรุ่งนี้ลุงจะส่งคนไป แล้วจะบอกรายละเอียดอีกที"

การหมั้นหมายด้วยเหตุผลทางธุรกิจมันเป็นอย่างนี้เอง

เพียงแค่สถานะความสัมพันธ์ของคนสองคนเปลี่ยน ก็อาจสะเทือนถึงเงินลงทุนในธุรกิจได้

"ขอบคุณครับ"

ผมตัดสาย ก่อนสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วถอนหายใจออกมาจนเกลี้ยงปอด

ไหนๆ การหมั้นหมายก็ไม่ได้มีผลอะไรกับชีวิตประจำวันของผมอยู่แล้วนี่

กะอีแค่กลับไปหมั้น... แล้วทุกวันก็จะเป็นเหมือนเดิม

จินยองจะกลับมาอย่างปลอดภัย

ขอโทษนะ... ริต้า

แล้วจะหาทางออกในอนาคตไว้ให้ ช่วยอดทนด้วยกันต่ออีกสักระยะด้วยเถอะ


นอนไม่หลับจริงๆ ด้วย...

ผมลืมตาทักทายแสงแดดอ่อนๆ ที่ส่องมาทางหน้าต่าง

เมื่อคืนหวาดระแวงตลอดว่าจะมีใครเข้ามาในห้องแล้วอุ้มผมไปทำร้ายไหม

พอกำลังจะเคลิ้มหลับ ก็ผวาตื่นขึ้นมาใหม่

แต่สุดท้ายก็รอดปลอดภัยมาจนถึงเช้า

ผมรีบอาบน้ำแต่งตัว และนั่งทำสมาธิเพื่อเตรียมใจพบกับคุณแม่ของมาร์คฮยอง

ควรจะเขียนจดหมายสั่งลา หรือสร้างหลักฐานอะไรสักหน่อยจะดีไหมนะ?

แล้วจะเขียนว่าอะไรดี?

ทว่าเอาเข้าจริงก็ไม่ได้มีเวลาคิดมากมายขนาดนั้น

เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น จนผมถึงกับสะดุ้งโหยง กระเด้งตัวลอยจากเก้าอี้

มาแล้วสินะ... ผู้ชี้ชะตากรรมของผมในวันนี้

ผมกลืนน้ำลายอึกใหญ่ หัวใจเต้นไม่เป็นส่ำ ขณะที่ประตูห้องกำลังแง้มเปิด

"ขออนุญาตเสิร์ฟอาหารเช้าครับ"

เสียงพนักงานโรงแรมดังขึ้น ก่อนรถเข็นที่ส่งกลิ่นหอมฉุยของอาหารและกาแฟร้อนๆ จะถูกเลื่อนเข้ามา

ตามด้วยสุภาพสตรีวัยกลางคนที่ดูสง่า

"อรุณสวัสดิ์จ้ะ จินยอง" เธอกล่าวทักทายด้วยน้ำเสียงสดใส

"อรุณสวัสดิ์ครับ" ผมตอบกลับไปอย่างกริ่งเกรง

พนักงานจัดโต๊ะอาหารและออกไปข้างนอก ทิ้งพวกเราไว้ตามลำพัง

"เอ่อ... คุณแม่ของมาร์คครับ" ผมรีบเอ่ยทันทีที่เสียงประตูปิดเงียบลง

"เรียกหม่าม้าก็ได้จ้ะ" เธอหันกลับมามองอย่างใจดี

ผมทรุดตัวลงนั่งคุกเข่า

"ผมขอโทษครับ!!!" ผมตะโกนออกไปเสียงดังฟังชัด ค้อมตัวลงจนหน้าติดพื้น

"หืม... เรื่องอะไรจ๊ะ" เธอย้อนถาม

"ก็เรื่อง... เรื่องที่ทำให้มาร์คเข้าโรงพยาบาลวันนั้นไงครับ"

ผมหลับตาปี๋ ยังคงค้อมตัวค้างไว้อย่างนั้น

คุณแม่ทรุดตัวลงนั่งข้างหน้าผม

"ไม่เอาน่า อย่าคิดมากสิ มาร์คเล่าให้ฟังแล้วล่ะ ว่าเธอทำอาหารให้กินแล้วดันป่วยจนต้องเข้าโรงพยาบาลน่ะ"

ทะ... ทำอาหาร?

ผมเงยหน้าขึ้นมามองอีกฝ่ายด้วยสายตางุนงง

ผม? ไปทำอาหารให้มาร์คฮยองกินตั้งแต่เมื่อไหร่?

แสดงว่าหมอนั่นไม่ได้บอกความจริงกับแม่งั้นเหรอ?

"แต่ว่า..." ผมทำปากพะงาบๆ เตรียมจะแย้ง แต่ด้วยความงุนงง เสียงเจ้ากรรมดันไม่เปล่งออกมา

"ฉันไม่สนหรอกนะว่าความจริงเป็นยังไง ฉันจะเชื่อที่ลูกชายของฉันพูดเท่านั้น"

เธอดึงแขนผมให้ลุกขึ้น แล้วลากไปนั่งกินมื้อเช้าด้วยกันที่โต๊ะอาหารที่จัดไว้

"ถ้าเธอยังไม่สบายใจล่ะก็ ช่วยอะไรฉันอย่างนึงได้มั้ย"

"อะไรครับ"

"พาคนแก่อย่างฉันไปเดทซักวันสองวัน"

ผมได้แต่ทำตาปริบๆ ไม่อยากเชื่อหูตัวเอง

"เอ๋?"

"ที่บ้านเธอ..."

ทะ... ที่บ้านผม? เนี่ยนะ?


ด้วยความช่วยเหลือของลุงเจียง ยูฮวันสามารถหลบหนีออกจากเกาหลีได้อย่างถูกกฎหมาย แต่ก่อนอื่น สิ่งที่เร็วที่สุดที่เขาจะทำได้ก็คือออกไปตั้งหลักที่ญี่ปุ่น รอจนกว่าเอกสารของทางอเมริกาจะได้รับการอนุมัติ แล้วจึงค่อยบินไป

อย่างน้อยเครือข่ายของลุงเจียงในญี่ปุ่นก็ยังสามารถดูแลความปลอดภัยให้กับยูฮวันได้

ทันทีที่เอกสารการเดินทางมาถึงมือ มาร์คก็รีบรุดไปยังที่กบดานของยูฮวัน และพาตัวไปส่งจนถึงสนามบิน

"ฉันช่วยนายแล้ว ทีนี้ก็ตานายลบคลิปนั่น" มาร์ครีบทวงหลังจากออกจากเคาเตอร์เช็คอิน

ยูฮวันหยิบโทรศัพท์ออกมา เปิดไฟล์คลิป แล้วกดลบ รวมถึงทำลายไฟล์ที่ลบไปแล้วอีกครั้งหนึ่ง

เขายื่นมือถือให้มาร์คตรวจสอบอีกครั้ง

ชายหนุ่มเปิดโฟลเดอร์ต่างๆ เท่าที่จะค้นได้ แล้วก็ต้องแปลกใจ

"นายยังเก็บไฟล์หลักฐานอื่นเอาไว้แบบนี้ ไม่คิดว่าพวกนั้นจะรามือจากนายง่ายๆ งั้นเหรอ"

อีกฝ่ายหลุบตาลงเล็กน้อย

"หนึ่งในนั้น... มีไฟล์วันที่นายเข้าไปในห้องนั้นด้วย"

มาร์คเบิกตาโพลง

"แสดงว่า ที่ยูเอสบีหายไป...?"

อันที่จริง หน้าที่ของเขามีเพียงเข้าไปในห้อง เพื่อให้การเจรจาธุรกิจระหว่างลูกค้ากับบอสของจองโฮสำเร็จเพียงเท่านั้น เพราะอย่างนี้กล้องขนาดจิ๋วที่ซ่อนไว้จึงเป็นสิ่งสำคัญ

แต่เมื่อไม่มี สิ่งเดียวที่จะเป็นหลักฐานได้ คือ การถ่ายโอนไฟล์ที่เป็นค่าตอบแทน

กล่าวคือ ธุรกิจของบอสของจองโฮในคราวนี้ ไม่ใช่การซื้อขายด้วยเงิน แต่เป็นข้อมูลเกี่ยวกับตลาดมืดของอะไรสักอย่าง

"ฉันรู้นะ นายก็เล็งมันอยู่ โชคดีที่ตอนเหตุการณ์ชุลมุน ยานั่นเล่นงานนายเสียก่อน ไม่อย่างนั้นต้องมีรอยนิ้วมือนายติดอยู่บนซากโน้ตบุคนั่นแน่ๆ"

เพราะอย่างนี้ ก็เลยเป็นรอยนิ้วมือของหมอนี่แทนงั้นเหรอ?

ชายหนุ่มกลืนน้ำลายอย่างฝืดคอ

ด้วยเหตุนี้เอง ลูกค้าของจองโฮถึงได้ตามไล่ล่า

ทันใดนั้น เหมือนเห็นแสงสีแดงไหววูบอยู่บริเวณศีรษะของยูฮวัน

แย่แล้ว นี่มัน!!!

มาร์ครีบคว้าคอชายหนุ่มตรงหน้าให้ก้มลง

ฟิ้ว.... กึก!

บนกำแพงเกิดรูเล็กๆ ที่ชวนขนลุกเกรียวไปทั้งร่าง

ปืนเก็บเสียง?

มาจากไหน?

ทว่าเขาไม่มีเวลาที่จะมองหาต้นตอของกระสุน เพราะไม่ใช่แต่พวกเขาที่สังเกตเห็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ แต่ผู้คนมากมายที่เดินไปมาอยู่รอบๆ ก็กำลังแตกตื่น และถอยหนีกันอลหม่านเช่นกัน

ก่อนอื่นต้องพาหมอนี่ให้พ้นจากพวกสไนเปอร์

หน่วยรักษาความปลอดภัยกำลังมุ่งหน้าเข้ามา

มาร์คอาศัยจังหวะชุลมุนรีบลากตัวยูฮวันเดินจ้ำไปยังปากทางเข้าด้านใน

"ต่อจากนี้ห้ามนายนิ่งอยู่กับที่เป็นอันขาด พยายามก้มตัวต่ำ อยู่ท่ามกลางคนเยอะๆ เข้าไว้ จนกว่าจะเข้าไปถึงหน้าเกตนะ"

ก่อนตัวเขาเองจะเดินแยกไปซ่อนตัวที่อื่นโดยไม่ได้ร่ำลา

"โชคดีนะ ยูฮวัน" เขาพึมพำกับตัวเอง ก่อนต่อโทรศัพท์

"ว่าไง มาร์ค"

"ขอบคุณลุงเจียงนะครับ ผมจะรอการติดต่อหลังจากหมอนั่นถึงญี่ปุ่นโดยปลอดภัยอีกที"

พูดจบก็วางสาย แล้วรีบออกจากสนามบินไปให้เร็วที่สุด

ก่อนที่จะมีใครสังเกตเห็นเขา และก่อนที่กล้องวงจรปิดบริเวณที่เกิดเหตุจะถูกตรวจสอบ


ในที่สุด ผมก็พาคุณแม่ของมาร์คฮยองมาถึงหน้าประตูบ้านจนได้

ระหว่างทางที่นั่งเครื่องบินแล้วต่อรถมา... น่าอายที่สุด

ผมดันหลับน้ำลายไหลยืดมาตลอดทาง

เพราะเมื่อคืนแทบไม่ได้นอนน่ะสิ

แต่คุณแม่ของมาร์คฮยองกลับไม่ได้บ่นอะไร หนำซ้ำยังหัวเราะชอบใจอีกต่างหาก

อย่างไรก็ตาม การได้ขอโทษเมื่อเช้านี้ ก็ทำให้ผมโล่งใจไปได้เยอะมากทีเดียว

หลังจากกดกริ่ง แม่ของผมก็ออกมาเปิดประตูรับ

"จินยอง!!!"

แม่ตกใจมากที่เห็นผมกลับมาโดยไม่บอกกล่าว

ผมแนะนำคุณแม่ของมาร์คฮยองให้แม่รู้จัก หลังจากนั้นพวกเราก็เข้าไปนั่งกันข้างใน

"ขออนุญาตค้างที่นี่ซักคืนนะคะ" คุณนายต้วนเอ่ยอย่างเกรงอกเกรงใจ

หลังจากแปลให้แม่ฟัง แม่ก็ส่งสายตาขอเวลานอกกับผมทันที

อ๋า... กะแล้วเชียว

โดนเทศนายาวแหงๆ

ผมเดินตัวลีบ ทำหน้าเจี๋ยมเจี้ยมตามแม่เข้าไปในครัว

"ให้ตายเถอะ จินยองอา จะพาใครมาทำไมไม่บอกไม่กล่าวแบบนี้ ดูสิ อาหารก็ไม่ได้เตรียม ห้องนอนก็ไม่ได้จัด อย่างน้อยก็น่าจะโทรมาบอกกันซักนิด"

แม่ร่ายคำบ่นเป็นชุด

"ไม่เอาน่า ออมม่า อย่าโกรธสิคร้าบ เดี๋ยวไม่สวยน้า จินยองอาขอโทษ มือถือจินยองอาหายเลยไม่ได้โทรมาบอก อย่าโกรธนะ นะๆๆ ดีกัน" ผมรีบเข้าไปอ้อนกอดแม่ทันที "ลูกชายกลับมาบ้านทั้งทีไม่ดีใจหน่อยเหรอ"

ผมหยิกแก้มหยิกคางแม่เบาๆ

แม่ยิ้มออกมาในที่สุด

ว่าแล้วเชียว โกรธสุดหล่อจินยองได้นานซะที่ไหนล่ะ

"แล้วนี่เราไปไงมาไงถึงได้กลับบ้าน ยังไม่ถึงวันหยุดไม่ใช่เหรอ"

"มันกะทันหันนิดหน่อย พอดีมาร์คฮยองไม่ว่าง ก็เลยอาสาพาแม่เขามาเที่ยวแทนให้" ผมโกหกออกไปจนได้

กระนั้น แม่ก็ทำหน้าเหมือนไม่เชื่อเช่นกัน

"แล้วพามาเที่ยวบ้านเราเนี่ยนะ? คิดอะไรของลูกเนี่ย มีที่ให้เที่ยวที่ไหน"

"ก็คุณแม่ของมาร์คฮยองเขารีเควสต์มาอ่ะ"

ผมทำหน้าจ๋อยใส่

แม่ถอนหายใจออกมาอย่างปลงๆ

"งั้นก็พาคุณแม่ของมาร์คฮยองไปเที่ยวข้างนอกก่อนแล้วกันนะ แล้วค่อยกลับมาตอนเย็นๆ ระหว่างนี้แม่จะได้เตรียมบ้าน"

"คร้าบ รักออมม่าที่สุดเลย"

ผมจุ๊บแก้มแม่ ก่อนออกมาจากห้องครัวอย่างร่าเริง


สุดท้าย ผมก็พาคุณแม่ของมาร์คฮยองมาเดินเล่นที่สวนสาธารณะ

"น่าเสียดายนะครับ ถ้ามาช่วงฤดูใบไม้ผลิจะมีดอกซากุระเต็มไปหมด สวยมากๆ เลย"

"ไม่เป็นไรจ้ะ ตอนนี้ก็อากาศดี"

"เอ่อ... มาร์ค พูดถึงผมว่ายังไงบ้างเหรอครับ"

จู่ๆ ก็อยากรู้ขึ้นมา

"นอกจากเรื่องที่ได้ทำงานด้วยกัน มาร์คก็ไม่ค่อยได้พูดถึงจินยองหรอกจ้ะ"

นั่นสินะ เรื่องอื่นเกี่ยวกับผมไม่ได้น่าพูดถึงสักเท่าไหร่หรอก

ผมมันน่าจะรู้ตัวอยู่แล้ว

"แต่คนที่พูดแต่เรื่องของจินยอง คือเอพริลต่างหาก"

ผมถึงกับหูผึ่งทันทีที่ได้ยินชื่อนั้น

"พูดซะจนม้าต้องมาเจอตัวจริงเลยล่ะ"

อย่าบอกนะ... ว่าเอพริลรู้ความสัมพันธ์ของผมกับมาร์คฮยอง?

"เอพริลพูดว่าอะไรบ้างเหรอครับ"

"เอพริลเขาคลั่งไคล้เธอมากเลยนะ พอม้าถามแค่สั้นๆ ตอบมาเป็นชุดเลย แถมเปิดเพลงเปิดคลิปให้ดูเป็นการใหญ่"

จริงสิ ตอนนั้นมาร์คฮยองก็แนะนำ ว่าเอพริลเป็นแฟนคลับของผม

"อ้อ จริงสิ เด็กคนนั้นยังฟ้องแม่อีกด้วยนะ ว่ามาร์คเคยหักอกจินยองไว้"

ผมถึงกับสะดุ้ง

เมื่อกี้ผมไม่ได้หูฝาดไปใช่รึเปล่า

รู้สึกกระอักกระอ่วนจนสู้หน้าคุณแม่ของมาร์คฮยองไม่ไหว

"ระ... เรื่องนั้น"

"ขอโทษแทนมาร์คด้วยนะจ๊ะ เด็กคนนั้นน่ะ ไม่เคยมีแฟนได้เกินสองวันเลยซักคน"

"แต่เอพริลก็เป็นแฟนมาร์คไม่ใช่เหรอครับ" ผมย้อนถาม

ทันใดนั้น คุณแม่ก็หัวเราะเสียงดังลั่น

"นี่อย่าบอกนะ... ว่ามาร์คหักอกเธอด้วยวิธีแบบนั้นอีกแล้ว"

"วิธีแบบนั้น?... อีกแล้ว?"

ผมเอียงคอด้วยความงุนงง

"แฮ่ม... เอพริลน่ะ ไม่ใช่แฟนหรอกจ้ะ"

ทันทีที่สมองรับรู้ถึงความหมายของประโยคนั้น ก็รู้สึกถึงเลือดในร่างกายที่สูบฉีดขึ้นมา

"แต่เป็นเพื่อนที่สนิทกันมาก รู้จักกันมาตั้งแต่เด็กๆ เหมือนเป็นลูกสาวอีกคนของม้า"

นี่ผมกำลังยิ้มอยู่รึเปล่า? ผมพยายามสะกดสีหน้า เพราะถ้าเผลอยิ้มออกมา มันจะหุบไม่ลงอีกเลย

"เอพริลเขาเชียร์จินยองมากเลยนะ เขาอยากให้ม้าให้โอกาสจินยอง"

บ้าชะมัดเลย... ตลอดมาผมมัวแต่หึงลมๆ แล้งๆ อะไรเนี่ย

"ให้โอกาสอะไรเหรอครับ" ผมถามกลับไป

"เปิดใจมาร์คไง"

ผมถอนหายใจออกมาเบาๆ

"ผมโดนมาร์คปฏิเสธมาตั้งนานแล้ว คงไม่มีโอกาสแล้วล่ะครับ"

"เพราะโดนมาร์คปฏิเสธ ก็เลยปิดโอกาสตัวเองต่างหาก" คุณแม่สวนกลับมา

"มาร์คเป็นลูกของม้า ทำไมม้ามาเข้าข้างคนอื่นอย่างผมล่ะครับ"

"ม้าไม่ได้เข้าข้างจินยองนะ ม้าแค่อยากให้โอกาสจินยอง ถ้าจินยองทำสำเร็จ มาร์คก็จะได้มีความสุขบ้าง ต่อให้ไม่ได้ลงเอยกันก็ตาม"

"ต่อให้ไม่ได้ลงเอยกัน?"

หมายความว่ายังไง?

คุณแม่ของมาร์คฮยองหยุดฝีเท้าตรงที่นั่งริมคูน้ำ ทอดสายตาไกลออกไป ก่อนเริ่มเล่า

"เพราะม้าหนีการคลุมถุงชนมาแต่งงานกับป๊า เลยทำให้ภาระการเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างสองตระกูลมาตกอยู่ที่มาร์คตั้งแต่เด็กๆ"

ผมนึกถึงของที่ริต้ายื่นให้มาร์คฮยองก่อนหน้านี้

"ที่หมั้นกับริต้างั้นเหรอครับ"

คุณแม่พยักหน้า

"การถอนหมั้น ไม่ได้ทำกันง่ายๆ หรอกนะ เพราะการหมั้นหมายครั้งนี้มันไม่ต่างกับการเซ็นสัญญาทางธุรกิจ มันมีการลงทุนลงแรง การผูกไมตรีกับคนที่เกี่ยวข้องมากมาย สั่งสมมานานหลายปี หากมีใครสักคนต้องการยกเลิก นั่นหมายถึงการล้มกิจการทั้งหมด และผลประโยชน์ที่อยู่เบื้องหลังมหาศาลนั้นก็จะสูญสิ้นไป"

"เพราะแบบนี้ มาร์คถึงไม่มีแฟนใช่ไหมครับ"

"เด็กคนนั้นก็ลองคบไปเรื่อยๆ ตามประสาหนุ่มฮ็อตแหละจ้ะ แต่ไม่เคยเปิดใจให้ใคร"

"แบบนั้นก็น่าจะดีกับตัวมาร์คเองนะครับ" ผมกัดฟันพูดออกไปด้วยเหตุผล "เจ้าตัวก็จะได้ไม่เจ็บ"

"แต่ม้าเจ็บ" เธอเอ่ยออกมาสั้นๆ ก่อนหันมามองหน้าผม "ม้าเจ็บที่ความเห็นแก่ตัวของม้าทำให้ลูกชายต้องเป็นแบบนี้ สุดท้ายแล้ว ผลของการกระทำของม้าก็ต้องมาตกอยู่ที่ลูกชาย"

ผมเอื้อมไปกุมมือของคุณแม่มาร์คฮยองไว้

"แต่ถ้าสักวัน มาร์คได้รักใครสักคนขึ้นมาจริงๆ เขาจะไม่ยิ่งเจ็บเหรอครับ แล้วถ้าเขาเกิดอยากเห็นแก่ตัวขึ้นมา ตระกูลก็จะเดือดร้อนรึเปล่าครับ"

"ม้ารอคอยวันที่เขาเห็นแก่ตัวอยู่นะจินยอง... วันที่เขาจะเปิดหัวใจให้ใครสักคน ม้าอยากมีลูกชายที่มีความสุข ไม่ได้อยากมีลูกชายเพื่อสังเวยกิจการ แต่เด็กคนนั้น... เขากลับเลือกที่จะทำแบบนั้นมาตลอด"

ให้ตายเถอะ ปัญหาของพวกมหาเศรษฐีเนี่ย ผมเข้าไม่ถึงจริงๆ แฮะ

แต่ก็พอจะเข้าใจความรู้สึกของทั้งคุณแม่และมาร์คฮยองอยู่บ้าง

มาร์คฮยองเป็นลูกที่ดี อยากทำเพื่อครอบครัว แต่การทำเพื่อครอบครัวของมาร์คฮยอง ก็ทำให้คนเป็นแม่รู้สึกผิดและเจ็บปวดทรมาน

"เด็กคนนั้นไม่เคยปฏิเสธความต้องการของตระกูลเลยสักครั้ง จะมีก็แต่ตอนที่บอกว่าจะมาเกาหลีนี่แหละ"

ผมสงสัยเหลือเกิน... มาร์คฮยองกำลังคิดอะไรอยู่นะ

ด้วยบุคลิกเงียบๆ ที่เออออกับข้อเสนอจากคนรอบข้างแทบทุกอย่าง

เขาคงแค่คิดง่ายๆ ว่า ยอมอะไรได้ก็ยอมไปก่อนงั้นเหรอ?

ผิดกับตอนที่พยายามกำจัดผมออกไป

แต่ตอนนั้นมันคงเกินลิมิตที่เขาจะยอมแล้วสินะ

งั้นก็แสดงว่า เขาจะยอมตระกูลไปเรื่อยๆ ตราบใดที่ยังไม่มีความต้องการอะไรเป็นพิเศษที่ขัดแย้งกับเงื่อนไข

เพราะอย่างนี้ ม้าก็เลยอยากให้มาร์คฮยองมีความรัก มีความต้องการที่เป็นพิเศษ จะได้มีเหตุผลที่จะลุกขึ้นมาต่อต้านเงื่อนไขด้วยตัวเอง?

"ว่าแต่มาร์คฮยองเขาไม่รักใครจริงๆ หรือเขาแค่พยายามที่จะไม่รักใครเหรอครับ"

ผมนึกสงสัยขึ้นมา

"เท่าที่เขาเคยแสดงออกให้ม้าเห็น เขาเคยรักผู้หญิงคนหนึ่งนะ เด็กคนนั้นเป็นญาติห่างๆ ทางฝ่ายป๊า ทั้งคู่รู้จักกันตอนงานรวมญาติ แล้วครอบครัวของเธอก็บินมาจากไต้หวัน หลังจากนั้นทั้งคู่ก็เขียนจดหมายหากัน"

"จดหมาย?"

ไม่อยากเชื่อเลย ทั้งที่อยู่ในยุคอินเตอร์เน็ตแล้ว แต่ก็ยังมีคนจีบกันด้วยการเขียนจดหมายเนี่ยนะ?

ม้าล้วงบางอย่างออกมาจากกระเป๋า

มันคือตลับขี้ผึ้งขนาดจิ๋วที่ทำจากโลหะ

ทันทีที่เปิดตลับ กลิ่นหอมละมุนก็โชยมากระทบจมูก

"นี่คือสิ่งที่เขาส่งถึงกัน"

"อะไรเหรอครับ"

"กลิ่นดอกชู่หลานจ้ะ"

"ชู่หลาน?"

"เป็นต้นไม้ในไต้หวัน เด็กคนนั้นร่างกายอ่อนแอ มีโรคประจำตัวอยู่ เลยไม่ได้ไปโรงเรียนเหมือนเด็กอื่นๆ โลกของเธอก็เลยมีอยู่แค่ในบ้านที่ปลูกต้นชู่หลานไว้ทำยาสมุนไพร การทำเครื่องหอมกลิ่นดอกชู่หลานเลยกลายเป็นงานอดิเรกของเธอ จดหมายจากไต้หวันทุกฉบับ นอกจากข้อความที่เขียนถึงกันแล้ว ยังมีกลิ่นของดอกชู่หลานบนกระดาษ ไม่ก็บนผ้าปัก หรือสร้อยถัก อะไรพวกนี้จ้ะ"

"แล้วกลิ่นไม่หายเสียก่อนเหรอครับ กว่าไปรษณีย์จะส่งมาถึง"

เพราะกลิ่นก็ไม่ได้ฉุนและไม่น่าจะอยู่ทน

"เกือบหายจ้ะ กว่าจะมาถึงกลิ่นก็ไม่สดใหม่แล้ว หลังจากเปิดซองหรือเปิดกล่องแค่ไม่กี่วันกลิ่นก็ระเหยไปหมดแล้ว"

ทำไมผมถึงรู้สึกเศร้าขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูกนะ

สำหรับมาร์คฮยอง ช่วงเวลาที่จดหมายเพิ่งถูกส่งถึงมือต้องเป็นช่วงเวลาที่สำคัญมากแน่ๆ

ช่วงเวลาที่จะได้ใกล้ชิดกับคนที่รักอย่างชัดเจนที่สุด

แม้กลิ่นจะหายไประหว่างทางบ้างแล้วก็ตาม

"แล้วมาร์คส่งอะไรกลับไปเหรอครับ"

"มาร์คส่งหนังสือที่เขาชอบอ่านไปให้จ้ะ ช่วงนั้นเจ้าลูกชายอ่านหนังสือเยอะแยะเลยนะ ม้าก็นึกว่าขยัน ที่ไหนได้ อ่านให้จบเพื่อจะได้เลือกเล่มที่ชอบส่งไปให้สาวอ่านอีกที"

น่าอิจฉาจัง ในหนังสือพวกนั้น คงจะมีข้อความหรือลายมือที่สื่อความในใจของมาร์คฮยองอยู่ด้วยแน่ๆ

"แต่ตอนนั้นมาร์คก็หมั้นแล้วไม่ใช่เหรอครับ"

"ใช่จ้ะ" ม้าตอบเสียงเศร้า "แต่มันก็ไม่มีประโยชน์ที่จะแก้ไขเรื่องการหมั้นหรอกนะ เพราะเด็กคนนั้นมีชีวิตอยู่ได้อีกเพียงไม่กี่ปี"

เพราะอย่างนี้... มาร์คฮยองถึงได้ฝังใจมากสินะ

"มาร์คได้ไปเยี่ยมดูใจที่ไต้หวัน แต่ทั้งคู่ก็ทำได้แค่สบตากันผ่านกระจกหน้าต่าง ยังไม่ทันได้เข้าไป อีกฝ่ายก็สิ้นใจลงเสียก่อน"

ม้าหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาซับน้ำตาเพียงเบาๆ

"ตอนนั้น ในห้องคนไข้อบอวลไปด้วยกลิ่นของดอกชู่หลาน แล้วหลังจากนั้น ม้าก็ไม่เคยเห็นมาร์ครักใครจริงจังอีกเลย"

สะเทือนใจชะมัด

แต่ก็อิจฉา

ความรักที่บริสุทธิ์แบบนั้น มันสวยงามจนความสัมพันธ์เพียงชั่วข้ามคืนของผมเทียบไม่ติดเลยจริงๆ

รู้สึกละอายเหลือเกิน

"จินยอง... ม้าไม่ได้บังคับ และไม่ได้ขอร้อง ม้าแค่จะบอกว่า ม้าจะให้โอกาสจินยอง"

"ผมคง... ทำให้มาร์คลืมคนรักเก่าของเขาไม่ได้" ผมตอบกลับไปเสียงอ่อย "แต่จินยองจะทำทุกทางให้มาร์คมีความรักอีกสักครั้งให้ได้ครับ"

ต่อให้ต้องเสียเขาไปให้กับคนอื่นก็ตาม


ยูฮวันถึงญี่ปุ่นโดยสวัสดิภาพแล้ว...

เขาโทรศัพท์มาบอกผมด้วยตัวเอง ทำให้ผมรู้สึกโล่งใจไปเปลาะหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม หมอนั่นได้ทิ้งระเบิดลูกใหญ่เอาไว้กับผม

นั่นคือลูกกุญแจของตู้ที่เก็บหลักฐานต่างๆ ไว้เพื่อจะส่งให้ตำรวจ

ผมจึงส่งระเบิดลูกนั้นต่อไปให้กับท่านประธานพัคผู้มีอาวุโสแก่กล้าโดยทันที

ต่อจากนี้จะไม่ยอมให้เรื่องเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายเกิดขึ้นกับผมอีกเป็นอันขาด

บางทีก็ต้องขอบใจประสบการณ์คอขาดบาดตายในวัยเด็กที่เคยถูกลักพาตัวไม่ว่าจะเป็นโดยพวกแร้งหิวเงิน คู่แข่งทางธุรกิจ หรือแม้แต่ศัตรูของพวกลุงเจียง ไหนจะพวกที่กลั่นแกล้งกันแรงๆ ในโรงเรียนอีก ทำให้ผมไม่ค่อยสติแตกเท่าไหร่นัก เวลาเจอเรื่องแย่ๆ ขนาดนี้

ถึงจะไม่เข้าใจว่าทำไมลูกชายคนโตของพ่อค้าแม่ค้าเจ้าของกิจการเล็กๆ ระดับพอมีพอกินชาวเอเชียในอเมริกาอย่างผมจึงตกเป็นเป้าหมายของใครต่อใครมาโดยตลอดก็ตาม


หลังจากทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง ผมก็นัดเจอกับริต้าเพื่อปรับความเข้าใจกัน

ผมคืนแหวนสำคัญที่เธอเคยพกติดตัวมาตลอดให้

"ขอโทษนะริต้า แต่คราวนี้พี่คงถอนหมั้นไม่ได้จริงๆ"

สีหน้าของเด็กสาวตรงหน้าผมในตอนนี้มีแววของความผิดหวังอย่างเด่นชัดมาก

เธอใกล้เข้ามาอีกก้าวหนึ่ง แล้วตบหน้าผมฉาดใหญ่

"ทำไมพี่ทำแบบนี้... ทั้งๆ ที่พี่อยากถอนหมั้นมาตลอด ทั้งๆ ที่พี่ทิ้งฉันไป แล้วจู่ๆ ก็จะมาบอกว่าจะหมั้นกับฉันต่อเนี่ยนะ พี่เป็นบ้าอะไร!" เธอตะโกนใส่หน้าผม ก่อนเข้ามาทุบที่อกผมจนตัวคลอนด้วยความเจ็บใจ

ริต้าไม่เหมือนเดิมแล้วจริงๆ

เธอเจิดจ้าและสง่างามกว่าเมื่อก่อนอย่างเห็นได้ชัด

เธอกำลังต่อสู้เพื่อปลดแอกตัวเอง

ในขณะที่ผม...

ผมปล่อยให้เธอทุบตีผมจนเหนื่อย

แต่เธอก็ทำได้ไม่นานนักหรอก เพราะว่าเธอเริ่มร้องไห้เสียก่อน

แม้แต่การร้องไห้ก็ยังไม่เหมือนริต้าคนเดิมเช่นกัน

"จินยอง..." ผมเอ่ยขึ้นหลังจากที่เธอเริ่มเบามือลง

"จินยองอปป้าทำไม?" เธอถามเสียงเครือ

"จินยองหายตัวไป..."

"ตั้งแต่เมื่อไหร่?"

เด็กสาวตาโตด้วยความตกใจ

"ตอนเย็น... เมื่อวาน แต่เขาจะกลับมาอย่างปลอดภัย ถ้าพี่ยังหมั้นกับริต้าต่อ"

"อาป๊า!!!" ริต้ากรีดเสียงร้องขึ้นมาอย่างเกรี้ยวกราด

"ริต้า... ใจเย็นๆ" ผมรีบห้าม ทันทีที่เธอทำท่าจะโทรศัพท์ไปอาละวาด

"อาป๊า... อาป๊าใจร้ายเกินไปแล้ว... ริต้าเกลียดอาป๊าที่สุด"

ผมรีบยึดโทรศัพท์จากริต้า ก่อนที่เธอจะทำเรื่องให้ใหญ่โตขึ้นกว่าเดิม

"ฟังนะ ริต้า... พี่จะโทรหาลุงเจียงเอง แล้วจะบอกว่าเราจะหมั้นกันต่อ จากนั้นจินยองจะกลับมา โอเคมั้ย?"

ไม่โอเคก็ต้องโอเค เด็กสาวเดินกระแทกส้นเท้าไปนั่งบนเก้าอี้อย่างขัดใจ

"ต่อให้หมั้นกัน ริต้าก็จะนอกใจพี่มาร์คแน่นอน" เธอเอ่ยออกมาด้วยเสียงต่ำจากลำคออย่างคับแค้นใจ

รังสีอำมหิตนี้... ชวนสะพรึงจนยะเยือกไปทั้งแผ่นหลัง

ผมถอนหายใจ ก่อนต่อโทรศัพท์ถึงลุงเจียง

"ลุงเจียงครับ... ผมคุยกับริต้าแล้ว เราจะไม่ถอนหมั้น"

"มันต้องอย่างนั้นสิหลานรัก งั้นลุงก็ฝากดูแลน้องระหว่างที่อยู่เกาหลีด้วยแล้วกันนะ รักกันมากๆ ล่ะ" ปลายสายน้ำเสียงสดใสอย่างออกนอกหน้า

"เดี๋ยวครับลุง เรื่องจินยอง..."

"จินยอง? เรื่องอะไร"

"ตอนนี้ผมก็กลับมาหมั้นกับริต้าแล้ว คืนตัวจินยองกลับมาได้ไหมครับ"

"พูดอะไรของหลาน จินยองไม่ได้อยู่กับลุงซักหน่อย"

ทันใดนั้น มือถือก็ถูกคว้าไปจากหูผม

"อาป๊า ทำไมเล่นสกปรกแบบนี้อยู่เรื่อย อาป๊าจับตัวจินยองอปป้าไปทำไม ที่นี่มันเกาหลีนะอาป๊า" ริต้าส่งเสียงแว้ดๆ ใส่พ่อบังเกิดเกล้าผ่านโทรศัพท์

"อย่ามาว่าอาป๊านะริต้า อาป๊าไม่ได้จับตัวใครไปทั้งนั้น ถ้าอาป๊าจับ อาป๊าก็จะบอกว่าจับ แต่นี่อาป๊าไม่ได้จับ ทำไมต้องมาขึ้นเสียงใส่อาป๊า" ยินเสียงดุทะลุลำโพงออกมา

"อาป๊าจะไม่ได้จับจินยองอ๊ปป้าได้ยังไง ก็จินยองอปป้าหายตัวไปเกินหนึ่งวันแล้ว..."

ทันใดนั้น ริต้าก็ปล่อยโฮออกมาเหมือนเด็กๆ

"ใจเย็นๆ ริต้า" ผมพยายามปลอบ

"ฮึก... ฮึก... ถ้าจินยองอปป้าไม่ได้อยู่กับอาป๊า แล้วจินยองอปป้าอยู่กับใคร?"

ให้ตายเถอะ... ไม่ใช่แค่ริต้าที่เข่าอ่อนตัวสั่นระริก

แต่ผมก็แทบหมดแรง นั่งกองอยู่ตรงนั้นเช่นกัน

จินยองอา... นายอยู่ที่ไหน?

ความหวาดกลัวคืบคลานเข้ามาเกาะกินหัวใจ

พร้อมกับน้ำตาที่ไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว



โปรดติดตามตอนต่อไป

ยังไม่อยากจบตอนนี้ตรงนี้เลยค่า ไม่มีอะไรให้ลุ้นเนอะ 555 แต่ขอทรมานมาร์คกับริต้านานๆ นิดนึง พอดีโควตาเวลาเขียนนิยายหมดแล้ว ต้องรีบไปนอน

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

50 ความคิดเห็น

  1. #46 41994199 (@41994199) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 5 มีนาคม 2562 / 20:19
    แม่เข้าทางแม่ คบกันเถอะพ่อแม่รับรู้แล้ว
    #46
    0
  2. #41 meaw meaw (@meaw-007) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2560 / 02:32
    ดีจังที่จินยอวกับหม่าม๊าของมาร์คฮยองได้มีโอกาสเปิดใจคุนกัน มันทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้นเยอะเลย

    รักน้องริต้าก็ตอนนี้แหละ น้อวก็รักจินยองโอปป้าของน้องอ่ะนอะ
    #41
    0
  3. #18 PinkiePie (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2559 / 23:19
    โอ้ยยยยย นี่เนื้อหาสั้นหรือเราอ่านเร็วไป ทำไมจบตอนไวเช่นนี้ToT จินตนาการถึงรักแรกของมาร์คที่ม๊าเล่าแล้วเรานั่งน้ำตาซึมเลย น่าสงสารจัง อารมณ์บีบหัวใจสุดๆ แบบได้ยืนมองคนที่ตัวเองรักผ่านกระจกห้องคนไข้ จะเข้าไปหาก็ไม่ทัน ดูเป็นความรักที่บริสุทธิ์จริงๆ ดีใจที่ม๊าให้โอกาสจินยอง แต่จินยองทำไมดูหมดไฟแล้วอ่ะ คือสู้นะแต่แบบยังไงก็ได้ หนูอย่ามาพระเอกขนาดนี้อีแม่ใจบ่ดี5555555

    ปล. ไม่ได้ทรมานแค่มาร์คกะริต้านะ ทรมานคนอ่านอย่างเราด้วย งื้อออ
    #18
    1
    • #18-1 something to live and die for (@thelittlecocoon) (จากตอนที่ 10)
      2 ตุลาคม 2559 / 02:03
      ขอบคุณค่าาา มาเม้นต์ให้ทุกตอนเลย เติมไฟให้คนเขียนมาก ฮึบๆๆๆ
      จริงๆ ถ้านับจำนวนตัวอักษรก็พอๆ กับตอนอื่นนะคะ แต่ขนาดเราเขียนเองเรายังรู้สึกว่าทำไมมันสั้นจังเหมือนกันค่ะ 555
      #18-1