คัดลอกลิงก์เเล้ว

องศาดาว [#MarkJin #JinMark] ตอนพิเศษ Back to me

ตอนพิเศษของ "องศาดาว" ค่ะ ก็งงเหมือนกันว่ามันเป็นตอนพิเศษตรงไหน นี่มันคือตอนต่อไปชัดๆ 555

ยอดวิวรวม

718

ยอดวิวเดือนนี้

3

ยอดวิวรวม


718

ความคิดเห็น


2

คนติดตาม


35
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  13 ม.ค. 60 / 02:34 น.
นิยาย ͧҴ [#MarkJin #JinMark] ͹ Back to me องศาดาว [#MarkJin #JinMark] ตอนพิเศษ Back to me | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

สวัสดีค่ะ


ไม่อยากเชื่อเลยว่าตัวเองจะคลอดตอนพิเศษของแฟนฟิคออกมาอย่างรวดเร็ว (ทั้งที่นิยายเรื่องอื่นยังดองข้ามปีอยู่เลย กระซิกๆ)


ระหว่างเขียนตอนพิเศษนี้ ต้องเตือนตัวเองค่ะ ว่านี่คือตอนพิเศษ ไม่ใช่ภาคต่อ ต้องพยายามกระชับเรื่องและภาษา ควบคุมเนื้อหาไม่ให้ซับซ้อนกว่านี้ เพราะตามพล็อตแรกเริ่มมันซับซ้อนกว่านี้ และระหว่างเขียนก็ค่อยๆ พัฒนาเป็นเรื่องยาวขึ้นเรื่อยๆๆๆ ค่ะ ต้องตบหน้าตัวเองเพื่อตั้งสติบ่อยๆ ค่อยๆ ตัด ค่อยๆ เล็มหลายๆ ประเด็นออกไป


คิดว่าตอนพิเศษนี้น่าจะเป็นตอนสุดท้ายขององศาดาวจริงๆ แล้วล่ะค่ะ 


ขอบคุณผู้อ่านทุกท่านนะคะ


สำหรับนักอ่านที่ยังไม่ได้อ่านองศาดาวตอนแรก นี่คือลิงค์ของตอนก่อนหน้านี้ค่ะ


http://writer.dek-d.com/dek-d/writer/view.php?id=1491358



เนื้อเรื่อง อัปเดต 13 ม.ค. 60 / 02:34


เช้าวันหนึ่ง

มีพัสดุที่ไม่ระบุชื่อผู้ส่งมาถึงผมที่บริษัท

"คุณจูเนียร์... ฉันเก็บสิ่งนี้ได้จากบริเวณใกล้ๆ กับที่คุณมาถ่ายละคร เดาว่าคุณน่าจะทำมันหายตอนเกิดอุบัติเหตุ"

ภายในถุงผ้ากำมะหยี่สีน้ำเงินใบจิ๋วนั้น มีแหวนสีเงินเรียบๆ อยู่วงหนึ่ง ทว่าด้านในของแหวนมีลวดลายฉลุอย่างประณีตและดูบอบบางซ้อนอยู่อีกชั้นหนึ่ง

"ของเรา?" ผมพึมพำกับตัวเองหลังจากอ่านข้อความสั้นๆ ในจดหมายที่แนบมา

ไม่คุ้นตาเลย

ที่สำคัญ ปกติผมไม่น่าจะสวมเครื่องประดับใดๆ ไปถ่ายละครนี่นา

บางทีคนส่งอาจเข้าใจอะไรผิด?

ไม่มีที่อยู่หรือหมายเลขโทรศัพท์ติดต่อกลับเสียด้วย

แล้วจะคืนแหวนยังไง ป่านนี้เจ้าของตัวจริงคงกำลังทุกข์ใจเพราะแหวนหายอยู่แน่ๆ

"เฮ่ จินยอง มีอะไรรึเปล่า" แจ็คสันซึ่งเดินผ่านมาพอดีเอ่ยถาม

"หือ ทำไมเหรอ" ผมถามกลับอย่างงุนงงเล็กน้อย

"ก็นายจ้องของในมือแล้วทำหน้าเหรอหรา"

"อ๋อ ดูนี่สิ มีคนส่งมาให้แล้วบอกว่าเป็นของฉัน นายเคยเห็นมันบ้างรึเปล่า"

แจ็คสันยื่นหน้าเข้ามามองแหวนในมือผม ทำหน้าเครียด แล้วฉวยเอาไปเพ่งใกล้ๆ

"โอ้ว... นี่มัน... นี่มัน..." หมอนั่นทำตาลุกวาว พลางชูแหวนขึ้นสูงด้วยมือสั่นเทาราวกับพบสมบัติล้ำค้า

"นี่มันอะไร" ผมตื่นเต้นขึ้นมา "นายเคยเห็นเหรอ"

"นี่มัน... ใช่แล้ว ต้องใช่แน่ๆ"

ลีลามากจริงๆ

"มันอะไรกันเล่า"

ผมเร่งให้เขาพูดออกมาเร็วๆ

ทว่า

"แหวนนี่นา" เขาเปลี่ยนท่าทีกลับมาพูดด้วยน้ำเสียงปกติเอาดื้อๆ

"เอ่อ... ไม่บอกก็รู้ว่าเป็นแหวนรึเปล่า"

รู้สึกเฟล ไม่น่าไปหลงลุ้นไปด้วยเลย

"แต่... ข้างนอกเรียบๆ ไม่มีอะไรเลย แต่ลายข้างในสวยมาก โอ๊ะ หมุนได้ด้วย เท่ชะมัด"

หมุนได้ด้วยงั้นเหรอ?

ผมยื่นหน้าเข้าไปดู 

"แปลว่าใส่ได้สองสไตล์?"

แจ็คสันส่ายหน้า

"ถ้านายหมุนให้เห็นลายด้านนอก นายต้องกดตรงนี้ลงไป แหวนจะไม่กลม ใส่นิ้วไม่ได้"

จริงด้วย ต้องกดด้านหนึ่งเข้าไปก่อน ทำให้ลายฉลุด้านในกลายเป็นแหวนไม่ถึงครึ่งวงที่ซ้อนเข้าไปด้านใน แล้วถึงหมุนมาตรงด้านที่กดให้เห็นลายจากด้านนอก

"แฟนคลับส่งมาให้นายเหรอ"

ผมยักไหล่ ส่ายศีรษะ

"เขาบอกว่าเก็บได้จากแถวๆ ที่ฉันไปถ่ายละครแล้วเกิดอุบัติเหตุ"

แจ็คสันหมุนแหวนกลับ แล้วคืนให้ผม

"ถ้าเขาเก็บได้จากแถวนั้น ก็อาจเป็นของคนแถวนั้น นายลองถามคนในกองละครดูอาจจะง่ายกว่านะ อาจจะเป็นพร็อพในเรื่องก็ได้ แต่ดูแล้ว แหวนนี่ดูมีความหมาย ไม่น่าจะราคาถูก" เขาพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง

"นั่นสินะ"

แจ็คสันมองแหวนอีกครั้ง เขาเอียงคอแล้วขมวดคิ้วเล็กน้อยราวกับช่วยนึก ก่อนยักไหล่แล้วเดินจากไป




แผลที่สามของสัปดาห์...

"ขอบคุณครับ"

ผมผงกหัวขอบคุณทีมงานซึ่งกำลังเก็บกล่องปฐมพยาบาล มองผ้าก็อซที่ปิดแผลถลอกที่ขาจากการเหยียบพลาดจนตกเวทีขณะซ้อมโชว์ที่จะแสดงในงานอิเวนต์ตอนหัวค่ำนี้

"ช่วงนี้นายเกิดอุบัติเหตุบ่อยเนอะ จะทำอะไรก็ระวังหน่อยแล้วกัน" ทีมงานเตือนก่อนลุกจากไป

"ไหวมั้ยเนี่ย พี่มาร์ค"

ยูคยอมนั่งเท้าคางมองผมอย่างเป็นห่วง

"แค่นี้เอง ไม่ได้แขนขาหักซะหน่อย ตอนฝึกอาโครบาติกแผลเยอะกว่านี้อีก"

"นั่นมันตอนฝึก แต่นี่นายชำนาญแล้ว ก็เหลือแต่ระวังไม่ใช่เหรอ" แจบอมเถียง "ที่สำคัญ คราวนี้นายไม่ได้เจ็บตัวเพราะการตีลังกานะ"

"ผมว่าต้องเป็นคราวเคราะห์ของพี่แน่ๆ เลย บินไปสะเดาะเคราะห์ไหว้พระเก้าวัดที่เมืองไทยหน่อยมั้ย" แบมแบมหันมาแซวทั้งที่ในปากยังเคี้ยวขนม

"ดีเลย อย่าลืมพาจินยองไปด้วยนะ หมอนั่นต้องล้างซวยแบบจัดหนัก ทั้งรถชน ทั้งตกม้า ทั้งความจำเสื่อม โอ๊ย คิดถึงเมืองไทยจังเลย ไปกันพรุ่งนี้เลยดีมั้ย" แจ็คสันคว้าตัวแบมแบมไปกอดแล้วขยี้หัวเบาๆ

"โอ๊ย... ฮยอง ผมเสียทรงหมด" ถึงจะสวนกลับไปแบบนั้น แต่หมอนั่นก็ไม่ได้ดูทุกข์ร้อนอะไร

"ได้ข่าวว่าแบมแบมแนะนำแต่พี่มาร์คนะ" ยูคยอมสวน

"ก็ไปล้างซวยกันทั้งวงเลยไง นายคิดดูสิ ถ้าคนหนึ่งเป็นอะไรไป มันก็กระทบทั้งวงไม่ใช่เหรอ มาคิดดูดีๆ บางทีมันอาจไม่ใช่เป็นดวงซวยของแค่พี่มาร์คกับจินยองก็ได้ แต่มันอาจเป็นชะตากรรมหมู่ที่มีพี่มาร์คกับจินยองเป็นตัวรับเคราะห์"

อืม... ถึงแม้ตรรกะมันจะฟังดูเพี้ยนๆ ไปบ้าง แต่สิ่งที่ผมรู้สึกตื้นตันในคำพูดของหมอนั่นคือการไม่กล่าวโทษคนอื่น

"ขอบใจนะ แจ็คสัน" ผมพึมพำออกมาเบาๆ คิดว่าเจ้าตัวไม่น่าจะได้ยิน แต่แจบอมซึ่งอยู่ใกล้ผมมากกว่าบีบไหล่เบาๆ ราวกับสนับสนุนคำพูดเมื่อกี้ของเพื่อน

"จริงสิ" ผมนึกขึ้นมาได้

นี่ก็จะบ่ายสามแล้ว เดี๋ยวจินยองน่าจะมาถึง หมอนั่นมีสอบตอนเช้า ป่านนี้คงกำลังรีบบึ่งมา

"เรื่องตกเวทีเมื่อกี้ อย่าบอกจินยองนะ"

ทั้งห้องเงียบไปชั่วอึดใจ

"ไม่ทันแล้วพี่" แบมแบมโพล่งออกมา

"หมายความว่ายังไง" ผมถาม

ยองแจยกมือถือซึ่งมีหน้าจอการแช็ตระหว่างตัวเองกับจินยองขึ้นมา

ตามด้วยยูคยอม แบมแบม และแจ็คสันในท่าเดียวกันราวกับนัดหมาย

เจ้าเด็กพวกนี้...

"ขอโทษนะพี่ แต่พี่จินยองฝากให้พวกเราดูแลพี่เป็นพิเศษน่ะ" ยูคยอมอธิบายเสียงอ่อย

"ดูแลเป็นพิเศษ? ฉันไม่ใช่เด็กแล้วนะ" ผมขึ้นเสียง

"ก็ช่วงนี้พี่เจ็บตัวบ่อยนี่นา" ยองแจสวนกลับ ชี้หน้าผากตัวเองเพื่อตอกย้ำว่ายังมีอีกแผลภายใต้พลาสเตอร์แปะอยู่บนหน้าผากของผม

ทันใดนั้น ประตูห้องแต่งตัวก็เปิดออก ตามด้วยร่างสูงของจินยองที่ก้าวพรวดเข้ามา

"ฮยอง!!! เป็นอะไรมากมั้ย ไหนดูแผลซิ"

หมอนั่นพุ่งเข้ามาหาผมอย่างไม่รอช้า ทันทีที่ถึงตัวก็จับหัวจับไหล่ตรวจเช็คสภาพอย่างร้อนรน

"แฮ่ม" เสียงกระแอมจากลีดเดอร์ขัดขึ้นทันที "จูเนียร์..."

จินยองสะดุ้งเหมือนนึกขึ้นได้

"เอ่อ... ขอโทษครับ สวัสดีครับทุกคน" จินยองกล่าวทักทายและโค้งให้ทีมงานที่อยู่ในห้องด้วยใบหน้าจ๋อยๆ ก่อนหันมาทางผม

เพราะอย่างนี้ไงล่ะ ถึงไม่อยากให้บอก

ผมถอนหายใจเบาๆ

เขาทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าข้างหน้าผม แล้วสำรวจบาดแผลซึ่งถูกบดบังด้วยผ้าก็อซเรียบร้อยแล้ว

"เจ็บมั้ยฮยอง" เขาเงยหน้าขึ้นถาม แววตาสั่นระริกอย่างห่วงใย

"เว่อร์ไปแล้วจินยองอา แค่ถลอกนิดหน่อยเอง นี่ก็ปิดผ้าก็อซไว้แค่ชั่วคราวไม่ให้ไปกระทบอย่างอื่นเท่านั้นเอ..."

ผมยังพูดไม่ทันจบ เขาก้มลงจูบบนผ้าก็อซเบาๆ

"จินยอง!"

ผมรีบขยับขาหนีด้วยความตกใจ ก่อนก้มลงกระซิบเตือน

"อย่าทำรุ่มร่ามแถวนี้"

ปกติหมอนี่ดูเป็นผู้เป็นคนที่สุดในวงก็จริง แต่บทจะทำอะไรแปลกๆ ก็ประหลาดจนคาดไม่ถึง

"ก็เค้าห่วงพี่อ่ะ" เขาซบลงบนตักผมอย่างอ้อนๆ "เจ้าพวกนี้ส่งข้อความมาบอกว่าพี่เลือดไหลเป็นทางเลย"

ผมเงยหน้าขึ้นมอง "เจ้าพวกนี้" ที่จินยองพาดพิง แต่ละคนพากันเบือนหน้าหนีแล้วทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้อย่างพร้อมเพรียง

"พวกนายเลิกแกล้งจินยองแบบนี้เสียทีเถอะ"

"นานๆ ได้เอาคืนบ้างนี่นา" ยูคยอมเอ่ยอย่างไม่สลด

"นายก็เหมือนกัน เลิกห่วงฉันเกินเหตุได้แล้ว"

ผมลูบศีรษะเขาอย่างเอ็นดู ก่อนตีเร่งที่ไหล่

"รีบไปเตรียมตัวเถอะ"

จินยองคว้าตัวผมไปกอดรัดแน่นอีกครั้ง ก่อนยอมเดินไปหาสไตลิสต์อย่างว่าง่าย

อันที่จริง ผมไม่ใช่คนซุ่มซ่าม และในการทำงานก็มีอุบัติเหตุแบบนี้เกิดขึ้นได้ จนน่าจะเป็นเรื่องปกติด้วยซ้ำ

แต่ระยะหลังๆ เจ็บตัวบ่อยไปหน่อยเท่านั้นเอง...

จะว่าไป เมื่อก่อน... ส่วนใหญ่ที่แคล้วคลาดมาได้ ก็เพราะจินยองช่วยไว้อยู่หลายครั้ง

ไม่ใช่แค่ผม แต่ทุกคนในวง รวมทั้งทีมงานและคนรอบข้าง

จินยองเป็นคนที่คอยดูแลและเอาใจใส่คนอื่นๆ อยู่เสมอ

เพราะอย่างนี้ ผมถึงได้รู้สึกปลอดภัยและไม่กลัวอะไรเวลาที่มีเขาอยู่ด้วย

บางที ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมอาจจะพึ่งพาจินยองมากเกินไป

ไม่ได้ ผมต้องระวังตัวมากกว่านี้ จะได้ไม่เป็นภาระให้จินยอง




ทั้งที่ผมได้ความรักของผมคืนมา

แต่ทำไมผมกลับรู้สึกว่าเหมือนสูญเสียบางอย่าง

ถ้าเป็นความทรงจำเกี่ยวกับมาร์คล่ะก็ ผมยังพอเข้าใจได้ แต่ดูเหมือนจะไม่ใช่สิ่งนั้น

ผมคนก่อนมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร

ทำไมตอนนี้ผมรู้สึกขาดและไม่เป็นตัวของตัวเองอยู่หลายครั้ง

เหมือนความทรงจำของตัวเองยังกลับมาไม่เต็มร้อย

แต่คนเราก็มีเรื่องที่ลืมเลือนไปในแต่ละวันเป็นธรรมดาอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ ต่อให้บอกว่าความทรงจำกลับมา ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะกลับมาทั้งหมดเสียหน่อย ขนาดคนปกติยังจำทุกอย่างในชีวิตไม่ได้เลย

กระนั้น สิ่งที่ยังไม่กลับมา ดูเหมือนจะส่งผลต่อตัวตนภายในของผมไม่มากก็น้อย

หรือผมควรรื้อฟื้นความทรงจำเกี่ยวกับมาร์คใหม่อีกครั้ง

ถึงตารางเวลาในแต่ละวันจะแน่นแค่ไหน แต่การกลับไปค้นหาอดีตมันก็ไม่ได้เหลือบ่ากว่าแรงเท่าไหร่นัก ยิ่งถ้าเป็นการทำเพื่อคนที่เรารักแล้วล่ะก็

แต่ว่า...

ยังทำใจไม่ได้

จิ๊กซอว์ที่เคยต่อเสร็จ มีบางตัวหลุดหาย

ผมยังไม่กล้าที่จะตามหาชิ้นส่วนเหล่านั้น

บาดใจ...


โด เร มี ฟา...

ตึ่กๆๆ

ผมไล่ปลายนิ้วไปบนคีย์บอร์ดไฟฟ้าที่อยู่ในห้อง

สงสัยคีย์จะเสีย ไม่มีเสียงออกมา

หลังจากความจำเสื่อมในตอนนั้น มีเรื่องให้ผมจัดการกับตัวเองมากมาย ทำให้ผมเพิ่งได้จับคีย์บอร์ดตัวนี้อีกครั้ง

บนคีย์ที่เสียงหาย มีสติกเกอร์เล็กๆ แปะอยู่

มันคงเสียตั้งแต่ก่อนที่ผมจะประสบอุบัติเหตุและจินยองคนก่อนก็คงทำเครื่องหมายเอาไว้

ผมเพิ่งได้โจทย์แต่งเพลงมาใหม่ ต้องใช้คีย์บอร์ดด้วยสิ

พรุ่งนี้ค่อยเอาไปซ่อมแล้วกัน

ขณะที่กำลังคลุมผ้าเพื่อเก็บคีย์บอร์ดนั้นเอง

"จินยอง ฉันนึกออกแล้ว"

จู่ๆ แจ็คสันก็พรวดพราดเข้ามาในห้องของผมหน้าตาตื่น

"มีอะไรงั้นเหรอ"

"แหวนนั่น!"

ทันใดนั้น สีหน้าเขาที่ดูตื่นเต้นของหมอนั่นก็ดูชะงักไปเล็กน้อย

"หืม?"

ทำไมไม่พูดต่อ?

"เอ่อ... ไม่มีอะไร พอดีฉันนึกขึ้นได้ว่าฉัน... เออ ใช่ ฉันมาตามแบมแบม"

"อะไรของนาย เมื่อกี้นายเรียกชื่อฉัน แล้วนายก็พูดถึงแหวน แล้วจู่ๆ นายมากลับคำให้การว่ามาตามแบมแบม ปกตินายโกหกเนียนกว่านี้นะแจ็คสัน"

ผมรีบรวบตัวแจ็คสันไว้ก่อนที่เท้าอันว่องไวของหมอนั่นจะก้าวพ้นประตูห้องไปอีกครั้ง

"เหวอ... ฉันมาตามแบมแบมจริงๆ แหวนอะไร นายหูฝาดไปแล้ว ฉันจะถามนายว่าเห็นแบมแบมบ้างรึเปล่า"

ผมล็อคคอแจ็คสัน ยิ้มเจ้าเล่ห์ ยื่นหน้าเข้าไปประชิดเพื่อเค้นคำตอบ

"คิดว่าฉันจะเชื่อเหรอ นายตั้งใจมาหาฉันเพื่อบอกอะไรบางอย่างเกี่ยวกับแหวน แล้วนายก็นึกอะไรได้เลยไม่บอกฉัน และนั่นต้องเป็นเรื่องสำคัญมากแน่ๆ"

แจ็คสันแกะแขนผมแล้วสะบัดออก สีหน้าหมอนั่นดูสิ้นหวังสุดๆ ที่จะต้องเฉลยออกมา เขาถอดหมวกแก๊ปแล้วขยี้ผมแรงๆ ก่อนสวมกลับเข้าไปใหม่

"ตอนแรกฉันก็ว่าจะบอกนาย แต่... นึกขึ้นได้ว่าพวกเรามีข้อตกลงว่าจะไม่ยุ่งเรื่องส่วนตัวบางเรื่องของกันและกันน่ะ"

"หืม? มีข้อตกลงอะไรแบบนั้นด้วยเหรอ"

จำไม่เห็นได้เลย แต่ถึงอย่างนั้น เรื่องส่วนตัวบางเรื่องมันก็ไม่ควรยุ่งกันอยู่แล้วโดยสามัญสำนึก ไม่จำเป็นต้องมีข้อตกลงเสียหน่อย

"ที่มีก็เพราะพวกนายนั่นแหละ!" แจ็คสันผลักไหล่ผมโวยวาย

"พวกฉัน?"

"เอาเป็นว่า ฉันบอกได้แค่ แหวนที่นายให้ฉันดูเมื่อวันก่อน ฉันนึกออกแล้วว่าเคยเห็นที่ไหน"

"ที่ไหน"

"บนนิ้วพี่มาร์ค... สามเดือนก่อน นิ้วนางข้างซ้ายด้วย หลังจากออกมาจากห้องของนายนั่น..."

แจ็คสันรีบหยุดปากตัวเองเหมือนนึกได้ว่าพูดมากเกินไปแล้ว

"แต่แหวนรูปทรงภายนอกเรียบๆ แบบนั้น ฉันอาจจะจำผิดก็ได้ นายไปถามกันเองแล้วกัน ฉันบอกได้แค่นี้ ไปล่ะ"

พูดจบก็เผ่นออกจากห้องผมอย่างรวดเร็ว

บนนิ้วนางข้างซ้ายของมาร์ค... หลังออกมาจากห้องของผม เมื่อสามเดือนก่อน

นั่นแปลว่า...

ก่อนที่ผมจะสูญเสียความทรงจำ?

แล้วมันเกิดอะไรขึ้น ทำไมแหวนของมาร์คถึงได้มาอยู่กับผม

หรือว่าพวกเรา...?


"พี่มาร์ค"

ผมเปิดประตูเข้าไปในห้องนอนของเขาโดยไม่ได้บอกกล่าว

เขาถอดหูฟังออกข้างหนึ่ง แล้วหันมามองผมเป็นเชิงถาม

ผมเข้าไปนั่งข้างเขาบนเตียง ก่อนหยิบแหวนในกระเป๋าเสื้อออกมายื่นให้ดู

"มีคนส่งแหวนนี่มาให้ผม บอกว่าเก็บได้ที่กองถ่ายละคร ของพี่รึเปล่า"

มาร์คมองแหวนในมือผมด้วยสีหน้าสงบนิ่ง

"ฉันไม่ได้ไปถ่ายละครกับนาย แล้วแหวนของฉันจะไปอยู่ที่นั่นได้ยังไง"

"งั้นผมถามใหม่... แหวนวงนี้เคยเป็นของพี่รึเปล่า"

มาร์คถอนหายใจเบาๆ

"เปล่า นี่มันแหวนของนาย ไม่ใช่ของฉัน" พูดจบเขาก็เสียบหูฟังกลับเข้าไปที่หูอีกครั้ง

อะไรกัน ท่าทีเฉยชาแบบนี้

ผมดึงหูฟังนั้นออกมา

"พี่... ก่อนที่ผมจะความจำเสื่อม พวกเราคงไม่ได้... เลิกกันใช่มั้ย"

เขาดูอึ้งไปเล็กน้อย

"ถ้าเลิกแล้วจะยังไงเหรอ นายในตอนนี้ก็จะเลิกกับฉันไปด้วยหรือไง"

"ปะ... เปล่า ผมก็น่าจะมีสิทธิรู้อดีตไม่ใช่เหรอ"

ถึงแม้ผมจะเป็นคนบอกเองว่าจะสร้างความทรงจำใหม่ๆ

"ผมแค่ไม่อยาก... ทำผิดซ้ำสอง อย่างน้อยถ้ารู้ว่าเลิกกันเพราะอะไร..."

เขามองหน้าผมด้วยสายตาอึ้งๆ ก่อนจะตอบออกมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

"ครั้งเดียวที่เราเคยเลิกกัน... คือตอนที่นายจำฉันไม่ได้นั่นแหละ" เสียงทุ้มต่ำของเขาสั่นเครือเล็กน้อยในตอนท้าย

หัวใจอ่อนยวบ

ผมดึงเขามากอดแน่น

"ขอโทษนะ ฮยอง... ผมไม่ได้อยากให้มันเป็นแบบนี้เลย"

เขากอดผมตอบ ซบใบหน้าลงบนไหล่

"แหวน ฉันยังเก็บวงของฉันอยู่ นายไม่ต้องกังวลหรอกนะ"

"วงของพี่?"

ผมหันไปมองหน้าเขา

จู่ๆ หน้าก็ร้อนฉ่าขึ้นมา

ถ้ามาร์คมีวงนึง ผมมีวงนึง ก็แสดงว่า...

เขาหยิบแหวนไปจากมือผม ก่อนจะสวมที่นิ้วนางข้างซ้ายให้

ขนาดพอดีจนน่าใจหาย

นิ้วเรียวเลื่อนมาโอบต้นคอของผม ใบหน้านั้นเคลื่อนเข้ามาใกล้ ก่อนแนบริมฝีปากอุ่น

แวบหนึ่งผมรู้สึกอิจฉาตัวเองในอดีต แต่อีกใจก็รู้สึกสงสารผู้ชายที่อยู่ตรงหน้าเหลือเกิน

เขากำลังแบกรับความทรงจำที่มีแต่เขาเท่านั้นที่จำได้ ทั้งที่คนเคยมีประสบการณ์ร่วมกันคือผมที่อยู่ตรงหน้าในตอนนี้

ภายในตัวเขาเต็มไปด้วยเรื่องราวมากมายเอ่อล้นออกมา ในขณะที่ภายในตัวผมกลับว่างเปล่า

"ผมจะรีบจำให้ได้นะ ฮยอง ผมขอโทษที่ผมไม่พยายามกลับมา" ผมกระซิบแผ่วบนริมฝีปากของเขา ก่อนประทับจูบแห่งสัญญาอีกครั้ง

เขาจูบตอบด้วยความรู้สึกแห่งความเชื่อมั่นในตัวผมอย่างสุดหัวใจ

"ไม่ต้องฝืนหรอกนะ ฉันไม่เป็นไร แค่จินยองงี่อยู่เคียงข้าง ฉันก็มีความสุขแล้ว"

มาร์ค... ไม่ไหวแล้ว ฮยองของผมน่ารักเหลือเกิน

งั้นจินยองจะไม่ทนอีกแล้วนะครับ ถึงที่นี่เป็นห้องของฮยองก็เถอะ

ผมเคลื่อนริมฝีปากมาขบติ่งหูของเขา

มาร์คกระถดตัวหนีด้วยความจั๊กจี้พร้อมกับเสียงหัวเราะคิก

ผมโปรยจูบไปบนคอระหง สอดไล้ปลายนิ้วไปบนผิวนุ่มเนียนภายใต้เสื้อ

ยินเสียงครางเบาๆ ของเจ้าของร่างกายที่อ่อนระทวยอยู่เบื้องล่าง

"อือ... นยองงี่... อย่า..."

เสียงห้ามที่ยั่วยวนทำให้อารมณ์ผมยิ่งเตลิด

ฮยองของผมทั้งหอม ทั้งหวาน ราวกับคาราเมล

ทันใดนั้น พวกเราทั้งคู่ก็ต้องสะดุ้งโหยงเพราะเสียงประตูเปิด

ชายหนุ่มที่แทรกตัวผ่านซอกแคบที่สุดที่เขายอมให้บานประตูเปิดออกพร้อมกับเอามือปิดตา คือเจ้าของห้องนี้อีกคน... แจ็คสัน

"โทษทีๆ... ฉันไม่ได้ตั้งใจจะมาขัดจังหวะพวกนาย แต่... ฉันลืมกระเป๋าตังไว้ในห้อง แล้วแบมแบมก็กำลังรอฉันอยู่ด้วยความหิว ถ้าฉันไม่เข้ามาตอนนี้ ก็ไม่รู้ว่าจะต้องรออีกกี่ชั่วโมง ฉันก็เลยรีบเข้ามาก่อนที่พวกนายจะหยุดไม่ได้ พวกนายเข้าใจฉันใช่มั้ย เอาเป็นว่า นี่... ฉันได้กระเป๋าตังแล้ว"

หมอนั่นชูของที่ต้องการให้ดู ขณะมูนวอล์กกลับไปยังประตู

"พวกนายก็ตามสบายแล้วกันนะ ตอนแรกฉันก็จะชวนพวกนายไปด้วยกัน แต่คิดว่าพวกนายคงไม่สนใจ ฉันไปก่อนล่ะ"

พูดจบก็กดล็อคประตูแล้วปิดให้อย่างเบามือ

"ฮึ้ย... จินยองงี่อ่ะ" เขาหยิกแก้มผมทั้งสองข้างแล้วเขย่าใบหน้าผมไปมาด้วยความเขิน

"โอ๊ย เจ็บนะ ฮยอง" ผมโอดครวญ

จังหวะนั้นเอง เขาพลิกตัวขึ้นมาอยู่ด้านบน

"ใครฮยอง? ฉันเป็นอปป้านายต่างหาก" เขาประกาศพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์

"ม่ายยยย" ผมหลับตาปี๋ หลบกระสุนจูบที่กำลังจู่โจมเข้ามา

"เป็นเด็กดีนะ แล้วอปป้าจะให้รางวัล"

อึ๋ยยยย เมื่อกี้กำลังถือไพ่เหนือกว่าอยู่ดีๆ แท้ๆ

ไอ้แจ็คสันบ้า

ผมแอบโทษตัวทำลายมู้ดอยู่ในใจ




ถึงจะมีความสุขกับปัจจุบันแค่ไหน การถูกทิ้งให้กอดความทรงจำเพียงลำพัง บางครั้งก็เจ็บปวดใจ

ทุกครั้งที่มองสิ่งของหรือสถานที่แห่งความทรงจำของเรา ทั้งที่อยู่ใกล้กัน กลับมีแต่ผมที่สัมผัสเงาแห่งความผูกพันเหล่านั้น ขณะที่เขาไม่ประสีประสาอะไร เหมือนผมคิดไปเองฝ่ายเดียว

แต่ก็ยังดีกว่าสูญเสียทุกอย่างไป

อย่างน้อยจินยองก็ยังอยู่เคียงข้างผม สร้างความทรงจำใหม่ๆ ให้พวกเราอย่างไร้เดียงสา

จินยองที่ไร้อดีต...

ผมนั่งพิงหมอน มองแหวนที่ไม่ได้สวมมานานบนนิ้วนางข้างซ้าย เขาเพิ่งอ้อนให้ผมใส่เมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา

ในขณะที่เจ้าตัว... หลับปุ๋ยสบายใจ รดลมหายใจอุ่นลงบนหน้าท้องของผม ชวนมันเขี้ยวอย่างบอกไม่ถูก

ผมถอดแหวนออกมาส่องอย่างพินิจ

ลวดลายแปลกๆ ด้านในแหวนชวนพิศวง มีรูครึ่งวงกลมตรงกลาง

ผมเคยสงสัยว่าลายเหล่านี้มีความหมายอะไร ทำไมถึงอยู่ด้านในของแหวน

ลวดลายส่วนใหญ่เป็นเส้นโค้ง แต่ก็มีไม่กี่เส้นที่ตรงอย่างมีนัยยะ

ผมชำเลืองมองแหวนบนนิ้วของจินยอง

ด้านในแหวนนั้นก็น่าจะมีลายฉลุไว้เหมือนกัน

"ขอยืมแป๊บนะ จินยอง"

ผมหยิบมือของเขามาถอดแหวนออกอย่างเบามือ

"หืม?"

เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะลืมตาตื่น

"มีอะไรเหรอฮยอง"

เขาลุกขึ้นนั่ง บิดกายอย่างขี้เกียจ ก่อนโถมตัวเข้ากอดผมอีกครั้ง วางคางไว้บนไหล่ มองสิ่งที่อยู่ในมือผมอย่างมีส่วนร่วม

แหวนของเขาก็มีลายจริงๆ ด้วย แต่ไม่เหมือนกัน

ผมลองซ้อนแหวนทั้งสองวงดู หมุนไปหมุนมาจนรูครึ่งวงกลมเชื่อมต่อกัน

เป็นจุดกลมเล็กๆ ที่พอดิบพอดี

อะไรเนี่ย เหมือนเส้นตรงจะเชื่อมกันเป็นรูปเป็นร่าง

แต่เพราะแหวนวงไม่ใหญ่ และลายฉลุละเอียดมาก จึงมองไม่ออก

"จริงสิ เหมือนแจ็คสันบอกว่าแหวนหมุนได้" จินยองพึมพำออกมา ก่อนหยิบแหวนไปวงหนึ่งไปหมุน

ผมจ้องวิธีการ แล้วทำตามบ้าง ก่อนนำแหวนทั้งสองวงมาซ้อนกันอีกครั้ง

"จินยอง หยิบมือถือให้ที"

เขาควานหาโทรศัพท์มือถือ ก่อนยื่นให้

ผมเปิดไฟฉาย ลองส่องให้เกิดเงาบนกำแพง เผื่อว่าภาพจะใหญ่ขึ้นแบบโปรเจ็กเตอร์

เกิดเงาจางๆ บนผนัง

"ดาว"

โครงสร้างของภาพที่พอจะมองออก

ดาวห้าแฉก มีจุดตรงกลาง

จินยองในอดีตกำลังสื่อสารอะไรบางอย่าง?

ทำไมจู่ๆ ผมก็รู้สึกแบบนั้น

ผมคงไม่ได้เพ้อเจ้อจนเกินไป

ผมหันไปมองหน้าคนที่อยู่ข้างๆ

เขาจ้องผมกลับ

เราจ้องกันและกัน

จินยอง... นายอยากบอกอะไรกับฉัน

ทว่าดวงตาที่สะท้อนกลับมา เต็มไปด้วยความสนเท่ห์ไม่แพ้กับผม

"ดาว... นายเคยตั้งชื่อเพลงว่าดาวที่มีจุดอยู่ระหว่างคำ นายจำตอนที่นายแต่งได้มั้ย?"

"อ๋อ เพลงนั้น..." เขานิ่งงันไป ก่อนหลับตาและพยายามฟื้นความจำขึ้นมา

สักพัก หมอนั่นก็นิ่วหน้า ดูทรมานจนผมรู้สึกใจเสีย

ผมรีบคว้าเขามากอด

"พอเถอะ จินยอง อย่าฝืนเลย"

"ขอโทษ... ผมนึกอะไรไม่ออกเลย ผมแต่งเพลงนั่นจริงๆ เหรอ?"

"ไม่เป็นไร ฉันเองก็ขอโทษที่ทำให้นายกดดัน"

ผมจูบหน้าผากเขาอย่างอ่อนโยน

จินยองอา ฮยองขอโทษนะ

"แต่ว่า... ดาวที่มีจุดตรงกลางแบบนี้" เขารำพึงออกมาเบาๆ "เหมือนเพิ่งเห็นที่ไหน..."




มาร์คสวมเสื้อผ้าอย่างกระตือรือร้น

ดึกแล้ว พวกเราจึงค่อยๆ ย่องเข้ามาในห้องนอนผม เพื่อไม่ให้กวนแบมแบม ยูคยอม และแจ็คสันที่คืนนี้ไม่ได้กลับเข้ามาในห้อง

พวกเรายืนอยู่หน้าคีย์บอร์ดไฟฟ้า

ใช่จริงด้วย สติกเกอร์ที่ติดอยู่บนคีย์เป็นรูปดาวดวงเล็กๆ ที่มีจุดตรงกลาง

"เพราะโน้ตตัวนี้เสียนี่เอง หูจินยองเลยแม่นโน้ตตัวนี้เป็นพิเศษ" มาร์คพึมพำถึงเรื่องผมในอดีต

ไม่เคยสังเกตเลยว่าตัวเองแม่นโน้ตตัวนี้... แต่ก็ยอมรับว่าเป็นเสียงที่คุ้นเคยที่สุด

กระนั้น ท่าทีและวิธีการพูดของมาร์ค ทำให้ผมรู้สึกแปลกๆ

"ทำไมหมอนั่นไม่เอาไปซ่อมนะ"

หมอนั่นที่เขาพูดถึง คือผมที่ยืนอยู่ข้างๆ เขาในตอนนี้

ทั้งที่ผมอยู่ที่นี่ แต่เขากลับพูดเหมือนเป็นเรื่องของคนอื่น

มาร์คก้มลงเพ่งคีย์บอร์ดใกล้ๆ เขางัดคีย์สีขาวออกมาอย่างง่ายดาย

ราวกับถูกเตรียมไว้ให้งัดตั้งแต่ต้น

และคนที่เตรียมก็ไม่ใช่ใคร นอกจากจินยองคนนั้นที่มาร์ครู้จัก

ใต้คีย์ที่ถูกงัดออกมา มีไมโครเอสดีการ์ดขนาดจิ๋ว

"จินยอง ขอใช้คอมหน่อยนะ"

ผมไม่ทันได้ตอบอะไร เขาก็ลากเก้าอี้ไปนั่งหน้าโน้ตบุคของผม เปิดคอม และหาการ์ดอะแด็ปเตอร์วุ่นวายไปหมด

ไม่เคยเห็นมาร์คร้อนรนแบบนี้มาก่อน

ผมได้แต่นิ่งงัน มองคนรักง่วนอยู่ในโลกส่วนตัวของเขา

ไม่กี่นาทีต่อมา สิ่งที่อยู่ในการ์ดก็ปรากฏขึ้นที่หน้าจอ

ตัวผม ไม่สิ... พัค จินยอง คนรักเก่าของมาร์ค

"พี่มาร์ค ผมเองนะ"

ไหล่ของมาร์คสั่นระริก ทันทีที่ได้ยินเสียงเบาๆ ผ่านลำโพง

"จินยองงี่..."

ปลายนิ้วเรียวไล้ไปบนหน้าจอราวกับแสนคิดถึง

ผมเอื้อมมือไปยังไหล่ของหมอนั่น

ฮยอง... ผมอยู่นี่

ทว่า ทั้งที่อยู่ใกล้กันขนาดนี้ แต่ทำไมถึงเอื้อมไม่ถึงเสียที

"ถ้าพี่ได้เห็นวิดีโอนี้ แสดงว่ามีอะไรเกิดขึ้นแล้วกับพี่"

คนที่อยู่บนจอมีหน้าตา ท่าทาง และวิธีการพูดเดียวกับผม ทว่าบางอย่างแตกต่างออกไปอย่างบอกไม่ถูก

"ผมมีเรื่องจะสารภาพ... ผมมีความลับอย่างหนึ่งที่ไม่เคยบอกใครทั้งนั้นในโลกนี้"

คนที่อยู่ตรงหน้าผมกำลังจดจ่อกับภาพบนหน้าจอราวกับเขาได้หายตัวไปจากตรงนี้โดยไม่เหลือแม้แต่เงา

"พี่จะเชื่อรึเปล่า ถ้าผมจะบอกว่า ผมมองเห็นภาพอนาคต"

ทั้งมาร์คทั้งผมต่างอึ้งกับสิ่งที่ได้ยิน

มาร์คได้สติ รีบกดหยุดวิดีโอ ฟังซ้ำ แล้วหันมามองหน้าผมราวกับจะถาม

ผมส่ายศีรษะ

"ผมไม่รู้ แต่เท่าที่จำได้ ผมไม่เคยเห็นอะไรแบบนั้น"

มาร์คหันกลับไปราวกับทิ้งผมไว้ลำพัง แล้วคลิกเล่นวิดีโอต่อ

"เพราะผมเห็นภาพอนาคต ผมถึงได้ทำวิดีโอนี้ขึ้นมา พี่มาร์ค ถ้าตอนนี้พี่จำผมไม่ได้ล่ะก็ ผมหวังว่าวิดีโอนี้จะช่วยพี่ได้บ้าง"

หมายความว่า ภาพอนาคตที่ผมเคยเห็น เป็นภาพของมาร์คสูญเสียความทรงจำงั้นเหรอ?

ภาพอนาคตของนายผิดแบบตรงกันข้ามเลย จินยอง

"นายต่างหากที่จำฉันไม่ได้" เสียงทุ้มต่ำพึมพำอย่างกล้ำกลืน

ผมเข่าอ่อน ถอยไปนั่งบนเตียงข้างหลังเขา

"ผมไม่รู้ว่าตอนนี้พี่จะยอมรับในตัวผมและยอมฟังผมหรือไม่ ผมเลยทำวิดีโอรวบรวมความทรงจำของพวกเราขึ้นมา เผื่อพี่จะหามันเจอในวันที่พี่กำลังหลงทาง ผมจะพาพี่กลับบ้าน... กลับมาหาผม"

นายทำสำเร็จแล้วจินยอง... มาร์คกลับไปหานายตั้งแต่วินาทีแรกของวิดีโอ

ผมรู้สึกกระอักกระอ่วนจนไม่อยากอยู่ตรงนั้น

ในจอนั่นเป็นผม แต่ไม่ใช่ผม

ผมจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าผมทำวิดีโอนี้ขึ้นมา

เหมือนกำลังถูกคนอื่นที่มีใบหน้าเหมือนกันแย่งคนรักไปต่อหน้าต่อตา

มาร์คเองไม่มีทีท่าว่าจะหันกลับมามองผมเลยแม้แต่น้อย ดวงตาคู่นั้นกำลังจ้องมองคนในวิดีโอด้วยความรักอันไม่สิ้นสุด

ทนดูต่อไปไม่ไหวอีกแล้ว

แพ้ราบคาบ...

ไม่มีอดีตร่วมกันเหมือนหมอนั่น

ไม่ล่วงรู้อนาคตเหมือนหมอนั่น

ไม่เคยปกป้องคนที่รักได้เหมือนหมอนั่น

แถมยังปล่อยให้เขาโดดเดี่ยวกับความทรงจำเก่าๆ โดยไม่สามารถทำอะไรได้

จินยองคนนั้นแข็งแกร่งเกินไป

ผมค่อยๆ ลุกขึ้น ก่อนเดินออกจากห้องไปอย่างเงียบเชียบ ทิ้งคนรักไว้กับเงาอดีตของผมเองที่เบื้องหลัง




หันกลับมาอีกที... จินยองก็ไม่อยู่ตรงนั้นอีกแล้ว

ผมเดินตามหาเขาไปทั่ว แต่ก็ไม่มีวี่แวว

บ้าที่สุด ผมทำอะไรลงไป!

ผมไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายเขา

เพียงแค่ความทรงจำเก่าๆ มันสวยงามเกินกว่าจะละสายตาได้

ผมแค่โหยหามัน

ผมยอมรับว่าวินาทีที่เห็นภาพจินยองในวิดีโอนั่น วิญญาณของผมเหมือนถูกเติมเต็มอีกครั้ง ผมไม่ใช่มนุษย์ที่ถูกลืมอีกต่อไป ผมเพียงแค่กำลังอิ่มเอมจากสิ่งที่เคยขาดหาย

ทั้งที่คนรักตัวเป็นๆ ที่ไขว่คว้าได้อยู่ตรงหน้า

จินยอง... นายอยู่ที่ไหน?

ฉันจะพานายกลับมา และไม่ปล่อยให้นายหนีฉันไปไหนอีก




ราวสัปดาห์แล้วที่จินยองหายตัวไป

ทุกคนต่างตามหาตัวเขากันจนวุ่นวาย ทั้งครอบครัว เพื่อนร่วมวง และบริษัท

เขาไม่เคยทำตัวเหลวไหลแบบนี้มาก่อน และเขาก็ไม่ใช่คนแบบนั้น

มาร์คเอาแต่โทษตัวเอง ออกตามหาจินยองทุกวัน พอกลับมาก็ขังตัวอยู่ในห้องของหมอนั่น จนทุกคนพากันเป็นห่วง

"เอาไงดี" ผมกอดอกถาม พลางมองหน้าทุกคนที่ยืนมุงร่างที่นอนไร้เรี่ยวแรงของคนที่อายุมากสุดในบ้าน

ทุกคนประสานสายตากัน พยักหน้า ราวกับรู้คำตอบดี

หมอนหลายใบถูกโยนรอบๆ ตัวเขา ก่อนที่ผู้ชายตัวใหญ่อีกห้าคนจะล้มตัวลงนอนขดในห้องแคบๆ ของจินยอง

หมดสภาพขนาดนี้ ปล่อยไว้คนเดียวไม่ได้

แต่ในเมื่อเจ้าตัวไม่ยอมออกไปไหน ก็นอนมันด้วยกันที่นี่แหละ

ความเจ็บปวดของทั้งมาร์คและจินยอง ทุกคนรู้สึกได้ดี

"พี่มาร์คไม่หิวบ้างเหรอ" ยูคยอมเอ่ยในความมืด

ทว่ามาร์คกลับไม่ไหวติง

"ฉันร้องเพลงกล่อมให้เอามั้ย" ยองแจเสนอตัว

"ไม่ต้อง!" ทุกคนยกเว้นมาร์คพร้อมใจกันห้ามเสียงหลง

แม้แต่โคโค่ยังเข้ามาซุกกายอยู่ใต้วงแขนแน่นิ่งของป๊ะป๋า

"พี่อย่าหักโหมเกินไปนะ" แบมแบมกระเถิบเข้าไปเบียดมาร์ค

"พรุ่งนี้จินยองอาจะต้องกลับมา" เสียงแจ็คสันดังขึ้นอย่างหนักแน่นและเปี่ยมไปด้วยความหวังเป็นเสียงสุดท้าย ก่อนทุกคนจะข่มตาเข้าสู่นิทรา




เป็นคืนที่อึดอัดชะมัด

ร้อน... หายใจแทบไม่ออก

ผมลืมตาตื่นอย่างทรมาน

ภาพแรกที่เห็นคือ... ขนสีขาวปุกปุยของโคโค่

ลุกไม่ขึ้น...

รู้สึกชาไปทั้งตัว เหมือนแขนขาหายไป

หรือนี่เป็นผลจากความเหน็ดเหนื่อยที่ผมออกตามหาจินยองอย่างสิ้นหวัง

แต่... ดูเหมือนจะไม่ใช่

ยินเสียงกรนของใครบางคนลอยมาเบาๆ

"งึม... งึม... งึม... แจ่บๆ" เสียงครางหงุงหงิงดังในระยะประชิดร่างกาย

แสงแดดที่ส่องเข้ามาในห้อง ทำให้ผมตั้งสติระลึกได้

เช้าแล้ว ต้องออกไปตามหาจินยอง...

ทว่า...

ปึ่ก

ทันทีที่พยายามขยับแขนขา ก็เหมือนร่างกายถูกล็อคไว้ด้วยอาการเหน็บชา

แต่พอลองกวาดสายตาไปรอบๆ ก็พบว่าผมเข้าใจถูกเพียงแค่ครึ่งเดียวเท่านั้น

ผู้ชายตัวใหญ่ๆ ห้าคน กำลังนอนก่ายกันพะเนินอยู่บนตัวผมต่างหากล่ะ

อะไรกันเนี่ย?

ทำไมเจ้าพวกนี้ถึงมานอนที่นี่กันหมด?

ไม่ใช่แค่ผมสินะที่นอนหลับอย่างยากลำบาก ทุกคนในนี้ก็เหมือนกัน

แม้ร่างกายจะเมื่อยขบ แต่ก็อดหัวเราะออกมาเบาๆ ทั้งที่น้ำตาซึมไม่ได้

"ขอบใจทุกคนนะ"

ผมเอื้อมไปลูบหัวมักเน่ไลน์ทั้งสามที่เอาหัวมาซุกตัวผมแล้วก่ายขาพาดจนมองไม่ออกว่าข้างไหนเป็นของใคร

แต่แล้วผมรู้สึกเศร้าอย่างบอกไม่ถูก

ขณะที่ทุกคนกำลังห่วงใยผม แต่จินยองในตอนนี้กำลังโดดเดี่ยว

จินยอง นายอยู่ที่ไหน




"พวกเรา มีความคืบหน้าเรื่องจินยองแล้ว" พี่แจบอมเดินเข้ามาประกาศกลางห้องนั่งเล่นอย่างอารมณ์ดี

"จริงเหรอพี่"

"ว่าไงบ้าง"

แบมแบมและพี่แจ็คสันกระโดดโลดเต้นรอบตัวพี่แจบอม

"มีข่าวพี่จินยองมาแล้ว" พี่ยองแจตะโกนลั่น

ผมโผล่หัวออกมาจากห้องครัว เข้าไปช่วยเร่งให้พี่แจบอมบอก

แน่นอนว่าพี่มาร์คก็วิ่งพรวดหน้าตาตื่นออกมา

"เจอจินยองแล้วเหรอ หมอนั่นอยู่ไหน เป็นยังไงบ้าง จะกลับมาเมื่อไหร่" เขายิงคำถามเป็นชุด

พี่แจบอมยกมือเป็นสัญญาณให้ทุกคนอยู่ในความสงบ ก่อนรายงานข่าว

"จินยองติดต่อครอบครัวแล้ว บอกว่าไม่ต้องห่วง ปลอดภัยดี"

"แล้วเขาอยู่ที่ไหน" พี่มาร์คถามเสียงร้อนรน เข้าไปดึงเสื้อพี่แจบอมให้รีบคายข้อมูลทุกอย่างออกมา

พี่แจบอมส่ายศีรษะ

"หมอนั่นไม่ได้บอก แต่แม่โทรมาขอโทษกับทางบริษัทแล้วบอกว่าขอเวลาอีกสักนิด"

"แปลว่าพี่จินยองดีขึ้นแล้วใช่มั้ย" ผมถาม

"ก็น่าจะอย่างนั้น"

พี่แจบอมหันไปตบไหล่พี่มาร์คเบาๆ ก่อนยิ้มให้

"สบายใจไปเปลาะนึงแล้วนะ"

พี่มาร์คฝืนยิ้มตอบอย่างไม่สนิทใจนัก แต่ก็ยังดีที่เขายังยิ้มให้ได้เห็น

ผมเข้าไปกอดพี่มาร์คแน่น ตามด้วยพี่ยองแจ แบมแบม และพี่แจ็คสัน

รีบกลับมาให้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันแบบวันวานเถอะนะ พี่จินยอง พวกผมคิดถึงจะแย่อยู่แล้ว




เสียงฮัมเพลงดังขึ้นเบาๆ ข้างหู

เสียงที่คุ้นเคย

ผมเผยอเปลือกตาอันหนักหน่วง

จินยอง...

บ้าชะมัด ทำไมลืมตาไม่ขึ้นเลย

ทั้งที่ได้ยินเสียงอันอ่อนโยนนั่นอยู่ใกล้ๆ

ทั้งที่สัมผัสได้ถึงไออุ่นของวงแขนที่โอบรอบกายของผม

กลิ่นกายที่คุ้นจมูก

จินยองไม่ผิดแน่

"...นยองงี่" ผมพยายามเปิดปากเรียก

ผมก่นด่าความอ่อนล้าของตัวเองอยู่ในใจ ปัดโธ่เว้ย ทำไมถึงได้มาขี้เซาเอาตอนนี้ได้นะ

"มาร์คฮยอง"

เสียงเรียกของเขาดังอยู่ข้างแก้ม

จินยอง นายกลับมาแล้วจริงๆ ด้วย

อย่าไปไหนอีกนะ อย่าทิ้งฉันไปไหนอีก

"พี่... เชื่อในตัวพัค จินยองมั้ย"

"อือ..." ผมได้แต่ร้องครางออกไปเท่าที่ความง่วงงุนจะอนุญาต

"แล้วพี่เชื่อในตัวผมมั้ย"

"ชะ... เชื่อ" ผมดิ้นรนเปล่งเสียงนั้น "มาตลอด"

ไม่มีวันไหนที่ฉันไม่เชื่อในตัวพัค จินยอง

ไม่มีวันไหนที่ฉันไม่เชื่อในตัวนาย

สัมผัสอ่อนโยนจากริมฝีปาก ประทับเนิ่นนานบนหน้าผากของผม

"ผมสัญญา... ผมจะกลับมาหาพี่อย่างแน่นอน"

ไม่ จินยอง นายจะไปไหนอีก

"พี่เชื่อในตัวผมมั้ย ว่าผมจะกลับมา"

"อือ..."

เพราะนายทำแบบนั้นเสมอ

จู่ๆ หยาดน้ำอุ่นๆ ก็ไหลไปบนผิวหน้า

ไม่ใช่น้ำตาของผม

"รักนะ..."

ฉันก็รักนาย

สัมผัสอุ่นอันอ่อนโยนประทับอีกครั้งที่ริมฝีปาก

สงบนิ่ง เนิ่นนาน

เพียงไม่กี่วินาทีต่อมา ผมก็จมดิ่งสู่นิทราอีกครั้งอย่างน่าเจ็บใจ

ทั้งที่จินยองอยู่ตรงนี้ แต่ผมไม่อาจโอบกอดเขาได้

ความง่วงงุนพรากเราจากกันอย่างรวดเร็วจนน่าใจหาย


ผมตื่นมาอีกครั้ง พบตัวเองนอนอยู่บนเตียงคนเดียวในห้องของเขา

"จินยองงี่..." ผมรำพึงเบาๆ ราวกับทักทายความเป็นจริงที่ว่างเปล่า

ผมพลิกตัวอย่างอ่อนแรง มองไปรอบๆ ห้องอย่างไร้จุดหมาย

แต่แล้วก็ต้องตาสว่าง ลุกพรวดขึ้นมา เมื่อเห็นสิ่งผิดปกติอยู่บนโต๊ะใกล้ๆ

หน้าคอมพิวเตอร์ มีคีย์บอร์ดเปียโนขนาดสองอ็อคเทฟที่ใช้ร่วมกับโปรแกรมตัดต่อดนตรี หนำซ้ำยังมีหูฟังเสียบต่อกับคอมพิวเตอร์อยู่อีกด้วย

ทั้งที่ตรงนั้นถูกจัดวางอย่างเรียบร้อยหลังจากจินยองหายตัวไปแท้ๆ

หรือว่า... มีใครเข้ามาใช้คอมพิวเตอร์กับของพวกนี้ของจินยอง

ผมเดินไปสำรวจ แล้วก็พบว่าบนคีย์บอร์ดมีคีย์หนึ่งหลุดออกมา

ถูกงัดในสภาพเดียวกับที่ผมเคยงัดคีย์บอร์ดไฟฟ้าแล้วเจอไมโครเอสดีการ์ด

หัวใจเต้นระรัว

หรือเมื่อคืน จินยองจะกลับมาจริงๆ

ผมวิ่งพรวดออกจากห้อง ยูคยอมซึ่งกำลังแต่งตัวเตรียมออกไปข้างนอกหันมามองอย่างฉงน

"ฮยองเป็นอะไรรึเปล่า"

"จินยองกลับมาแล้วใช่มั้ย"

ยูคยอมทำตาโต ถามกลับอย่างดีใจ

"พี่จินยองกลับมาแล้วเหรอ"

"ฉันเป็นฝ่ายถามนายนะ"

เจ้ามักเน่สีหน้าห่อเหี่ยวลงทันที

"แล้วผมจะรู้มั้ย ตั้งแต่ตื่นมายังไม่เห็นพี่จินยองเลย"

"แล้วเมื่อคืนล่ะ จินยองเดินผ่านห้องพวกนายบ้างรึเปล่า"

"ผมหลับนะพี่"

ผมเปลี่ยนเป้าหมาย เดินออกไปถามคนอื่นข้างนอกบ้าง

"ยองแจ เมื่อคืนจินยองกลับมารึเปล่า"

คนถูกเรียกละสายตาจากโคโค่ มองผมด้วยความงงงวย

"พี่จินยองกลับมาเมื่อคืนเหรอ"

ทำไมไม่มีใครรู้เรื่องที่จินยองกลับมาเลย

หรือผมจะฝันไปจริงๆ

แต่... คีย์บอร์ดนั่น...




หลังจากวันที่พี่มาร์ควิ่งถามทุกคนในบ้านไปทั่วว่าพี่จินยองกลับมาใช่มั้ย

สองวันต่อมาก็มีโทรศัพท์แจ้งข่าวร้ายที่พวกเราคาดไม่ถึง

"ทุกคน... ทำใจดีๆ นะ" เสียงผู้จัดการลอยมาตามสายผ่านมือถือของพี่แจบอม "มีคนพบตัวจินยองแล้ว"

พี่แจบอมพยักหน้าหงึกๆ ขณะฟังข่าว สีหน้าเคร่งเครียดขึ้นเรื่อยๆ และไม่มีคำพูดใดๆ ออกมาจากปากเลยจนกระทั่ง

"เข้าใจแล้วครับ จะบอกพวกน้องๆ ให้"

พวกเราต่างร้อนรนกระวนกระวาย เพราะแน่ใจว่าเกี่ยวกับพี่จินยองแน่ๆ

"ว่าไงบ้าง จินยองอยู่ที่ไหน" พี่มาร์คดึงเสื้อพี่แจบอมให้คายข้อมูลทันทีทั้งที่พี่แจบอมยังไม่ทันได้ตัดสาย

"ใจเย็นๆ ก่อน" พี่แจบอมชักสีหน้าลำบากใจ

พี่แจ็คสันดึงตัวพี่มาร์คออกมาจากพี่แจบอม แล้วกอดแน่นราวกับให้ตั้งสติ

"ฮยอง พวกเราพร้อมที่จะฟังแล้ว ข่าวดีใช่มั้ย" เขาพยายามเปลี่ยนบรรยากาศให้ไม่ตึงเครียดจนเกินไปนัก

โอ๊ย... ผมปวดกระเพาะไปหมดแล้ว อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ไม่ใช่สิ มันเกิดไปแล้ว รีบบอกมาเร็วๆ เถอะ

"ข่าวดีก็คือ จินยองกลับมาแล้ว" พี่แจบอมพูดด้วยน้ำเสียงระแวดระวังที่สุด

พี่มาร์คสีหน้ามีความหวังอย่างเห็นได้ชัด เขาทำท่าจะเข้าไปถามพี่แจบอมอีก ทว่าถูกพี่แจ็คสันรวบตัวไว้แน่น

"แต่ข่าวร้ายคือ... จินยองอาการโคม่าอยู่ที่โรงพยาบาล"

คนแรกที่ทรุดตัวลงกองกับพื้นทันทีที่ได้ยินคำนั้นคือพี่มาร์ค เขาหน้าซีดเผือด พูดอะไรต่อไม่ออก

"เกิดอะไรขึ้นกับจินยอง" พี่แจ็คสันถามขณะพยายามพยุงพี่มาร์ค

"มีคนพบร่างของจินยองเกยอยู่ริมแม่น้ำ"

"แล้วทำไมพี่จินยองไปอยู่ตรงนั้นได้" แบมแบมถามต่อ

"มีคนให้การว่าเห็นหมอนั่นกำลังกระโดดจากสะพาน เลยรีบโทรแจ้งตำรวจ แต่ก็ไม่ทัน"

"ทั้งที่อากาศหนาวขนาดนี้เนี่ยนะ?" พี่ยองแจอุทานออกมา

"หลังจากนั้นก็ไม่มีวี่แววว่าจะหาร่างของหมอนั่นเจอ จนกระทั่งมีคนมาพบเมื่อเช้านี้แหละ"

"พี่จินยองเนี่ยนะ โดดลงจากสะพาน..." ผมรู้สึกสับสนไปหมด "ปกติหมอนั่นคำนึงถึงความปลอดภัยจะตาย"

ไม่อยากเชื่อเลย

"ไม่สมกับเป็นพี่จินยองเลยแฮะ" แบมแบมบ่นอย่างอึ้งๆ

ดูเหมือนทุกคนยังไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยินอย่างสนิทใจนัก

"มาร์ค"

พี่แจบอมเดินเข้าไปบีบไหล่คนที่นั่งกองอยู่กับพื้น

"ตั้งสตินะ เดี๋ยวเราจะไปเยี่ยมจินยองกัน"




เขานอนอยู่ตรงนั้น...

นอนนิ่งๆ อยู่ตรงนั้นมาหลายวันแล้ว

แม้อาการทางกายภาพจะดีขึ้นมาก แต่ก็ไม่มีวี่แววว่าเขาจะลืมตาขึ้นมาเลย

ทั้งที่พ้นขีดอันตรายแล้ว ชีพจรกลับคืนสู่ปกติแล้ว

หมอบอกว่า ตอนอยู่ในน้ำ สมองของจินยองขาดออกซิเจนนานเกินไป เขาอาจสูญเสียความทรงจำบางส่วน หรือมีโอกาสกลายเป็นเจ้าชายนิทราได้เช่นกัน

กระนั้น ก็ห้ามหมดหวัง

ก่อนอื่น ลืมตาขึ้นมาก่อน

เขาจะลืมผมอีกกี่ครั้งก็ช่าง ผมจะพาเขากลับมาเอง

จะไม่ทำให้เขาเสียใจกับเรื่องเดิมอีกแล้ว

"จินยองงี่ ฉันเชื่อในตัวนายนะ" ผมกระซิบที่ข้างหูเขาเฉกเช่นทุกวันที่เขานอนไม่ได้สติอยู่เช่นนี้

นายไม่อยากเจอฉันแล้วเหรอ

นายไม่รักฉันแล้วเหรอ

นายห้ามทิ้งฉันไปแบบนี้เด็ดขาดนะ

สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ได้โปรด ขอพลังให้แก่ดวงดาวของผมด้วย

ผมกุมมือจินยอง ตั้งจิตอธิษฐาน

"พี่มาร์ค พวกเรามาอยู่เวรเฝ้าให้แล้ว พี่กลับไปพักเถอะ"

แบมแบมเข้ามาในห้องพร้อมกับยูคยอม ทั้งคู่ถือถุงขนมพะรุงพะรัง

"ฉันไม่เป็นไร" ผมตอบ มือลูบผมนุ่มของจินยองที่นอนแน่นิ่ง

"แต่พี่ควรจะได้กิน ได้นอน ได้อาบน้ำบ้าง" ยูคยอมเถียง "จินยองงี่จะได้ตื่นมาเจอมาร์คฮยองตัวหอมๆ"

ผมก้มลงดมเสื้อผ้าตัวเอง

"นั่งเฉยๆ ไม่ได้ทำอะไรเลย จะเหม็นได้ยังไง"

"งั้นพี่ก็ควรขยับตัวบ้าง ลงลิฟต์ไปเลย พี่แจบอมจอดรถรออยู่ข้างล่าง"

แบมแบมเข้ามาดึงแขนผมให้ลุกขึ้นจากเก้าอี้ข้างเตียง

"แต่ถ้าจินยองฟื้นขึ้นมาตอนนี้ล่ะ"

"เดี๋ยวพวกผมจะรีบโทรบอกพี่เอง"

ยูคยอมมาช่วยดันหลังให้ผมเดินไปทางประตู

"แต่ฉันอยากอยู่ตอนจินยองฟื้น" ผมเถียง

"แล้วพี่จะนั่งแช่ในสภาพแบบนี้ตลอดไปงั้นเรอะ" แบมแบมแย้ง

"น่า ไปแป๊บเดียวก็ได้ อย่างน้อยก็กลับไปอาบน้ำ หาอะไรกิน แล้วกลับมาเฝ้า" ยูคยอมเสริม

"แต่ว่า..."

ขณะที่สองคนนั่นกำลังช่วยกันดันผมพ้นจากประตูห้องนั่นเอง

ตี๊ดดดดดดดดดดดดดดด

เสียงเครื่องวัดสัญญาณชีพร้องเตือนลั่น

เราสามคนชะงักงัน หน้าซีดเผือด

ไม่จริงใช่มั้ย?!

"จินยองอา!"

"ฮยอง!"

"พี่จินยอง!"

พวกเราวิ่งถลาไปยังข้างเตียง

เกิดอะไรขึ้น!!!

อย่าบอกนะว่า...

ยูคยอมรีบกดเรียกพยาบาลให้มาที่ห้อง

"คุณพยาบาลครับ พี่จินยอง! ช่วยพี่จินยองด้วยครับ"

ผมและแบมแบมช่วยกันเขย่าตัวจินยอง

"จินยอง อย่าเป็นอะไรนะ!"

ผมคว้ามือของจินยองขึ้นมาจับไว้แน่น น้ำตารื้อขึ้นมาที่ขอบตา ตัวสั่นระริกควบคุมแทบไม่อยู่

ทว่า...

เอ๊ะ

ปลายนิ้วอุ่นที่อยู่ในมือเคลื่อนไหวเบาหวิว

คล้ายพยายามจะคว้ามือที่สั่นเทาของผม

ร่างของจินยองตรงหน้า

กำลังเผยอเปลือกตา

มองพวกเราทั้งสามคน

ทันใดนั้น ประตูห้องเปิดออก นางพยาบาลสองคนถลาเข้ามาในห้อง

"เกิดอะไรขึ้นคะ" คนหนึ่งถามเมื่อได้ยินเสียงเตือนของเครื่องวัดสัญญาณดังไม่หยุด

ทั้งคู่เข้ามาสำรวจใกล้ๆ

"พี่จินยอง...หัวใจหยุดเต้น" ยูคยอมฟ้องเสียงเครือ น้ำตาไหลพราก

"แล้วทำไมพี่จินยองฟื้น..." แบมแบมพูดต่อด้วยน้ำเสียงเดียวกัน

เราทั้งสามคนสับสนจนพูดอะไรต่อไม่ออก

"ใจเย็นๆ นะคะ ตัวจับสัญญาณหลุดจากนิ้วค่ะ" พยาบาลอีกคนบอก พร้อมกับหยิบวัตถุเจ้าปัญหาขึ้นมาให้ดู




"สวัสดี พัค จินยอง"

เสียงเอ่ยทักทายมาจากตัวผมในวิดีโอ

"นายคงแปลกใจสินะ ว่าทำไมฉันถึงอัดวิดีโอถึงตัวฉันเองในอนาคต ถ้านายกำลังดูวิดีโอนี้อยู่ละก็ แสดงว่านายลืมฉันจริงๆ ด้วย"

ผมรู้สึกหมั่นไส้หมอนี่ขึ้นมานิดๆ

"นายลืมฉัน ยังไม่น่าโกรธเท่าไหร่ แต่นายจะทำให้พี่มาร์คเสียใจ ฉันนี่โคตรโมโหเลย"

นายนั่นแหละ ไหนว่ารู้อนาคต แล้วทำไมถึงเกิดอุบัติเหตุนั่นได้ ผมก่นด่าในใจ

"นี่ จินยอง จริงๆ แล้วฉันเห็นแม้กระทั่งอนาคตว่านายจะแก้ปัญหานี้ได้ยังไง ฉันจะบอกนายให้ก็ได้ เพียงแต่ไม่รู้ว่าคนขี้ขลาดอย่างนายจะกล้ามั้ย ฉันเชื่อในตัวนายนะ ว่าแต่นาย เชื่อในตัวฉันรึเปล่า?"

นั่นเป็นของขวัญชิ้นสุดท้ายจากตัวผมในอดีต


เพราะมาร์คเชื่อในตัวจินยอง ผมจึงเชื่อในตัวจินยอง

เพราะมาร์คเชื่อในตัวผม ผมจึงเชื่อในตัวผม

ในที่สุด ผมก็ได้กลับมา

ภาพอนาคตที่ยากเกินปะติดปะต่อทำให้ผมเข้าใจผิดมาตลอดว่าคนที่จะสูญเสียความทรงจำคือมาร์ค

โชคดีเหลือเกิน ที่ผมได้เห็นอนาคตของตัวเองก่อนวันเกิดเหตุนั่น

ถึงผมจะตื่นขึ้นมาอีกครั้งพร้อมกับพัค จินยองคนเก่า แต่ผมก็ไม่เห็นภาพอนาคตอีกต่อไปแล้ว

บางที... แบบนั้นอาจจะดีกว่า

การไม่มีพลังพิเศษใดๆ ทำให้ผมเตรียมใจพร้อมตลอดเวลาว่าต้องทำวินาทีปัจจุบันให้ดีที่สุด เพราะเราไม่มีทางรู้ว่าจะมีอะไรคาดไม่ถึงเกิดขึ้น

ผมจะให้ความสำคัญกับทุกๆ วินาที

ผมจะปกป้องคนที่ผมรักด้วยกำลังของคนธรรมดาที่ผมมี


"ว่าแต่นายไปรู้วิธีคืนความทรงจำบ้าๆ นี่มาจากไหน" มาร์คถามขึ้นหลังจากเรากลับมาถึงบ้าน

ก่อนหน้านี้ผมต้องคิดหาเหตุผลในการอธิบายให้คนรอบข้างฟังว่าผมไม่ได้ฆ่าตัวตาย

มันยากมากทีเดียวที่จะทำให้คนเข้าใจโดยไม่แตะต้องในสิ่งที่พวกเขาไม่มีวันเข้าใจ

นั่นเป็นเหตุให้ผมแกล้งพูดไม่ได้อยู่หลายวัน เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกถาม มันอึดอัดจนอกแทบจะแตก

แต่แล้ว ก็จบด้วยการที่ผมแกล้งจำเหตุการณ์อะไรไม่ได้แทน ทั้งเรื่องที่หนีหายไป และเรื่องที่กระโดดสะพานข้ามแม่น้ำ

"แหวนไง" ผมตอบ "ตอนที่พบว่าคีย์เสียงซอลถูกใช้ซ่อนเอสดีการ์ด ผมก็เอะใจขึ้นมาว่าลายบนแหวนของพี่ก็มีความโค้งที่คล้ายๆ กับกุญแจซอล"

มาร์คกลอกตาราวกับคิดตาม

"หลังจากผมออกมาจากบ้านวันนั้น ผมก็เดินทางเรื่อยเปื่อยไปตามสถานที่ที่น่าจะมีความทรงจำกับพี่ ผมไม่อยากยอมแพ้จินยองในวิดีโอนั่น ผมอยากกลับมาหาพี่ อยากพาคนที่พี่รักกลับมาหาพี่ แต่การเดินทางคนเดียวมันทำให้ผมได้คิดทบทวนอะไรหลายๆ อย่าง แม้แต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่ผมเกือบไม่ได้ใส่ใจ"

"เช่น...?"

"เช่น พัค จินยองคือตัวผม ถ้าผมเห็นภาพอนาคตของตัวเองแบบที่เขาเห็น ผมคงไม่อยู่เฉยแน่ ผมต้องทำอะไรสักอย่าง"

"นั่นสิ แค่ทนใช้คีย์บอร์ดที่ไม่มีเสียงซอลมาตลอด เพื่อซ่อนเอสดีการ์ดไว้ในคีย์บอร์ด ฉันก็อึ้งเกินพอแล้ว แต่ก็สมเป็นนายดีนะ"

"ผมฉลาดใช่ไหมล่ะ"

"แล้วนายไม่คิดบ้างเหรอ ว่าฉันจะหาไม่เจอ"

"ผมไม่ได้วางแผนเพื่อให้พี่หาเจอ ผมแค่หวังว่าพี่จะหามันเจอ อย่างน้อยพี่ก็น่าจะเอาแหวนออกมาดูบ่อยๆ ในฐานะของสำคัญ แต่กรณีของผม ผมแน่ใจว่าตัวเองต้องหาเจอ"

"แล้วนายหาเจอได้ยังไง มันอยู่ในคีย์บอร์ดอีกอันไม่ใช่เหรอ"

"เพราะแหวนของผม ลายของมันมาจากกุญแจฟา ดังนั้นผมต้องหาคีย์เสียงฟาที่มีสติกเกอร์รูปดาวติดอยู่"

"ทำไมไม่ทำคีย์บอร์ดตัวเดียวกันไปเลยล่ะ"

"ก็พี่หลับอยู่ ผมต้องไปทำนอกห้อง จะให้ผมแบกคีย์บอร์ดใหญ่ๆ ออกไปได้ยังไง"

มาร์คถอนหายใจ รวบตัวผมไปกอด

"นายกลับมาหาฉันจริงๆ ด้วย จินยอง"

"ผมจะกลับมาหาพี่เสมอ"

ผมกอดเขาตอบ

"เพราะพี่เป็นดาวนำทางของผม พาเด็กหลงทางอย่างผมกลับบ้าน"

เขาทำตาโต หันมามองหน้าผม

"จินยองงี่"

"รักนะ รักที่สุด"

ผมจูบริมฝีปากคู่นั้นเบาๆ มองหน้าเขา ก่อนบรรจงประทับจูบที่จริงจังซ้ำลงไปอีกครั้ง

มาร์คหลับตารับสัมผัสที่แสนหวาน แล้วขยับตอบอย่างเชื่องช้า เนิ่นนาน ราวกับกำลังซึมซับความรู้สึกและไออุ่นของพวกเราในแต่ละวินาที

ถึงแม้จะผ่านช่วงเวลาแห่งความเจ็บปวดมา แต่การจากลาในวันวานก็ไม่ได้ทำให้สายสัมพันธ์ในวันนี้ของพวกเราเปราะบางลงได้เลย

ตรงกันข้าม พวกเรากลับยิ่งผูกพันกันมากยิ่งขึ้นในทุกๆ วัน

ผมไม่รู้ว่าอนาคตพวกเราจะต้องจากกันอีกหรือไม่

แต่ไม่ว่าอย่างไร ผมก็จะตะเกียกตะกายกลับมาหาเขาให้ได้ เพราะเราคือดวงดาวของกันและกัน


จบ.

ผลงานทั้งหมด ของ something to live and die for

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

2 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 9 มกราคม 2561 / 12:56
    งื้อออ ในที่สุดทุกอย่างก็กลับมาอยู่ในที่ในทางของมัน
    แอบกลัวมากๆว่าจินยองจะหายไปจริวๆ แต่สุดท้ายความรักก็พาจินยองกับพี่มาร์คมาเจอกันจนได้  แฮบปรี๊~~~
    #2
    0
  2. วันที่ 16 กรกฎาคม 2559 / 21:16
    จบแบบ แฮปปี้เอน เย้
    ในที่สุดจินยองก็จำได้หมดแล้ว
    ขอบคุณมากค่ะ ที่แต่งเรื่องราวดีๆให้เราได้อ่าน
    คือเป็นอะไรที่ดีมาก มีความซับซ้อน เราชอบเรื่องซ่อนการ์ดไว้ในตัวโน้ตของเปียโนกับแหวนจัง
    หวังว่าจะได้อ่านนิยายดีๆจากคนแต่งอีกนะคะ เลิฟ
    #1
    1
    • 16 กรกฎาคม 2559 / 23:30
      มาคอมเมนต์เร็ววมากเลย ขอบคุณจริงๆ ค่ะ ดีใจสุดๆ

      แอบสารภาพว่าการซ่อนการ์ดไว้ในตัวโน้ตเนี่ย ทำได้จริงรึเปล่าก็ไม่รู้ล่ะ เพราะคนเขียนไม่เคยลอง 555 มโนเท่านั้นที่ครองโลก

      คิดถึงโมเมนต์จูเนียร์กับมาร์คฮยองจังเลย เมื่อไหร่จะมีโมเมนต์ใหม่ๆ มาให้ชิปแรงๆ อีกน้า >////<
      #1-1