คัดลอกลิงก์เเล้ว

Love Repletion [#MarkJin]

หลังจากการหลับไหลอันยาวนานตั้งแต่ก่อนสงครามมนุษย์กับแอนดรอยด์ เมื่อตื่นมาอีกครั้ง จินยองก็พบว่ามาร์คคนรักของตนหายตัวไป!?

ยอดวิวรวม

1,318

ยอดวิวเดือนนี้

3

ยอดวิวรวม


1,318

ความคิดเห็น


6

คนติดตาม


25
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  30 มิ.ย. 62 / 02:21 น.
นิยาย Love Repletion [#MarkJin] Love Repletion [#MarkJin] | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
* บทความนี้เป็นเพียงเรื่องในจินตนาการ ไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับบุคคลที่ปรากฏในเรื่องนะคะ

เป็นภาคต่อมาจาก Love Replica ค่ะ 
แต่ต่อซะยาวกว่าภาคแรกอีก (แหะๆ)



ขอบคุณที่หลงเข้ามา และขอบคุณสำหรับการติดตามค่ะ :)

เนื้อเรื่อง อัปเดต 30 มิ.ย. 62 / 02:21




สิบสามปีหลังสงครามอันยืดเยื้อระหว่างมนุษย์และแอนดรอยด์

หลังจาก "ผู้สร้าง" เป็นฝ่ายชนะ แอนดรอยด์ที่มีรูปร่างเหมือนคนทุกประการก็เป็นสิ่งต้องห้ามบนโลกใบนี้

ฮิวแมนนอยด์โรบ็อตทุกตัวที่ถูกสร้างขึ้น ไม่ว่าจะด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงแค่ไหน ก็จะถูกจำกัดความสามารถไว้มิให้มีความรู้สึกนึกคิดหรือตัดสินใจใดๆ ได้เอง

"สิ่งประดิษฐ์" ที่ถูกรังสรรค์ขึ้นด้วยน้ำมือของมนุษย์จำต้องระบุเป้าหมายอย่างใดอย่างหนึ่งในการขับเคลื่อนอย่างชัดเจนเสมอ ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ

หลายส่วนของสังคมกลับคืนสู่ระบบอานาล็อกและการใช้แรงงานคนอีกครั้ง

สมองกลไร้ขีดจำกัด ถูกจำกัดด้วยกฎหมายเพื่อทวงสิทธิให้แก่สิ่งมีชีวิตที่ดำรงตนด้วยเนื้อหนังทางธรรมชาติที่มีชีวิตจิตใจ

ผมฝ่าฝืนกฎโดยลักลอบปลุกเขาขึ้นมาจากนิทราอันยาวนาน

แน่นอนว่า หากความลับนี้รู้ถึงหูของเจ้าหน้าที่รัฐบาล ผมคงถูกจับกุมข้อหากบฏหรือเป็นภัยต่อความมั่นคงแห่งมนุษยชาติเป็นแน่

แต่ทุกอย่างเป็นอุบัติเหตุ

เขาสวยงามเหลือเกิน... สวยงามจนผมอดคืนชีวิตให้แก่เขาไม่ได้

แน่นอนว่ามันเป็นแค่อุบัติเหตุ

ถึงผมจะหลงใหลเขาแค่ไหน แต่การสะดุดสายไฟในห้องทดลองของคุณปู่จนตีลังกาหน้าคว่ำไปโดนปุ่มอะไรสักอย่างแล้วทำให้เกิดแผ่นดินไหวขนาดย่อมๆ จากนั้นเขาก็ลืมตาขึ้นมา... ไม่ใช่เจตนาของผมเลยสักนิด

ใครจะไปรู้ล่ะว่าไอ้ปุ่มนั่นมันจะไปรบกวนการนอนของคนคนนั้น

แถมการตื่นขึ้นโดยไม่พบ 'มาร์ค ต้วน' ยังทำให้เขาอารมณ์เสียจนอาละวาดยกใหญ่ กว่าจะปรับตัวได้ใช้เวลาอยู่หลายสัปดาห์เลยทีเดียว

เจ็ดปีก่อน หลังจากปู่เสียชีวิตใหม่ๆ ผมพบร่างที่ถูกแช่แข็งของเขาในห้องทดลองลับใต้ดินของคุณปู่ซึ่งเป็นเพื่อนกับหวัง เจียเออร์ นักวิทยาศาสตร์ชื่อดัง หนึ่งในสมาชิกของโครงการที่สานฝันให้แอนดรอยด์เกิดขึ้นจริง

ไม่ดังได้ยังไงล่ะ เพราะถ้าไม่มีโครงการของเขา สงครามระหว่างมนุษย์กับแอนดรอยด์ก็คงไม่เกิด

เขาไม่ใช่สาเหตุ แต่เป็นแค่ผู้ให้กำเนิดที่ควบคุมลูกค้าและผลิตภัณฑ์ของตัวเองไม่ได้เท่านั้น ชื่อของเขาจึงกลายเป็นความด่างพร้อยในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติจนมาถึงทุกวันนี้

ปัจจุบัน คุณปู่ซึ่งเลี้ยงหลานกำพร้าอย่างผมได้เสียชีวิตไปแล้ว โดยทิ้งไว้เพียงชื่อของท่านกับสิ่งประดิษฐ์ของอดีตเพื่อนรักโดยมิให้ผมต้องอยู่บนโลกนี้เพียงลำพัง

พัค จินยอง คือแอนดรอยด์หนุ่มที่มีลักษณะเหมือนคนทุกประการ ทั้งยังเป็นรุ่นบุกเบิกของวงการอีกด้วย

เขาถูกผนึกให้หลับไหลหลังจากพัค จินยองตัวจริงเข้าพิธีวิวาห์อย่างเป็นทางการกับแฟนหนุ่ม มาร์ค ต้วน --- นั่นก็เป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ที่คนดังระดับโลกจากสองวงการจัดงานแต่งงานเพศเดียวกันอย่างหรูหราใหญ่โตโดยมีแอนดรอยด์ของทั้งคู่ร่วมเป็นสักขีพยาน

สำหรับผม แอนดรอยด์พัค จินยองคือประวัติศาสตร์ที่ถูกกาลเวลาลบเลือนตัวตนไป มีเพียงความอ่อนเยาว์อันเป็นนิรันดร์ที่ยังคงทอรัศมีเจิดจ้าสมกับเป็นนักแสดงขวัญใจมหาชน

สมองสังเคราะห์ซึ่งถูกบันทึกเรื่องราวต่างๆ ในสมัยนั้นได้อย่างแจ่มชัดและแม่นยำยิ่งกว่าสมองของมนุษย์ควรจะเป็นความภาคภูมิใจในยุคสมัยนั้น แต่ดูเหมือนจะไม่เป็นที่ปรารถนาในปัจจุบันเสียแล้ว

อย่างไรก็ตาม เขาตื่นมาอย่างบริสุทธิ์ไร้เดียงสา ไม่ระแคะระคายแม้แต่สงครามที่พลิกผันความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับแอนดรอยด์นั่น

"มัวแต่นั่งเหม่อ เดี๋ยวก็ไปเรียนสายหรอกครับ คุณหนูแบมแบม"

ทั้งที่หมอนั่นใช้คำสุภาพ และเรียกผมว่าคุณหนูอย่างเต็มปากราวกับผมเป็นเจ้านาย แต่ท่าทีผ่อนคลายระคนจองหอง ไหนจะสายตาที่เย็นชาราวกับไร้ความรู้สึกนั่น มองยังไงก็ดูไม่สมกับตำแหน่งพ่อบ้านเอาเสียเลย

แต่อย่างว่าแหละครับ ในฐานะคนปลุกเขาขึ้นมา ผมไม่ถือสาหรอก ก็หมอนั่นเป็นถึงก็อปปี้ของนักแสดงชื่อดังเมื่อหลายทศวรรษก่อน ถึงจะวางตัวนอบน้อมถ่อมตัวแค่ไหน แต่นิสัยบางอย่างของคนที่เป็นดาราก็คงติดตัวมาบ้าง... ไม่สิ เยอะเลยล่ะ

เอาเป็นว่าเขาเปรียบเสมือนพี่ชายของผมอีกคนหนึ่งแล้วกัน

"ข้าวกล่องครับ" พูดพลางยื่นกระเป๋าเก็บความร้อนใบเล็กๆ ให้กับผม "แล้วก็อย่า..."

"อย่ากินของแสลง อย่าแบ่งอาหารกับเพื่อน อย่าแอบซื้อขนมกินเองโดยไม่ได้รับอนุญาต ทราบแล้วครับคุณพัค จินยอง ตั้งแต่ล้มป่วยครั้งก่อนผมก็มิบังอาจขัดคำสั่งแล้วครับ เข็ดจนตาย" ผมเอ่ยต่อด้วยเสียงแดกดัน

เพราะปัญหาสุขภาพแต่เด็ก ผมจึงต้องรับประทานแต่อาหารที่ถูกคำนวณและควบคุมสารอาหารและวัตถุดิบอย่างเข้มงวด หลังจากคุณปู่สิ้นใจ ก็ได้พัค จินยองนี่แหละ มาช่วยดูแลเรื่องอาหารการกินให้ ฝีมือทำกับข้าวของเขาไม่เลวเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม รสชาติถูกลิ้นของหมอนั่นก็ไม่ได้มัดใจผมสักเท่าไหร่ ก็ผมยังวัยรุ่นอยู่นี่ครับ อยากออกไปสังสรรค์กับเพื่อนๆ บ้าง บางครั้งก็แอบจิบนั่น เคี้ยวนี่นิดๆ หน่อยๆ

แค่ไม่ล้มป่วยให้พัค จินยองจับได้ก็พอ

"ไปก่อนนะครับ" ผมลุกขึ้นจากเก้าอี้ สะพายกระเป๋า ฉวยข้าวกล่องจากมือเขา แล้วเตรียมตัวออกจากบ้าน

"เดี๋ยว"

ผมเกือบเสียหลักหงายหลังเมื่อถูกคว้าคอเสื้อจากทางด้านหลัง

เมื่อหันไป ก็พบอีกฝ่ายยื่นหน้าเข้ามา แล้วแตะนิ้วชี้ลงบนแก้มเนียนอยู่สองสามครั้ง

ผมถอนหายใจออกมาเบาๆ ยื่นหน้าเข้าไปจุ๊บอย่างเสียมิได้

เราทำแบบนี้มาตลอดราวกับเป็นธรรมเนียมของบ้านไปเสียแล้ว

พัค จินยองจุ๊บแก้มผมคืนอย่างพึงพอใจ รวบตัวผมเข้าไปกอดแน่นเหมือนผมเป็นเด็กตัวเล็กๆ พึมพำคำอวยพร ก่อนตบไหล่และปล่อยผมออกจากบ้านเสียทีในที่สุด

ผมรีบผลุนผลันออกมา ซ่อนความเขินอายบนใบหน้า

จริงอยู่ ตั้งแต่เขากลายมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผม พวกเราจุ๊บกันเป็นประจำเสมือนครอบครัวที่อบอุ่น

แต่ตอนนี้ผมโตแล้ว ถึงพัค จินยองยังปฏิบัติต่อผมอย่างเสมอต้นเสมอปลาย แต่ที่ไหนสักแห่งภายในตัวผมกลับรู้สึกต่อเขาไม่เหมือนเดิม

เป็นความรู้สึกที่เจ็บปวดอย่างบอกไม่ถูก

คงเป็นเพราะเขาเป็นแอนดรอยด์ ส่วนผมเป็นมนุษย์

ทั้งที่เป็นอย่างนั้น เขากลับดูแลผมเป็นอย่างดีตั้งแต่ผมอายุสิบขวบ

เขาใส่ใจในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ จดจำทุกอย่างเกี่ยวกับตัวผม และทำทุกอย่างแทนปู่ของผม บางครั้งก็ดีกว่าปู่ของผมเสียด้วยซ้ำ

ภายใต้หน้ากากนักแสดงที่เปี่ยมด้วยความเชื่อมั่น พัค จินยองเป็นแอนดรอยด์ที่อบอุ่นยิ่งกว่ามนุษย์ด้วยกันบนโลกใบนี้เสียอีก

เป็นความจริงที่น่าเศร้าอย่างบอกไม่ถูก

เพราะไม่ช้าก็เร็วผมต้องชัตดาวน์และแช่แข็งเขาอยู่ดี ถึงตอนนี้จะยังไม่รู้วิธี แต่ผมไม่อาจมีความฝันที่จะอยู่ร่วมกันกับเขาไปจนแก่เฒ่าได้ เขาอันตรายเกินไปสำหรับสถานการณ์ความสงบในตอนนี้

และที่สำคัญ เขามีใครอื่นในใจอยู่ก่อนแล้วอย่างเหนียวแน่นและแน่วแน่

มาร์ค ต้วน

คนแรกที่เขาถามถึงหลังจากตื่นจากนิทราอันยาวนาน

แอนดรอยด์ที่เกิดจากต้นฉบับของคนรักตัวจริงของนักแสดงพัค จินยอง

ทุกวันนี้ หมอนั่นยังคงตามหาร่างของคนรักที่ถูกพรากไปที่ไหนสักแห่ง

ไม่ใช่เพื่ออยู่ด้วยกัน

แต่เพื่อที่จะหลับไหลเคียงข้างกัน... รักษาความรักอันเป็นนิรันดร์ของต้นฉบับของทั้งคู่ไว้

ราวกับนั่นเป็นปณิธานจากจินยองและมาร์คตัวจริงก่อนสิ้นใจ


การสอบเข้ามหาวิทยาลัยใกล้เข้ามาทุกที คนที่ไม่มีความฝันของตัวเองเป็นพิเศษอย่างผม มีเป้าหมายเพียงแค่หาวิธีทำให้แอนดรอยด์กลับสู่การแช่แข็งได้อีกครั้ง

เพื่อที่จะไม่มีใครมาทำลายพัค จินยองได้

เนื่องจากถูกรัฐบาลจำกัดการศึกษาด้านเทคโนโลยีเกี่ยวกับแอนดรอยด์ทุกแขนง ผมจึงไม่รู้ว่าต้องสอบเข้าคณะอะไร อีกทั้งความตั้งใจของผมก็มิสามารถแพร่งพรายให้ใครแม้แต่อาจารย์แนะแนวในโรงเรียนได้ล่วงรู้ได้ แต่หลังจากลองศึกษาขอบเขตการศึกษาของแต่ละคณะดู ผมก็คิดเอาเองว่าสายวิศวกรรมชีวการแพทย์น่าจะใกล้เคียงที่สุด

เพราะอย่างนี้ เงินมรดกจากคุณปู่จึงถูกนำมาใช้จ่ายกับการเรียนพิเศษหลังเลิกเรียนของผม

เนื่องจากเป็นคณะที่เข้ายาก ผมจึงตัดสินใจจ้างครูสอนพิเศษแบบตัวต่อตัวอย่างเข้มข้นสัปดาห์ละสองครั้ง ควบคู่กับการเรียนพิเศษพร้อมกับพวกเพื่อนๆ 

และวันนี้ก็เป็นวันแรกของการเรียนตัวต่อตัว

"น้องแบมแบม คุณครูรออยู่ในห้องเรืองปัญญาแล้วนะคะ" พี่สาวประชาสัมพันธ์เจ้าของรอยยิ้มเป็นมิตรและแววตากรุ้มกริ่มใส่หนุ่มๆ มัธยมปลายเอ่ยทักทายด้วยเสียงหวาน

"โอ๊ะ ผมมาสายไปเหรอเนี่ย"

ผมรีบก้มดูนาฬิกา

ยังเหลือเวลาอีกตั้งสิบนาที

"ไม่ต้องรีบค่ะน้องแบมแบม คุณครูมาก่อนตั้งครึ่งชั่วโมงค่ะ พอดีห้องว่างอยู่เลยขอไปนั่งรอในห้องเรียนค่ะ"

ถึงอย่างนั้น ผมจะปล่อยให้ครูรอได้ยังไงล่ะ

ทว่า ทันทีที่เปิดประตูพรวดเข้าไป

"สวัสดี... ครับ"

ไม่มีคนอยู่?

ผมจึงเข้าไปนั่งรอที่โต๊ะเรียน

ห้องนั้นเป็นห้องสำหรับคลาสตัวต่อตัวโดยเฉพาะ จึงมีเพียงโต๊ะกลมขนาดย่อมพร้อมเก้าอี้ล้อมสี่ตัวกลางห้องแคบๆ ผนังเป็นกระจกสีขุ่นซึ่งเป็นไวท์บอร์ดด้วยเช่นกัน

ผมตาลุกวาวเมื่อเห็นเกมตารางธาตุที่เคยเล่นกับคุณปู่ตอนเด็กๆ อยู่บนนั้น

ตั้งแต่ปู่เสียไป ก็ไม่ได้เล่นอะไรแบบนี้อีกเลย จนกระทั่งขึ้นม.ปลาย ผมจึงได้รู้ว่า เกมที่เล่นกับคุณปู่มาทำให้ผมจำตารางธาตุทั้งหมดได้ก่อนเพื่อนร่วมชั้นเสียอีก

ผมมองสัมภาระของผู้ที่มาถึงก่อน

นอกจากคอมพิวเตอร์โน้ตบุค กับปากกาเขียนกระดานแล้ว ก็ไม่มีอย่างอื่นอีกเลย

เขาคงเล่นเกมเพื่อฆ่าเวลา

อย่างไรก็ตาม เกมบนกระดานยังเล่นไม่เสร็จ ผมจึงอดมือบอน หยิบปากกาออกมาเล่นต่อจนจบไม่ได้

"ไม่เลวนี่" เสียงหนึ่งดังขึ้นจากข้างหลังเมื่อผมถอยออกมาดูผลงานตัวเอง

พอหันกลับไปก็พบชายหนุ่มรูปร่างกำยำล่ำสัน ตัวสูงกว่าผมเล็กน้อย ใบหน้าคมคาย ดวงตาโตเป็นประกายสดใสอยู่ภายใต้เงาของปีหมวกแก็ป เขาอยู่ในชุดเสื้อยืดกางเกงยีนส์ที่ดูอย่างไรก็ไม่มีมาดของครูเอาเสียเลย

แวบแรกที่เห็น นึกว่าเป็นนักเรียนด้วยกัน ประเภทเด็กโข่งที่มาติวเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัยเป็นครั้งที่ห้า

"สวัสดีครับ น้องแบมแบม พี่ชื่อแจ็คสัน เป็นติวเตอร์ของน้องครับ" ชายผู้นั้นแนะนำตัวเองด้วยเสียงสดใส

ติวเตอร์เนี่ยนะ?

ผมมองเขาตั้งแต่หัวจดเท้าใหม่อีกครั้ง

"พี่ถามเจ้าของโรงเรียนแล้ว เขาไม่เคร่งเรื่องการแต่งตัว หวังว่าน้องคงจะไม่ถือนะครับ"




กลับมาถึงบ้าน พัค จินยองนั่งดูโทรทัศน์และหาข้อมูลผ่านคอมพิวเตอร์ระบบเก่าไปพร้อมกันอยู่ที่โซฟา

แม้จะถูกปลุกขึ้นมาเจ็ดปีแล้ว แต่เขาก็ยังเพียรหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับมาร์ค ต้วนคนนั้น

จะไปมีได้ยังไงล่ะ

สงครามทำลายทุกอย่างจนย่อยยับ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ดูเหมือนตระกูลนักธุรกิจใหญ่อย่างตระกูลต้วนก็ถูกถอดออกจากทุกสารบบ โทษฐานมีแอนดรอยด์ไว้ในครอบครอง

แม้จะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสงคราม แต่แอนดรอยด์ตัวนั้นก็ถูกกำหนดให้ระวางโทษโดยการทำลาย

กระนั้น พัค จินยองก็ยังมีความหวังว่าจะได้เจอกับอีกฝ่าย เพียงเพราะข้อมูลล่าสุดที่สืบหาได้บอกว่าแอนดรอยด์มาร์ค ต้วนหายสาบสูญไปก่อนที่จะได้รับโทษ

หายไปไหน?

แม้แต่เขาเองก็ไม่รู้ว่าถูกแยกจากคนรักตั้งแต่เมื่อไหร่

มีใครสักคนพรากพวกเขาออกจากกัน ถ้าไม่ก่อนก็ระหว่างสงคราม

"กลับมาแล้ว" ผมเอ่ยทักเสียงอ่อย

ทั้งที่ภาพของพัค จินยองหมกมุ่นกับการสืบหาคนรักเป็นสิ่งที่คุ้นตา แต่การพยายามอย่างเอาเป็นเอาตายด้วยความหวังของเขาในระยะหลังๆ ทำให้ผมหดหู่ขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

ผมกำลังห่วงเขา? หรือกำลังหวงเขาอยู่กันแน่?

"ข้าวอยู่บนโต๊ะแล้วนะครับ" เขาตอบโดยไม่หันกลับมามองผม

ความรู้สึกนี้คืออะไร

เวลาเขาเข้าใกล้ ผมรู้สึกเคอะเขินกระอักกระอ่วนใจจนอยากถอยหนี

แต่พอเขาไม่สนใจ ผมก็กลับรู้สึกเหงาและน้อยใจขึ้นมานิดๆ อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ผมเดินเข้าห้อง โยนกระเป๋าลงบนเตียง ก่อนโผล่หน้าออกมากกินอาหารที่เขาเตรียมไว้

"วันนี้มีเบาะแสอะไรบ้างล่ะ" ผมเป็นฝ่ายชวนคุยทำลายบรรยากาศอึดอัดที่สร้างขึ้นมาเอง

พัค จินยองยืดหลังตรง ชูมือสองข้างขึ้นราวกับบิดขี้เกียจ... พนันได้เลยว่า ท่าทางนั่นเป็นนิสัยของพัค จินยองต้นฉบับแน่ๆ แอนดรอยด์จะไปมีอารมณ์บิดขี้เกียจได้ยังไงล่ะ ถึงภายนอกจะเหมือนคนแค่ไหน แต่ภายในก็น่าจะต่างกัน... ผมซึ่งไม่เคยชำแหละเขาดูมาก่อน เดาว่าอย่างนั้น

"ไม่มีเหมือนเดิม จนปัญญาชะมัด แถมยังถูกจำกัดการเข้าถึงข้อมูลอีก" ตอบทั้งที่ตายังจ้องหน้าจอ

ตามกฏหมายของสำนักงานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์โลก หากไม่สามารถพิสูจน์อัตลักษณ์ว่าเป็นมนุษย์ได้ จะไม่สามารถเข้าถึงและควบคุมข้อมูลออนไลน์บางประเภท

ใช่ว่าอัตลักษณ์เหล่านั้นจะไม่ถูกสำเนาไว้ แต่เพราะมันเป็นอัตลักษณ์ของพัค จินยอง ซึ่งเป็นแอนดรอยด์ที่ถูกรัฐบาลหมายหัวเพื่อกำจัด จึงไม่อาจใช้ประโยชน์ได้

ด้วยเหตุนี้ พัค จินยองจึงไม่สามารถใช้คอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ที่เข้าถึงได้ไวและลึกกว่า เขาต้องพึ่งพาให้ผมช่วยในวันหยุด หรือหลังเลิกเรียนที่ผมว่างเท่านั้น

กระนั้น ข้อมูลอัตลักษณ์ของเด็กอายุสิบเจ็ดปีที่ยังไม่บรรลุนิติอย่างผมก็ช่วยอะไรไม่ได้มาก

"แล้ววันนี้เจอติวเตอร์คนใหม่ เป็นยังไงบ้างครับ" เขาถามกลับ

"ก็ดี เขาชื่อแจ็คสัน ชอบพูดอะไรเหมือนคนแก่ แต่ทำตัววัยรุ่นเป็นบ้าเลย เป็นคนตลกดีนะ"

"เรื่องเรียน คุณแบมแบมไม่มีอะไรต้องห่วงอยู่แล้ว" พูดจบก็ตั้งหน้าตั้งตาหาเบาะแสคนรักต่อไป

หลายครั้ง ผมอดคิดไม่ได้ว่าถ้านายมาร์ค ต้วนนั่นยังมีตัวตนอยู่ เขาก็น่าจะกำลังทำอะไรสักอย่างเพื่อหาตัวพัค จินยองอยู่เหมือนกัน

แต่ก็อาจเป็นไปได้ว่าหมอนั่นกำลังหลับไหลอยู่ที่ไหนสักแห่ง

หรือกาลเวลาอาจจะทำให้เขาลืมพัค จินยองไปหมดสิ้นแล้ว...




ผมติวหนังสือกับครูแจ็คสันมาได้เกือบเดือนแล้ว

ครูแจ็คสันเป็นคนอัธยาศัยดีมาก... บางทีก็มากจนน่าตกใจ

เมื่อสัปดาห์ก่อนเขาชวนผมกินข้าวด้วยกันหลังเลิกเรียน แต่เนื่องจากปัญหาโภชนาการของผม ทำให้ต้องปฏิเสธไป ทั้งที่อยากตอบตกลงตามเขาไปจนตัวสั่น

"เอางี้มั้ย ทำหม้อไฟกินกันที่บ้านนาย" เขาเสนอ

ความเป็นมิตรและท่าทีที่จริงใจของเขา ทำให้ปฏิเสธออกไปได้ยากเย็นเหลือเกิน

ที่สำคัญ ผมรู้สึกดีและไว้ใจครูแจ็คสัน ยิ่งสนิทกันก็ยิ่งนับถือเขาเหมือนพี่ชายแท้ๆ

แม้แต่พัค จินยองยังถึงออกปากแซวว่า เดี๋ยวนี้อะไรๆ ก็ครูแจ็คสัน ทุกครั้งที่ผมเอ่ยชื่อนี้ในบ้าน

"แต่..." ผมอึกอัก

"ก็นายบอกว่ามีปัญหาเรื่องอาหาร งั้นเราก็ไปทำกินที่บ้านนายเลย บ้านนายต้องมีของที่นายกินได้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นฉันก็แค่หอบของที่ฉันอยากกินไปร่วมวงด้วย"

"เอางั้นก็ได้ครับ... งั้นผมขอบอกพี่ชายก่อน"

"จริงสิ นายอยู่กับพี่ชายนี่ ได้ๆ งั้นวันเสาร์นี้เจอกัน"

ทั้งที่ย้ำอย่างนั้น...

แต่ผมจะบอกพัค จินยองว่ายังไงดี

เพราะผมไม่เคยพาใครเข้าบ้านมาก่อน


"หืม? ติวเตอร์จะมาทำหม้อไฟที่บ้านงั้นเหรอครับ" พัค จินยองทวนคำอย่างไม่เชื่อหู

"ตามใจสิครับ ผมจะไปอยู่ที่อื่นให้สักสองสามชั่วโมง"

ผมรู้สึกผิดขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

ทว่าก่อนที่จะตอบอะไรออกไป เขาก็ชิงพูดขึ้นเสียก่อน

"ไม่ดีกว่า ถ้าคุณแบมแบมเป็นอะไรขึ้นมา ผมก็ต้องรับผิดชอบ งั้นผมจะทำความรู้จักเขาในฐานะพี่ชายตามที่คุณแบมแบมเคยแนะนำไป"

"เอ๋? แต่ว่า..."

ผมนึกว่าพัค จินยองจะไม่อยากเจอใครเสียอีก

"คุณบอกว่าครูแจ็คสันเก่งมาก เป็นอาจารย์พิเศษของมหาวิทยาลัยชื่อดังหลายแห่งด้วยใช่มั้ย ผมคิดว่าควรขอบคุณและทำความรู้จักเขาเสียหน่อย"

พัค จินยองมาแปลก... แต่พอเห็นประกายจากดวงตาของเขา ก็พอจะเดาได้ว่า งานนี้คงไม่แคล้วเกี่ยวข้องกับการหาข้อมูลของมาร์ค ต้วนอย่างแน่นอน

ใช่... ครูแจ็คสันอยู่ในแวดวงวิศวกรรมชีวเวช ถึงแม้จะเลี่ยงการบรรยายที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาการรักษาโดยประยุกต์เซลล์ของสิ่งมีชีวิตกับเครื่องจักรแบบหัวชนฝามาตลอดก็ตาม แต่เขาเคยเล่าให้ผมฟังว่ามีงานอดิเรกคือการศึกษาเรื่องของการพัฒนาฮิวแมนนอยด์โรบ็อตขั้นสูง รวมไปถึงการสรรค์สร้างเอไอซึ่งเป็นสิ่งต้องห้ามของยุคนี้อีกด้วย

พัค จินยองคิดจะทำอะไร

"งั้นก็ต้องเตรียมหม้อสามใบสินะ ของคุณแบมแบม ของครูแจ็คสัน แล้วก็ของผม"

คนมีปัญหาด้านโภชนาการ

คนกินอาหารได้ตามปกติ

กับแอนดรอยด์ที่ต้องกินหน่วยพลังงานพิเศษซึ่งทุกวันนี้ผมเองก็ยังสงสัยว่าพัค จินยองไปสรรหามาจากไหน

แน่ล่ะ ผมจะไปรู้ได้ยังไง ในเมื่อเขาจัดการทุกสิ่งทุกอย่างในบ้านด้วยเงินมรดกของคุณปู่ผม สมกับเป็นผู้ปกครองจำเป็นจริงๆ

"จะยุ่งยากไปมั้ย ผมกินอย่างอื่นแทนก็ได้นะ"

หม้อไฟที่ต้มกันคนละหม้อมันใช่หม้อไฟซะที่ไหนล่ะ




วันเสาร์

ผมเปลี่ยนใจจากหม้อไฟ เป็นสเต็กแบบย่างเองให้กับคุณแบมแบม

แบบนั้นเขาน่าจะสนุกกับการกินมากกว่า

เสียงกดออดดังขึ้นตรงตามเวลานัดที่บอกไว้เป๊ะ

คุณแบมแบมวางมือจากแบบฝึกหัดภาษาจีน เดินออกไปเปิดประตูหน้าบ้าน

ทันทีที่ครูแจ็คสันเข้ามา บรรยากาศก็พลันเปลี่ยนไปทันที

รู้สึกคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก

ใช่แล้ว ผมเคยสัมผัสอะไรแบบนี้มาก่อน

"พี่จินยองครับ นี่ครูแจ็คสัน"

คุณแบมแบมพาแขกของบ้านเข้ามาทักทายผมที่กำลังจัดเตรียมเครื่องดื่ม

แน่นอนว่าวิธีการพูดของเขาเปลี่ยนไปให้สมบทบาทน้องชาย

เมื่อเงยหน้าขึ้น ก็พบกับชายหนุ่มในชุดลำลองที่ดูล้ำสมัย สวมหมวกแก็ป ยิ้มแฉ่งกลับมาอย่างร่าเริง

ทั้งที่เตรียมใจไว้แล้ว แต่ก็ยังอดหัวใจเต้นแรงไม่ได้

"สวัสดีครับ คุณจินยอง" เสียงเขาทักทายกลับมา

"งั้นผมขอตัวไปเคลียร์โต๊ะรับแขกก่อนนะครับ" พูดจบคุณแบมแบมก็วิ่งไปยังห้องรับแขกที่ตัวเองทำแบบฝึกหัดค้างไว้ ทิ้งให้ผมอยู่กับแขกของบ้านคนใหม่ตามลำพัง

"สวัสดีครับ คุณครู... แจ็คสัน" ผมจงใจเน้นเสียงที่ชื่อของเขา "หอบของอะไรมาเยอะแยะครับ"

อีกฝ่ายวางของไว้ตรงที่ว่างบนโต๊ะ

"ของชอบของผมทั้งนั้นครับ ได้ยินว่าน้องแบมแบมต้องกินอาหารที่เตรียมไว้เฉพาะ ก็เลยไม่ได้ซื้ออะไรมาเผื่อเท่าไหร่ ก็มีแต่ส่วนของผมกับ... คุณพี่จินยอง" หมอนั่นจงใจเน้นเสียงที่ท้ายประโยคกลับมาเช่นกัน

"ถ้าอย่างนั้นเชิญไปนั่งที่ห้องรับแขกก่อนนะครับ"

"มีอะไรให้ผมช่วยมั้ยครับ" แจ็คสันถามขึ้นอย่างเป็นมิตร

"ไม่มีครับ"

"รบกวนคุณพี่จินยองแย่เลยครับ ต้องเตรียมอาหารให้ตั้งสามที่ ทั้งที่ไม่ต้องลำบากขนาดนั้นก็ได้"

"ทุกอย่างที่ทำไปก็เพื่อความสุขของแบมแบมนั่นแหละครับ" ผมตอบยิ้มๆ

"ท่าทางจะเป็นพี่ชายที่สปอยล์น้องชายน่าดูนะครับ"

"จะพูดอย่างนั้นก็ไม่ถูกครับ ความสุขของแบมแบมคือความสุขในวันนี้ของผม ผมก็ควรต้องรักษาเอาไว้ให้ดีที่สุดไม่ใช่เหรอ"

แจ็คสันพยักหน้า

"พูดได้ดีนี่ แต่ความสุขในวันนี้อาจทำให้เขาเสียใจในภายหลัง"

ผมยักไหล่

"ทำดีต่อกันมันน่าจะมีแต่เรื่องดีไม่ใช่เหรอครับ ถึงเวลานั้นจริงๆ ความทรงจำดีๆ จะเยียวยาหัวใจของเขาเอง"

"ผมก็หวังว่าอย่างนั้น ถ้ามันจะจบสวยแบบที่คุณเขียนบทไว้"

"ว่าแต่น้องชายของผมเป็นยังไงบ้างครับ คุณครูแจ็คสัน... ไม่ใช่สิ อดีตศาสตราจารย์ หวัง เจียเออร์"





บ้านของพวกเราไม่เคยมีเสียงหัวเราะดังๆ แบบนี้มาก่อน

การมาเยี่ยมของครูแจ็คสันเปลี่ยนบรรยากาศภายในบ้านได้อย่างน่าอัศจรรย์

นอกจากนี้ ครูยังดูเข้ากับพัค จินยองได้ดีผิดกับที่ผมคาดคิดเอาไว้

ดีเสียจน... บางครั้งผมก็รู้สึกโหวงๆ ในหัวใจอย่างบอกไม่ถูก

เพราะอะไรกันนะ

ผมเริ่มหวงพัค จินยองงั้นหรือ?

แอนดรอยด์ที่อาศัยอยู่ด้วยกันอย่างลับๆ ในฐานะพ่อบ้าน ไม่เคยเปิดใจสนิทสนมกับใครโดยไม่จำเป็น

แต่วันนี้ผมกลับเห็นรอยยิ้มที่ครูแจ็คสันบันดาลขึ้นมา

เสียงหัวเราะร่าเริงที่ผมไม่เคยได้ยินจากพัค จินยองมาก่อน

สิ่งเหล่านั้นผมไม่เคยทำให้มันเกิดขึ้นได้เลย

ต่อหน้าผม แม้จะมีมุมนุ่มนวลอ่อนโยน แต่โดยรวมแล้วพัค จินยองมักทำตัวเคร่งขรึม เข้มงวดตลอดเวลา และบางครั้งก็ดูเย็นชาสมกับเป็นเครื่องจักร

บางเวลาก็ฉายแววแห่งความโศกเศร้าอยู่ลึกๆ ในดวงตาคู่นั้น

ไม่ว่าเราจะใกล้ชิดกันแค่ไหน เขาก็ไม่ใช่ทั้งเพื่อน ทั้งญาติ

ดำรงสถานะเสมือนผู้ปกครองอย่างชัดเจน

แต่กับครูแจ็คสัน... นี่เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นตาคู่สวยทอประกายระยิบระยับ

ราวกับว่า...

พวกเขาเคยรู้จักกันมานานแสนนาน

แต่จะเป็นไปได้อย่างไรล่ะ

อาจเป็นเพราะพรสวรรค์ด้านมนุษยสัมพันธ์อันยอดเยี่ยมของครูสอนพิเศษรวยอารมณ์ขัน ที่ไม่ว่าจะพูดอะไรก็สะกิดต่อมฮาของคนอื่นอย่างเป็นธรรมชาติ

แม้แต่ผมก็ยังไม่อาจต้านทานเสน่ห์ของครูแจ็คสันได้ จนรู้สึกสนิทใจมากขนาดนี้

ผมอาจกำลังอิจฉาครูแจ็คสันอยู่ก็เป็นได้?

กระนั้น... ก็มีหลายห้วงเวลา ที่บทสนทนาของพวกเขาเหมือนเป็นที่รู้กันแค่สองคน

ไม่ใช่มุขตลก

แต่เป็นอะไรบางอย่างที่ผมเข้าไม่ถึง

มันแฝงเป็นนัยๆ อยู่ในการพูดคุยเรื่องสัพเพเหระ 

แต่ก็ผ่านไปเพียงเสี้ยวนาทีเท่านั้น ยังไม่ทันให้ผมได้เอะใจหรือรู้สึกกระอักกระอ่วนใดๆ ด้วยซ้ำ


หลังจากครูแจ็คสันกลับไป ผมก็ช่วยพัค จินยองเก็บกวาด

"เห็นคุณแบมแบมสนิทกับคุณครูแจ็คสัน ผมก็โล่งใจ" จู่ๆ เขาก็เอ่ยออกมา

"อะไรกัน ปกติไม่ค่อยชอบให้ผมสนิทหรือพาใครมาที่บ้านแท้ๆ แล้วทำไมครูแจ็คสันเป็นข้อยกเว้นล่ะ"

ร้อยวันพันปีมีแต่เตือนให้ระวังคนนู้นคนนี้แท้ๆ

รู้สึกใจไม่ดีกับคำพูดนั้นเลย

ราวกับจะผลักไสผมไปให้คนอื่นอย่างบอกไม่ถูก

เขาชะงักมือ พลางนิ่งไปนิดหนึ่ง ก่อนถอนหายใจออกมา

"คุณแบมแบมครับ... เวลาของผมกำลังเดินถอยหลัง แม้วันนี้ยังไม่รู้วิธีกลับไปในเครื่องแช่แข็งนั่น แต่ไม่ช้าก็เร็ว..."

"ไม่! ไม่ๆๆๆ" ผมตะโกนใส่ พลางกระแทกจานที่อยู่ในมือเสียงดัง

เหมือนหัวใจมันจะสลายทุกครั้งที่พัค จินยองพูดอะไรทำนองนี้

พูดถึงวันที่ต้องจากกัน

"คุณแบมแบม..."

เขาอึ้งไปนิดหนึ่ง

"ผมแค่คิดว่าคุณครูแจ็คสันดูเป็นคนดี น่าจะพึ่งพาได้ คบหากันไว้ไม่น่าเสียหาย..."

"พอเถอะจินยอง นายมันไม่เข้าใจ ชีวิตนี้ผมไม่ต้องการพึ่งพาใครอีกแล้วทั้งนั้น!"

ผมหันหลังเดินลงส้นเท้าปึงปังออกจากห้องครัว

ผม... อยากเติบโตให้พัค จินยองพึ่งพาได้ไวๆ ต่างหาก

แม้ทางที่ผมกำลังมุ่งไปจะสวนทางกับความรู้สึกที่แท้จริงก็ตาม

พัค จินยองไม่เคยรู้... เพราะในหัวของเขามีแต่แอนดรอยด์ที่ชื่อมาร์ค ต้วน

เขาไม่รู้หรอกว่า ในขณะที่ผมพยายามหาทางให้เขากลับสู่ระบบจำศีลเพื่อดำรงชีวิตนิรันดร์ สานต่อภารกิจเดิมของเขาให้สำเร็จ ผมต้องฝืนใจขนาดไหนที่จะต้องพรากจากเขาในวันข้างหน้า

น่าขันชะมัด

ต่อให้บอกว่าผมยอมเสี่ยงที่จะอยู่กับเขาแบบหลบๆ ซ่อนๆ อย่างผิดกฎหมาย แต่ก็ไม่อาจรับรองสวัสดิภาพของพัค จินยองได้อยู่ดี

สู้จากกันเพื่อให้เขาปลอดภัย ทั้งยังทำตามความประสงค์ของเขาเอง ยังดีเสียกว่า

ที่สำคัญ เขาไม่ใช่ของผมมาตั้งแต่ต้น

ดังนั้น หากอย่างน้อย... ได้ทำมันให้สำเร็จด้วยมือของผม

ก็ถือว่าเป็นการมอบความรักและความรู้สึกทั้งหมดที่ผมมีให้เขาได้

ความรัก... ที่ไม่อาจครอบครอง


หลังจากนั้น พวกเราก็ไม่ได้พูดคุยกันอีกเลยแม้แต่คำเดียว

กระทั่งตอนก่อนนอน

พัค จินยองถือถ้วยนมอุ่นๆ เข้ามาในห้อง

เขารู้ว่าผมกำลังงอนเขาอยู่ และนี่คือการง้อของเขาที่ผมคุ้นเคยดี

แน่ล่ะ ตลอดระยะเวลาเจ็ดปีที่อยู่ด้วยกันมา ใช่ว่าผมจะไม่เคยดื้อหรือโต้เถียงกับเขา

แต่ไม่ว่าใครจะผิดก็ตาม เขาก็มักจะเป็นฝ่ายเข้าหาก่อนเช่นนี้ทุกครั้ง... ไม่ยอมให้ค้างคาจนข้ามคืนเด็ดขาด

ผมซึ่งนอนหน้าบึ้งอยู่บนเตียง ดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมถึงศีรษะ ก่อนพลิกตัวหันหลังให้

พัค จินยองเป็นคนใจเย็นมาก... มากเสียจนบางครั้งผมก็อดคิดไม่ได้ว่าเขาคงไม่มีหัวจิตหัวใจ

หรือเพราะการประมวลผลแบบแอนดรอยด์ในตัวเขาปิดกั้นสิ่งที่เรียกว่าอารมณ์ความรู้สึกไว้กันนะ

จริงสิ เขาเป็นแอนดรอยด์รุ่นบุกเบิกนี่นา

กระนั้น ปู่ของผมก็เคยเล่าให้ฟังว่า แอนดรอยด์รุ่นแรกๆ ของยุคเฟื่องฟูต่างหากที่เหมือนมนุษย์มากที่สุด เพราะรุ่นต่อๆ มาถูกสร้างให้ผิดเพี้ยนพิสดารขึ้นเรื่อยๆ ตามฟังก์ชั่นในฝันที่มนุษย์ต้องการ จนกระทั่งก่อนสงครามเป็นรุ่นของหุ่นยนต์พร้อมรบจึงไม่ได้ถูกใส่โปรแกรมด้านความเมตตาต่อมนุษย์ไว้

ขอบเตียงด้านหลังยวบลงหลังจากได้ยินเสียงหมอนั่นวางแก้วไว้บนโต๊ะ

"ผมขอโทษที่พูดถึงเรื่องอนาคต" หมอนั่นเอ่ยขึ้นมาก่อน

ให้ตายเถอะ หัวใจของผมมันอ่อนระทวยทุกครั้งที่ได้ยินคำขอโทษจากคนที่สมบูรณ์แบบเช่นหมอนั่น

มันไม่คู่ควรที่จะหลุดจากปากของเขาเลยแม้แต่น้อย

ไออุ่นที่ถ่ายทอดสู่แผ่นหลัง ทำให้รู้ว่าเขากำลังเอนกายลงนอนอยู่ตรงนั้น

"ผมสัญญา ว่าต่อจากนี้ผมจะอยู่กับปัจจุบันให้มากขึ้น... จะอยู่กับคุณให้เต็มที่และดีที่สุด แบบนั้นดีมั้ย"

คำสัญญานั่น ทำผมใจเต้นไม่เป็นส่ำ

ทั้งที่ไม่ใช่คำบอกรัก แต่ผมกลับรู้สึกดีใจ

ทั้งที่เขาก็เป็นเช่นนั้นกับผมมาตลอดอยู่แล้วแท้ๆ

ความรู้สึกของผมต่อพัค จินยอง เปลี่ยนไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้

แต่ความเปลี่ยนแปลงนั้นชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ จนผมเริ่มแน่ใจว่ามันคือความรักฉันท์หนุ่มสาว

ถึงแม้ผมจะไม่เคยรักใครมาก่อนก็ตาม

ทว่าสิ่งที่น่าเศร้าก็คือ... ความรู้สึกของเขาที่มีต่อผมกลับไม่เคยเปลี่ยนแปลง

ต่อให้พวกเราใกล้ชิดกันขนาดไหน แต่พัค จินยองก็เปรียบเสมือนดวงจันทร์บนท้องฟ้าที่ส่องสว่างในความมืดในวันที่ผมไม่เหลือใคร อย่างไรก็ตาม ผมก็ทำได้เพียงแค่เงยหน้ามองเขาเท่านั้น ไม่อาจครอบครองจันทร์เป็นของตัวเองได้

ผมมันก็แค่ชีวิตยังไม่เคยเจอคืนเดือนมืดเท่านั้นเอง

"จะอยู่กับผมให้เต็มที่งั้นเหรอ"

ผมหันกลับไปเผชิญหน้าเขา

แววตาอ่อนโยนที่เหมือนพี่ชายมองน้องแท้ๆ นั้น ทำผมเจ็บปวดอย่างบอกไม่ถูก

แต่นั่นคงเป็นสิ่งเดียวที่ผมจะไขว่คว้าจากเขาไว้ได้

ไม่เช่นนั้นแล้ว ผมอาจสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างของเขาไปตลอดกาล

"ครับ จะไม่พูดเรื่องนั้นอีกแล้ว คุณแบมแบมไม่ควรต้องกังวลกับสิ่งที่ยังมาไม่ถึง"

กระนั้น... กังวลมากเลยต่างหากล่ะ

ใช่ว่าผมไม่รู้ชะตากรรม

แต่เพราะกังวล ถึงได้ไม่อยากนึกถึงมันอีก

หากพูดให้สวยหรู ก็อาจเรียกว่าเป็นกระบวนการป้องกันความเจ็บปวดทางจิตใจได้รึเปล่านะ

แต่ถ้าพูดกันอย่างบ้านๆ ก็ขี้ขลาดดีๆ นี่เอง

ผมเข้าไปซุกตัวในอ้อมกอดของหมอนั่นราวกับเด็กเล็กๆ

"ผมก็ขอโทษ ผมไม่น่าอารมณ์เสียใส่จินยองแบบนั้นเลย"

เขายิ้มละไม

"อารมณ์เป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์อยู่แล้วนี่ครับ ไม่ต้องกลัวหรอก ผมถูกสร้างมาเพื่อรับมือกับมัน แต่คุณแบมแบมอย่าไปแสดงความโกรธแบบนั้นกับใครนะครับ ปัญหาทุกอย่างแก้ได้ ถ้าเราอยู่เหนืออารมณ์"

ถึงจะพูดแบบนั้น แต่ผมก็รู้ว่าการคงอยู่ของพัค จินยองมีอารมณ์เป็นแรงผลักดันล้วนๆ

ไม่ใช่เพราะวิสัยของนักแสดง... แต่เพราะความรักที่มีต่อมาร์ค ต้วนต่างหาก

"เราดีกันแล้วนะครับ" เขายืนยันสถานการณ์

"อื้ม" ผมพยักหน้าทั้งที่แก้มยังแนบหน้าอกของเขา

ใครจะไปโกรธพัค จินยองได้นานล่ะ

"งั้นดื่มนมก่อนนอนนะ" เขาเอ่ยยิ้มๆ

"ก็ได้ แต่... คืนนี้นอนด้วยกันได้มั้ย" ผมได้ทีอ้อน

เขาเกลี่ยเส้นผมของผมพลางหัวเราะเบาๆ

"ได้สิครับ... ลูกชาย"

พัค จินยองจูบเบาๆ ที่กลางกระหม่อมของผม

ลูกชายก็ลูกชาย... อย่างน้อยเขาก็รักผมที่สุดในตำแหน่งนี้ล่ะนะ

อย่างน้อย เขาก็ยังไม่มีตำแหน่งอื่นใดที่จะมาแย่งความรักในส่วนของผมไปในตอนนี้






ผมกำลังยืนอยู่หน้าประตูห้องเช่าในย่านชุมชนแออัดแห่งหนึ่ง

หลังจากหวัง เจียเออร์ ไม่ใช่สิ คุณครูแจ็คสัน อดีตศาสตราจารย์ซึ่งเคยอยู่ในทีมพัฒนาแอนดรอยด์รุ่นบุกเบิก มากินข้าวกับพวกเราที่บ้านสองวันก่อน เขาก็ได้ส่งข้อมูลเบาะแสของมาร์คมาให้เป็นที่อยู่ ซึ่งตรงกับห้องเช่าซอมซ่อแห่งนี้

ใช่แล้ว หวัง เจียเออร์เองก็เป็นแอนดรอยด์ตัวหนึ่ง

กระนั้น ด้วยการพัฒนาที่มีหลายส่วนถูกโอนถ่ายโดยตรงมาจากศาสตราจารย์หวังซึ่งประสบอุบัติเหตุจนส่งผลให้ทุพพลภาพ ทำให้เขาไม่ใช่แอนดรอยด์มาตั้งแต่ต้นกระบวนการ

หากจะเรียกให้ถูกก็คือ เขาคือหวัง เจียเออร์ในคราบแอนดรอยด์

หากไม่นับร่างกาย หมอนั่นมีความเป็นมนุษย์อยู่ร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม และที่ดำรงชีวิตข้ามยุคสมัยอยู่ได้ทุกวันนี้ ก็คงเพราะมีการพัฒนาต่อยอดและซ่อมแซมตัวเองอยู่เรื่อยๆ ตามประสานักวิจัยผู้ทรงคุณวุฒิ

ผมจดจ้องเลขที่ห้องซึ่งเป็นตัวอักษรนูนแบบเรียบง่าย

หลังประตูเหล็กขึ้นสนิมซึ่งติดลูกกรงเล็กๆ ราวกับประตูห้องขังบานนี้ จะมีใครอยู่กันนะ

เจียเออร์ไม่ได้บอกรายละเอียดอื่นใดอีก

ผมสูดหายใจเข้าลึกๆ ในใจเปี่ยมไปด้วยความหวัง

ความเครียดและความตื่นเต้นจู่โจมเข้ามาจนปลายนิ้วสั่น

หลังจากกดออด และรออยู่พักใหญ่ ประตูนั่นก็ค่อยๆ แง้มออก

ปรากฏร่างของใครคนหนึ่ง

"มาร์ค..." เสียงของผมเล็ดรอดออกมาเพียงแผ่วเบา

คิดถึง... คิดถึงเหลือเกิน

เขายังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

ดวงตาคู่นั้นกำลังมองมาอย่างตกตะลึง

ก่อนที่เขาจะได้พูดอะไรออกมา ผมก็โผเข้าไปกอด น้ำตาที่เก็บกลั้นไว้มาตลอดเจ็ดปีพรั่งพรูออกมาเป็นสาย

"มาร์ค... มาร์คจริงๆ ด้วย"

ใช่เขาแน่ๆ

ไม่อยากจะเชื่อเลย

คนที่ผมตามหามาตลอดเจ็ดปีกำลังอยู่ตรงหน้าผม

เขาไม่ใช่ความฝันหรือภาพมายา แต่เป็นตัวตนที่จับต้องได้จริง

ผมจำทุกสิ่งทุกอย่างของเขาได้

หรือหากแม้เขามีใบหน้าหรือร่างกายที่เปลี่ยนไป ผมก็จะจำไออุ่นและความรู้สึกที่ส่งผ่านมาถึงตัวผมได้อยู่ดี

ความผูกพันอันน่าอัศจรรย์ของพวกเรา

เขาปล่อยให้ผมกอดอยู่อย่างนั้น พลางถอยเข้าไปข้างใน แล้วปิดประตูลงกลอน

"จินยอง...?"

ผมพยักหน้า

อา... เสียงที่คิดถึง

เสียงของมาร์คจริงๆ ด้วย

"ใช่ จินยองเอง จินยองของมาร์ค" ผมตอบพลางสะอึกสะอื้น

"จินยอง..." เสียงของเขาเริ่มสั่นเครือ

อ้อมแขนของเขากำลังโอบรอบลำตัวของผมแน่น

พวกเรากำลังโหยหากันและกันเหลือเกิน




ดวงอาทิตย์คล้อยต่ำลงทุกที

ตลอดเวลาตั้งแต่ตอนสาย

จากหน้าประตู เข้ามาด้านใน สู่ห้องนั่งเล่น ไปจนถึงเตียงนอน

ไม่มีวินาทีไหนที่ร่างกายของพวกเราแยกจากกัน

ผิวสัมผัสที่เคยคุ้น กลิ่นกายที่กระตุ้นความปรารถนา

เขาคือคนแรก และเป็นเพียงหนึ่งเดียวที่ประทับอยู่ในหัวใจและความทรงจำของผมเรื่อยมา

"มาร์ค..." ผมยังคงเรียกชื่อเขาซ้ำไปซ้ำมาไม่รู้เบื่อตลอดการรื้อฟื้นบทรักอันเริ่นร้างที่ต่อเนื่องยาวนานราวกับชดเชยช่วงเวลาที่ต้องห่างกันอย่างไม่รู้จักพอ

เสียงสะเทือนเลื่อนลั่นของเตียงที่ดังเป็นจังหวะ ขณะนี้เนิบนาบลงกว่าในตอนแรกมาก ทว่าร่างกายของพวกเรากลับไม่ลดความปรารถนาต่อกันเลย

เพียงแต่ความเหนื่อยล้าที่เริ่มถาโถม ช่วยเรียกสติให้กลับคืน

"จินยอง... เรายังไม่ได้คุยกันเลยนะ"

เขาพูดแบบนี้มาตั้งแต่สองรอบที่แล้ว ผมได้แต่พยักหน้า ก่อนดึงเขาเข้ามาจูบอย่างดื่มด่ำ

ทว่าครั้งนี้ ดูเหมือนเขาจะไม่ยอมให้ผมทำอย่างนั้นอีกแล้ว

นิ้วมือเรียวคั่นริมฝีปากของผมไว้ ก่อนที่อะไรๆ จะเลยเถิดไปอีกครั้ง

ใช่... ตั้งแต่เข้ามา ร่างกายของพวกเราก็ทักทายกัน ทั้งที่ยังไม่ทันได้พูดคุยเป็นเรื่องเป็นราว

เขาทิ้งตัวลงนอนตะแคงข้างๆ เท่าที่เตียงแคบๆ จะพอมีที่ว่างให้ได้เบียดกาย

ผมจึงได้กวาดตามองที่กบดานของเขาอย่างเต็มตาเป็นครั้งแรก

ใจหาย...

นี่หรือ ที่พักของแอนดรอยด์ซึ่งมีต้นฉบับเป็นถึงลูกชายเจ้าของธุรกิจผู้ทรงอิทธิพลระดับโลก

ไม่สิ นั่นมันเป็นอดีตไปแล้ว

ปัจจุบันไม่มีตระกูลต้วนเจ้าของกิจการอันรุ่งโรจน์อีกต่อไป

จากข้อมูลที่ผมหาได้หลังจากตื่นขึ้นมา ผู้ที่มีแอนดรอยด์ในครอบครองต่างต้องโทษสถานหนักโดยไม่เกี่ยงวัตถุประสงค์ในการใช้งาน

มหาเศรษฐีหลายรายถูกยึดทรัพย์สินและเปลี่ยนสถานะเป็นล้มละลาย

ตระกูลของเขาเองก็คงไม่มีข้อยกเว้น

แม้แต่ตระกูลของพัค จินยองเองก็ไม่มีข่าวคราวใดๆ ของทายาท

กระนั้น ตราบใดที่พัค จินยอง และมาร์ค ต้วนต้นฉบับสิ้นใจไปแล้ว ผมก็ไม่มีความจำเป็นใดๆ จะไปเกี่ยวข้องกับพวกเขาอีก

ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะทำให้พวกเขาต้องเดือดร้อนซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ห้องเช่าเล็กๆ ขนาดเท่าแมวดิ้นตายจึงเป็นที่อยู่ของแอนดรอยด์ที่ต้องหลบซ่อนตัวจากรัฐบาล

กระนั้น หากไม่นับเสื้อผ้าที่พวกเราช่วยกันถอดทิ้งระหว่างทาง มันก็เรียบง่าย สะอาดสะอ้านและเป็นสัดส่วนสมกับนิสัยเจ้าระเบียบของมาร์ค ต้วน

ผมซบหน้าลงบนแผ่นอกของเขา ไล้ฝ่ามือไปบนผิวกายเนียนละเอียดอย่างเพลิดเพลิน

"นายตื่นขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่"

"หลังสงครามจบสิ้นไปไม่นาน ตอนนั้นเจียเออร์พยายามย้ายพวกเราไปยังที่ปลอดภัย แต่เกิดความผิดพลาดบางอย่าง ทำให้ฉันตื่นขึ้นมา"

หลังสงครามจบเป็นช่วงกวาดล้างแอนดรอยด์ ทั้งเจียเออร์ ทั้งมาร์คคงลำบากกันมาก

"ขี้โกง ไหนว่าจะร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยกัน แล้วทำไมถึงไม่ปลุกฉัน" ผมตัดพ้อ

"ตอนนั้นพวกเราคิดกันแค่ว่าขอให้นายอยู่ในที่ที่ปลอดภัยก็พอ" เขาตอบเสียงนิ่งๆ

"แล้วทำไมนายถึงไม่อยู่ด้วยกัน ทำไมถึงทิ้งฉันไว้ลำพัง"

"มันเสี่ยงมากที่จะมีแอนดรอยด์สองตัวอยู่ด้วยกันเกินสิบสองชั่วโมงในเขตรัศมีห้าร้อยเมตร ทางรัฐบาลตั้งเครื่องตรวจจับผ่านดาวเทียมไว้ อีกอย่าง คนที่รับฝากนาย ช่วงปฏิรูปเมืองหลวงใหม่จู่ๆ ก็ย้ายที่อยู่กะทันหัน... ตอนนั้นบ้านเมืองวุ่นวายไปหมด"

"แล้วนายไม่คิดบ้างหรือไงว่า ทิ้งฉันไว้กับคนอื่นแบบนี้ ถ้าฉันตื่นขึ้นมาแล้วไม่เจอนาย ฉันจะเจ็บปวดขนาดไหน ตลอดเจ็ดปีที่ผ่านมา ไม่มีวินาทีไหนเลยที่ฉันไม่คิดถึงนาย ฉันอยู่กับความหวังลมๆ แล้งๆ ว่านายก็ยังมีชีวิตอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้เหมือนกัน แล้วถ้านายไม่อยู่... ถ้านายไม่อยู่..." ผมเริ่มสะอื้น "ฉันก็ต้องตามหานายอย่างโดดเดี่ยวแบบนี้ไปเรื่อยๆ งั้นหรือ"

เขาลูบหัวผมราวกับปลอบโยน

"นาย... ไม่ได้โดดเดี่ยวสักหน่อย อย่างน้อยก็ยังมีเจ้าหนูแบมแบมนั่นอยู่เป็นเพื่อน"

ผมถึงกับโงหัวขึ้นมา

"หมายความว่ายังไง นายรู้มาตลอดว่าฉันอยู่ที่ไหนงั้นเหรอ แล้วทำไม... ทำไมถึงไม่มาหา ทำไมถึงใจร้าย"

ผมเขย่าไหล่กว้างนั้นด้วยความโมโห

"ขอโทษ แต่ฉันแค่ไม่มั่นใจ"

"ไม่มั่นใจ?"

ฉับพลัน แววตาที่เขากำลังมองผมดูเศร้าสร้อยจนน่าใจหาย

"ฉันแค่ไม่มั่นใจในความรู้สึกของพวกเรา"

อะไรกันเนี่ย

ไม่อยากเชื่อหูตัวเอง

คำพูดนั่นไม่ควรจะออกมาจากคนที่รักกันจะเป็นจะตาย โหยหากันแทบเป็นแทบตายอย่างผมกับเขามิใช่หรือ

"ถ้างั้น... ตอนนี้ล่ะ นายมั่นใจรึยัง" ผมถามเสียงแผ่วราวกับไร้เรี่ยวแรง

"ขอโทษ..." เขาตอบกลับมาเพียงสั้นๆ




พัค จินยองกลับมาแล้ว

เขาหายไปทั้งวัน กว่าจะกลับก็เลยเวลาอาหารเย็น

ผิดวิสัยชะมัด

"จินยอง ไปไหนมา ผมหิวจะแย่แล้วนะ"

ถึงจะพูดอย่างนั้น ผมก็เพิ่งกินขนมปังกับนมที่อยู่ในตู้เย็นรองท้องไปหมาดๆ

ทว่าเขากลับทรุดตัวนั่งกองกับพื้นอยู่บริเวณประตูด้วยท่าทางอ่อนระโหย

ผิดวิสัยจริงๆ ด้วย

ไม่เคยเห็นพัค จินยองเป็นแบบนี้มาก่อน

เขา... กำลังร้องไห้

ตอนที่เขาหัวเราะร่าเมื่อวันก่อนไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจฉันใด ภาพที่เขากำลังน้ำตาไหลเป็นทางในตอนนี้ก็น่าจะเป็นเรื่องที่สามารถเกิดขึ้นได้เป็นปกติฉันนั้น

จริงสิ เพราะเขาถูกป้อนข้อมูลและมีการประมวลผลทางภาวะอารมณ์เหมือนกับต้นฉบับไม่มีผิดเพี้ยน

ถ้าไม่นับว่าเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นจากน้ำมือและภูมิปัญญาของมนุษย์ล่ะก็ เขาก็คือคนคนหนึ่งที่มีชีวิตจิตใจดีๆ นี่เอง

และผมก็รู้สึกเช่นนั้นมาตลอด ไม่เคยเห็นความแปลกแยก

ทว่าในทางกลับกัน ผมก็ต้องคอยเตือนตัวเองอยู่เสมอว่าเขาเป็นแอนดรอยด์ เพื่อมิให้ความผูกพันและความรู้สึกที่ท่วมท้นของผมถลำลึกมากยิ่งขึ้น

ผมเดินไปนั่งยองๆ ตรงหน้าเขา

"เกิดอะไรขึ้นงั้นเหรอ"

หมอนั่นเริ่มสะอึกสะอื้น

"เขา... บอกว่า... ฮึก... ความรักของผม... เป็นสิ่งที่ถูกจำลองขึ้นมา"

เขา?

คนที่สามารถเล่นงานความรู้สึกของจินยองขนาดนี้ได้...

หมายความว่าพัค จินยองเจอกับมาร์ค ต้วนแล้วงั้นรึ

ทั้งที่เป็นเรื่องน่ายินดี แต่เจ้าตัวกลับเหมือนเพิ่งอกหักกับการรอคอยตลอดเจ็ดปีมาหมาดๆ

นี่มันเรื่องอะไรกัน

"มันน่าเจ็บใจตรงที่... ผมเถียงเขาไม่ออกเลยแม้แต่คำเดียว บ้าชะมัด"

ผมเข้าไปกอดร่างกายที่กองอยู่กับพื้นราวกับจะสูญสลาย

ทั้งเสียงร้องไห้ ทั้งแรงสะเทือนของร่างกาย

บ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าเขากำลังเจ็บปวดรวดร้าวขนาดไหน






หน้าประตูห้องเช่าที่พัค จินยองเคยมายืนท่ามกลางความหนาวเหน็บโดยลำพังอย่างไร้ประโยชน์อยู่หลายวัน

ขณะนี้เป็นผม ที่กำลังยืนอยู่แทนที่เขา หลังจากสะกดรอยตามหมอนั่นมาระยะหนึ่ง

จินยองไม่ได้ยอมแพ้ แต่เพราะขาดแรงกายแรงใจทำให้ออกจากบ้านมาไม่ไหว

เขาเหมือนคนป่วยใกล้ตายที่เอาแต่นอนหมดเรี่ยวหมดแรง ขังตัวเองอยู่ในห้อง ไม่มีแม้แต่เสียงสะอึกสะอื้นหรือโวยวาย มีเพียงน้ำตาที่ไหลออกมาไม่ขาดสายอย่างเงียบเชียบ

ทั้งที่ไม่เจอหน้ากันหลายสิบปี แต่ความผูกพันนั้นยังไม่เสื่อมคลายหรืออย่างไร

ช่างน่าเจ็บใจและอิจฉานายมาร์คนั่นในเวลาเดียวกัน

ทำไมคนที่ทำร้ายจิตใจถึงได้เป็นคนเดียวกับคนที่รักจนหมดใจนะ

ไม่ยุติธรรมเลย

ทั้งที่ผมรักจินยองและพร้อมจะทำทุกอย่างไม่ให้เขาเจ็บปวดแท้ๆ

ถ้าเพียงจินยองหันมามองผมแบบมาร์คนั่นบ้าง ผมจะไม่มีทางปล่อยมือจากเขาเด็ดขาด

ไม่ยอมให้จินยองเป็นของใครทั้งนั้น

จินยองไม่ต้องรักผมหมดใจก็ได้ ผมไม่ต้องเป็นที่หนึ่งหรือเพียงหนึ่งเดียวก็ได้ ขอเพียงจินยองมีใจให้ผมบ้าง...

เพราะผมรู้ดี ไม่ว่าจะรักจินยองเท่าไหร่ หัวใจของเขาก็มีแต่มาร์ค

ผมสูดหายใจลึกๆ ก่อนเอื้อมมือไปเคาะประตู

ที่ไม่กดออดเพราะเห็นว่าจินยองเคยทำแบบนั้นและไม่ได้ผล

ผมเคาะอย่างสุภาพ ทว่าหลังจากประตูนั้นเงียบฉี่ ก็เริ่มทวีความถี่ของการเคาะมากขึ้นเรื่อยๆ

ทั้งข้อนิ้วและสันมือของผมเริ่มแดงและเจ็บ

นี่คงไม่ใช่วิธีการที่ฉลาดนัก

คนที่ต้องการพบแสร้งไม่อยู่ ต่อให้เคาะจนกระดูกหักเขาก็ไม่มีทางเปิด

เพราะอย่างนี้สินะ จินยองจึงกดออดเพียงแค่ครั้งเดียว แล้วอดทนยืนรอหน้าประตูหลายชั่วโมงด้วยอาการสงบ

ผมจึงหยิบกระดาษและปากกาออกมาเขียนข้อความ

"ถ้าคุณไม่ออกมาภายในหนึ่งนาที ผมจะแจ้งตำรวจว่าห้องนี้มีแอนดรอยด์"

แล้วสอดกระดาษผ่านช่องว่างใต้ประตูเข้าไปในห้องเช่านั้น กดออดแล้วตะโกนเข้าไปว่า

"มีของมาส่งครับ"

จากนั้นก็รอเหยื่อติดเบ็ด

ไม่กี่นาทีต่อมา ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวหลังบานประตูนั้น และได้ผล...

"อา... วุ่นวายชะมัด"

ประตูเปิดออกเผยโฉมหน้าของคนที่อยู่ในห้อง

ไม่อยากเชื่อเลย... วิธีง่ายๆ แบบนี้

เพราะอีกฝ่ายแน่ใจว่าไม่ใช่จินยองสินะ

บางที ที่คำขู่เด็กๆ ของผมได้ผล อาจเป็นเพราะเขาไม่อยากสร้างปัญหาให้ทางการเพ่งเล็งหรือสงสัยก็เป็นได้

และคนที่กำลังยืนอยู่อีกฝั่งของกรอบประตูตรงหน้าผมคือมาร์ค ต้วนไม่ผิดแน่

ถึงผมจะไม่เคยเห็นเขามาก่อน แต่ผมจำหน้าผู้ชายคนนี้ได้ดีจากรูปถ่ายของมาร์ค ต้วนตัวจริงซึ่งจินยองใช้ในการสืบเบาะแส

แน่นอนว่านั่นเป็นรูปถ่ายเกือบร้อยปีก่อน

มาร์ค ต้วนในตอนนี้ ไม่ได้แตกต่างจากคนในรูปตอนนั้นเลยแม้แต่กระเบียด

ยิ่งตอกย้ำความจริงที่ว่า แอนดรอยด์จะคงสภาพอันสมบูรณ์แบบตลอดอายุขัยของมัน

นั่นหมายความว่า ขณะที่ผมเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งแก่ชราลง พัค จินยองและมาร์ค ต้วนก็จะดำรงเซลล์ร่างกายที่อายุไม่ถึงสามสิบเช่นนี้ตลอดไป

อา... นั่นสินะ ถ้าผมหาทางให้จินยองกลับเข้าสู่ระบบแช่แข็งไม่ได้ต่อไปตลอดชีวิตของผม เมื่อถึงจุดหนึ่งก็อาจกลายเป็นว่าคนที่ดูเยาว์วัยกว่าจะกลายเป็นเขา และเมื่อผมแก่เฒ่า เขาก็อาจได้แต่มองผมโรยราและดับสูญไป เหมือนในวันที่ผมมองปู่ตอนเด็กๆ

เมื่อถึงเวลานั้น ผมจะทำใจได้แค่ไหนกันนะ

ขณะที่ผมมองเขาตั้งแต่หัวจดเท้า เขาเองก็มองหน้าผมอย่างพิจารณาเช่นเดียวกัน

"มีเรื่องอะไรกับฉันงั้นรึ... แบมแบม" เสียงทุ้มที่ทักทายมานั้นทำเอาผมเบิกตากว้าง

เขารู้จักหน้าผม เหมือนที่ผมรู้จักหน้าเขา

บางทีจินยองอาจเล่าเรื่องของผมให้หมอนี่ฟัง... รึเปล่า?

ทว่าเขากลับยิ้มอย่างมีเลศนัย

"นายหน้าเหมือนปู่ขนาดนี้ เดาได้ไม่ยากหรอก"

ผมกระพริบตาปริบๆ

"คุณ... รู้จักปู่ด้วยเหรอ"

"คนรอบตัวหวัง เจียเออร์มีอยู่แค่ไม่กี่คน และฉันก็กล้าพูดได้เต็มปากว่ารู้จักทุกคน"

จริงสิ คุณปู่เคยเล่าว่าสนิทสนมกับนักวิทยาศาสตร์ที่ชื่อหวัง เจียเออร์

สนิทถึงขั้นยอมรับฝากของอันตรายอย่างพัค จินยองไว้ใกล้ๆ ตัว

"บอกไว้ก่อนนะ ฉันไม่ได้เปิดประตูให้นายเพราะกลัวคำขู่กระจอกๆ นั่น แต่ฉันคิดว่า ถ้านายเป็นคนมีเหตุมีผลอย่างคุณปู่ของนาย ความรำคาญของฉันคงจะหายไปด้วยการเจรจา เข้ามาข้างในก่อนสิ"

จากคำพูดเมื่อครู่ เขาคงนับถือในตัวปู่ของผมอยู่พอสมควร

ผมกำหมัดแน่น รำลึกเจตนาที่ยอมโดดเรียนพิเศษดั้นด้นมาที่นี่ ก่อนทำตามเขาอย่างว่าง่าย

ห้องพักของมาร์ค ต้วน เป็นเพียงห้องขนาดเล็กที่ถูกซอยแบ่งให้เป็นสัดส่วน สำหรับผู้ชายที่รูปร่างสูง แขนขายาวอย่างเขา ห้องนี้ดูคับแคบเกินไปจนเรียกได้เต็มปากว่าอุดอู้เหลือเกิน

น่าเวทนาอย่างบอกไม่ถูก

เขามีชีวิตที่ดูเรียบง่าย... ถ้าจะพูดให้ถูก ต่ำกว่าเรียบง่ายด้วยซ้ำ

แม้ห้องถูกเก็บกวาดอย่างสะอาดสะอ้าน แต่ข้าวของเครื่องใช้ภายในห้องไม่ได้หรูหรา ซ้ำยังมีเท่าที่เจ้าตัวใช้สอยในชีวิตประจำวัน ไม่ขาด... ไม่เกิน...

ถ้าจะพูดให้ถูก... ราวกับพร้อมเคลื่อนย้ายหลบหนีได้ตลอดเวลา

ขณะที่จินยองซึ่งอยู่กับผม มีชีวิตที่สุขสบาย มีข้าวของเครื่องใช้อำนวยความสะดวก ขอเพียงจินยองไม่วุ่นวายตามหาคนรักแล้วล่ะก็ ชีวิตของเขาจะสมบูรณ์พูนสุขทุกอย่างด้วยเงินมรดกของปู่ที่มีมากพอจะส่งผมเรียนจบสูงๆ และเมื่อผมเรียนจบก็จะหางานดีๆ ไม่ต้องให้จินยองต้องลำบากตรากตรำอีกเลย

ผมไม่รู้หรอกว่าในอดีตฐานะทางเศรษฐกิจของตระกูลต้วนจะยิ่งใหญ่เกรียงไกรเพียงใด

แต่ในตอนนี้ หากมอบจินยองให้ บางทีเขาอาจจะดูแลจินยองของผมไม่ไหว

กระนั้น... น่าเจ็บใจนัก ที่ปัจจัยเหล่านั้นไม่สำคัญเท่าความผูกพันของคนทั้งคู่

ผมมาที่นี่ ไม่ใช่เพื่อประเมินความสามารถของอีกฝ่าย

ตราบใดที่มาร์คไม่สามารถลงเอยหรือทำให้จินยองตัดใจได้ ต่อให้ผมพยายามเพื่อจินยองมากแค่ไหน หมอนั่นก็ไม่อาจมีความสุขเคียงข้างผมได้อยู่ดี

สำหรับผมแล้ว ความสุขของจินยองมาเป็นที่หนึ่ง

"เอาล่ะ มีอะไรจะพูดก็ว่ามา"

ผมนิ่งคิดนิดหนึ่งว่าควรจะเริ่มจากตรงไหน

"จินยอง... เสียใจมาก หลังจากที่มาเจอคุณในวันนั้น สภาพของเขาตอนนี้เหมือนคนใกล้ตายเข้าไปทุกที"

"ฉันรู้ แต่ฉันเป็นพวกซื่อสัตย์กับตัวเอง คิดยังไงก็พูดอย่างนั้น"

ใจร้ายชะมัด ทั้งสีหน้านิ่งและคำพูดสวนกลับมาแบบมะนาวไม่มีน้ำนั้น เขาไม่ได้สะทกสะท้านกับสภาพของคนรักแม้เพียงนิดหรืออย่างไร

"คุณซื่อสัตย์กับตัวเอง? แต่จินยองซื่อสัตย์กับคุณมากเลยนะ แล้วคุณยังจะทำร้ายจิตใจเขาได้ลงงั้นรึ คุณรู้รึเปล่าว่าจินยองออกตามหาคุณแทบพลิกแผ่นดิน จินยองไม่เคยหยุดคิดถึงคุณเลยซักวัน แต่คุณยังมีหน้ามาบอกว่าความรักของจินยองเป็นสิ่งที่ถูกจำลองขึ้นมาอย่างงั้นเรอะ"

"แล้วฉันพูดผิดตรงไหนล่ะ จินยองเป็นแอนดรอยด์ที่จำลองมาจากพัค จินยอง การที่เขารักมาร์ค ต้วนก็เป็นสิ่งที่ถูกจำลองขึ้นมาเช่นกัน เพราะพัค จินยองรักมาร์ค ต้วน จินยองก็เลยรักฉันที่เป็นอีกร่างของมาร์ค ต้วน"

ผมกำหมัดสั่นระริก เถียงกลับไม่ออก

ให้ตายเถอะ เรื่องระหว่างพวกเขาผมแทบไม่รู้อะไรเลย แต่ที่ผมรับรู้ได้คือความรู้สึกของจินยองนั้นเป็นของจริง

"คุณ... พูดอย่างกับว่า จินยองจะเป็นยังไงก็ช่าง... คุณพูดอย่างกับว่า คุณไม่รักจินยองอีกแล้ว"

"ฉันแคร์จินยองเสมอ" เขาตอบสั้นๆ "แต่ฉันรักจินยองรึเปล่า นั่นก็เป็นสิ่งที่ฉันเองก็สงสัยไม่แพ้กับที่จินยองรักฉันรึเปล่า"

"ทำไม... คุณถึงได้ดูถูกความรักของตัวเองขนาดนั้น การที่คนสองคนจะรักและซื่อสัตย์ต่อกันได้ ถ้าเป็นมนุษย์เราเรียกว่าพรหมลิขิต ทั้งที่มีใจต่อกันขนาดนี้แท้ๆ แต่กลับมานั่งสงสัยอะไรบ้าๆ บอๆ เพื่อทำร้ายอีกฝ่ายเล่นๆ งั้นเรอะ"

"หึ... พรหมลิขิตงั้นรึ นายนี่มันเด็กน้อยจริงๆ"

เขายิ้มหยัน ทว่าทันใดนั้นก็กลับมาสีหน้านิ่ง ย่างสามขุมเข้ามาหาผม นั่นทำให้ผมเผลอถอยหลังด้วยความหวาดหวั่น

"ฉันไม่ได้เล่นๆ ตรงกันข้ามฉันจริงจังมากเลยต่างหาก เพราะอย่างนี้ ฉันจึงไม่สามารถกลับสู่ระบบแช่แข็ง ถ้ายังให้คำตอบกับตัวเองไม่ได้ว่าความรักของฉันและจินยองมาจากไหนกันแน่"

"คุณคิดอะไรซับซ้อนเกินไปแล้ว ความรักเป็นแค่ความรู้สึกนะ ถ้าคุณรักโดยไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะเป็นอะไร ขณะเดียวกันหัวใจของคุณไม่ได้หวั่นไหวต่อใครอื่น ผมเรียกมันว่ารักแท้”

ฉับพลัน เขายิ้มที่มุมปาก ยื่นหน้าเข้ามาใกล้ผม

"น่าอิจฉานายจริงๆ เด็กน้อย... นายคงรักจินยองมากเลยสินะ สำหรับนาย จินยองคงเป็นรักแท้ใช่มั้ย เพราะนายไม่ได้ถูกโปรแกรมให้รักจินยองมาก่อนเลยสักนิด"

ผมถึงกับสะอึก

"ผมจะถูกโปรแกรมได้ยังไง ผมเป็นมนุษย์ และที่ผมรักจินยองก็เพราะจินยองเป็นจินยอง คุณก็น่าจะเข้าใจความรักนั้นดีไม่ใช่เหรอ"

"รักจินยองที่เป็นจินยองงั้นรึ?" ใบหน้าหล่อเหลายิ้มหยัน "พูดได้ดีนี่ มันคงไม่ใช่ปัญหาของพวกมนุษย์หรือแม้แต่แอนดรอยด์ที่สามารถรักได้อย่างอิสระหรอก แต่สำหรับแอนดรอยด์ที่ถูกสร้างขึ้นในฐานะคนรักของใครซักคน นั่นคือปัญหาใหญ่"

เมื่อมาคิดดู มาร์ค ต้วนตื่นขึ้นในช่วงคาบเกี่ยวของสงคราม บางที... การซึมซับความรู้สึกของแอนดรอยด์ที่ต้องการปลดแอกตัวเองจากการถูกควบคุมอาจมีอิทธิพลต่อตัวเขาไม่น้อย

อยากเป็นอิสระ

อยากรักอย่างอิสระ

ทั้งที่มีความรัก แต่กลับไม่รู้เลยว่าความรักของตัวเองเป็นอิสระอยู่หรือไม่

ไม่ใช่สิ

ถ้าเป็นความรักล่ะก็...

"ไม่ว่าใครที่มีความรัก ย่อมถูกคุมขังด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าที่มาของความรักคือพรหมลิขิตหรือถูกโปรแกรมขึ้นมาก็ตาม" ผมโพล่งออกไปอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย "พระเจ้าสร้างมนุษย์และลิขิตให้พวกเขารักกัน ดังนั้นเวลารักใครสักคนจึงไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลใดๆ มีเพียงมนุษย์นั่นแหละที่พยายามหาเหตุผลมากมายมากเติมแต่งความรักของตัวเอง แล้วก็ไม่ใช่เพราะเหตุผลที่สร้างเองพวกนั้นหรอกเหรอที่ย้อนมาทำลายความรักของพวกเขาเสียเอง ในขณะที่พวกคุณถูกมนุษย์โปรแกรมให้รักกัน มันก็น่าจะแฮปปี้แล้ว ไม่ต้องเจ็บปวดกับเหตุผลบ้าบอเหมือนที่มนุษย์เจ็บปวด แต่คุณกลับหาเรื่องยัดเยียดความเจ็บปวดให้กันและกัน มันช่างตลกสิ้นดี"

"ถูกมนุษย์โปรแกรมให้รักกัน... มันแฮปปี้แล้วงั้นเหรอ"

เขาหัวเราะหึในลำคอเบาๆ ทั้งที่ดวงตาคู่นั้นไม่ขำด้วยเลย

ผม... คงไม่ได้พูดอะไรที่เป็นการดูหมิ่นแอนดรอยด์ลงไปใช่มั้ย สาบานได้ ผมไม่ได้มีเจตนาอย่างนั้นเลยแม้แต่น้อย

"ถ้าต้องยอมรับสิ่งที่เรียกว่าพรหมลิขิต นั่นหมายความว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ต่อให้ชีวิตนายย่ำแย่สุดๆ นายก็จะยอมรับชะตากรรมงั้นสินะ"

ผมถึงกับสะอึก

"นั่นไงล่ะ" เขาหัวเราะหึในลำคอ "สิ่งที่ยอมแพ้แก่โชคชะตา มีแต่สิ่งที่ตายแล้วเท่านั้น"

บัดซบ! โดนเบี่ยงประเด็นจนได้

"เพราะฉะนั้น จินยองถึงยังไม่ยอมแพ้ไงล่ะ" ผมรีบสวนกลับ "คนที่แพ้คือคุณต่างหาก เพียงเพราะเป็นแอนดรอยด์ แต่กลับดูถูกความรักของตัวเองว่าเป็นสิ่งที่เปลือกปลอม คุณมันอ่อนแอยิ่งกว่าก้อนหินที่แหลกสลายเสียอีก แม้แต่ก้อนหินที่ถูกผ่าครึ่ง มันยังโหยหาอีกครึ่งหนึ่งของมันเลย" ผมตะโกนใส่หน้าเขาด้วยความโมโห

เขาอึ้งไปเล็กน้อย ไม่รู้ว่าตาผมฝาดรึเปล่า แต่ชั่ววินาทีหนึ่งนัยน์ตาสวยคู่นั้นจะมีหยาดน้ำใสเอ่อคลอออกมา

"ก้อนหินบ้าบออะไรของนาย พอที ฉันเสียเวลากับเด็กแก่แดดอย่างนายมากเกินไปแล้ว" เขาจับไหล่ผมก่อนบีบแน่นจนผมรู้สึกเจ็บ "อันที่จริง ฉันไม่จำเป็นต้องเสวนากับนายด้วยซ้ำ"

แล้วมือใหญ่ของเขาลากตัวผมไปยังประตู ก่อนเปิดมันแล้วโยนผมออกมา

”นายรักจินยองก็ดีอยู่หรอก แต่จะบอกอะไรให้นะ ความรักของนายต่อจินยองอาจทำให้ใครบางคนที่เฝ้ารอนายเจ็บปวดก็ได้ แต่นั่น... มันก็ยังน่าอิจฉากว่าความรักที่ถูกโปรแกรมขึ้นมาแต่ต้นอยู่ดี”

“ใครงั้นรึที่เฝ้ารอผม?”

เขายักไหล่แทนคำตอบ ก่อนปิดประตูตามด้วยเสียงลงกลอนแน่นหนา

หนอย... พูดกันท่างั้นรึ ไอ้แอนดรอยด์หวงก้าง

คอยดูนะ ผมจะทำให้จินยองมีความสุขอีกครั้ง แม้ไม่มีเขา

 


 

หลายวันมานี่ รสชาติอาหารที่จินยองทำให้ผม บ่งบอกได้ว่าเขาไม่มีความสุข

บ้าฉิบ ในสถานการณ์ที่เขากำลังหดหู่อยู่แบบนี้ ผมจะบอกเขาไปตรงๆ ได้ยังไงล่ะ ว่าอาหารเขาห่วยแตกแค่ไหน

พระเจ้า... ได้โปรดเปลี่ยนใจให้จินยองมารักกับผมทีเถอะ ผมสัญญาว่าจะทำให้ทุกๆ วันของพวกเรามีแต่ความสุข ใบหน้างดงามของจินยองเหมาะกับรอยยิ้มและเสียงหัวเราะเท่านั้น

แต่แล้วผมก็สลดลง เมื่อคิดได้ว่าจินยองไม่มีทางมารักกับผมได้ เพราะหมอนั่นถูกโปรแกรมไว้ให้รักกับมาร์คแล้ว

'ถูกมนุษย์โปรแกรมให้รักกัน... มันแฮปปี้แล้วงั้นเหรอ'

จู่ๆ คำพูดของหมอนั่นก็ผุดขึ้นมาในหัว

นั่นสินะ ถ้าจินยองหันมารักผมเพราะถูกโปรแกรมไว้ บางที... ผมอาจไม่พอใจอย่างหมอนั่นก็ได้ รู้สึกเข้าใจขึ้นมานิดหน่อยแฮะ

หรือผมจะโชคดีแล้วจริงๆ ที่เขารักผมจากแก่นแท้ของหัวใจ จากความผูกพัน แม้ว่าจะในฐานะของคนในครอบครัว

บัดซบ! ถึงกระนั้นมันก็เจ็บ ก็ผมไม่ได้คิดกับเขาแบบนั้นนี่นา

"ถ้าก้อนหินที่อยู่ในป่าถูกเปลี่ยนรูปร่างไปด้วย พวกมันจะยังคงโหยหากันอยู่อีกไหม" ผมพึมพำขึ้นมา "หรือถ้ามีอย่างอื่นที่เหมือนอีกครึ่งหนึ่งที่ถูกพรากออกไปล่ะ จะทดแทนส่วนที่หายไปได้รึเปล่า"

"ไม่มีใครเหมือนใครได้หรอกครับ" เสียงจินยองตอบกลับมาจากในห้องครัว "ต่อให้หินจะแตกสลายเป็นเสี่ยงๆ หรือถูกแปลงรูปร่างเป็นอะไรก็ตาม มันก็จะยังคงคุณสมบัติความเป็นหินในตัวของมันเองอยู่ดี"

อา... เจ็บปวดชะมัด ทั้งที่จินยองยึดมั่นในความรักจนเอาหนังสือในยุคของเขาที่มาร์คเคยให้เป็นของขวัญมาเล่าเป็นนิทานก่อนนอนให้ผมฟังตอนเด็กๆ แต่คนให้หนังสือเล่มนั้นกลับจำอะไรไม่ได้เลย

"ก้อนหินบ้าบออะไรของนาย"

เขาไม่เอะใจสักนิดเลยงั้นหรือ

ไม่หรอก... อะไรบางอย่างทำให้ผมคิดว่ามันอาจไม่ใช่อย่างนั้น

"จริงสิ คุณหนูแบมแบม" จู่ๆ เขาก็เอ่ยขึ้น "เมื่อวานครูที่โรงเรียนสอนพิเศษโทรมาบอกว่าไม่ได้เข้าเรียนในคลาสรวม แอบไปเถลไถลที่ไหนรึเปล่าครับ"

ผมสะดุ้งโหยง

เวรแล้ว... ไม่คิดว่ากะอีกแค่หยุดวันเดียวจะทำเป็นเรื่องใหญ่ แถมไม่ใช่วิชาของครูแจ็คสันด้วย จะติดสินบนก็ไม่ได้

จินยองเช็ดมือหลังจากล้างจาน แล้วมายืนเท้าเอวตรงหน้า

ผมรีบกินอาหารเช้าอย่างเร่งร้อน ทว่าจู่ๆ ก็กลืนผิดจังหวะ ทำให้สำลัก

"แค่กๆๆ"

มือข้างหนึ่งคว้านมขึ้นมาจิบ พลางเหลือบมองใบหน้าของอีกฝ่าย

ให้ตายเถอะ ไม่น่าเผลอสบตาเลย สันหลังถึงกับเย็นวาบ

"ไม่ได้โดดซักหน่อย แค่สื่อสารกับครูพลาด นึกว่าไม่มีเรียน" ผมโกหกกลบเกลื่อน

"เหรอครับ แล้วตอนที่เพื่อนเรียนกัน คุณแบมแบมหายไปไหนคนเดียวครับ ทำไมไม่กลับบ้าน"

"ผมก็เถลไถลไปเรื่อยนั่นแหละ โอ๊ะ จะสายแล้ว งั้นผมออกไปรอรถก่อนนะ" พูดจบก็รีบลุกขึ้น ฉวยข้าวกล่องใส่กระเป๋าแล้วผลุนผลันออกไปทันทีก่อนที่จินยองจะซักไซ้อะไรอีก

โธ่เว้ย วันนี้เลยไม่ได้จุ๊บกับจินยองก่อนออกจากบ้านเลย

ถึงผมจะเขินและทำปากแข็งปฏิเสธ แต่ก็ใช่ว่าไม่อยากได้

แค่วันเดียว ช่างเถอะ ไว้จุ๊บอีกทีตอนกลับมา หรือตอนขอโทษเขาเรื่องโดดเรียนแล้วกัน

ผมกระโดดขึ้นรถที่กำลังจะออกทันแบบเส้นยาแดงผ่าแปด แต่แล้วก็นึกอะไรขึ้นได้

แย่จริง ดันลืมมือถือไว้ในห้อง

ปกติผมจะเอาเข้ากระเป๋าล่วงหน้าแล้ว แต่เมื่อคืนดันชาร์จไฟไม่เข้า จึงต้องชาร์จใหม่ตอนเช้า

ถ้ากลับไปเอาตอนนี้ คาบแรกอาจจะสายไปราวสิบนาที แต่ถ้าไม่กลับไปเอา จริงสิ ผมมีวิดีโอที่ต้องส่งเป็นการบ้านอยู่ในนั้น!

พอคิดได้ดังนั้นก็รีบลงรถที่ป้ายต่อไป ก่อนรีบวิ่งกระหืดกระหอบกลับบ้าน

แล้วขาผมก็ต้องชะงัก เมื่อเห็นใครบางคนยืนอยู่หน้าประตูบ้าน

ร่างกายเจ้ากรรมรีบหลบเข้ามุมโดยสัญชาตญาณก่อนที่จะถูกใครเห็น

ครูแจ็คสัน?

มาทำอะไรที่บ้านผมในเวลานี้?

จินยองเปิดประตูออกมา จากนั้นร่างกำยำของผู้มาเยือนก็หายเข้าไปข้างใน

คงไม่ได้มารายงานผลการเรียนกวดวิชาหรอกนะ

แต่ถ้าเป็นอย่างนั้น ก็น่าจะเรียกจินยองไปที่โรงเรียนมากกว่ามาหาที่บ้านสิ

หรือครูแจ็คสันจะผูกมิตรกับจินยองถึงขั้นไปมาหาสู่กันแบบนี้?

พอคิดดังนั้น ในใจผมก็ร้อนรนขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

สองคนนั้นสนิทกันถึงขั้นไหน แล้วทำไมครูแจ็คสันถึงได้มาที่บ้านตอนที่ผมไม่อยู่ ผมต้องรู้ให้ได้

ผมเดินย่อง แนบหูกับประตูให้แน่ใจว่าไม่มีใครอยู่บริเวณทางเข้า แต่แล้วก็ยั้งมือไว้

ไม่ได้ ถ้าขืนเปิดประตูเข้าไปทั้งคู่ต้องได้ยินเสียงแน่ๆ ผมจึงเปลี่ยนทิศทาง อ้อมไปยังด้านหลัง และปีนขึ้นไปยังระเบียงห้องนอนของตัวเองอย่างเงียบเชียบที่สุด

จินยองกับครูแจ็คสันน่าจะอยู่ในห้องรับแขก

ผมรีบหยิบมือถือซึ่งชาร์จเกือบเต็มแล้วเก็บเข้ากระเป๋า แอบแง้มประตูห้องนอน ค่อยๆ สอดตัวออกมา ยื่นคอออกไปดูที่ห้องรับแขก

เป้าหมายอยู่ตรงนั้นทั้งคู่ เพียงแต่คุยอะไรกันนั้นไม่ค่อยถนัดหูนัก ผมจึงค่อยๆ เดินย่องไปหลบหลังตู้ที่ใกล้ขึ้นอีกหน่อย

"ใจเย็นๆ ก่อนสิจินยอง"

"มันต้องมีอะไรผิดพลาดแน่ๆ เล่าทุกอย่างที่นายรู้มาให้หมดเดี๋ยวนี้"

จินยองดูหัวเสียมาก และดูไม่ใช่จินยองที่ผมรู้จัก

แถมทั้งสองคนยังคุยกันเรื่องที่ผมยังจับต้นชนปลายไม่ถูก

"ฉันเองก็ไม่รู้เลยว่าหมอนั่นจะปฏิเสธนายแบบนั้น แต่ถ้าถามเรื่องความผิดพลาด ในแง่เทคนิคแล้ว ตอนที่หมอนั่นตื่นขึ้นกะทันหัน ดูเหมือนจะมีการสำลักของเหลวในแคปซูลซึ่งเป็นสารอาหารหล่อเลี้ยงสมองของพวกนาย" ครูแจ็คสันกลอกตาไปมาระหว่างเล่า ราวกับกำลังค่อยๆ รำลึกความทรงจำ

ตื่นขึ้นอย่างกะทันหัน ของเหลวที่หล่อเลี้ยงสมอง...?

ถ้าหนึ่งในพวกนายคือจินยองซึ่งเป็นแอนดรอยด์ล่ะก็ อีกคนก็น่าจะหมายถึงมาร์ค?

ครูแจ็คสันรู้จักมาร์คด้วยงั้นหรือ แล้วยังรู้เรื่องของจินยองอีก

พวกเขารู้จักกันมาก่อนโดยที่ผมไม่รู้งั้นรึ

ผมกำหมัดแน่น แต่ยังพยายามใจเย็นเพื่อฟังข้อมูลต่อ

"ฉันสันนิษฐานว่าเพราะเหตุนั้นสมองจึงได้รับสารเคมีจากน้ำหล่อเลี้ยงมากเกินไป เลยถูกกระตุ้นให้ทำงานข้ามขีดจำกัดของสภาวะปกติ ทำให้เกิดสภาพหยั่งรู้บางอย่าง"

"สภาพหยั่งรู้?" จินยองทวนคำ

"เป็นสภาวะที่สมองเกิดข้อสงสัยเหนือคนทั่วไปจินตนาการ ถ้าเป็นมนุษย์ก็เทียบเท่ากับกับระดับการทำงานของสมองพวกอัจฉริยะ"

ไม่อยากเชื่อ มีอะไรแบบนี้ด้วยเหรอเนี่ย

"จากปัจจัยต่างๆ ฉันเดาได้เพียงเท่านี้" ครูแจ็คสันทิ้งตัวลง

"เพราะแบบนี้ หมอนั่นเลยตั้งคำถามเกี่ยวกับความรู้สึกของพวกเราขึ้นมาสินะ" จินยองรำพึงออกมาราวกับหมดแรง "เพราะแบบนี้ หมอนั่นเลยคิดว่าความรู้สึกของพวกเราเป็นแค่สำเนา"

ห้องเงียบไปครู่หนึ่ง แต่แล้วผมก็ต้องสะดุ้งโหยงเมื่อได้ยินเสียงตะโกนลั่น

"ฉันไม่ยอมแพ้หรอก! คราวก่อนฉันช็อคมาก เลยปล่อยให้หมอนั่นขับไสไล่ส่งฉันอยู่ฝ่ายเดียว แต่คราวนี้ฉันจะพิสูจน์ความรักของฉันให้หมอนั่นเห็นเอง ดังนั้น ฉันจะต้องเจอเขาอีกครั้งให้ได้ แจ็คสัน นายต้องช่วยฉัน"

ความแน่วแน่ระคนเจ็บปวดล้นออกมาจากดวงตาคู่สวยดุจลูกแก้วของเขา

อา... ผมรู้สึกเจ็บแทนจินยองอย่างบอกไม่ถูกแฮะ

"ปัดโธ่เอ๊ย แล้วฉันจะไปทำให้มาร์คกลับมาหานายได้ยังไงเนี่ย" ครูแจ็คสันโวยวาย

"ตอนนี้มาร์คไม่ยอมออกมาพบฉัน... เขาจะสงสัยในความรักของเรายังไง ฉันก็พอรับได้ แต่การไม่ยอมเปิดใจให้พวกเราสร้างความทรงจำใหม่ๆ เพียงเพราะสงสัยว่าความทรงจำเก่าอาจจะเป็นของปลอม แบบนี้มันไม่ใจร้ายไปหน่อยเหรอ"

คนฟังพยักหน้าเบาๆ

"อดีตเป็นยังไงก็ช่าง แต่ฉันเชื่อในปัจจุบัน ฉันอยากบอกมาร์คแบบนี้ เพราะฉะนั้น... ช่วยทำให้ฉันได้เจอกับมาร์คอีกสักครั้ง ต่อให้ฉันจะตอบเขาไม่ได้ว่ารักของฉันเป็นของแท้หรือสำเนา แต่อย่างน้อยฉันก็อยากพิสูจน์ว่าความรักของฉันคือปัจจุบัน"

ครูแจ็คสันถอนหายใจออกมาเบาๆ อย่างลำบากใจแล้วพยักหน้า

"ก็ได้ ขอเวลาฉันสักหน่อยแล้วกัน"

ผมเตรียมปีนกลับออกไปเมื่อเห็นว่าครูแจ็คสันกำลังจะออกจากบ้าน

ไม่รงไม่เรียนมันแล้ว ถ้าเงื่อนงำมันเยอะขนาดนี้ วันนี้ผมจะสะกดรอยตามครูสอนพิเศษนี่แหละ

จากทิศทางที่ครูแจ็คสันไป ผมเดาว่าน่าจะเป็นห้องเช่าของมาร์ค

ครูคงจะไปขอให้หมอนั่นพบกับจินยองอีกครั้งสินะ

 


 

ดูเหมือนผมจะเดาพลาด

ระหว่างทาง ครูแจ็คสันแวะเข้าร้านนู้นออกร้านนี้ ซื้อของติดไม้ติดมือจากร้านสะดวกซื้อนิดหน่อย

แล้วจู่ๆ ก็เปลี่ยนทิศทาง ซึ่งไม่ใช่บ้านของมาร์ค ต้วน แต่มุ่งหน้าไปทางที่จะไปโรงเรียนสอนพิเศษแทน

คงไม่ใช่ธุระของจินยองแล้วสินะ ถ้าอย่างนั้น ผมควรรามือไปก่อนดีไหม ขืนตามเขาไปถึงโรงเรียนมีหวังถูกจับได้ว่าโดดเรียนที่โรงเรียนแน่ๆ แถวนั้นคนรู้จักผมก็เยอะเสียด้วย

ขณะที่กำลังจะเปลี่ยนใจนั้นเอง จู่ๆ ครูแจ็คสันก็หยิบมือถือขึ้นมารับสาย

"บัดซบ! นายจะหนีไปตอนนี้ไม่ได้นะ จะให้ฉันรับมือกับจินยองคนเดียวได้ยังไง นายไม่สงสารหมอนั่นบ้างเรอะ"

ผมถึงกับหูผึ่ง

ทันใดนั้น ครูแจ็คสันก็เปลี่ยนเส้นทางอีกครั้ง

"เจอกันที่แล็บของฉัน นายจะปัดความรับผิดชอบอย่างนี้ไม่ได้ อย่างน้อยมาคุยกันก่อนให้ฉันเข้าใจ ฉันจะได้หาวิธีบอกจินยอง"

อะไรกัน หมอนั่นจะหนีงั้นเรอะ

แปลก ถ้าคิดจะหนีจริงๆ ก็น่าจะหนีทันทีตอนที่โดนจินยองตื๊อสิ แต่นี่เขากลับปล่อยเวลาให้ล่วงเลย

หรือว่า?! เป็นเพราะผม? เพราะผมเข้าไปยุ่มย่ามเมื่อวานนี้

ไม่ได้การ ผมต้องทำอะไรสักอย่าง ต่อให้ต้องคุกเข่าอ้อนวอนก็ยอม อย่างน้อยผมจะรั้งเขาไว้ให้เจอจินยองก่อน

ต้องบอกจินยอง!

แต่เดี๋ยวก่อน ขืนบอก จินยองก็รู้สิว่าผมโดดเรียน แล้วก็จะกลายเป็นผมทำคุณบูชาโทษ ถ้าอย่างนั้น... ผมควรจะตามครูแจ็คสันไปก่อน ถ้าเห็นท่าไม่ดีค่อยส่งข้อความหาจินยองแล้วกัน

ครูแจ็คสันเริ่มเดินอย่างเร่งร้อน กระทั่งถึงจุดหมายปลายทาง

รั้วสูงใหญ่ กำแพงหนาที่โอบล้อมคฤหาสน์ขนาดมหึมา... ที่คุ้นตา

บ้านของปู่!

ที่นั่น ใครบางคนปรากฏตัวออกมาทันทีที่ครูแจ็คสันไปถึง ราวกับว่าเขามารออยู่แล้ว

เนื่องจากบ้านถูกออกแบบมาเพื่อรักษาความปลอดภัยทั้งแบบอานาล็อกและดิจิตัล ครูแจ็คสันจึงไขกุญแจและกดรหัสประตูบานเล็ก ก่อนทั้งคู่จะเดินเข้าไปอย่างระแวดระวัง

ทำไมครูแจ็คสันถึงมีกุญแจบ้านของปู่?

หลังจากปู่ตายไป บ้านหลังนี้ก็ตกเป็นของผมอย่างสมบูรณ์ แต่เนื่องจากตอนนั้นผมยังเด็กมาก ดูแลคฤหาสน์ใหญ่โตโดยลำพังกับจินยองเพียงสองคนไม่ไหว อีกทั้งที่นี่ยังเป็นที่เก็บแคปซูลแช่แข็งของร่างของจินยอง หากพวกเราอยู่ต่อ ก็เสี่ยงมากที่จะถูกรัฐบาลจับได้ พวกเราจึงตัดสินใจย้ายไปอยู่ที่เล็กๆ ในเขตชุมชนซึ่งไม่ไกลจากบ้านหลังเดิม ด้วยผมยังคงมีความหวังที่จะซ่อมแซมระบบจำศีลของจินยองให้ได้ในอนาคต

ดังนั้น บ้านหลังนี้จึงถูกทิ้งร้าง รอบข้างเป็นถนนคดเคี้ยวและป่ารกชัฏ แม้จะไกลจากชุมชนเพียงไม่กี่กิโลเมตร แต่ก็เงียบสงัด ไร้วี่แววของผู้คน

แม้แต่ผมเอง ถ้าไม่สะกดรอยตามครูแจ็คสันมา ก็เกือบลืมไปแล้วว่าเป็นเจ้าของที่นี่

อย่างไรก็ตาม ทำไมคนที่เป็นเจ้าของบ้านโดยสมบูรณ์อย่างผมถึงไม่มีกุญแจล่ะ? ขณะที่ครูแจ็คสันซึ่งมีความสัมพันธ์กับจินยองและมาร์คอย่างไรมิทราบกลับเดินเข้าไปในบ้านของผมอย่างคล่องแคล่วราวกับรู้จักทุกซอกทุกมุมเป็นอย่างดี

บ้าฉิบ ประตูรั้วปิดลงต่อหน้าต่อตาผม

ทำไงดี

ไม่มีทั้งกุญแจ ไม่รู้แม้แต่รหัส

ถึงรู้ทั้งรู้อย่างนั้น แต่ร่างกายผมก็ยังดื้อด้านผลักบานประตู

ทว่า...

ขยับ?

เฮ้ย! ไม่จริงน่า ประตูไม่ได้ล็อคอัตโนมัติ สองคนนั้นย่ามใจถึงขนาดไม่ได้ลงกลอนไว้งั้นรึ

ผมค่อยๆ แทรกตัวลอดช่องว่างของประตูเข้าไป

อา... ความรู้สึกคุ้นเคยของบ้านเก่า แม้ที่นี่จะเปลี่ยนจนไม่คุ้นตา แต่ก็ยังมีกลิ่นอายที่ทำให้โหยหาอดีตอยู่ไม่น้อย

ภายในรั้วดูรกราวกับป่า อาคารถูกปกคลุมด้วยไม้เลื้อยและเถาวัลย์จนอดระแวงไม่ได้ว่าอาจมีสัตว์ร้ายเข้ามาอาศัย

ผมเห็นหลังไวๆ ของคนทั้งสองเดินเข้าไปในตัวบ้าน จึงรีบรุดเดินตามไปโดยทิ้งระยะห่าง

ในบ้านยังคงสภาพเดิม แทบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลยแม้แต่น้อย ทั้งยังดูสะอาดเอี่ยมผิดกับด้านนอก

ราวกับมีคนมาอาศัยและทำความสะอาดอยู่เป็นนิจ

เมื่อพิจารณาจากการที่ครูแจ็คสันมีกุญแจอยู่ในมือ รวมถึงการที่เขาดูเหมือนจะรู้จักมักจี่กับจินยองและมาร์คมาก่อน ผมก็เดาได้ไม่ยากว่าบางทีอาจเป็นเขา

ทั้งคู่หายเข้าไปในห้องทำงานของปู่

ไม่ได้! ผมจะตามเข้าไปด้วยทางประตูโดยตรงไม่ได้

อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกทางหนึ่งซึ่งเป็นความลับของปู่กับผม เพราะผมใช้ทางนี้หลบมาปลีกวิเวกอยู่ในห้องทำงานของปู่หลังจากปู่ตาย รวมถึงเคยใช้ซ่อนตัวจินยองหลังจากหมอนั่นเพิ่งตื่นขึ้นมาใหม่ๆ จนกว่าพลังงานความถี่ของคลื่นที่ออกมาจากตัวหมอนั่นจะคืนสู่ภาวะปกติและกลมกลืนกับสภาพแวดล้อม ไม่ไปกระตุ้นเครื่องจับสัญญาณแอนดรอยด์คอยรายงานทางการผ่านดาวเทียม

ตอนนั้น มีเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลมาค้นบ้านของเราบ่อยๆ ราวกับสุนัขจมูกไว แต่ปู่ก็ใช้เล่ห์เหลี่ยมจัดการสถานการณ์ได้อย่างราบรื่น

ทางนั้นคือประตูที่กลืนกับกำแพงห้องน้ำด้านนอก มีทางออกทะลุไปยังหลังตู้เก็บหนังสือซึ่งดูเหมือนอยู่อีกฟากหนึ่งของกำแพง แต่แท้จริงแล้ว ตู้หนังสือถูกออกแบบมาเป็นผนังที่เคลื่อนที่ได้

เมื่อมาถึงจุดที่ผมเคยนั่งร้องไห้ให้กับการจากไปของปู่เพียงลำพัง ผมก็นั่งเงี่ยหูฟังบทสนทนาของคนทั้งคู่อย่างถนัดถนี่

"มาร์ค นี่มันก็ตั้งเจ็ดปีแล้วนะ นายรู้ใช่ไหมว่าการกลับมาของนายคราวนี้ มีความเสี่ยงที่จินยองจะถูกจับมากๆ ฉันประวิงเวลาต่อไปไม่ไหวแล้ว ถ้านายไม่ยอมเข้าระบบแช่แข็งเสียที เผลอๆ พวกเราทั้งหมดนี่แหละจะถูกทำลาย"

คนฟังหรี่ตามองอย่างมีเลศนัย

"ถ้าอย่างนั้นก็เลิกปิดบังฉันเสียทีสิ เจียเออร์... ที่จินยองถูกหมายหัว ไม่ใช่แค่เพราะเขาเป็นแอนดรอยด์ใช่ไหม"

หืม?

"นายพูดอะไรของนาย" ครูแจ็คสันเฉไฉ

"จินยองไม่ได้เพิ่งตื่นเจ็ดปีที่แล้ว แต่นายกำลังซ่อนอะไรบางอย่างไว้ในตัวจินยอง และฉันต้องรู้ให้ได้"

เอ๋? จินยองเคยตื่นมาก่อนหน้านั้นเหรอ? งั้นก็อาจจะเป็นช่วงสงครามสินะ

"เพราะอย่างนี้นายถึงได้จงใจทำให้จินยองเสียใจเพื่อกดดันฉันงั้นเรอะ แต่ขอโทษนะ ไม่ว่ายังไงฉันก็จะไม่ยอมเล่นตามเกมของนายเด็ดขาด จินยองบอกกับฉันว่าเขาไม่สนเรื่องอดีต เขาอยากพิสูจน์ว่ารักของเขาเป็นปัจจุบัน ฉันเองก็คิดว่านายควรจะให้โอกาสจินยองได้ทำอย่างนั้น"

"ชู่..." มาร์คทำเสียงปราม "ฉันเปลี่ยนใจแล้ว ความทรงจำของแอนดรอยด์มาร์คน่ะ ช่างมันเถอะ ตอนนี้ฉันอยากได้ความทรงจำของมาร์ค ต้วนคืนมามากกว่า"

ครูแจ็คสันถึงกับหน้าซีด "พูดอะไรของนาย"

มาร์คยิ้มหยันที่มุมปาก

"นายหลอกฉันไม่ได้ตลอดหรอก นายหลอกว่าฉันเป็นตัวก็อปปี้ แล้วพยายามจับคู่ฉันกับแอนดรอยด์นั่นทั้งที่รู้อยู่แก่ใจ"

อีกฝ่ายถึงกับเข่าอ่อน เซไปพิงขากับขอบโต๊ะ

อะไรกัน? หมายความว่ามาร์คคนนี้คือมาร์ค ต้วนต้นฉบับงั้นหรือ แล้วทำไมเขาถึงมีชีวิตอยู่มาจนถึงยุคนี้ได้ แล้วที่ครูแจ็คสันบอกว่าสำลักสารอาหารในระบบแช่แข็งนั่นล่ะ?

ถึงจะสงสัยในสิ่งที่หาคำตอบไม่ได้ในตอนนี้ แต่นี่สินะ ปัญหาใหญ่ของมาร์ค เพราะผิดฝาผิดตัวนี่เอง แล้วทำไมจู่ๆ เขาถึงยอมกลับเข้าเครื่องแช่แข็งกับจินยองล่ะ

"ฉันไม่ได้หลอกนายนะ แต่ตัวนายคือแอนดรอยด์ แถมยังตื่นขึ้นมาโดยไม่มีความทรงจำอีก"

"นายก็เลยโกหกว่าฉันเป็นแอนดรอยด์เพื่อจะได้จบปัญหาสินะ แต่ขอโทษ ตัวตนของมาร์ค ต้วนเป็นข้อมูลเพียงหนึ่งเดียวที่จิตนี้หลงเหลือไว้ให้ฉัน"

บ้าฉิบ แบบนี้จินยองก็น่าสงสารชะมัด ได้แต่คิดถึงเรื่องราวของอีกฝ่ายอยู่ข้างเดียวมาตลอด แถมพอเจอคนรักก็ดันไม่ใช่ตัวจริงอีก

"แล้วจะให้ฉันทำยังไง ในเมื่อจินยองของนายไม่อยู่แล้ว เหลือแต่แอนดรอยด์ อย่างน้อยร่างกายของพวกนายก็เป็นแอนดรอยด์ทั้งคู่ ให้ตายเถอะ ทำไมฉันจะต้องมานั่งแก้ตัวด้วย ในเมื่อนายนั่นแหละ รู้ตัวว่าไม่ใช่แอนดรอยด์แล้วทำไมไม่บอกฉัน อมพะนำไว้แล้วหนีหายไปทำให้คนเขาเข้าใจผิดทำไม"

"เพราะสิ่งที่นายพูดมันไม่ตรงกับสิ่งที่ฉันเป็นไงล่ะ ฉันถึงได้ไม่เชื่อใจ" ตามด้วยเสียงทุบโต๊ะดังปึงจนผมต้องสะดุ้ง

ห้องเงียบไปครู่ใหญ่

"ช่างเถอะ" ในที่สุดมาร์คก็เอ่ยออกมาด้วยเสียงที่เย็นลง "ถ้านายเอาความทรงจำของมาร์ค ต้วนคืนมาให้ฉัน ฉันก็จะยอมกลับเข้าไปนอนในแคปซูลนั่น"

"แต่ถ้าเป็นแบบนั้น เท่ากับนายต้องเข้าตู้แช่แข็งกับแอนดรอยด์จินยอง นายยอมได้จริงๆ เหรอ"

"เรื่องนั้นเป็นสิ่งที่นายต้องการไม่ใช่เรอะ" เสียงทุ้มแดกดัน

"ฉันไม่ได้ต้องการ ฉันเป็นแค่นักวิทยาศาสตร์ที่พวกนายจ้าง คนที่ต้องการแบบนั้นคือตัวนายเองต่างหาก"

"ฉัน? ฉันต้องการอะไร" ท่าทีนั้นไม่ได้สงสัยเหมือนคำถาม ทว่ากลับเป็นการรุกเพื่อให้อีกฝ่ายคายอะไรบางอย่างออกมามากกว่า

ครูแจ็คสันมีสีหน้าเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด เขาหลับตาลง พลางถอนหายใจ

"ฉันกู้คืนความทรงจำของนายไม่ได้จริงๆ ถ้าทำแบบนั้น นายจะตกอยู่ในฝันร้ายแม้ยามหลับอยู่ในแคปซูล"

"แล้วทุกวันนี้ฉันไม่อยู่ในฝันร้ายหรือไง ทั้งที่นี่คือตัวฉัน แต่ฉันกลับไม่มีความทรงจำของทั้งตัวเอง มีแต่คำหลอกลวงว่าฉันคือแอนดรอยด์ของตัวเองกับความรู้สึกโหยหาที่มีต่อจินยอง"

"แต่มันก็ยังดีกว่า..." ครูแจ็คสันพึมพำออกมาเสียงอ่อย

"หืม? หวัง เจียเออร์" ร่างสูงกว่าย่างสามขุมเข้าไปหา "นายกำลังปิดบังอะไรอยู่ บอกฉันมาเดี๋ยวนี้"

ครูแจ็คสันส่ายศีรษะทันใด

"ยังจะปากแข็งอีก เลิกหาข้ออ้างหรือยืนกรานเรื่องที่นายแต่งขึ้นได้แล้ว ฉันต้องการความทรงจำของฉันคืน ถ้านายกู้ไม่ได้ อย่างน้อยก็เล่าความจริงให้ฉันฟังทั้งหมด... เล่าสิ่งที่ฉันลืมไปแล้วทั้งหมดให้ฟัง เดี๋ยวนี้!"

"ความจริงที่ฉันจะเล่าก็คือ... นายเป็นแอนดรอยด์จริงๆ นะมาร์ค ต่อให้ฉันต้องพูดอีกกี่พันครั้ง นายก็คือแอนดรอยด์"

"ถ้านายยังยืนยันแบบนั้น ฉันก็คงต้องไปจากที่นี่จริงๆ และคงไม่มีวันได้กลับเข้าไปในแคปซูลอีกแล้ว"

"แต่อย่างน้อย นายก็ควรจะได้คุยกับจินยองอีกซักครั้ง" ครูแจ็คสันเริ่มอ้อนวอน

"คุยไปก็ไม่มีประโยชน์ ถ้าตัวฉันเป็นสำเนา เพราะความทรงจำของจินยองในตอนนี้ก็ไม่ใช่แอนดรอยด์เหมือนกัน"

ได้ยินดังนั้น ครูแจ็คสันถึงกับตาเบิกโพลง

ผมรีบเอามือปิดปากตัวเองก่อนที่จะหลุดเสียงอุทานออกไป

"เป็นไปไม่ได้... ก็ในเมื่อ..."

"ในเมื่อนายลบความทรงจำของจินยองต้นฉบับไปแล้วสินะ" เสียงของผู้ที่เปิดประตูห้องเข้ามาใหม่ทำเอาทุกคนถึงกับนิ่งงัน

"จินยอง... ทำไมนายอยู่ที่นี่..." ดูเหมือนครูแจ็คสันกำลังสติแตก

"ในเมื่อมาร์คจำได้ ฉันเองก็จำได้แล้วเหมือนกัน เราต่างเป็นตัวจริงกันทั้งคู่ แค่นั้นนายก็น่าจะพอใจแล้วไม่ใช่เหรอ... มาร์ค"

ผมเพิ่งสังเกตเห็นน้ำตาที่ไหลอาบสองข้างแก้มของเขา

"ถึงฉันจะตื่นขึ้นในฐานะของแอนดรอยด์พร้อมกับความทรงจำที่ไม่ปะติดปะต่อ แต่ฉันก็นึกสงสัยมาตลอด ว่าทำไมตัวเองถึงได้มีความทรงจำของจินยองต้นฉบับหลงเหลืออยู่ในหัวมากเหลือเกิน ฉันพยายามตอบตัวเองว่านั่นอาจเป็นเพราะฉันถูกโปรแกรมมาให้เหมือนกับต้นฉบับในทุกๆ ด้าน ดังนั้นหากจะมีภาพในความทรงจำที่ส่งผลต่อบุคลิกและลักษณะนิสัยซ้ำกับต้นฉบับก็ไม่แปลก แต่คำพูดของแบมแบมเมื่อเช้าทำให้ฉันคิดอะไรบางอย่างได้ หนังสือเรื่องก้อนหินสีน้ำเงินที่มาร์คเคยซื้อให้เป็นของที่ฉันหวงแหนและเป็นข้อมูลส่วนตัวมากๆ ฉันไม่มีทางให้แอนดรอยด์จินยองที่มีแนวโน้มจะหลงรักมนุษย์คนเดียวกับฉันเข้าถึงมันเด็ดขาด แถมฉันยังผูกพันกับมันขนาดที่เอามาเล่าให้แบมแบมฟังเป็นนิทานก่อนนอน"

อา... แบบนี้นี่เอง ตอนนั้นมาร์ค ต้วนถึงได้มีน้ำตา... ตอนที่ผมพูดถึงก้อนหิน

"ต่อให้ต้องแตกสลายทุกครั้งที่คิดถึงอีกครึ่งหนึ่งของตน แต่มันก็ยังเป็นหินก้อนเดิมที่ไม่อาจหยุดความถวิลหาต่ออีกครึ่งหนึ่งอยู่ดี... วินาทีแรกที่ได้เจอมาร์ค ฉันไม่มีความกังขาใดๆ เลยว่าเขาเป็นใคร เราทั้งคู่ต่างดึงดูดกันและกัน เราต่างแน่ใจว่าเราคือคนรักของกันและกัน ตอนนี้ฉันถึงแน่ใจว่าบางทีมาร์คก็อาจจะเป็นต้นฉบับเช่นเดียวกับฉัน เพราะอย่างนี้ เขาจึงสับสนเมื่อเข้าใจว่าฉันเป็นแอนดรอยด์"

จินยองก้าวไปยืนตรงหน้ามาร์ค น้ำตายังคงไหลไม่ขาดสาย

"ดังนั้น... ได้โปรดเถอะมาร์ค อย่าได้ฟื้นความทรงจำของพวกเราไปมากกว่านี้เลย"

อะไรกัน งงไปหมดแล้ว ถ้าจำกันได้ก็น่าจะอยากให้ความทรงจำกลับคืนมาไม่ใช่เหรอ

มาร์คดึงร่างของจินยองเข้าไปกอดอย่างหวงแหน

"บอกฉันที... นายกำลังแบกรับอะไรอยู่"

"แบกรับ? ฉันไม่ได้แบกรับอะไรทั้งนั้น"

มาร์คเช็ดน้ำตาบนพวงแก้มใสของอีกฝ่าย ก่อนจรดหน้าผากของตนบนหน้าผากของคนรัก

"แต่นายดูเจ็บปวดมาก"

จินยองส่ายศีรษะ เงยหน้าขึ้นจ้องตา

"คงเพราะหินสองก้อนที่โหยหากันจนแตกสลายกลายสภาพเป็นฝุ่นผง แต่สุดท้ายสายลมก็พาพวกมันกลับมาหากันได้อยู่ดี"

มาร์คหัวเราะเบาๆ

"คนที่ร้องไห้กับตอนจบแบบนั้น ปกติคือฉันไม่ใช่เหรอ"

จินยองหัวเราะคิก

"มาร์ค กลับมาอยู่กับฉันนะ กลับคืนสู่เครื่องแช่แข็งนั่นด้วยกัน เรื่องอดีตไม่มีความหมายอะไรต่อฉัน แค่มีนายอยู่ข้างๆ ในปัจจุบัน ฉันก็เหมือนได้เติมเต็มแล้ว" พูดจบจินยองก็คลี่รอยยิ้มละมุนออกมา

ทันใดนั้น บรรยากาศของทั่วทั้งห้องก็เหมือนสว่างไสว

อะไรกัน... ความรู้สึกแบบนี้

จินยองในอ้อมกอดของมาร์ค กำลังยิ้มละไมอย่างมีความสุข แต่หัวใจผมกลับไม่ยินดีกับภาพตรงหน้า

ผมร้อนผ่าวไปทั้งตัวและหัวใจ สั่นสะท้านไปทั้งร่าง ตามัวไปหมดด้วยน้ำตาที่เอ่อคลอขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว

ได้สติอีกครั้ง เมื่อยินเสียงทุ้มนุ่มดังขึ้นเบาๆ

"เจียเออร์... หน้าที่ดูแลแบมแบมต่อจากนี้ คงต้องเป็นของนายอย่างเต็มตัวแล้ว"

ผมสะบัดศีรษะ ก่อนผลักกำแพงตู้หนังสือออกไป

"ไม่! จินยองจะไปไหน"

"คุณแบมแบม!"

ผมโผเข้ากอดจินยองแน่น

"เครื่องแช่แข็งอะไรนั่นยังซ่อมไม่เสร็จไม่ใช่เหรอ ผมสัญญาแล้วไงว่าจะเป็นคนซ่อมเครื่องนั้นเอง ผมจะพาจินยองกลับสู่นิทราเอง แล้วตอนนี้เครื่องก็ยังไม่เสร็จ จินยองจะไปไหนไม่ได้ จะยกผมให้คนอื่นดูแลง่ายๆ แบบนี้ไม่ได้" จากนั้นผมก็ปล่อยโฮออกมาลั่น

วินาทีนี้ไม่อายอีกต่อไปแล้ว จะกี่หยดน้ำตาผมก็หลั่งออกมาได้ ขอเพียงแค่จินยองยังอยู่กับผม อย่างน้อยก็จนกว่าผมจะเรียนจบและซ่อมระบบจำศีลที่จะทำให้จินยองฝันดีตลอดชีวิตของเขา

"คุณแบมแบม..." จินยองกอดตอบผมอย่างอ่อนโยน "เครื่องแช่แข็งนั่นเสร็จเรียบร้อยแล้ว ครูแจ็คสัน... ไม่สิ ด็อกเตอร์หวัง เจียเออร์เป็นคนจัดการทุกอย่างแล้ว"

"ไม่...!" ผมส่ายหน้า ไม่อยากฟังอะไรทั้งนั้น

จินยองถอนหายใจออกมาเบาๆ

"แต่คุณแบมแบมไม่ได้ผิดสัญญากับผมเลยนะ เพราะคนที่พาผมมาส่งบ้านของผมก็คือคุณ และสำหรับผม คุณแบมแบมคือบ้านอีกหลังหนึ่ง... ตลอดไป"

"ไม่... จินยอง ไม่ต้องพูดแล้ว ฮือออออ"

"ไม่ช้าก็เร็ว ผมก็ต้องไปอยู่ดี ผมรีบไปเร็วเท่าไหร่ ทั้งคุณแบมแบมและเจียเออร์ก็จะยิ่งปลอดภัย"

"แต่พวกเราก็ปลอดภัยกันมาตลอดไม่ใช่เหรอ" ผมเถียง

"จะปลอดภัยกว่า ถ้าผมอยู่ในแคปซูลแช่แข็ง ผมไม่ได้ไปไหนเสียหน่อย ก็ยังอยู่ในบ้านหลังนี้"

"แต่จินยองก็จะไม่ได้ลืมตาขึ้นมาพูดกับผม ไม่ได้ทำอาหารให้ผม ไม่ได้เล่านิทานให้ผม เราจะไม่ได้จุ๊บกันก่อนไปโรงเรียน"

"เรื่องพวกนั้น... พอคุณแบมแบมโตขึ้น ก็จะไม่ต้องการผมแล้วล่ะ"

"ไม่จริง... อย่าไปนะจินยอง ฮืออออ" ผมร้องลั่น

ทุกคนในห้องต่างมองหน้ากันอย่างลำบากใจ

 


 

อย่างไรก็ตาม ความปลอดภัยย่อมสำคัญที่สุด เมื่อมาร์คยอมกลับไปนอนในแคปซูลอีกครั้ง จินยองเองก็ต้องเข้าไปในระบบด้วย

ในห้องใต้ดินที่ลึกที่สุดของบ้านปู่เป็นที่ตั้งของระบบจำศีล

ฝาแคปซูลซึ่งทำจากกระจกชนิดพิเศษปิดลง พร้อมกับดวงตาของคนทั้งคู่ที่ค่อยๆ หรี่ปรือ กระนั้น ทั้งมาร์คและจินยองก็ยังคงจับมือกัน ก่อนที่ระดับชีพจรจะค่อยๆ ลดต่ำลงเรื่อยๆ

ผมมาส่งจินยองด้วยหัวใจแตกสลาย

"พระจันทร์ของนายคืนสู่ท้องฟ้าแล้วนะ" ครูแจ็คสันเอ่ยพร้อมบีบไหล่ผมซึ่งยืนคอตกมองภาพประตูห้องนิรภัยที่กำลังลงกลอนอัตโนมัติอย่างแน่นหนา

"อยู่ในนั้นจินยองจะมีความสุขรึเปล่าครับ เขาจะฝันร้ายรึเปล่า" ผมถาม "ทุกอย่างมันง่ายและรวดเร็วเกินไป ผมรู้สังหรณ์ใจไม่ดีเลย"

วันที่จินยองปรากฏตัวในห้องทำงานของปู่ ผมเจอขวดของสารเคมีที่เป็นอาหารหล่อเลี้ยงแอนดรอยด์ในระบบอยู่ในถังขยะในห้องครัว

ตอนแรกผมเอะใจนิดหน่อย แต่ก็ยังไม่แน่ใจ คิดแค่ว่าเป็นขวดขนาดเล็กที่ไม่เคยเห็นมาก่อน จนกระทั่งตอนที่ครูแจ็คสันนำสารเคมีชนิดนั้นมาผสมกับของเหลวเพื่อโหลดเข้าไปในระบบเมื่อครู่ พอลองถามครูก็ตอบว่าเป็นสารอาหารสูตรเข้มข้น ผมจึงหวนนึกถึงตอนที่จินยองคุยกับครูแจ็คสันที่บ้าน

ครูแจ็คสันชะงักเท้าที่กำลังพาผมเดินเข้าไปในลิฟต์ ก่อนมองทะลุกำแพงกระจกเข้าไปในห้อง

"มีความสุขสิ ถึงจะแตกสลายเป็นฝุ่นผง แต่ก็ได้กลับมาสู่อ้อมอกที่โหยหากัน"

"ผมมาหาจินยองได้ตลอดรึเปล่าครับ" ผมถามขึ้นอีกขณะลิฟต์กำลังปิด

"ประตูหน้าต่างทุกบานของที่นี่ ปลดล็อคได้ด้วยลายนิ้วมือของนาย ไม่มีที่ไหนในบ้านหลังนี้ที่นายเข้าไม่ได้ เพราะที่นี่คือบ้านของนาย"

เพราะอย่างนี้เอง ผมถึงตามครูแจ็คสันและมาร์คเข้ามาได้ ไม่ใช่ว่าพวกเขาประมาท

"ทีนี้ก็เหลือแต่พระจันทร์ของฉัน ที่ยังไม่คืนสู่ท้องฟ้าเสียที"

"หมายความว่ายังไงครับ" ผมเงยหน้าขึ้นมองสายตาที่เปี่ยมด้วยความนัยบางอย่างของครู

"พระจันทร์ที่ตกจากฟ้าแล้วความจำเสื่อมน่ะ จะผ่านไปกี่เดือนกี่ปีก็ไม่หาย มัวแต่ไปหลงรักแสงของคนอื่นอยู่ได้ แต่ไม่เป็นไร รอมาหลายทศวรรษแล้ว รออีกไม่กี่ปีจะเป็นไรไป"

"ครูกำลังรอใครงั้นเหรอ" ผมขมวดคิ้วอย่างฉงน

จริงสิ คนที่อยู่ในร่างที่เรียกว่าล้ำกว่าแอนดรอยด์อย่างครูแจ็คสัน ย่อมมีเบื้องลึกเบื้องหลังที่ไม่ธรรมดาแน่ๆ

"คนที่จะปลดปล่อยครูคืนสู่ความเป็นมนุษย์อีกครั้ง คนที่ครูตั้งใจไว้แล้วว่าจะแก่ไปด้วยกัน"

เมื่อถึงชั้นบน ผมก็รีบคว้าชายเสื้อครูแจ็คสันที่กำลังเดินไปหยิบกุญแจบ้านเตรียมออกไปซื้ออาหารอย่างนิ่งเฉยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นไว้

"ทำไมจินยองไม่อยากให้ฟื้นความทรงจำของมาร์คล่ะครับ ทั้งคู่รักกันไม่ใช่เหรอ"

ครูแจ็คสันหันมามองผมด้วยดวงตารวดร้าวอย่างที่ผมไม่คาดคิดมาก่อน

"ฉันไม่รู้จริงๆ ว่าจินยองจำอดีตได้ถึงแค่ไหน"

อา... ไม่ใช่แค่ผม แต่ครูแจ็คสันก็คงรู้สินะ เรื่องสารเคมีที่จินยองขโมยไปจากห้องแล็บ

"แต่เขาคงกำลังพิสูจน์ความรักที่บริสุทธิ์ด้วยการสังเวยอันน่าเจ็บปวด"

"หมายความว่า สิ่งที่จินยองจำได้ ไม่ใช่ความทรงจำที่ดีสินะครับ"

ไม่มีคำตอบจากคนที่ถูกถาม

"หรือว่าเพราะอย่างนี้ ครูแจ็คสันถึงต้องยืนกรานคำโกหกว่าทั้งคู่เป็นแอนดรอยด์"

ดูเหมือนผมจะเดาถูก ใบหน้าหล่อเหลาของเขาหันมายิ้มให้ผมอย่างอ่อนโยน ทว่าดวงตาคู่นั้นกลับเศร้าสร้อยจนน่าใจหาย

"ก่อนเกิดสงครามแอนดรอยด์เพียงไม่นาน เกิดสงครามชีวภาพขึ้นมาก่อน ทางรอดของคนที่มีเงินและอำนาจในสมัยนั้นคือการเปลี่ยนถ่ายร่างกายสู่แอนดรอยด์ที่เป็นสำเนาของตน ทว่าในจังหวะของขั้นตอนเก็บตัวเพื่อฟื้นชีพของตัวผู้เปลี่ยนถ่ายนั้นเอง ผู้ก่อการร้ายก็ใช้วิธีแทรกแซงสัญญาณและใช้แอนดรอยด์ที่ถูกเปลี่ยนถ่ายแล้วในการทำสงคราม... โชคร้ายที่จินยองเป็นหนึ่งในหุ่นเชิดของพวกมัน แม้เจ้าตัวจะต่อต้านสงครามเพียงใด แต่ก็ไม่อาจต้านทานร่างกายที่ถูกระบบใหม่ครอบงำได้ ไม่มีความทรงจำใดน่าพิสมัยเลย มีแต่การจำต้องประหัตประหารกัน"

"อย่าบอกนะว่า..."

ทั้งคู่ต้องฆ่ากันเอง?

ครูแจ็คสันหลบสายตา

"มาร์คต้องฆ่าจินยองเพื่อรักษามนุษยชาติ"

อา... เจ็บปวดเหลือเกิน แค่ได้ยินก็หดหู่แล้ว

"หมอนั่นหิ้วจินยองกลับมา ร่างปลูกถ่ายของทั้งคู่บอบช้ำมากจนเรียกได้ว่าแทบจะไร้วิญญาณ ฉันพยายามช่วยพวกเขาด้วยการย้ายสัญญาณสมองของทั้งคู่เข้าสู่ร่างของแอนดรอยด์ที่เคยเป็นสำเนาของพวกเขามาก่อน ตอนที่รีเซ็ตร่างแอนดรอยด์ของทั้งคู่ ฉันได้ให้สัญญากับมาร์คไว้ว่าจะไม่คืนความทรงจำนั้นให้กับทั้งมาร์คและจินยองเด็ดขาด"

"หืม? แปลว่ามาร์คกับจินยองมีแอนดรอยด์ที่เป็นสำเนาอยู่สองตัวงั้นเหรอครับ"

"จะว่าอย่างนั้นก็ได้ แอนดรอยด์รุ่นแรกพวกเขาก็แช่แข็งไว้เพื่อจะเก็บรักแท้ของทั้งคู่ตามเจตนารมณ์แรกนั่นแหละ แต่ไม่อยากเชื่อเลยว่า วันหนึ่งจะต้องนำออกมาใช้งานเพื่อรักษาชีวิตของต้นฉบับจริงๆ"

เพราะอย่างนี้เอง... ถึงได้ต้องยืนกรานจนถึงที่สุดว่าทั้งคู่เป็นแอนดรอยด์ที่ไม่เคยด่างพร้อยจากสงคราม

"บ้าชะมัด แล้วถ้าจินยองจำเรื่องเหล่านั้นได้ ป่านนี้ไม่ฝันร้ายอยู่ในแคปซูลนั่นแล้วเหรอครับ ผมจะไปช่วยจินยอง ผมจะปลุกเขาขึ้นมา!"

มือใหญ่รีบฉวยตัวผมไว้ก่อนที่ผมจะกลับเข้าสู่ลิฟต์อีกครั้ง

"ก้อนหินที่ถูกพรากไป ถูกเปลี่ยนรูปร่างไปเรื่อยๆ ไม่มีวันเหมือนเดิม อย่างไรก็ตาม แม้ร่างแหลกสลายกลายเป็นผง สุดท้ายมันก็ได้คืนสู่ป่า... คืนสู่อีกครึ่งหนึ่งของมัน นายคิดว่าทำไมจินยองถึงได้ยึดติดกับเนื้อหาในหนังสือเล่มนี้กันล่ะ"

ผมสงบนิ่งลง

"มันไม่ใช่แค่หนังสือที่คนรักให้เป็นของขวัญหรอกนะ แต่มันคือสัญญาของคนทั้งคู่ มันคือรักแท้ที่ต้องการปกป้องคนที่ตัวเองรัก มันคือการรักษาความรักที่แท้จริงยิ่งกว่าการนำแอนดรอยด์สำเนาของทั้งคู่ลงไปนอนแคปซูลนั่นเสียอีก เพราะฉะนั้น... ฉันจึงต้องทำตามคำขอของจินยอง เหมือนกับตอนที่ฉันทำตามคำขอของมาร์ค"

ไหล่ครูแจ็คสันสั่นระริก

คนที่ต้องสังเวยคงไม่ใช่แค่สองคนนั่น แต่ครูแจ็คสันเองก็ด้วยสินะ

ผมกอดร่างกำยำของเขาแน่น

"ผมจะช่วยครูตามพระจันทร์ของครูกลับคืนมานะครับ"

ถ้ามันจะเป็นวิธีที่จะช่วยเยียวยาความโดดเดี่ยวและความขื่นขมนั่นได้

ทว่าครูแจ็คสันกลับยิ้มละไม

"ไม่ต้องหาที่ไหนหรอก ปล่อยให้เขาท่องเที่ยวของเขาจนพอใจก่อน ถ้าเขาจำได้เมื่อไหร่ เขาก็จะกลับมาหาครูเองนั่นแหละ"

ทันใดนั้น กระเพาะเจ้ากรรมของผมก็ร้องครากขึ้นมา

ครูแจ็คสันหัวเราะคิก

น่าอายชะมัด

"หิวแล้วใช่ไหมล่ะ ต่อจากนี้ไปต้องกินรสมือฉันแล้วนะ" พูดพลางหยิกปลายจมูกผมอย่างมันเขี้ยว

 

พัค จินยอง รักแรกของผม ในห้วงนิทราของคุณยังมีผมสักนิดบ้างไหม ผมรู้ว่าคุณสมหวังกับการได้เจอคนรักของคุณแล้ว ถึงแม้จะต้องแลกมาด้วยการซุกซ่อนความเจ็บปวดก็ตาม แต่ความสุขจากการสังเวยนั่นมันคงจะยิ่งใหญ่กว่า ผมก็ได้แต่หวังว่าตัวตนของผมในความทรงจำของคุณพอจะเยียวยาความเจ็บปวดนั้นได้บ้างไม่มากก็น้อย แม้เวลาของพวกเราจะมีไม่ถึงทศวรรษ... เทียบไม่ได้กับความทุกข์ทรมานอันยาวนานก่อนหน้านั้นเลยก็ตาม

เมื่อพวกคุณตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ผมอาจไม่อยู่บนโลกใบนี้แล้ว แต่ผมก็จะภาวนาให้คุณและมาร์คมีความสุข เพราะความสุขของผม คือการได้เห็นพระจันทร์เปล่งแสงที่งดงาม ไม่ว่าจะข้างขึ้นหรือข้างแรม

ปล. ตอนนี้ผมมีครูแจ็คสันมานั่งมองจันทร์ด้วยกันเกือบทุกคืนแล้วนะ

 


จบ.

 

 

 

 

 

ในที่สุด... ก็จบจนได้ค่ะ

ครึ่งหลัง อีดิทเยอะมาก เปลี่ยนไอเดียเยอะมากกกก ในหัวมีเรื่องราวเบื้องหลังเยอะมากกก เยอะจนเอาไปเขียนเป็นภาคต่อไปได้เลยค่ะ (แต่ขอไม่เขียนนะคะ ดองไว้หลายเรื่องแล้ว) แล้วก็มาจบลงที่เอาหนังสือของจิมมี่เหลียวมาเอี่ยวด้วย แต่ไม่ได้เอาชื่อเรื่องและชื่อนักเขียนไปปรากฏไว้ในเรื่องนะคะ เพราะจับมาประกอบแค่ถากๆ เนื่องจากดำเนินเรื่องมาครึ่งทางยังหาความโรแมนติกไม่ได้ เลยต้องไปขอยืมความโรแมนติกมาจากงานเขียนของนักเขียนท่านอื่น ^^; คิดว่าใครเป็นแฟนหนังสือของจิมมี่เหลียวก็คงจะรู้ว่าเรื่องอะไร ชัดเจนขนาดนั้น แหะๆๆ

เนื่องจากดองไว้นาน รูรั่วคงเยอะค่ะ เลยมีการแก้ไขช่วงต้นๆ บ้าง อุดรอยรั่วเสียหน่อย ถ้ายังรั่วอยู่ก็ต้องขออภัยจริงๆ เพราะเปลี่ยนไอเดียหลายตลบจนแม้แต่ตัวเองยังมึนงง

ขอบคุณที่ยังติดตามนะคะ

ผลงานทั้งหมด ของ something to live and die for

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

6 ความคิดเห็น

  1. #6 Akira143 (@karishmakira) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 30 มิถุนายน 2562 / 11:53
    คิดถึงคุณมญุ
    #6
    1
    • #6-1 something to live and die for (@thelittlecocoon) (จากตอนที่ 1)
      30 มิถุนายน 2562 / 12:51
      ยังไม่ไปไหนค่า แต่ไม่ได้ใช้ทวิตเตอร์แล้วค่ะ
      #6-1
  2. #5 norrijung (@norrijung) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 3 มกราคม 2561 / 10:38
    สะเทือนความรู้สึกอะ สงสารจินยองกับคำพูดที่ดูไม่แน่ใจของมาร์ค เพราะในชีวิตจริงมาร์คกับจินยองไม่ได้รักกันแบบนั้นหรือคะ (แอบสงสัย) มาร์คเลยสร้างจินยองมาเพื่อให้ได้รักกัน แล้วสิ่งที่แจ็คกับจินยองคุยกันเรื่องแบมมันคืออะไร มีอะไรที่ซ้อนอยู่ เป็นเรื่องที่สนุกมากเลยค่ะ ชวนน่าติดตาม อย่าเพิ่งรีบจบเลยนะคะ รอให้มาต่อนะคะ
    #5
    0
  3. #4 ไอด๊อนแคร์
    วันที่ 18 กันยายน 2560 / 23:33
    โอ้ยยยยมาร์ค มาไม่มั่นใจอะไรตอนนี้ รักกันมาตั้งนานทั้งหุ่นทั้งคนไม่ใช่หรออ ไม่เชื่อหรอกอย่ามาใจร้ายยย ฮืออออ รอนะคะะะ
    #4
    0
  4. วันที่ 13 เมษายน 2560 / 11:40
    แจ็คเป็นแอนดรอยแน่เลย หึๆๆ เนื้อเรื่องน่าติดตามอีกแล้วอร้ายยยย ส่วนพิมัค พี่เขาอาจจะกำลังเดินทางหาดราก้อนบอลก็ได้
    #3
    1
  5. #2 Buck27sep (@Buck27sep) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 13 เมษายน 2560 / 09:50
    พี่แจ็คนี่เป็นคนหรือแอนดรอยหรือแวมไพร์5555555 ทำไมไม่แก่ลงเลยล่ะะะ ส่วนมัคจินดูเหมือนค่าตัวพี่มาร์คจะแพงเลยออกมาแค่ชื่อก่อน55555 แต่ชอบความแน่วแน่ของคุณแอนดรอยพัคจินยองจัง ; w ;
    #2
    1
  6. วันที่ 13 เมษายน 2560 / 04:00
    แจ๊คสันนี่รุ่นเดียวกับปู่ของแบมแบมไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมไม่แก่ลงเลย หรือเป็นแอนดรอยเหมือนจินยอง อ่านจบไถกลับขึ้นไปดูนี่ฟิคมัคจินใช่มะ อ่านๆไปนี่รู้สึกเหมือนรักสามเศร้า จินยอง-แบมแบม-แจ็คสัน พี่มาร์คมาแต่ชื่อเท่านั้น จะยังมีตัวตนอยู่บนโลกหรือเปล่ายังต้องติดตามกันต่อไป
    #1
    1