Heart, Attack! [#JinMark] *จบ*

ตอนที่ 11 : Doorstep (จบ)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 559
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    6 ต.ค. 59

รถแท็กซี่แล่นมาจอดเทียบบริเวณสวนสาธารณะไม่ไกลจากหอ

"จะไม่ให้ผมไปส่งที่โรงแรมจริงๆ เหรอครับ" จินยองถามสุภาพสตรีที่นั่งมาด้วยกัน

"ไม่เป็นไรจ้ะ เธอรีบกลับเถอะ"

"ถ้าอย่างนั้น เดินทางปลอดภัยนะครับ" เด็กหนุ่มหยิบกระเป๋าสะพาย แล้วทำท่าจะลงจากรถ

ทว่าอีกฝ่ายรีบคว้าแขนเขาไว้

"จินยอง"

เมื่อหันกลับไป คุณนายต้วนก็คว้าตัวเด็กหนุ่มเข้าไปกอด

"ขอบใจที่อยู่เป็นเพื่อนม้านะจ๊ะ" เธอพูดพลางลูบเส้นผมดำขลับอย่างเอ็นดู

"ดะ... ด้วยความยินดีครับ" จินยองตอบอย่างงุนงงระคนเคอะเขิน

คุณนายต้วนคลายอ้อมแขน

"แล้วเรื่องที่ม้ามาเกาหลี อย่าบอกใครเด็ดขาดนะ โดยเฉพาะมาร์ค" พูดพลางยกนิ้วชี้ขึ้นแตะริมฝีปาก

"ครับ"

จินยองหัวเราะแห้งๆ อยู่ในใจ

จะบอกใครได้ล่ะ แล้วจะบอกยังไง โดยสถานการณ์แล้ว มันดูไม่สมเหตุสมผลที่จะเปิดเผยเอาเสียเลย

"เดินทางปลอดภัยนะครับ"

เด็กหนุ่มลงจากรถ ยืนมองส่งจนลับตา ก่อนยกกระเป๋าขึ้นสะพายแล้วเดินกลับหอ

หน้าประตูทางเข้า ใครคนหนึ่งกำลังนั่งยองๆ พิงกำแพงอยู่ที่พื้น มือกุมโทรศัพท์มือถือแน่น ทว่ากลับคอตกด้วยท่าทางราวกับสิ้นหวัง


ยูคยอมย่อตัวลงนั่งที่ขอบเตียง คลายเรียวแขนที่กอดรอบคอ แล้วค่อยๆ วางร่างเล็กบางที่เขาแบกไว้ให้เอนหลังลงบนเตียงนุ่ม

ตอนที่เขาถูกพี่ชายไทวันนีสอเมริกันเรียกไปยังร้านกาแฟที่กำลังจะปิด ภาพแรกที่เห็นคือริต้าฟุบหลับคาโต๊ะไปเรียบร้อย

มาร์คซึ่งนั่งอยู่ด้วยตรงนั้นก็อยู่ในสภาพกึ่งหลับกึ่งตื่นราวกับสติหลุดลอยเช่นกัน

รอบตัวชายหนุ่มเต็มไปด้วยถ้วยกาแฟ ราวกับกำลังพยายามฝืนสังขารให้ผ่านพ้นคืนนี้ไปให้ได้

ยังไม่ทันได้สอบถามว่าเกิดอะไร ก็ถูกอีกฝ่ายถามขึ้นมาเสียก่อน

'นายรู้จักที่พักของริต้าใช่มั้ย'

ยูคยอมพยักหน้า

ริต้ารายงานตัวกับทางบริษัทล่าช้าไปครึ่งเดือน ทำให้เธอไม่ได้เข้าพักในหอจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงของสมาชิก เธอจึงต้องอาศัยอพาร์ตเมนต์ข้างนอกอยู่ไปก่อน

เขาเพิ่งติวคณิตศาสตร์กับเธอที่ห้องนั้น แลกกับการใช้แรงงานเยี่ยงทาสช่วยเธอจัดและทำความสะอาดห้อง

ใบหน้าของเด็กสาวที่หลับไหลอยู่ในตอนนี้ เต็มไปด้วยคราบน้ำตาและความเศร้า คิ้วบางขมวดเข้าหากันราวกับกำลังเผชิญฝันร้ายบางอย่าง

"โอ๋ๆๆ น่าเวทนา พอหลับแล้ว ดูไร้พิษสงไปเลยแฮะ"

เด็กหนุ่มยิ้มที่มุมปาก ก่อนนึกสนุกเอานิ้วไปจิ้มที่ระหว่างหัวคิ้ว

"เครียดมากๆ จะแก่เร็วนะนูน่า" พูดพลางนวดวนอยู่สองสามครั้ง

ทว่าอีกฝ่ายไม่มีทีท่าจะรู้สึกตัว

ไปเหน็ดเหนื่อยอะไรมาเนี่ย หลับเป็นตายเลย

เมื่อย้อนนึกถึงสารรูปของพี่ชายร่วมห้องตอนที่เขาไปรับริต้า

บนแก้มขวาแดงเป็นริ้วคล้ายรอยนิ้วมือ คาดว่าเพิ่งโดนตบเป็นแน่แท้ ไหนจะหัวหูกระเซอะกระเซิง ทั้งยังสีหน้าท่าทางที่หดหู่ห่างไกลคำว่ามีชีวิตชีวานั่นอีก

จะว่าไป เมื่อคืนก็ไม่ได้กลับมาที่ห้อง

เมื่อเห็นคนตรงหน้านอนแน่นิ่งไม่ไหวติง เจ้าหมียักษ์ก็ผุดรอยยิ้มเจ้าเล่ห์

เขาหยิกแก้มนิ่มยืดเล่นไปมาจนพอใจอยู่พักใหญ่

โอกาสแกล้งลูกสาวเจ้าพ่อใช่ว่าจะหาได้ง่ายๆ แถมอีกฝ่ายยังช่วยติวหนังสือให้อีก

ถึงแม้จะเป็นการติวหลักสูตรที่นรกอเวจียังเรียกพี่ก็ตาม

'ตาหมีโง่! เพิ่งอธิบายไปหยกๆ ไม่ถึงห้านาที ทำไมไม่จำยะ' ไม่ดุเปล่า มือหยิบกระดานขนาดจิ๋วมาฟาด

'เพิ่งอธิบายแค่รอบแรก ถ้าไม่เข้าใจก็จำไม่ได้หรอก' คนตัวใหญ่หดแขนหดขาเบี่ยงหลบจ้าละหวั่น

ซาดิสต์ชะมัด เขียนใส่กระดาน พออธิบายเสร็จปุ๊บก็ลบทันที ข้อมูลยังไม่ทันได้ถูกบันทึกลงเมโมรีการ์ดในหัวเลย

'ตาทึ่มเอ๊ย ฉันน่ะแค่เห็นกราฟแว้บเดียวก็เข้าใจตั้งแต่ครูยังไม่อธิบายด้วยซ้ำ'

'ก็ฉันไม่ได้อัจฉริยะอย่างพี่นี่!' คนตัวใหญ่เถียง

'หนอย... กล้าขึ้นเสียงเหรอ ฉันเป็นติวเตอร์ให้นายนะยะ!' พูดพลางเอื้อมมือหยิบแท็บเล็ตที่ดาวน์โหลดตำราเรียนจากอินเตอร์เน็ตขึ้นมาทุ่ม

'ว้ากกกก! อย่านะคร้าบ ยอมแล้วคร้าบ กระผมมันเขลาเอง ได้โปรดเอ็นดูศิษย์เบาปัญญาคนนี้ด้วยเถอะ'

ขืนอุปกรณ์นั่นเจ๊งขึ้นมาได้จบเห่กันพอดี ทั้งเนื้อหาที่เรียนซึ่งใช้พาสเวิร์ดของริต้าดึงข้อมูลจากเซิร์ฟเวอร์ของโรงเรียนที่อเมริกา ทั้งดิกชันนารีที่ใช้แปลคำศัพท์ระหว่างการอธิบายอีก

ด้วยเหตุที่ไม่สามารถปรินต์ออกมาใช้งานได้ สิ่งเดียวที่ลูกหมีตัวใหญ่ต้องทำก็คือ จดจำทุกอย่างลงในหัวสมองให้หมดภายในไม่กี่นาที

ไม่ไหวแล้วเว้ย!! เขาตะโกนอย่างเหลืออดอยู่ในหัวเป็นร้อยรอบ

ทั้งที่ก่นด่าอีกฝ่ายในใจเพราะทนความโหดไม่ได้ แต่สุดท้ายพออธิบายให้ฟังอีกครั้งก็เข้าใจแจ่มแจ้งอย่างน่าอัศจรรย์

ถึงแม้จะโดนทั้งหยิก ทั้งข่วน ทั้งดีดกะโหลก ทั้งบีบคอ ทั้งตบหัว แต่ดูเหมือนพอแสดงความโง่ออกไปให้เห็นครั้งหนึ่ง อีกฝ่ายก็จับทางได้ทันใดว่านักเรียนของตัวเองงงตรงไหน จึงใช้เวลาอธิบายใหม่แค่เพียงครั้งเดียว

เขาเองก็ไม่ได้โง่นะ แค่บางอย่างมันเข้าใจยากเกินกว่าจะจินตนาการได้เท่านั้นเอง

ไหนจะ... ภาษาเกาหลีสำเนียงเด็กนอกของริต้าที่บางทีก็ปนกับภาษาอังกฤษ ฟังแล้วต้องแปลเป็นภาษามนุษย์อีกที

กระนั้น ยูคยอมก็ทำได้แค่กัดฟันทน

จะสอบอีกแค่วันสองวัน ก็มีแต่ริต้านี่แหละ ที่เสมือนขอนไม้ยามเรือแตก

เอาวะ... คงน่วมแค่ช่วงก่อนสอบเท่านั้นแหละ

เด็กหนุ่มได้แต่ทำใจ ก่อนกล้ำกลืนเรียนต่อจนจบทั้งน้ำตาตกใน

"แต่ก็ขอบคุณล่ะนะ"

แถมอีกฝ่ายยังบอกด้วยว่า ถ้าได้คะแนนเต็มจะเลี้ยงขนม

ยัยนูน่าขาโหดนี่ก็ใจป้ำไม่เบาแฮะ

มือใหญ่เกลี่ยผมยาวที่รุงรังรกกรอบหน้า ก่อนจัดแขนขาอีกฝ่ายให้อยู่ในท่าที่สบาย

ไม่สิ... ขอเล่นต่ออีกสักหน่อยแล้วกันนะ

หมีตัวใหญ่เริ่มเหิมเกริม

เขาจับมือไม้ให้อีกฝ่ายทำท่าประหลาด แล้วใช้มือถือถ่ายรูป พลางหัวเราะคิกคักคนเดียวอีกครู่ใหญ่

"จริงๆ ก็กะว่ามาส่งเสร็จแล้วจะรีบกลับอยู่หรอกนะ แต่เมื่อกี้เผลอเล่นเพลินมือไปหน่อย งั้นหมีน้อยจะบริการพิเศษให้นูน่าก่อนกลับแล้วกัน"

เขาบีบจมูกอีกฝ่ายแล้วส่ายไปมาเบาๆ อย่างมันเขี้ยว

เด็กหนุ่มเดินไปหยิบผ้าขนหนูผืนเล็ก ก่อนชุบน้ำกลับมาซับหน้าคนที่หลับเบาๆ

"จินยองอปป้า... ฮึก..." เสียงครางละเมอ ตามด้วยสะอึกสะอื้นเบาๆ ลอยแผ่วจากริมฝีปากชมพูระเรื่อ

สงสัยจะทะเลาะกับมาร์คฮยองมาจริงๆ ด้วยสินะ ยูคยอมเดา

เขาลูบหัวอีกฝ่ายอย่างสงสาร

อปป้าของนูน่าเป็นของมาร์คฮยองไปแล้ว ยอมรับซะเถอะนะ

ยูคยอมมองนาฬิกาที่ผนัง

เขาเช็ดหน้าและแขนทั้งสองข้างให้เด็กสาว ถอดรองเท้าแล้วห่มผ้าให้ ก่อนออกจากห้องไป


ผมเดินเข้าไปนั่งยองๆ จ้องหน้าคนที่กำลังสัปหงกจนหัวคลอนไปมา

มนุษย์รูปงามราวกับเทวดา ทำไมมานั่งหมดท่าตรงนี้ได้นะ

ราวกับเพิ่งตกลงมาจากสวรรค์

ไม่เคยเห็นมาร์คฮยองสภาพแบบนี้มาก่อนเลย

ผมเผ้ายุ่งเหยิงไม่เป็นทรง เบ้าตาดำคล้ำ ไหนจะริมฝีปากแห้งผากจนเป็นขุยนั่นอีก

แพขนตาชื้นนิดๆ มีคราบน้ำตาไหลอาบแก้มเป็นทาง

ใครกันนะ ที่ทำให้หนุ่มเนื้อหอมแห่งไลน์ 93 เป็นได้ถึงขนาดนี้

ถึงกระนั้น รูปหน้า และจมูกที่คมสัน ก็ยังคงงดงามไม่เปลี่ยนแปลง

ขณะที่กำลังเพลิดเพลินกับการชื่นชมความงดงามตรงหน้าอยู่นั้นเอง

หงึก!

อีกฝ่ายก็สะดุ้ง ตัวเซจนเกือบหัวคะมำ

ผมจับไหล่นั้นไว้ไม่ให้เขาล้มคว่ำไปเสียก่อน

"คนหล่อ ขนาดสัปหงกจนหน้าคว่ำก็ยังหล่อจริงๆ ด้วยแฮะ" ผมอดบ่นออกมาไม่ได้

เขาเงยหน้าขึ้นมอง ดวงตาที่ดูง่วงงุนนั้นเบิกโพลง ก่อนทอประกายขึ้นฉับพลัน

"จินยองอา!" เขาตะโกนลั่นด้วยความตกใจ

ผมลุกขึ้นยืน พลางดึงแขนให้เขาลุกตามขึ้นมา

"มานั่งอะไรตรงนี้ มาร์คฮยอง... เสียภาพลักษ์เจ้าชาย..."

ยังไม่ทันพูดจบ เขาก็โผเข้ามากอดผมแน่น

"จินยองอา... นายกลับมาแล้ว ปลอดภัยใช่มั้ย"

พอกลับถึงหอ ภรรยารอต้อนรับอยู่หน้าประตู แล้วพุ่งเข้ามากอดด้วยความดีใจ

นี่มันชีวิตในฝันของพัค จินยองชัดๆ

ผมยืดอกรับการสวมกอด ลูบหลังลูบไหล่ด้วยความรักใคร่เอ็นดู

แต่ว่า... กอดแน่นเกินไปหน่อยรึเปล่า...

แถมยังสะอื้นด้วย...

สะอื้นงั้นเหรอ?

จินยองอาไม่ได้ฝันไปใช่มั้ยครับ?

มาร์คฮยองซุกซบหน้าลงบนบ่าของผม พลางพร่ำบ่นยาวเป็นชุด

"นายไปไหนมา ทำไมไม่ติดต่อใครเลย คนเขาเที่ยวตามหานายให้วุ่น ฉันเป็นห่วงแทบตาย กินไม่ได้นอนไม่หลับ นึกว่านายถูกใครจับตัวไป นี่ถ้านายเป็นอะไรไปขึ้นมา ฉันจะไม่ให้อภัยตัวเองเลย"

ทั้งที่สงสารคนตรงหน้าแทบตาย แต่ทำไมผมหุบยิ้มไม่ลง

ผมกอดตอบคนตรงหน้า ก่อนถูไถแก้มไปมากับผมนิ่มของเขา

ปลื้มใจจัง มาร์คฮยองเป็นห่วงผมเหรอเนี่ย ถึงขั้นกินไม่ได้นอนไม่หลับ นั่งสัปหงกรออยู่หน้าหอ

เมียผมน่ารักสุดๆ ไปเลยใช่มั้ยล่ะ

อา... ภูมิใจชะมัดเลย

"อะไรกัน นั่งรอฉันเหรอเนี่ย ขอโทษนะครับ จินยองอากลับมาแล้ว... กลับมาหามาร์คฮยองแล้วนะครับ คนดี"

โอ๋ๆๆๆ ผมลูบเส้นผมที่ท้ายทอยตามด้วยแผ่นหลังของเขา จุ๊บเบาๆ ที่ขมับ

ชื่นใจจัง อยากให้มาคลอเคลียแบบนี้ทุกวัน

อ้อนอีกสิครับมาร์คฮยอง อ้อนจินยองเยอะๆ

ไม่อยากจะเชื่อเลย นี่ยังกับเรื่องโกหก

ผมฝันอยู่รึเปล่า แม่ยายเพิ่งเปิดโอกาสไม่ทันไร หวานใจก็เป็นฝ่ายเข้าหาอีก มีความสุขเป็นบ้า อย่าเพิ่งตื่นเลยนะ ขออยู่แบบนี้นานๆ

"จินยอง?"

จู่ๆ เขาก็เงยหน้าขึ้น จ้องผมทั้งน้ำตา ก่อนยื่นหน้าเข้ามาใกล้

หืม?

ทำจูมกฟุดฟิดในระยะประชิด ชวนจั๊กจี้อย่างบอกไม่ถูก

จากนั้นก็หลับตาลง

แบบนี้มัน...

หรือว่า...

ยอมให้จูบ?

ไม่สิ ผมควรจะจูบใช่มั้ย

อีกฝ่ายอ่อยมาถึงขนาดนี้แล้ว

แต่ตรงนี้มัน... หน้าหอ แถมยังเป็นที่แจ้ง

ไม่เป็นไรมั้ง มาร์คฮยองเป็นอเมริกัน ถือซะว่าจูบทักทาย

ผมเคลื่อนริมฝีปากเข้าไปใกล้ใบหน้าของอีกฝ่าย

"กลิ่นนี้..." เขาพึมพำออกมา

กลิ่น?

จากนั้นก็คอพับฟุบหลับไปคาอ้อมกอดของผม

ให้ตายเถอะ อีกแค่นิดเดียวก็จะได้จูบแล้วแท้ๆ

"มาร์คฮยอง ตรงนี้นอนไม่ได้นะ" ผมกระซิบบอก

ทว่าเขาแน่นิ่งราวกับวิญญาณหลุดออกจากร่างไปเรียบร้อย

ผมฉวยโอกาสก้มลงจุ๊บบนลำคอขาว ก่อนพาเขากลับเข้าไปนอนดีๆ ในหอ


รู้สึกตัวอีกครั้ง ริต้าพบว่าตัวเองอยู่ในห้องนอนในอพาร์ตเมนต์ของตัวเอง

ใครบางคนพาเธอมาส่งที่ห้อง เช็ดหน้าเช็ดตาแล้วห่มผ้าให้

สิ่งที่จำได้เป็นสิ่งสุดท้าย หลังจากนั่งกุมขมับอย่างจนปัญญาอยู่กับคู่หมั้นที่ร้านกาแฟก็คือ...

แผ่นหลังของใครบางคน ที่แบกเธอเดินมาถึงที่ห้อง

แผ่นหลังนั้นกว้างกว่าแผ่นหลังที่เธอเคยคุ้นของคู่หมั้น ดังนั้นเธอแน่ใจว่าไม่ใช่มาร์คอย่างแน่นอน

กระนั้น ไม่อยากจะเชื่อเลยว่า แผ่นหลังของคนอื่นก็ทำให้รู้สึกสบายได้ขนาดนี้

จริงสิ... นี่ไม่ใช่เวลามัวแต่มานึกถึงเรื่องของตัวเอง

เด็กสาวผุดลุกจากเตียง หาโทรศัพท์มือถือ

เธอโทรหามาร์คทันทีเพื่อถามไถ่ความคืบหน้าการหายตัวไปของคนที่เธอหลงรัก

เพียงไม่นานอีกฝ่ายก็รับสาย

"........"

ทว่าเสียงที่ตอบกลับมา งัวเงียเกินกว่าจะฟังรู้เรื่องได้

บ้าชะมัด ตอนนี้ไม่ใช่แค่จินยองเสียแล้วสิที่เธอเป็นห่วง แต่คู่หมั้นที่แสนผูกพันประหนึ่งพี่ชายก็กำลังอยู่ในวิกฤตเช่นกัน

เธออยากร้องห่มร้องไห้กับการหายตัวไปของจินยองต่อนะ

แต่ทำแบบนั้นก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา

เด็กสาวยอมรับว่า ตั้งแต่รู้จักกันมา เธอไม่เคยเห็นมาร์คในสภาพหมดอาลัยตายอยากขนาดนี้มาก่อน

มาร์คในสายตาริต้าเป็นผู้ชายเข้มแข็ง พึ่งพาได้

แต่มาร์คในตอนนี้กลับดูเปราะบางราวกับกำลังแหลกสลายทีละน้อยด้วยความสิ้นหวัง

ปกติถ้าริต้าร้องห่มร้องไห้ พี่ชายคนนี้จะคอยปลอบและให้กำลังใจเสมอ

แต่มาร์คคนเมื่อวาน... กลับทิ้งให้เธอน้ำตาไหลอย่างเดียวดาย

นั่นเป็นเพราะเขาก็ไม่มีกำลังแม้แต่จะประคับประคองจิตใจของตัวเองเช่นกัน

ไหล่ที่สั่นระริก เสียงสะอื้นแผ่วเบาราวกับพยายามสะกดกลั้น ไหนจะบรรยากาศมืดมนที่ปกคลุมรอบตัวเขา

เพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก

"พี่ควรจะไปพักผ่อนก่อนนะ" เธอพูดทิ้งท้ายก่อนตัดสาย แล้วเด้งตัวออกจากที่นอนเพื่อไปอาบน้ำแต่งตัว


หลังจากแต่งตัวเสร็จ ริต้าหยิบกุญแจและกระเป๋า เธอโทรหามาร์คอีกครั้ง ทว่าคราวนี้ไม่มีคนรับสาย

รู้สึกกังวลขึ้นมาจับใจ

เธอเก็บมือถือใส่กระเป๋าอีกครั้งก่อนใส่รองเท้า เปิดประตูห้อง

ทว่า...

ทันทีที่เปิด เงาตะคุ่มของใครบางคนกำลังนั่งกองกับพื้น

พร้อมกับกลิ่นหอมของสตูว์ร้อนๆ ที่โชยมา

"ตาหมียักษ์?" เธออุทานเบาๆ

หมียักษ์ลุกขึ้นยืน ก่อนยื่นถุงซึ่งเป็นต้นเหตุของกลิ่นชวนท้องร้องให้

"ฉันเห็นเมื่อคืนเธอหมดสภาพ สงสาร เลยซื้ออาหารเช้ามาให้"

หืม...?

"อย่าบอกนะว่าคนที่มาส่งฉันเมื่อคืนคือนาย?" เธอถามอย่างไม่อยากเชื่อ

"นอกจากฉันก็ไม่มีใครรู้จักบ้านเธอแล้วนี่" พูดพลางยักไหล่ราวกับเป็นเรื่องช่วยไม่ได้

ริต้าทำหน้าเซ็งเล็กน้อย

อะไรกัน แผ่นหลังแมนๆ นั่น เป็นของเจ้าเด็กตัวใหญ่นี่เองเหรอ

"เอ้า กินอะไรรึยัง" เด็กหนุ่มเร่งให้อีกฝ่ายรับถุงอาหารที่ตัวเองอุตส่าห์ไปต่อแถวซื้อมา

"โห... มาบ้านคนอื่น ก็รู้จักมีของติดไม้ติดมือมาฝาก ใช้ได้เลยนะเจ้าหมี" พูดพลางยกมือขึ้นตบหัวอีกฝ่ายเบาๆ

"บ้านฉันสอนมาดี" ยูคยอมยืดอกใส่อย่างภูมิใจ

"งั้นก็เข้ามาก่อนสิ มากินด้วยกัน"

ทว่าเด็กหนุ่มกลับส่ายหน้า

"ไม่ดีกว่า"

"เฮ้ยยย เข้ามาเถอะน่า" เด็กสาวดึงแขนอีกฝ่ายเข้าไปในห้องจนได้

ถ้าไม่นับความจำเป็นที่ต้องมาติวหนังสือ ช่วยจัดห้อง และพามาส่งก่อนหน้านี้แล้วล่ะก็

ยูคยอมแอบเหงื่อตกอยู่ในใจ

ผู้หญิงอะไรฟะ... ชวนผู้ชายเข้าห้อง

เว้นเสียแต่ว่า อีกฝ่ายจะไม่คิดว่าเขาเป็นผู้ชาย

ให้ตายเถอะ รู้สึกเจ็บใจขึ้นมานิดๆ แฮะ

ทว่าเด็กสาวเหมือนจะรู้ทันในสิ่งที่เขาคิด จึงรีบพูดดักคอไว้เต็มที่

"อย่าเข้าใจผิดนะยะ ที่ลากนายเข้ามาในห้องก็เพราะหลังจากกินข้าวเสร็จ ฉันยังต้องการแรงงานไปช่วยฉันซื้อของแล้วก็ทำกับข้าวไปส่งให้มาร์คอปป้าต่างหาก"

ยูคยอมถึงกับทำตาโตด้วยความแปลกใจ

แปลกแฮะ คราวนี้ไม่ใช่จินยองอปป้า แต่เป็นมาร์คอปป้า

ไม่ใช่ว่าสองคนนี้เพิ่งทะเลาะกันเมื่อคืนหรอกเหรอ?


วันนั้น... ทันทีที่ล้อเครื่องบินแตะถึงพื้นรันเวย์บนแผ่นดินไต้หวัน ผมก็รีบนั่งรถไปตรงดิ่งไปยังโรงพยาบาล

การฆ่าเชื้อโรคและสวมชุดกับอุปกรณ์ป้องกันภายในเวลาไม่กี่นาทีกลายเป็นขั้นตอนที่ยุ่งยากและยาวนานเหลือเกิน สำหรับคนที่ใจไปอยู่ภายในห้องปลอดเชื้อนั้นเรียบร้อย

เมื่อประตูเปิดออก ผมก็รีบวิ่งไปยังประตูห้องคนไข้ที่มีชื่อของเธอระบุไว้

ภายในห้องซึ่งกั้นด้วยกำแพงกระจกบานใหญ่

ครอบครัวและคนสำคัญของเธอกำลังยืนรายล้อมรอบเตียง

พวกเขาแหวกทางให้เธอได้เห็นบุคคลที่เพิ่งมาถึง

ผมดึงหน้ากากอนามัยออกเปิดเผยใบหน้า

เธอนอนไร้เรี่ยวแรงอยู่ที่นั่น ดวงตาสีดำสนิทคู่นั้นมองมายังผมราวกับกำลังเรียกชื่อ

ใบหน้าของเธอเปื้อนรอยยิ้มบางๆ เพียงไม่กี่วินาทีก่อนหลับตาลงอย่างช้าๆ

สิ้นใจอย่างสงบโดยที่ผมยังไม่ทันเปิดประตูเข้าไปด้วยซ้ำ

ราวกับวินาทีนั้นคือขีดจำกัดสูงสุดในการรอคอย

ทั้งที่ทำใจไว้แล้วตั้งแต่ตอนได้รับจดหมายก่อนรีบขึ้นเครื่องบินมา

แต่พอถึงเวลาต้องจากกันจริงๆ กลับกลายเป็นว่าเจ็บปวดเจียนตายจนแทบทนไม่ไหว

ถึงแม้จะไม่เคยมีใครได้เห็นผมร้องไห้กับการจากไปของเธอเลยก็ตาม

น้ำตาที่ซ่อนไว้ข้างใน แท้จริงมันคือโลหิตที่ไหลออกมาเป็นทาง

ตั้งแต่นาทีนั้นเป็นต้นมา ผมถึงได้รู้ว่า ดวงวิญญาณนั้นพรากเอาหัวใจของผมไปด้วยเช่นกัน

และนั่นเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิต ที่ผมได้กลิ่นดอกชู่หลาน

กลิ่นหอมละมุนแห่งความรัก ที่ผมจะไม่มีวันลืมเลือน


ผมลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง พบนัยน์ตากลมสีดำขลับที่กำลังจ้องมองมาในระยะประชิด

เจ้าของดวงตากำลังนั่งทว่าล้มตัวเกยคางอยู่กับที่นอน ราวกับหมาเด็กสีขาวตัวโตที่กำลังนอนเฝ้ารอเจ้าของตื่นมาเล่นด้วย

"จินยอง นายหายไปไหนมา"

เขาลุกขึ้นนั่ง ยื่นมือมาลูบหัวผมขณะตอบ

"มีเรื่องฉุกเฉิน เลยต้องรีบกลับบ้านที่จินแฮ ขอโทษนะ ที่ทำให้เป็นห่วง"

ผมพลิกตัวหันหลังให้เขา

"ใครห่วง? นายทำตารางงานรวนไปหมดเลยต่างหาก จู่ๆ ก็หายตัวไป ต้งยกเลิกประชุม ยกเลิกคิวของเมื่อวาน"

เขาล้มตัวลงนอนข้างๆ แล้วสวมกอดผมจากด้านหลังอย่างประจบ

"นั่นสิเนอะ อย่างมาร์คฮยองคงไม่มาห่วงฉันหรอก ไม่เสียเวลาโทรถามเพื่อนของฉันทีละคน ไม่ตระเวณไปตามร้านที่ฉันชอบไปนั่ง ไม่ติดต่อโรงพยาบาลทั่วทั้งโซล ไม่มานั่งสัปหงกหน้าหอรอฉันกลับมาครึ่งค่อนวันด้วย"

เขากระซิบเรื่องน่าอายกรอกใส่หูผม

บ้าชะมัด ใครเล่าให้หมอนี่ฟังเนี่ย

"ก็นายเล่นหายไป..."

ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของคดีอย่างเหมาะเจาะเลยนี่หว่า ผมแอบแก้ตัวในใจ

"ใครๆ ก็ต้องห่วงเป็นธรรมดารึเปล่า"

เขาหัวเราะคิก

"คร้าบ... มาร์คฮยองห่วงได้ธรรมดามากๆ"

"ปล่อยได้แล้ว" ผมท้วงเมื่อเขากระชับวงแขนแน่นขึ้น

"ไม่อ่ะ ขอชาร์จพลังก่อน" พูดพลางซบหน้าลงบนหลังคอผมอย่างดื้อดึง แถมยังพาดขาก่ายตัวผมอีก

ในตอนนี้ ผมกลับรู้สึกว่าคนได้ชาร์จพลังคือตัวผมเองมากกว่า

หัวใจเต้นแรง ทว่าไออุ่นของอีกฝ่ายกลับทำให้สงบและผ่อนคลายอย่างประหลาด

เพราะเขาอยู่ตรงนี้แล้ว ไม่มีอะไรให้ผมกังวลอีกแล้วสินะ

ไม่ใช่สิ จริงๆ ยังมีอีกสารพัดเลยล่ะ

แต่เรื่องพวกนั้นจะเป็นยังไงก็ช่าง

ในเวลานี้ มีแค่ผมกับเขา เท่านี้ก็พอ

ได้โปรด อย่าไปไหนอีกนะ จินยองอา...

จะไม่ยอมคลาดสายตาจากหมอนี่อีกแล้ว

ผมเลื่อนมือไปกุมปลายนิ้วที่ประสานกันตรงหน้าอกของผมไว้ให้แน่ใจว่าเขาจะยังอยู่ หลับตาลง กลับเข้าสู่นิทราอีกครั้ง


หลังจากเรื่องวุ่นวายจบลง ไม่กี่วันต่อมาเทศกาลย้ายบ้านก็เริ่มต้นขึ้น

ก่อนหน้านั้นเรามีการตกลงกันเรื่องการแบ่งห้อง

ทั้งที่ผมอุตส่าห์เดินตามมาร์คฮยองไปติดๆ ตั้งใจว่าถ้าเขาเลือกห้องไหนผมก็จะเสียบเข้าไปเป็นรูมเมทด้วยแท้ๆ

ก็ตั้งแต่วันที่กลับจากจินแฮ นอกเหนือจากนอนกอดเขาในตอนนั้น เราก็ไม่มีโอกาสหวานแหววกันอีกเลย

หอศิลปินฝึกหัดที่มีสมาชิกเต็มอัตราทุกเตียงทุกห้อง เดินไปที่ไหนก็เจอแต่คนคุ้นหน้า กลอนประตูก็ไม่มี

ถึงจะได้เจอกันทุกวัน แต่ส่วนใหญ่ก็เรื่องงานล้วนๆ

จะมีได้กอดคอ ได้จับมือบ้าง ตอนช่วงพัก หรือเวลาที่บังเอิญได้อยู่กันตามลำพังซึ่งก็มีน้อยนิด แต่ก็เหมือนต้องหลบๆ ซ่อนๆ ยังไงไม่รู้

และทุกครั้งจะมีสายตา หรือเสียงอุทานล้อเลียนจากใครสักคนอยู่เสมอ ทำให้พวกเราต้องถอยห่าง

ดังนั้นถ้าได้อยู่ห้องเดียวกันล่ะก็ พวกเราจะมีเวลาส่วนตัวสองต่อสองบ้าง

ทั้งที่คิดไว้แบบนั้นแท้ๆ

แต่ทันทีที่เขากำลังจะเดินเข้าห้องหนึ่งไป ผมก็โดนดึงคอเสื้อจากด้านหลังแยกออกมาทันที

"ฉันรู้นะ ว่านายกำลังคิดอะไร"

แจบอมฮยองลากตัวผมไปกระซิบ

"ฉันยังไม่ได้ทำอะไรเลยนะ" ผมโอดครวญ

"จะบอกอะไรให้นะ ในฐานะของลีดเดอร์ การอยู่ร่วมกันของพวกเรา มีกฎเหล็กอยู่ข้อนึง"

"อะไร?"

"ห้ามรูมเมทเป็นคนรักกันเด็ดขาด"

ผมถลึงตาใส่

"กฎบ้าอะไรของพี่!"

"ไม่บ้าหรอก ฉันปรึกษาเมเนเจอร์มาอย่างดีแล้ว" เขายิ้มที่มุมปากอย่างเจ้าเล่ห์

ให้ตายเถอะ! ไอ้พี่บ้า! ไอ้มารหัวใจ! ไอ้... จอมรู้ทัน!

"ไม่เข้าใจรึไง นั่นแปลว่านายได้รับอนุญาตให้รักกับมาร์คฮยองได้ แต่ห้ามอยู่ห้องเดียวกัน"

"ไม่เข้าใจ! ตั้งกฎทรมานหัวใจคนมีความรักชัดๆ"

"ช่วยไม่ได้ แล้วทีพวกนายเป็นแฟนกันเองในวงเนี่ย ไม่คิดว่าคนอื่นเขาจะกระอักกระอ่วนที่ต้องเก็บเป็นความลับหรือที่พวกนายจู๋จี๋มีอะไรกันในที่ส่วนตัวหรือไง"

แจบอมฮยองยักไหล่อย่างไม่สนใจใยดี

"แฟนอะไรกันล่ะ ฉันยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพวกเราเป็นอะไรกัน" ผมเถียงเสียงอ่อย

ถึงจะได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น แต่เขาก็ยังสงวนท่าที ปฏิบัติต่อผมเหมือนกับสมาชิกคนอื่นๆ

"อะไรกัน" อีกฝ่ายทำหน้าประหลาดใจ "เห็นเดินตามแจยังกับหมาตามเจ้าของ ฉันก็คิดว่าพวกนายถึงไหนๆ กันแล้วซะอีก"

รอยยิ้มยียวนเห็นฟันหน้าโดดเด่นของพี่ชายที่แสนสนิทชวนหงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูก

ไอ้ถึงไหนๆ เนี่ย มันถึงมาตั้งนานแล้ว แต่ด้านความสัมพันธ์อย่าว่าแต่ไม่คืบหน้าหน้าเลย ไม่มีแม้แต่วี่แววว่าจะคืบหน้าด้วยซ้ำ

"เพราะฉะนั้น ฉันก็มีสิทธิอยู่ห้องเดียวกับมาร์คฮยองใช่มั้ย"

"ไม่ได้ ฉันถือว่านายรักกับรูมเมท"

"หนอย... เล่นแบบนี้กันใช่มั้ย ก็ดี งั้นฉันขอสาปแช่งให้พี่ตกหลุมรักรูมเมทตัวเอง!" พูดพลางจิ้มนิ้วไปที่อกข้างซ้ายของอีกฝ่าย โดยที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ารูมเมทของเขาจะเป็นใคร

"งั้นนายก็ช่วยไปนอนห้องอื่นเลยนะ ไม่ต้องมาอยู่ห้องเดียวกับฉัน" เขาพูดเสียงเย็นชา

"เชอะ! ฉันก็ไม่อยากอยู่ห้องเดียวกับพี่เหมือนกัน"

สุดท้าย แจบอมฮยองก็อยู่ห้องเดียวกับยองแจยา

หมอนั่นมั่นหน้า บอกว่าตัวเองชอบผู้หญิงและไม่มีทางหลงรักรูมเมทเด็ดขาด

แล้วผมจะคอยดูน้ำหน้าของลีดเดอร์

ส่วนผมกลับมาอีกที ก็พบว่าโดนแจ็คสันฮยองตัดหน้า ตีเนียนเป็นรูมเมทของมาร์คฮยองไปเรียบร้อย

อย่างไรก็ตาม อย่างน้อยผมก็ได้ครอบครองห้องที่ไม่ต้องสุงสิงกับใคร

ก็ต้องขอบคุณพี่ชายจอมรู้ทันนั่นแหละ ที่จับคู่สองมักเน่ แบมแบมและยูคยอมไว้ด้วยกัน

แต่คงลืมรู้ทันว่าการมีห้องเดี่ยวนี่แหละ เป็นโอกาสให้ผมพามาร์คฮยองมาหาที่ห้องได้

คอยดูนะ ยิ่งกีดกัน ผมก็จะยิ่งหวานใส่กันให้ตาร้อนกันถ้วนหน้าเลย

กระนั้น ผมก็ไม่ถอนคำสาปแช่งพี่หรอกนะ หึๆๆ


สุดท้าย... ถึงจะมีความคาดหวังอยู่ลึกๆ ว่าการได้อยู่ห้องที่แยกออกมา จะมีโอกาสได้ใช้เวลาส่วนตัวกับคนที่รัก

แต่ในความเป็นจริง มาร์คฮยองกลับไม่เคยเข้ามาเหยียบห้องผมเลยสักครั้ง

กลายเป็นว่า เวลาอยู่ในบ้านส่วนใหญ่ ผมมักใช้เวลาโดยลำพัง

จนเริ่มชินเสียแล้วสิ

มาร์คฮยองเองก็เอาแต่ขลุกอยู่ในห้องของตัวเองเช่นกัน

ทำให้ผมรู้สึกว่าระยะห่างของเรานอกจากจะไม่ต่างจากเดิมแล้ว ยังค่อยๆ เพิ่มขึ้นทุกทีๆ

ผมชักจะเริ่มใจไม่ดีแล้วสิ

ความห่วงใยตอนที่ผมหายไป... เป็นแค่ภาพลวงตา หรือผมแค่คิดเข้าข้างตัวเองมากเกินไปรึเปล่า

มาร์คฮยองมีอะไรในใจ? เขากำลังคิดอะไรอยู่? หรือแท้จริงแล้ว เขาไม่ได้คิดอะไรเลย?


และแล้ว ประธานพัคก็เรียกพวกเราไปพบอีกครั้ง

เขาทำหน้าเครียด แล้วเปิดรูปถ่ายให้พวกเราดู

"พวกนายทำอะไรกันหน้าหอ"

รูปของวันนั้น... ที่มาร์คฮยองนั่งรอผม

ผมและมาร์คฮยองต่างพูดอะไรไม่ออก หันมามองหน้ากัน

ประธานครับ... ในหอพวกผมก็เคยทำยิ่งกว่านี้มาแล้วครับ

"ถ้ารูปนี้หลุดไปล่ะก็ นายคิดว่าภาพลักษณ์ของพวกนายจะเป็นยังไง? นี่ยังไม่ได้เดบิวต์เลยนะ"

"แต่พวกเราไม่ได้..." มาร์คฮยองรีบแย้ง

"พวกนายทำรึเปล่าไม่รู้ แต่มุมกล้องมันทำให้คนคิดไปถึงไหนๆ แล้ว แถมเป็นรูปเวลาส่วนตัวด้วย"

"ละ... แล้ว... มันหลุดไปรึยังครับ" ผมถามอย่างหวั่นๆ

"ยัง ฉันซื้อไว้หมดแล้ว"

มือดีที่ถ่ายรูปไว้ เอามาแบล็คเมล์กับทางบริษัทสินะ

"ผมขอโทษ" เราทั้งคู่ค้อมศีรษะอย่างสำนึกผิด

คราวหน้าจะระวังเรื่องสถานที่มากกว่านี้

"เฮ้อ... ฉันจะทำยังไงกับพวกนายดีนะ"

ผมเริ่มหวาดเสียวอย่างบอกไม่ถูก

ประธานพัคจะแยกพวกเราออกจากกันรึเปล่า

"พวกนายแอบคบกันอยู่รึ" จู่ๆ ก็ถูกถามโดยไม่ทันได้ตั้งตัว

ผมชำเลืองมองมาร์คฮยองด้วยหางตา

เขาจะตอบว่าอะไรนะ

เขาอยากให้ผมตอบไปว่าอะไร

"เปล่าครับ" แล้วเขาก็ปฏิเสธจนได้

ไม่น่าแปลกใจสักเท่าไหร่

"ตอนนี้เราไม่ได้คบกันแบบนั้น เป็นเพื่อนร่วมงานกันธรรมดา"

ทั้งที่รู้ว่ามีเพียงคำตอบเดียวที่จะตอบได้ แต่ก็เจ็บภายในใจกับคำตอบนั้นอยู่ดี

เขาจะคิดอย่างที่พูดออกไปจริงๆ รึเปล่า

ทั้งที่แน่ใจว่าลึกๆ ที่ไหนสักแห่งในใจของมาร์คฮยองยังคงมีเยื่อใยให้กับผม แต่ก็อดหวั่นไหวกับคำพูดที่ห่างเหินนั่นไม่ได้

เพราะเขาไม่เคยบอกรักผมยามที่มีสติเลยสักครั้ง

ยิ่งระยะหลังๆ เขาหลบสายตาผมตลอด ราวกับไม่ต้องการให้จิตใจของพวกเราได้มีโอกาสเชื่อมโยงกันแม้เพียงเสี้ยววินาที

"ต่อจากนี้ จะทำอะไรก็ระวังสายตาคนอื่นหน่อยก็แล้วกันนะ ถึงก่อนหน้านี้ฉันจะเคยมอบหมายเรื่องคู่จิ้นกับพวกนาย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะให้พวกนายเป็นคู่รักกันจริงๆ"

ประธานพัคถอนหายใจออกมาราวกับมีภูเขาลูกใหญ่ทับอยู่บนหน้าอก

"เอาเป็นว่า ฉันยกเลิกเรื่องคู่จิ้นของพวกนายไปก่อนแล้วกัน" ในที่สุดเขาก็เอ่ย ก่อนพึมพำเบาๆ ราวกับบ่นให้ตัวเองฟัง "ไม่สิ มันคงไม่จำเป็นแล้วต่างหาก"

พวกเราออกมาจากห้องประธานพัคโดยสรุปว่าการลงโทษผมคราวนี้เป็นโมฆะไป รอประธานหาไอเดียใหม่ได้ก่อน

มาร์คฮยองที่ต่อต้านไอเดียนี้มาตลอดก็คงโล่งใจแล้วสินะ

ถึงผมจะเสียดายนิดหน่อย ที่จู่ๆ โอกาสจะเข้าหามาร์คฮยองก็หลุดลอยไป แต่ถ้าเป็นความสบายใจของเขาก็ช่วยไม่ได้แฮะ


เพราะเราเป็นเพื่อนร่วมงานกันงั้นเหรอ?

ทำให้ผมไม่กล้าซื่อสัตย์ต่อหัวใจ ก้าวเข้าไปหาเขาได้อย่างสง่าผ่าเผย

ต่อให้รู้ใจตัวเอง แต่ก็เผชิญหน้ากับมันไม่ได้

ผมรู้ว่าเขารักผมมากแค่ไหน

และผมก็รู้สึกกับเขาไม่ต่างกันเลย

แต่เมื่อประจักษ์ถึงโลกแห่งความจริงขึ้นมาทีไร

ผมก็ไม่อาจยอมปล่อยให้ใจเผลอไผลกับความหอมหวานแห่งรักได้นานไปกว่านั้นอีกแล้ว

ผมมีฐานะเป็นคู่หมั้นของริต้า แม้จะเป็นการหมั้นทางธุรกิจก็ตาม

ผมคงกลายเป็นคนเห็นแก่ตัวมาก ถ้าจะดึงเขามาเป็นของคนที่มีพันธะอย่างผม

และลึกๆ ผมเองก็กลัวเหลือเกินว่า ความรักของผมอาจทำร้ายเขาอีก

ทั้งที่เคยคิดว่าจะคอยปกป้องเขาแบบไม่ให้คลาดสายตา

แต่สุดท้าย... การปกป้องเขาที่ดีที่สุดก็คือการผลักเขาออกไปให้ห่างจากคำว่าคนพิเศษของผมให้มากที่สุด

หากเพียงปอกเปลือกทางสังคมออกไปได้

ผมจะไม่รอช้าที่จะประกาศให้โลกรู้ว่าผมรักจินยองเหลือเกิน และจะมีแต่เขาที่เป็นเจ้าของทุกสิ่งทุกอย่างของผม

แม้แต่เสียงเต้นของหัวใจ

ในทางกลับกัน มันน่าละอายเหลือเกิน ที่ยิ่งห่างกัน ความรู้สึกที่ต้องควบคุมมันไว้ก็ยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

ตัวตนของจินยองหอมหวาน ละมุนละไม และน่ารักมากเกินไป...

ราวกับว่า ถ้าเผลอเข้าใกล้เขาอีกเพียงนิด ความในใจทุกอย่างของผมจะล้นทะลักออกมาจนไม่อาจเก็บกลั้นไว้ได้อีก

และทุกอย่างที่ผมคอยปกป้องก็จะพังทลาย

แต่อีกด้านหนึ่งของหัวใจ ทั้งที่เป็นฝ่ายเริ่มรักษาระยะห่าง แต่ผมดันหวาดกลัวระยะห่างที่เขาก็เป็นฝ่ายรักษาเสียเอง

ถึงแม้จะรู้ดีว่าเขาทำไปเพื่อให้ผมสบายใจก็ตาม

ผมมันขี้ขลาดเหลือเกิน

น่าขันชะมัด... ทั้งที่ตัดสินใจแล้วว่าจะจะไม่ยอมให้ใครมาเป็นคนพิเศษอีกแล้ว

แต่ทำไมสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่เกี่ยวข้องกับเขากลายเป็นสิ่งพิเศษมากขึ้นเรื่อยๆ นะ


"ช่วงนี้จินยองฮยองนอนดึกทุกวันเลย" ยูคยอมโอดครวญกับผมในวันหนึ่ง

"แล้วไง"

"ก็มันรำคาญอ่ะ แสงไฟจากห้องมันทะลุประตูเข้ามา นอนไม่หลับ" หมีตัวใหญ่กระเง้ากระงอด

"นายก็บอกให้หมอนั่นปิดไฟสิ"

"บอกแล้ว แต่หมอนั่นกวนประสาท ฉันพูดอะไรไปไม่ฟังหรอก"

"ใช้ผ้าปิดตานอนไง" ผมพยายามหาทางออกให้

ระยะหลังหมอนั่นติดอ่านหนังสือเอามากๆ แล้วไหนจะต้องเตรียมสอบที่มหาวิทยาลัยอีก

ก็น่าเห็นใจอยู่หรอกนะ

"ไม่เอาอ่ะ แบบนั้นยิ่งนอนไม่หลับ ฮยองช่วยหน่อยสิ หมอนั่นไม่ฟังใครนอกจากฮยองคนเดียวนะ" ยูคยอมทำเสียงออดอ้อน

"ก็ได้ ฉันจะลองพูดให้นะ" ผมรับปากไป

"ฮยอง"

"อะไร"

"ไปพูดให้ตอนดึกๆ ด้วยนะ"

"ทำไมล่ะ"

"ก็บางที หมอนั่นเปิดไฟจนถึงเช้า ฉันเลยไม่แน่ใจว่าโต้รุ่งหรือลืมปิดไฟกันแน่"

ด้วยเหตุนี้ ผมถึงได้ย่องเข้ามาดูไฟในห้องของจินยอง

เปิดอยู่จริงๆ ด้วย

แต่เจ้าหมีนี่สิ... ไหนบอกว่าแสงแยงตา นอนไม่หลับ

ที่ไหนได้ นอนแน่นิ่งอย่างแสนสบายใต้ผ้าห่มไปเรียบร้อย

ผมเปิดประตูห้องนอนของจินยอง

"จินยองอา" เรียกเขาเบาๆ ราวกับขออนุญาต

ทว่าเจ้าของห้องกำลังนอนหลับคาหนังสืออยู่บนที่นอน

ให้ตายเถอะ หมอนี่ลืมปิดไฟจริงๆ ด้วย

ผมส่ายหัวเล็กน้อย ก่อนเดินเข้าไปทรุดตัวนั่งลงใกล้ๆ

กลิ่นหอมอ่อนๆ ที่คุ้นจมูกฟุ้งกระจายอยู่จางๆ ภายในห้อง

น้ำหอมที่เขาใช้อยู่ประจำ

น้ำหอมที่เราซื้อด้วยกันในวันที่เดท

หนึ่งในเรื่องราวเล็กๆ น้อยๆ แสนสำคัญ ที่ผมไม่สามารถปล่อยวางมันลงได้

ผมหยิบหนังสือออกจากตัวเขา ห่มผ้าให้ ก่อนเอื้อมมือไปยังสวิชต์ไฟที่หัวนอน

ทว่า

ใบหน้ายามหลับของจินยอง... น่าเอ็นดูไม่เปลี่ยนเลย

นานแค่ไหนแล้วนะ ที่เราไม่ได้อยู่ด้วยกันสองต่อสองในที่ส่วนตัวแบบนี้

ใจหนึ่งรู้สึกเสียดายวินาทีที่เขาพริ้มตาหลับอยู่ตรงหน้าผม

หมอนั่นโตขึ้นมาก คงเพราะต้องคอยดูแลคนอื่นๆ ในวงจึงทำให้เขาเงียบขรึมขึ้น บวกกับประสบการณ์ต่างๆ ทำให้เขานิ่งกว่าแต่ก่อน ยิ่งถ้าเทียบกับตอนที่ตามตื๊อผมแบบกัดไม่ปล่อยในตอนนั้น

อย่างกับคนละคน

แล้วใจของเขาล่ะ? จะเปลี่ยนไปแล้วหรือยัง?

มันคงจะดีมากถ้าความรักที่มีต่อผมค่อยๆ จืดจางไปพร้อมกับระยะห่างของพวกเรา

ขณะเดียวกัน ตัวผมเองกลับไม่อยากให้เป็นอย่างนั้นเลย

เพราะนับวันยิ่งห่างกันมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งตอกย้ำว่าแท้จริงแล้วผมปรารถนาเขามากแค่ไหน

ถึงต้องการเสียสละมากเท่าไหร่ แต่ในใจผมก็ยังคงมีความเห็นแก่ตัวอยู่

ผมลูบศีรษะเขาอย่างเบามือ

อีกฝ่ายยังคงหลับไหลอยู่ในวังวนแห่งนิทรา

ใบหน้าตอนหลับดูบริสุทธิ์ไร้เดียงสาจนอยากครอบครองให้เป็นของผมแต่เพียงผู้เดียว

จะรบกวนการนอนของเขารึเปล่า ถ้าผมกระซิบข้างหู

ความในใจของผม

เผื่อว่าความอัดอั้นที่สะสมมาตลอดจะคลายลงได้บ้าง

"ฉันรักนายนะ จินยองอา"

ว่าแล้วเชียว... ความไหวหวั่นนี้...

ทันใดนั้น วงแขนของคนที่นอนอยู่ก็รวบตัวผมลงไปนอนทับบนแผ่นอกกว้าง

"ทำแบบนี้ ฉันอดใจไม่ไหวหรอกนะฮยอง" เสียงนุ่มกระซิบตอบ

เพียงพริบตา ลูกแกะตาใสกลายร่างเป็นสุนัขจิ้งจอกโดยสมบูรณ์

"นาย... ยังไม่หลับ?"

"ถ้าหลับก็ไม่ได้ยินผู้ร้ายปากแข็งรับสารภาพสิครับ" เสียงนุ่มนวลของเขาแฝงความทะเล้นแบบเด็กๆ

"สะ... สารภาพอะไร"

"แล้วเมื่อกี้พูดอะไรล่ะครับ"

เขาแตะนิ้วชี้ที่ปลายจมูกของผม

รู้สึกร้อนวาบบนใบหน้า

"ไม่อยากเชื่อเลย จู่ๆ แฟนก็มาบอกรักก่อนนอน แค่ตอนแรกที่ฮยองห่มผ้าให้ ฉันก็ดีใจแทบตายแล้วนะ"

ผมขืนกายออกจากอ้อมกอดของเขา แต่อีกฝ่ายกลับพลิกตัวขึ้นมาอยู่ข้างบนแล้วล็อคตัวผมไว้

"ฉันเป็นแฟนนายตั้งแต่เมื่อไหร่?" ผมขมวดคิ้วถาม

"ทันทีที่มาร์คฮยองก้าวเข้ามาในห้องก็จะถือว่าเป็นแฟนของจินยองอาทันที"

"อย่ามาตู่นะ แบบนี้ใครเข้ามาห้องนายก็เป็นแฟนนายไปหมดสินะ"

"เปล่า แค่มาร์คฮยองคนเดียว"

"พูดอะไรบ้าๆ ปล่อยได้แล้ว ฉันจะกลับห้อง"

ผมพยายามดิ้นออกจากคนที่คร่อมอยู่ด้านบน

"My room, my rules นะครับ" เขาก้มลงกระซิบ กระชับวงแขนแน่นขึ้น ก่อนยักคิ้วให้

"กฎอะไรของนาย"

"ข้อที่หนึ่ง ทันทีที่มาร์คฮยองเข้ามาในเขตแดนของจินยองอา มาร์คฮยองจะต้องเป็นของจินยองอาโดยไม่มีเงื่อนไข"

ขณะพูด มือซุกซนข้างหนึ่งของเขาค่อยๆ สอดเข้าไปใต้เสื้อ ไล้ไปบนผิวกายอย่างแผ่วเบา

ผมกัดริมฝีปากสะกดกลั้นอารมณ์วาบหวิวที่จู่โจมเข้ามาโดยไม่ได้คาดคิด พลางบิดกายหนี

"ข้อสอง มาร์คฮยองต้องปฏิบัติกับจินยองอาด้วยความซื่อสัตย์กับหัวใจตัวเอง"

"อื้อ..." ผมส่งเสียงครางออกมาเบาๆ เมื่อจู่ๆ เขาก็เบียดร่างกายส่วนล่างแนบเข้ามาระหว่างเรียวขา

ถึงแม้จะมีอาภรณ์กั้น แต่ความร้อนจากพื้นที่อันอ่อนไหวนั่นก็ยังถูกถ่ายทอดเข้ามาอยู่ดี

ความเสียวซ่านแผ่กระจายไปทั่วร่างกายโดยอัตโนมัติ

เพียงแค่คิดว่าเป็นไออุ่นจากจินยอง ร่างกายก็อ่อนปวกเปียกราวกับยอมแพ้ตั้งแต่ไม่ทันได้ต่อสู้

"ข้อสาม ถ้ามาร์คฮยองเข้ามาแล้ว คนที่จะอนุญาตให้ออกไปได้มีแต่จินยองอาเท่านั้น"

"กฏบ้าๆ น่ะสิ มีแต่มาร์คฮยองๆๆ นายตั้งกฎไว้สำหรับฉันคนเดียวเลยสินะ" ผมโวยวายทั้งที่ร่างกายกำลังยอมสิโรราบ

เพราะเริ่นร้างมานานหรืออย่างไร

ถึงได้โหยหา...

ไม่ว่าเขาจะสัมผัสที่ตรงไหน ก็รู้สึกคุ้นเคยและวางใจไปเสียหมด

ทั้งที่คิดว่าต้องขัดขืน แต่ในขณะเดียวกันผมก็กำลังต้องการคนตรงหน้าจนแทบทนไม่ไหว

"ก็ที่นี่คือห้องของจินยองนี่ครับ ที่รัก"

ริมฝีปากถูกผนึกก่อนที่จะได้ประท้วงอะไร

ไม่... ไม่มีกะใจจะประท้วงใดๆ ตั้งแต่เข้ามาอยู่ในอ้อมกอดของอีกฝ่ายแล้ว

ให้ตายเถอะ ผมพลาดท่าอีกจนได้

นี่คงเป็นกับดักตื้นๆ ที่ร่วมมือกับเจ้ายูคยอมสินะ

แล้วผมก็ยอมโง่ติดกับเสียด้วยสิ

"เข้าถ้ำเสือแล้ว อย่าคิดว่าเสือจะปล่อยออกไปได้ง่ายๆ นะครับฮยอง"

เขาถอนริมฝีปากออกครั้งหนึ่ง พึมพำเบาๆ ก่อนแนบประทับลงมาอีกครั้ง ดูดดุนปลุกเร้าให้ผมยิ่งกระเจิดกระเจิง

ที่ไหนสักแห่งในมโนสำนึกของผมกำลังสั่งให้ต่อต้าน

แต่เพราะคุ้นเคยเกินไป

ใช่... หมอนี่เคยโอ้อวดว่ารู้จักร่างกายของผมดีที่สุด

แต่มันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ

ไม่ว่าจะสัมผัสตรงไหน ก็หวั่นไหวไปหมด

แต่... ถ้าไม่หยุดเสียตอนนี้ล่ะก็...

ต้องใจแข็ง

"จิ... นยอง... อา..."

ผมพยายามดันกายเขาออกห่าง

"ฉันจริงจังนะ ฮยอง ฉันจริงจังกับทุกเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องของเรา"

หัวใจของผม... ราวกับอยู่ในกำมือของเขาโดยสมบูรณ์

"ฉันรู้ว่านายจริงจัง... เพราะอย่างนี้ไงล่ะ ฉันถึงกลัว... ฉันไม่อยากจริงจัง... ฉันไม่อยากสร้างจุดอ่อนให้กับตัวเองอีกแล้ว"

ครั้งแล้วครั้งเล่า... หมอนี่สร้างความวุ่นวายใจให้ผมไม่รู้เท่าไหร่

แต่ผมก็ยอมให้เขาทำแบบนั้นได้ เพราะเขาสำคัญมากจริงๆ

ตั้งแต่เมื่อไหร่?

หรือเป็นผลจากออกซิโตซิน?

จินยองมองหน้าผมแล้วยิ้มขำ

"แต่พี่จริงจังยิ่งกว่าฉันอีก รู้มั้ย"

เขาลูบริมฝีปากของผม ก่อนไล้ปลายนิ้วไปบนใบหน้า มองลงมาด้วยสายตาราวกับกำลังชื่นชมงานศิลปะอันยิ่งใหญ่

ราวกับในตอนนี้ผมคือโลกทั้งใบของเขา

สายตาหวานฉ่ำนั่นทำเอาผมถึงกับล่องลอย อิ่มเอมที่ได้เป็นคนสำคัญ

"ทุกวันนี้ฉันก็เป็นจุดอ่อนของพี่อยู่แล้ว ให้ความยุติธรรมกับจุดอ่อนหน่อยสิครับ ยังไงฉันก็เป็นจุดอ่อนที่รักพี่มากที่สุดเลยนะ"

ผมเบือนหลบสายตาอย่างหนักใจ

"นายไม่รู้หรอก ว่าอาจต้องเจอกับอะไรบ้าง"

เขาจูบอย่างอ่อนโยนที่หน้าผาก

"ฉันกำลังพยายามอยู่นะฮยอง... ฉันอยากเป็นคนรักที่ฮยองเชื่อใจได้ ไม่ใช่เด็กที่เอาแต่ตามตื๊อฮยองแบบในตอนนั้น"

เพราะอย่างนี้สินะ... หมอนี่ถึงได้ดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมากภายในเวลาไม่กี่เดือน

"อีกอย่าง ไหนๆ ฮยองก็ตัดใจจากฉันไม่ได้อยู่แล้ว ฮยองก็น่าจะให้โอกาสฉันบ้างสิ แกล้งทรมานกันทำไม"

ผมมองสายตาร้อนแรงด้วยความปรารถนาทว่ากลับทวงสิทธิให้ตัวเองด้วยน้ำเสียงของเด็กแสนงอน แล้วก็ต้องหลุดขำออกมา

"นายรู้ได้ยังไง ว่าฉันตัดใจจากนายไม่ได้"

"ก็ฮยองน่ะ... ใส่น้ำหอมกลิ่นเดียวกับฉันทุกวัน อย่าคิดว่าฉันไม่รู้นะ"

"กะ... อีเรื่องแค่นั้นก็เข้าข้างตัวเองแล้วเหรอ" ผมตะกุกตะกักเมื่อถูกจับได้

"ยอมทิ้งกลิ่นประจำของตัวเอง แล้วมาใช้กลิ่นเดียวกับคนที่เดทด้วยแค่วันเดียวติดต่อกันเป็นเดือนๆ เนี่ย ยังไม่เพียงพอให้คิดเข้าข้างตัวเองอีกเหรอครับ ฮยอง แม้แต่คนอื่นก็สังเกตเห็นกันหมดแล้วนะ"

บ้าชะมัด เรื่องน่าอายแบบนั้น

"ฮยองน่ะ... มีฉันเป็นจุดอ่อนจริงๆ ด้วย จากนี้ไปอย่าลืมทำตามกฎข้อที่สองนะครับ"

เขาจูบซุกไซ้ไปตามลำคอ

"แล้วจินยองอาจะทำให้ฮยองมีความสุขที่สุดในโลกเลย"

ไออุ่นจากร่างกายของคนตรงหน้า

รู้สึกดีจนผมต้องยอมจำนน

ผมหลับตา เปิดรับทุกสัมผัสจากอีกฝ่าย ปล่อยให้ทุกสรรพางค์กายถูกปรนเปรอด้วยรสเสน่หา

นี่เป็นครั้งแรกที่ไม่มีทั้งแอลกอฮอล์ ไม่มีทั้งยา

สิ่งที่มอมผมให้เมาจนลืมทุกสิ่งทุกอย่างคือความรักของจินยอง

ห้องนอนของจินยอง... อ้อมกอดของจินยอง กลายเป็นสถานที่อันตรายสำหรับผมไปเสียแล้ว

แต่ก็เป็นที่อันตรายที่ผมอุ่นใจมากที่สุดเช่นกัน


จบ.


แถมท้าย


หลังจากออกกำลังกายในยิมเสร็จ จินยองเดินสวนกับเด็กหนุ่มร่างสูงใหญ่ที่หน้าห้องอาบน้ำ

เขาไล้สายตาไปบนร่างกายกำยำซึ่งท่อนบนเปลือยเปล่า บนผิวขาวผ่องผุดพราวด้วยหยาดน้ำ

หมียักษ์รู้สึกวูบๆ วาบๆ รีบยกผ้าขนหนูขึ้นมาบังร่างกาย

"มองอะไรของพี่อ่ะ ขนลุกเป็นบ้า"

ทว่ายิ่งทัก อีกฝ่ายก็ยิ่งแกล้งจดจ้องด้วยสายตาโลมเลียราวกับจงใจกวนประสาท

"เดาจากรอยฟกช้ำดำเขียวบนตัวนาย คราวนี้น่าจะได้คะแนนเต็มอีกแน่ๆ"

ยูคยอมยืดอกอย่างผ่าเผย ก่อนยักคิ้วราวกับโอ้อวด

"แฟนติวให้ก็งี้แหละ"

จินยองจินตนาการถึงความร้ายกาจของแม่สาวขาโหดซึ่งเป็นคู่หมั้นของแฟนตัวเอง

ถูกผู้หญิงทำร้ายร่างกาย มันน่าภูมิใจตรงไหน?

ที่สำคัญ

"พวกนายไปเป็นแฟนกันตั้งแต่เมื่อไหร่ แบบนี้บริษัทไม่ว่ารึ"

แถมแฟนของยูคยอมที่ว่า ทุกวันนี้ก็ยังตามจีบเขาอย่างเปิดเผยต่อหน้าต่อตามาร์คอยู่เลย

ยูคยอมรีบเอานิ้วชี้แตะปาก

"ฉันก็พูดไปงั้นแหละ นี่ขนาดไม่ใช่แฟนยังน่วมขนาดนี้ ฉันว่าคนที่จะเป็นแฟนยัยนี่ ต้องทนมือทนตีนน่าดูอ่ะ"

"นั่นสินะ นายมันถึกอยู่แล้วนี่ เดี๋ยวก็ด้านชาไปเอง" พูดจบก็หัวเราะลั่น

"ฉันไม่ได้บอกซักหน่อยว่าจะเป็นแฟนกับยัยนั่น" หมียักษ์ยังคงปากแข็ง

ที่คุยโวไปเมื่อกี้ก็แค่กลบเกลื่อนความน่าอับอายของรอยพวกนี้เท่านั้นเอง

"ว่าแต่ฉัน พี่ก็ไม่ต่างกันนักหรอก"

ยูคยอมหรี่ตามองร่องรอยบนผิวขาวของอีกฝ่าย

"จุ๊ๆๆ อย่าริเอาหลักฐานการผ่านศึกของฉันไปเทียบกับของนาย มันคนละระดับกัน" ตอบกลับด้วยน้ำเสียงยียวน

"มันก็เจ็บตัวเหมือนกันนั่นแหละ"

จินยองยิ้มที่มุมปาก ก่อนได้ทีพูดข่ม

"เหมือนกันที่ไหน แผลของนายมันมาจากความโง่ล้วนๆ แต่ของฉันมันมาจากความสุขสมที่เหลือล้นในยามวิกาลของผู้ใหญ่เว้ย"

ยูคยอมเบ้หน้าใส่ด้วยความเลี่ยนระคนหมั่นไส้

"โม้อะไร ฉันได้ยินนะ จินยองอา!" เสียงคนสร้างรอยแผลตะโกนแทรกเสียงฝักบัวออกมาจากห้องอาบน้ำ

จินยองสะดุ้งโหยง ก่อนเปลี่ยนโทนเสียงโดยอัตโนมัติ

"ต้องการคนถูหลังให้มั้ยครับ มาร์คฮยอง~"

"ไม่ต้องการเฟ่ย เฮ้ย! อย่าเข้ามานะ!!!" เสียงตะโกนที่กังวานทั่วห้องแหลมสูงขึ้นในตอนท้าย

ยูคยอมส่ายหน้าอย่างระอาใจ

ลงอีหร็อบนี้ เขาคงต้องยืนดูต้นทางหน้าห้องน้ำให้จนกว่าสองคนนั่นจะปรนนิบัติพัดวีกันเสร็จสินะ

บ้าชะมัด ที่ห้องตัวเองทุกวันนี้ก็ยังไม่พอหรือยังไง



บันทึกเล็กๆ

เป็นตอนที่ใช้เวลาเขียนนานมากค่ะ เขียนแล้วแก้ใหม่มากกว่า 25 ครั้ง!!! (แม่เจ้า) โดยที่เขียนจบไปแล้วก่อนอันนี้ 3 เวอร์ชั่น แถมยังไม่เหมือนกันเลย เรื่องของเรื่องคือไม่ได้ดั่งใจค่ะ กดพับลิชไม่ลงจริงๆ เลยต้องขอตั้งสติลบทุกอย่างแล้วเขียนใหม่เกือบหมด ... สุดท้ายก็อัพมันทั้งที่ไม่ได้ดั่งใจนี่แหละค่ะ เพราะต่อจากนี้ติดภารกิจแล้ว คงไม่มีเวลาเขียนนิยายซักพักเลยล่ะ ตอนสุดท้ายแล้วด้วย ขืนรอหลังกลับมาสงสัยจะกลายเป็นนิยายที่ไร้ตอนจบไป

+ เหตุที่เขียนไม่ได้ดั่งใจ

1) จู่ๆ ก็หมั่นไส้จินยองตัวจริงโดยไม่มีสาเหตุค่ะ เลยเขียนไม่ออกด้วย เป็นมาหลายวันแล้ว พยายามบิวด์ด้วยการดูคลิป JJ Project ดึงความโมเอ้แบบบอยๆ ของนางออกมากลบเกลื่อน แต่ก็ไม่สามารถจริงๆ ตอนนั่งดู V Live ที่นางฉายเดี่ยว ดูไปก็ยิ้มไปนะ แต่ก็ไม่หายหมั่นไส้ ไม่เข้าใจตัวเองจริงๆ

2) เรามัวแต่เคลิบเคลิ้มกับโมเมนต์ของ MarkBum ซะงั้นอ่า เผลอกดไปดูแค่คลิปเดียว หยุดไม่ได้เลยค่ะ ชอบมว้ากกกก แต่ไม่ชิปนะ คือยังไงก็หวงมาร์คไว้ให้นยอง ในขณะเดียวกันก็หวงนยองไว้ให้มาร์ค 555 แต่ทำไมโมเมนต์ชราไลน์ถึงได้ชุ่มชื่นหัวใจขนาดนี้ กรีดร้องโหยหวน <3

+ จริงๆ แล้วช่วงหมั่นไส้จินยองเนี่ย เราดูที่คนเขาชิปคนอื่นกับมาร์คได้อย่างหน้าตาเฉยเลยนะ 555 ไม่ได้ชิปตามหรอกค่ะ แต่อยู่ๆ ก็รู้สึกอยากให้มาร์คนอกใจนยองบ้าง

+ ปัจจุบันหายหมั่นไส้จินยองแล้วนะคะ กลับมาหวงแหนจินมัค / มัคจินดังเดิม เพิ่มเติมคือโฮกมาร์คมากๆ อยากจิกราบคนเมคอัพให้มาร์คเหลือเกิน สวย หวานสุดๆ หลุดจากทุกเพศสภาพไปไกลโพ้นมากกก ไม่เคยเห็นมาร์คหน้าสวยขนาดนี้ ยังกะไปเข้าคอร์สเจ้าสาวมา ตอนแต่งหญิงในคอนยังไม่สวยเท่าแต่งแมนๆ แบบตอนนี้เลย ทีมงานเมคอัพอัพเกรดตัวเองได้ก้าวกระโดดมากค่ะ อีกคนที่เมคอัพโคตรสวยเลยคือยองแจ แต่ก็ยังไม่ปังเท่าหน้ามาร์คอ่า ยิ่งไปออกรายการยิ่งรู้เลยว่ารายการไหนเปลี่ยนทีมงานเมคอัพ เพราะผลมันออกมาแตกต่างจริงๆ

+ ตอนจะเขียนช่วงของยูคยอมกับริต้าทีไร เพลง Who's That มันลอยเข้ามาในหัวทุกทีเลย อย่ากระนั้น เปิดฟังไปตอนระหว่างเขียนซะเลยค่ะ 555

+ อยากเขียนภาคต่อนะคะ แต่ไม่รับปาก เพราะถ้าต่อจริงๆ มันอาจจะออกทะเลกลายเป็นคนละเรื่องกันไปเลย เพราะประเด็นที่ต่อยอดได้มันมีแต่ดราม่าหนักๆ ทั้งนั้น จริงๆ ตั้งแต่ต้นเราอยากให้มันเป็นฟิคแนวใสๆ วัยรุ่นๆ มากกว่าดราม่าจ๋าอ่ะ แต่เขียนไปเขียนมา ประเด็นดราม่ามาเต็ม แถมคลายเงื่อนแบบคอมิกก็ไม่ได้เสียแล้ว เลยขอจบแบบค้างคาฉะนี้แล ถือว่าเป็นแฟนกันแล้ว แฮปปี้เอ็นดิ้งแล้ว จะตัดจบตรงไหนก็ได้ (เฮ้ย!)

+ จริงๆ เป็นหมายเหตุที่ควรพิมพ์ตั้งแต่ตอนแรกๆ เนอะ ชอบเวลาจินยองพูดคำว่า "ฮยอง" อะค่ะ โดยเฉพาะ "มัคคึฮยอง" โอ๊ยยยย เหมือนลูกหมามากๆ อ่า เป็นคนที่พูดคำนี้ได้ก๊าวจนอยากเป็น "ฮยอง" ของนยองขึ้นมาเลยทีเดียว ในเรื่องเลยมีแทรกๆ คำนี้ลงไปแบบไม่มีหลักเกณฑ์ เอาตามความก๊าวในจินตนาการของเราล้วนๆ เลย แต่บางจุดก็แอบมีนัยยะแอบแฝงจริงจังนะ แต่ไม่ต้องคิดอะไรมากหรอกค่ะ คิดซะว่าฟิคเอามันส์ก็ย่อมมีอะไรวิบัติๆ เป็นเรื่องธรรมดา 555

+ วงเล็บ "จบ" แต่ไม่ปิดเรื่องนะคะ เพราะกดปิดทีไรมีอาถรรพ์ ชอบอยากเขียนตอนพิเศษหรือตอนใหม่ทุกที

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

50 ความคิดเห็น

  1. #47 41994199 (@41994199) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 5 มีนาคม 2562 / 21:03
    ตรงใจมากเลยค่ะ จินมาร์ค
    #47
    0
  2. #38 meaw meaw (@meaw-007) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2560 / 19:03
    ตลกจินยองกับยุคยอมอวดร่องรอยอารยธรรมกันอ่ะ จินยองมีการเบ่งใส่น้องด้วย สุดท้ายก็ไม่แพ้ต้องพึ่งคนน้องช่วยเป็นหูเป็นตาให้อยู่ดี

    เราชอบจินยองเรื่องนี้นะ เราว่ามันแตกต่างจากJinMark เรื่อวอื่นที่เราเคยอ่าน จินยองยังไม่ทิ้งความน่ารัก และสวยงามอย่างที่เราเห็นในชีวิตจริงๆ แต่กลับซ่อนเล็บคมที่ร้ายกาจเอาไว้อย่างน่าตื่นเต้น
    #38
    0
  3. #20 nemocws (@nemocws) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 7 ตุลาคม 2559 / 00:42
    ฮืออออออออ พี่เสือคะ จบซะแล้ว ขอบคุณมากเลยนะคะที่แต่งแฟนฟิคเรื่องนี้มาให้เราได้อ่าน ชอบมากๆ ติดและลุ้นในทุกๆตอน ในที่สุดมาร์คของเราก็ยอมรับความรู้สึกสักที ส่วนพี่แจบอมนั้นรอดูว่าจะห้ามใจไม่ให้หลงรักรูมเมทได้จริงรึเปล่าอิอิ

    ทำไมจู่ๆเกิดหมั่นไส้จินยองตัวจริงขึ้นมาได้ล่ะคะ5555 เราเฉยๆ อาจจะเป็นเพราะชินแล้วก็เมนจินยองด้วยมั้ง เดี๋ยวนี้เงียบขึ้นไปอีก ขรึมไป+29483927 นิ่งไปอีก จริงจังมากๆ โมเม้นจะเล่นก็ไม่ค่อยมี รู้สึกบรรยากาศตึงเครียดยังไงไม่รู้ เหมือนกดๆตัวเอง ตามคลิปก็จะเงียบๆหน่อย บางคลิปนี่ไม่พูดเลยนั่งนิ่งๆ บางทีก็คิดถึงจินยองที่ร่าเริงมาจากข้างในจริงๆ แต่ก็นั่นแหละ เขาโตแล้ว ใจเป็นผู้ใหญ่มากๆไปแล้วแหละ ไม่อยากให้เครียดเลย แต่ก็รักอยู่ดี

    ส่วนที่คนแต่งบอกชอบมาร์คบอม เราก็ชอบบีมาร์คเหมือนกันค่ะ555555 แต่คือเราค่อนข้างทีมคุณแม่น้องเอิน ก็จะชอบมาร์คเคะในทุกกรณี5555 เราก็อินกับทวีต คลิป opv ที่เป็นคู่นี้เหมือนกัน มันดีกับใจมากจริงๆ แอบเป็นเรือผีเรือหนึ่ง555 มีความหวั่นไหว คู่อื่นเราโอเคนะ แต่ไม่ได้ชิป ชิปจริงจังก็แค่2คู่ จินมัค 2แจ เรือผีมีบ้าง จินสัน บีมัค บีสัน 55555 แต่ยังไงที่1ก็คือ จินมัคเช่นเดิมเสมอ

    เรื่องมาร์คสวยมากนี่สวยจริงๆค่ะ สวยตั้งแต่รูปโปรโมทอัลบั้ม คือสวยยยยหยาดเยิ้มเชียว ตอนนี้แลดูเป็นคนที่ตัวเล็กที่สุดในวงไปแล้ว หน้าเล็กมากกกก ถ้าได้ดูGOT2DAY จินมัค ก็จะเห็นที่จินยองบอกหัวมัคฮยองเล็กมาก เหมือนเด็กน้อย น่ารักมากㅠㅠ ทีมแต่งหน้าดีจริงๆค่ะ แต่ตัวคนสวยขึ้นด้วยรึเปล่าก็ไม่รู้ ดูมีน้ำมีนวลบอกไม่ถูก แก้มยุ้ยนิดๆน่ารักน่าฟัดมากฮือ ยองแจก็น่ารักขึ้นเยอะเลย แต่งหน้าสวยด้วย

    เรื่องภาคต่อเราว่า แล้วแต่คนแต่งดีกว่าค่ะว่าจะแต่งต่อดีไหม เพราะเราว่าภาคต่อบางทีมันก็ออกทะเลจริงๆนั่นแหละ เพราะบางทีมันก็คนละฟิลไปแล้ว555 แต่ไม่ว่ายังไงก็จะรออ่านนะคะ ไม่ว่าจะภาคต่อ เรื่องใหม่ อะไรก็ตาม รออ่านหมดเลย5555 ติดตามอยู่เสมอนะคะ ดีใจมากที่มีคนแต่งจินมัคให้อ่านแบบนี้ เพราะค่อนข้างหาอ่านยากจริงๆ และหาคนแต่งที่แต่งได้ดี สนุก น่าติดตามแบบนี้ก็ยาก ขอบคุณจริงๆค่ะ รออ่านอยู่น้าาาาา เลิฟ
    #20
    1
    • #20-1 something to live and die for (@thelittlecocoon) (จากตอนที่ 11)
      7 ตุลาคม 2559 / 02:16
      ขอบคุณค่าาาา ได้รับคอมเมนต์แล้วปลายปลื้ม พล็อตเรื่องใหม่มา (อ้าวววว) <<< เขียนไม่ได้อยู่ดี ไม่มีคอมพิวเตอร์และเวลา แหะๆ
      หมั่นจินยองนี่ไม่มีสาเหตุจริงๆ ค่ะ พยายามเด่ไปมั่วว่าใช่อย่างนั้นอย่างนี้รึเปล่า สุดท้ายก็ไม่มีสาเหตุอยู่ดี เพราะหายหมั่นแล้ว 5555
      วันนี้ดู GOT2DAY มัคจิน โฮกกกกกก ตายๆๆๆๆๆๆ ไม่ไหวแล้วค่ะ นี่มันโมเมนต์คู่แต่งงานใหม่ชัดๆ อ่ะ อะไรต่อมิอะไรที่ผ่านมารวมถึง opv ต่างๆ นี่จืดไปเลยทันที เนียนมาก เรียลมาก คือแค่แฟนกันก็ไม่ทำแบบนี้ นี่มันแต่งงานกันแล้วชัดๆ!!!!! ready-to-ship สุดๆ อ่ะ จิกจนหมอนเกือบขาด
      ดูจบก็รู้สึกว่า... บทสนทนาระหว่างคู่นี้ ไม่มีสาระอะไรเลยนอกจากความสามีภรรยา และเป็นสามีภรรยาที่แบบ... คนนึงขี้อ้อน คนนึงขี้ฟ้อง เหมือนเราเป็นคนนอกไปเยี่ยมบ้าน แล้วมาร์คก็ไม่สนใจแขก นั่งกินอาหารชิลๆ เฝ้าแฟน แบบอยากเม้าท์ไรก็เม้าท์ไป ส่วนนยองก็แบบ "ดูเขาสิครับ เป็นแบบนี้อยู่เรื่อย บลาๆๆ" นินทาแฟนต่อหน้า โอ๊ยยยย ฟิน มีความสุข นอนไม่หลับเลยค่ะ ภาพจินยองงับหัวพี่นี่ยังตรึงใจ ทำด้วยความหมั่นไส้ล้วนๆ 55555
      ขอบคุณที่ติดตามมาตลอดนะคะ ขอบคุณสำหรับเมนต์ด้วย อยากกลับบ้านไปเขียนฟิคต่อทันที ฮืออออ นี่ถ้าไม่ติดภาระกิจยาวๆ นิยายเรื่องนี้คงมีต่ออีกหลายตอนค่ะ ซิกๆ
      #20-1
  4. #19 PinkiePie (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 6 ตุลาคม 2559 / 02:55
    หงึ งอแงงงงงง ToT จบแล้วเหรอเนี่ย ได้โปรดส่งสเปมาเติมพลังชีวิตให้ข้าน้อยด้วย เป็นจินมาร์คที่ภาษาดี๊ดี สนุกตามแบบที่เราต้องการมาตลอด นี่แอบใจหายเหมือนกันนะ ไม่คิดว่าจะจบเร็วขนาดนี้แต่ก็นะ เขาแฮปปี้กันแล้วนี่นา คิคิ ไรต์มีแอบหยอดคู่ทูแจด้วยน่ารักกกก เราจะรอติดตามเรื่องต่อไปของไรต์นะคะ ขอบคุณที่เขียนฟิคจินมาร์คสนุกๆแบบนี้ออกมาให้แม่ยกตัวน้อยๆ(?) อย่างเราชุ่มฉ่ำหัวใจ รีบกลับมาแต่งเรื่องใหม่ไวๆน้า นานแค่ไหนก็จะรอ

    ปล. เรื่องหมั่นจินยองแบบไม่ทราบสาเหตุเราเข้าใจนะ บางทีเราก็เป็นแบบว่าเห็นหน้าตาแล้วแอบงอนนางอยู่คนเดียวเงียบๆ นี่หึงหวงอยากเก็บนางให้มาร์คดูคนเดียว55555555

    ปล2. องค์ขุ่นแม่ต้องลงอี้เอินแน่ๆค่ะ ไม่ใช่แค่หน้าสวยนะ หุ่นนี่เราอายเลย ขาเรียวสวยมาก ยิ่งอัลบั้มนี้ใส่แต่ยีนส์ขาดแถมขาดเยอะ ขาดสูง ผิวก็ขาวผ่องเป็นยองใยไปหมดทุกส่วนเห็นแล้วใจคอไม่ดีเลย -.,- จริงๆตั้งแต่เห็นมาร์คครั้งแรกก็รู้สึกว่าผชคนนี้หน้าหวานมาก หวานเหมือนผู้หญิงเลย ตัวก็ผอมๆบางๆ ยิ้มทีเห็นเขี้ยวเล็กๆนี่เพลงหยาดเพชรลอยมาแต่ไกล (เพลงเก่าไปไหน - -") เป็นคนที่มองมุมไหนเราก็รู้สึกว่าสวยมากกว่าหล่อ ในขณะที่จินยองมีโครงหน้าแบบผู้ชายในอุดมคติคืออย่างเนี่ยสำหรับเราเรียกว่าหล่อ จะมีเป็นบางมุมเท่านั้นที่เรารู้สึกว่าจินยองหน้าหวานแต่ก็น้อยอ่ะ เราว่ากลิ่นความเป็นผู้ชายของจินยองมันแรงมาก เหมือนการทำตัวน่ารักเป็นแค่การแสดงอย่างนึงของนาง ทั้งที่จริงๆตัวเองน่ะเป็นเสือร้ายในคราบลูกแมวตัวน้อยชัดๆ ด้วยเหตุผลนี้ก็เลยทำให้เราชิปจินมัคมาตลอด (ไม่มีตรรกะอะไรเลยอาศัยสัญชาตญาณตัวเองล้วนๆ5555555555555)
    #19
    1
    • #19-1 something to live and die for (@thelittlecocoon) (จากตอนที่ 11)
      6 ตุลาคม 2559 / 13:23
      ขอบคุณสำหรับการติดตามและคอมเมนต์ค่า... รู้สึกว่าเรือมาถึงฝั่งแล้ว แต่ไม่ค่อยสวยงามเท่าไหร่ กระซิกๆ ที่จริงมีไอเดียกับเรื่องนี้อีกเยอะค่ะ แต่เวลาเขียนไม่อำนวย และเราไม่อยากดองนานขนาดนั้น (ถึงจะเตือนแล้วว่าโอกาสดองสูงก็ตาม) แต่กลัวเขียนไม่จบอ่ะ เลยตัดจบก่อน แล้วถ้าในอนาคตมีจังหวะและอารมณ์เหมาะๆ ก็จะมาเขียนตอนพิเศษหรือซีซันสองต่อนะคะ... แต่ไม่ให้ความหวังเด้อ 555
      พูดถึงความสวยของพี่มัค เราเห็นด้วยเลยว่านางสวยมากกว่าหล่อ ตอน GGG นางมีเบเบี้แฟ็ท คืออ้อยมากกกก ชอบมากกกก ดูละมุนสุดๆ แต่ตอนนี้เบบี้แฟ็ตนางหายไป รูปหน้านางเลยดูแห้งๆ ขาดเสน่ห์ไปนิดหน่อย ต้องยิ้มถึงจะหวาน ไม่อีกทีนางจะสวยได้ก็ขึ้นอยู่กับทรงผมแระว่าจะส่งมงกุฎให้นางแค่ไหน แต่อัลบั้มนี้ (เฉพาะที่เมคอัพคนเดียวกับชูตติ้งปกอัลบั้มแต่งหน้าให้นะคะ เพราะคนอื่นแต่งแล้วเราดูออกเลยว่าเปลี่ยนช่าง) มัคคึหยาดเยิ้มมากจริงๆ อ่ะ ที่เราว่าเจ๋งคือนางสวยแต่ดูแมน ไม่อ้อย คือชอบบบบ ช่างเก่ง อันนี้ชมช่างจริงจังมากเลย แน่นอนว่าพื้นฐานหน้าพี่มัคก็ทรงดีอยู่แล้วด้วย แถมพี่มัคเหมือนรู้อ่ะ ถ้าช่างคนนี้แต่งหน้า เวลาขมวดคิ้ว โหยยยยย ชอบหน้าตอนนั้นมากกกก นี่ขมวดเพราะคิวรึเปล่า ทำไมมันเหมาะเจาะสุดๆ (ไม่เคยเห็นมาร์คขมวดคิ้วมาก่อน จนกระทั่งลุคนี้)
      ส่วนจินยองเราก็คิดว่าออกแนวผู้ชายหน้าสวยค่ะ แต่ไม่ได้สวยแบบผู้หญิงอ่ะ แต่ที่นางดูเคะเป็นบางทีเพราะนางมีความเป็นเด็ก (สงสัยที่เราหมั่นไส้นางเพราะนางเก๊กผู้ใหญ่มากไป เลยดูไม่น่ารักแล้วรึเปล่านะ เพราะเราชอบความเด็กของจินยองอ่ะ สมัย JJP เป็นช่วงที่เราปลื้มที่สุดแล้ว (ทั้งที่ไม่มีมัคคึ) กับตอนดูละครที่นางเล่นแล้วเข้าฉากกับอาจุมม่า โง้ยยยยยยย เอ็นดู๊วววววว โฮกกกกกก อยากได้จินยองคนนั้นกลับมา เห็นอาจุมม่าลูบหัวแล้วอิจฉา ดีดดิ้นอยู่หน้าจอคนเดียว อยากมีลูกหลานเป็นจินยองขึ้นมาทันที ทำไมเด็กคนนี้มันมีเคมีกับคนแก่แรงมากกกกกกก!!!!
      เราชิปได้ทั้งจินมัคและมัคจินค่ะ (แต่ส่วนใหญ่จะจินมัค) กะว่าเรื่องหน้าจะลองเขียนมัคจินดู 555 แต่เคะเราไม่ค่อยอ้อยอ่ะ ไม่ชอบเคะอ้อย ถ้าจะอ้อยต้องอ้อยคู่ เป็นคู่เบี้ยนกัน 555 หลังจากเขียนเรื่องนี้จบไป เราก็รู้สึกว่า เราชอบเมะอ้อยมากกว่า สงสัยเลือดเฟมินิสต์เราจะแรงไปหน่อย 555
      ขอบคุณที่อยู่เป็นเพื่อนกันมาตลอดทั้งเรื่องนะคะ อ่านเมนต์แล้วกำลังใจเขียนมาเต็มค่ะ เยิฟฟฟฟ
      #19-1