NP’ s Palette

ตอนที่ 2 : ตอนที่ 1 #F9A732 Sunrise Orange

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    16 พ.ค. 63

 

ตอนที่ 1 

#F9A732 Sunrise Orange

 

เสียงของใบไม้ที่กระทบกันจากลมโกรก เสียงของผู้คนดังเจือยแจ้ว

 

เสียงเหล่านั้นดังแว่วขึ้นมาในโสตประสาททันทีที่ผมดันประตูบานใหญ่ให้เปิดออก

 

ผมก้าวเท้าออกมาพ้นร่มเงาของอาคาร หยี๋ตาลงสู้กับแสงแดดจ้า วันนี้ไม่มีเมฆเลยแม้แต่นิดเดียว แม้แต่ลมก็ไม่มี อากาศร้อนอบอ้าวค่อย ๆ เพิ่มอุณหภูมิร่างกายของผมให้สูงขึ้น หลังจากที่โดนแอร์เป่าตัวเย็นเฉียบอยู่ในห้องพักอาจารย์เกือบสามชั่วโมง เพื่อประชุมกันเกี่ยวกับโปรเจคจบที่ผมกำลังทำ

ผมเดินต่อมาเรื่อย ๆ ตามทางเท้าเล็กไปทางด้านหลังตึก จนกระทั่งสุดทาง ตรงหน้าของผมก็ปรากฏลานจอดรถกว้างที่ยาวเชื่อมไปถึงอีกตึกที่อยู่ถัดไป แต่นั่นไม่ใช่เป้าหมาย ผมเลี้ยวขวาเต็มตัวก่อนจะเดินตรงมาหยุดอยู่ที่หน้าประตูกระจกบานใหญ่ ที่ถูกปิดเอาไว้ด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์จากด้านในจนมิดชิด

 

ที่นี่คือห้องของชมรมมอเตอร์ไซด์ของผมเอง

 

ถึงจะพูดอย่างนั้นแต่จริง ๆ แล้วชมรมของเราก็เป็นแค่เปลือกนอก เพราะเราไม่เคยเปิดให้คนนอกสมัครเข้ามาเลย สมาชิกทั้งหมดในชมรมมีแค่สิบสามคนเป็นกลุ่มเพื่อน ๆ น้อง ๆ ที่อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่สมัยมัธยม บางคนก็ลากยาวมาตั้งแต่สมัยประถม โดยมี ไรย์ เพื่อนสนิทของผมเป็นหัวหน้ากลุ่ม แต่ก็นะ ต่อให้เปิดรับสมัครไปผมว่าก็คงไม่มีใครกล้ามาหรอก 

 

ก็กิตติศัพท์ของเราน่ะ ยืนหนึ่งเรื่องมีการต่อยตีมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว

 

“เอ้า! ไปกันหมดเนี่ย” ผมกวาดสายตามองไปทั่วห้องแต่ก็กลับมีแค่ความเงียบสงัด แปลกมาก ปกติเวลานี้จะต้องมีคนมาอยู่แล้วนะ อย่างน้อย ๆ ก็ไรย์ละคนหนึ่ง แต่นี่อะไรกันประตูก็ไม่ล็อก แอร์ก็เปิดทิ้งไว้….

อ่า-

มีเรื่องแน่ ๆ

นึกได้อย่างนั้นแล้วผมก็หยุดคิด ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาที่ประจำ ห้องนี้เป็นห้องโถงกว้างโล่ง ๆ เราจัดแบ่งพื้นที่เอาไว้หนึ่งต่อสอง หนึ่งส่วนที่ว่าก็คือที่ผมกำลังนั่งอยู่ตอนนี้ เป็นโซนนั่งเล่น ถ้าเปิดประตูเข้ามาก็จะเจอเลย ส่วนที่เหลือก็เอาไว้สำหรับให้น้อง ๆ ฝึกต่อสู้ 

ผมถอนหายใจออกมายาวพลางเอนตัวลงนอนแล้วหลับตา

คุยงานเมื่อกี้ทำเอาหัวผมหนักไปหมด

ของีบสักหน่อยละกัน เดี๋ยวถ้าพวกนั้นกลับมาคงจะเสียงดังวุ่นวายจนหลับไม่ลง

 

ปึ่ง!

 

เสียงเปิดประตูดังลั่น กระชากหัวผมออกมาจากนิทรา ผมสะดุ้งโหยงเด้งตัวขึ้นมานั่ง แล้วภาพตรงหน้าผมก็ดีดให้ความงัวเงียหายไปในพริบตา

“ไรย์! นี่มันอะไรเนี่ย” ผมมองสภาพของเพื่อนผมตั้งแต่หัวจรดเท้า คิ้วแตก ปากแตก เสื้อผ้าหลุดลุ่ย ผมลากสายตาต่อไปดูสภาพน้อง ๆ คนอื่นที่มาด้วยกัน แต่ก็เหมือนจะไม่ได้มีใครเป็นอะไร ผมหันกลับมาหาเขาอีกครั้ง พร้อมกับเครื่องหมายคำถามตัวยักบนหน้า ถึงอย่างนั้นคำตอบของเขาก็มีเพียงการพยักหน้าหนึ่งทีอย่างเนือย ๆ แล้วทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟาข้างกัน 

และก็คงเพราะท่าทางของเราเริ่มจริงจัง คนอื่น ๆ จึงเริ่มกระจายตัวกันออกไปอย่างรู้งาน ในขณะเดียวกับที่ในหัวผมเริ่มประมวลผล ครั้งนี้มีแค่ไรย์คนเดียวที่มีเรื่อง น้อง ๆ น่าจะแค่บังเอิญไปเห็นเลยยกโขยงตามกันไป แต่ก็ได้แค่ดู ไม่สามารถยื่นมือเข้าไปยุ่งได้ เหตุผลไม่ใช่แค่เรื่องฝีมือแต่น่าจะถูกห้ามเพราะไม่อยากให้เลยเถิด พวกเขาคุมให้สถานการณ์ทั้งหมดอยู่ในกรอบของการดวล

คนที่ทำให้ไรย์เป็นสภาพนี้ได้มีแค่คนเดียว

“พีนัทเหรอ”

“อืม”

พีนัทเป็นหัวหน้าของอีกกลุ่มที่เป็นอริกับเรามาตั้งแต่สมัยมัธยม และก็ยังคงเป็นอย่างนั้นต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน เขากับไรย์มีฝีมือเทียบเท่ากัน ผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะคาดเดาไม่ได้ แต่ก็นะ ยิ่งนับวันที่โตขึ้นการปะทะของสองคนนี้ก็ยิ่งรุนแรงขึ้น เพราะอย่างนั้นช่วงหลัง ๆ มานี้พวกเขาก็ต่างหลีกเลี่ยงที่จะเผชิญหน้ากันโดยตรง ในขั้นที่ว่าต่อให้กลุ่มเรามีเรื่องกัน ทั้งไรย์แล้วก็พีนัทจะไม่ลงมาสู้ จนแทบจะไม่ได้มีเรื่องกันมาเป็นปี….

“ทำไมวะ”

“ไม่รู้ดิ”

“ห้ะ?”

“ไม่ต้องทำหน้างง ไม่รู้จริง ๆ ไม่รู้ว่ามันอารมณ์บูดมาจากไหน อยู่ดี ๆ แค่เดินสวนกัน ก็พุ่งเข้ามากระชากคอฉันไปหลังตึก แล้วก็ชี้หน้าบอกให้ดวลกัน ถึงจังหวะนั้นแล้วจะไม่รับคำท้ามันก็ไม่ได้ใช่ไหมล่ะ น้อง ๆ ก็อยู่”

“หึ! แล้วเป็นไงอะ ชนะไหม”

การท้าดวลกันหนึ่งต่อหนึ่งเป็นกฎที่เราตั้งขึ้นมาตั้งแต่สมัยแรกเริ่ม โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องเป็นการดวลที่ทั้งสองฝ่ายยินยอม ถ้าทั้งคู่ฝีมืออยู่ระดับเดียวกันจะดวลกันสามหมัด แต่ถ้าเป็นการดวลข้ามรุ่นก็จะตัดสินกันแค่หมัดเดียวใครต่อยอีกฝ่ายโดนครบก่อนก็ชนะ แล้วก็ต้องหยุดสู้ทันที ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้เกียรติกันและส่วนหนึ่งก็เพื่อจำกัดความเสียหาย

“หึ! เห็นเลือดอาบหน้าอย่างนี้ แต่ก็โดนแค่สองหมัดนะ…..แต่เอาจริง ๆ นับว่าเสมอน่าจะดีกว่ามั้ง ฉันว่าหมัดสุดท้ายฉันมัน ฟลุค ๆ ยังไงก็ไม่รู้ เหมือนมันเหม่อไปแวบหนึ่งเลย อยากลองไปแก้มืออีกสักทีเหมือนกันนะ” 

ผมลุกขึ้นมาในระหว่างที่เขากำลังพูดโม้ หยิบผ้าขนหนูผืนหนึ่งมาจากล็อกเกอร์แล้วเอาไปชุบน้ำให้หมาดแค่ครึ่งเดียว แล้วจึงเดินกลับไป โยนมันให้เขา “เอาไป เช็ดเลือดสักทีเถอะ แล้วก็หยุดความคิดไว้แค่นั้นเลยนะ ปีนี้เปิดมาอยู่กันสงบ ๆ ก็ดีอยู่แล้ว ถ้าแกไปท้าดวลอีกที รับรองเลยว่าเดี๋ยวน้องมันก็จะฮึดฮัดไปท้าตาม แล้วถ้าคุมไม่อยู่ มีเรื่องขึ้นมาจริง ๆ จะทำยังไง”

“พูดเล่นน่า พูดเล่นเฉย ๆ ไม่ไปหาเรื่องจริงหรอก อย่าจริงจังสิ”

“รู้ละน่า แล้วนี่จะรอไอวี่มาทำแผลให้ใช่ไหม”

“อื้อ” เขาตอบกลับมาอย่างลูกหมา เหตุผลก็เพราะชื่อ ไอวี่ ที่ผมพึ่งพูดถึง เธอเป็นแฟนของไรย์ เป็นเพื่อนของผม แล้วก็เป็นเหมือนแม่ของกลุ่มเลยก็ว่าได้ เรื่องความดุนี่ไม่เป็นรองใคร ถ้าให้แนะนำก็อย่าทำอะไรให้เธอไม่พอใจเลยดีกว่า……แต่ดูเหมือนว่าวันนี้ คงไม่รอดแน่ ๆ

“เค งั้นไปละ วันนี้ของลง”

“อืม”

“เตรียมหูรอฟังไอวี่บ่นให้ดีล่ะ ที่พูดเมื่อกี้อ่ะ ฟ้องแน่ ฮ่า- โอ๊ย!” ผมรีบคว้ากระเป๋าแล้ววิ่งหนีออกมา แต่ก็ไม่พ้นโดนไรย์ปาหมอนอัดเข้าเต็มหัวก่อนจะออกพ้นประตู ให้ตายเถอะ หมอนอันนี้มันไม่นิ่มนะเนี่ย

เสียงหัวเราะยังเครืออยู่ในลำคอของผมอีกสักพักหลังจากปิดประตูลง ผมเดินต่อมาอีกนิดหน่อยจนถึงรถมอเตอร์ไซด์คันใหญ่สีดำสนิทที่จอดอยู่ที่ลานจอดรถ ผมใส่หมวกกันน็อกให้เรียบร้อยก่อนจะขึ้นรถ ขับตรงไปยังร้านกาแฟที่ตั้งอยู่ถัดไปจากมอไม่ไกล

เมื่อกี้จริง ๆ แล้วตอนแรกที่เห็นหน้าไรย์ก็นึกว่าเขาจะไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไหร่กับที่ไปมีเรื่องมา แต่ก็นะ พอคุยกันแล้วก็รู้สึกได้ว่าเขาเองก็ไม่ได้ติดใจอะไรมากมายกับเรื่องนี้ ดูท่าจะมองเป็นแค่การดวลทดสอบฝีมือไปแล้วด้วยซ้ำ 

แน่นอนว่าผลของการท้าดวลเป็นสิ่งที่เราทุกคนต่างเคารพ

แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ดูจากหน้าน้อง ๆ แล้วก็คงจะไม่ได้พอใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นเท่าไหร่นัก แม้ว่ามันจะจบด้วยการที่ไรย์ชนะการดวลก็ตาม 

 

ผ่านไปไม่นานผมก็มาจอดรถอยู่ที่ลานจอดรถข้าง ๆ ร้าน Juniper เป็นคาเฟ่กาแฟเล็ก ๆ สำหรับนั่งชิว ภายในร้านตกแต่งเอาไว้ง่าย ๆ คลุมโทนสีน้ำเงิน เหลือง แล้วก็ดอกทานตะวัน แล้วก็เป็นร้านของผมเอง เปิดมาตั้งแต่ช่วงปิดเทอมก่อนขึ้นปีสาม จนถึงตอนนี้ก็ปีกว่าแล้ว ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่ได้มาทำเต็มตัวขนาดนั้น เพราะว่าผมมาเปิดร้านได้แค่วันที่ไม่มีเรียน แล้วก็ยังไม่ได้คิดจะจ้างพนักงานมาประจำ ผมว่ามันยังไม่จำเป็นขนาดนั้นถ้ายังทำคนเดียวไหวก็ทำไปก่อน

ที่ช่วยเบาแรงได้ตอนนี้ก็คงเป็นพวกเบเกอร์รี่ที่สั่งมานี่ล่ะนะ

“เมล! โทษที มานานหรือยัง” ผมรีบเดินไปที่หน้าร้านพลางเอ่ยปากเรียก เมล ผู้หญิงที่ยืนพิงประตูร้านของผมอยู่ ข้าง ๆ ตัวเธอมีกล่องโฟมใบใหญ่วางอยู่ 

เธอหันมาหาผมแล้วยิ้มให้ “พึ่งมาถึงเมื่อกี้เลย เปิดประตูสิ จะได้เอาของเข้าไป”

“อืม” ผมพยักหน้ารับก่อนจะหันไปเปิดประตู แล้วขนของเข้าไปด้านใน เมลยื่นใบรายการสั่งซื้อมาให้ ผมตรวจของ เซ็นรับ แล้วก็จ่ายเงิน เท่านี้ก็เสร็จเรียบร้อย “แต้งกิ้ว…..จะกินน้ำอะไรก่อนไหม”

“ไม่ล่ะ วันนี้มีงานต้องรีบเคลียส่ง เค้กจะมาส่งพรุ่งนี้เที่ยงนะ ไปละ ไว้เจอกัน” เธอโบกมือลาพร้อมรอยยิ้มก่อนจะเดินจากไป ในขณะเดียวกันผมก็เริ่มจัดแจงแกะของแล้วจัดขึ้นชั้นวางให้เรียบร้อย จนเวลาผ่านไปสักครู่ใหญ่ ๆ งานของผมในวันนี้ก็เสร็จสิ้น ผมทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้พลางบิดตัวไปมาคลายความเมื่อยล้า

 

ผมเอนตัวไปด้านหลัง เงยหน้ามองเพดาน

 

ถึงเวลาที่ควรจะพักได้แล้ว

 

แต่ว่า-

 

กริ้ง!

 

เสียงกระดิ่งหน้าร้านของผมดังขึ้น

ผมรีบดึงตัวเองให้กลับมานั่งตรงแล้วมองไปทางต้นเสียง ตรงนั้น ที่ประตูทางเข้ามีผู้ชายคนหนึ่งยืนอยู่ เขาใส่ชุดนักศึกษาดูท่าแล้วน่าจะเป็นเฟรชชี่…..ดูท่าแล้วน่าจะเป็นคนที่ผมรู้จัก 

“พีแคน!?” ใช่ พีแคน น้องชายของพีนัท คนที่พึ่งแลกหมัดกับไรย์ไปเมื่อบ่ายที่ผ่านมา น้องชายของหัวหน้ากลุ่มที่เป็นอริกับพวกผม มาที่นี่ได้ยังไงเนี่ย!

“ครับ”

“ครับ? มาทำอะไรเนี่ย ทำไม ไม่พอใจอะไรกับผลการดวลวันนี้หรือไง”

“ดวลเหรอ? ใครกับใครครับ”

“ก็ไรย์กับพีนัทไง”

“จริงเปล่าเนี่ย! แล้วใครชนะเหรอ”

“……” ผมกลืนน้ำลายอึกหนึ่งกับความรู้สึกไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไหร่นัก ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าเขา ที่จนถึงตอนนี้ก็ยังคงทำตาเป็นประกาย ท่าทีตื่นเต้นกับเรื่องท้าดวลที่ผมพึ่งพูดไป “เข้าเรื่องเถอะ มาทำไม”

“เอ่อ…..คือผม อยากให้พี่ฝึกการต่อสู้ให้ผมหน่อย ได้ไหมครับ”

“ตลกละ” ผมคว้าต้นแขนเขาแล้วดันร่างเล็กให้ออกไปนอกร้าน กับความรู้สึกหงุดหงิดใจเล็ก ๆ ที่ตอนนี้มันกำลังจะเพิ่มสูงขึ้น เพราะเขาสะบัดมือของผมออกก่อนจะวิ่งเข้าไปยืนเกาะอยู่ข้างเคาท์เตอร์หน้าตาเฉย

“ผมไม่ตลกนะ ผมพูดจริง ๆ”

“งั้นฉันก็จะพูดจริง ๆ เหมือนกัน ฟังนะ ฉัน-ไม่-ฝึก-ให้ เด็ดขาด! แล้วก็ออกไปได้แล้ว เข้าใจสถานการณ์ตอนนี้หน่อยสิ เมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมาไรย์กับพีนัทพึ่งต่อยกันไปนะ ถึงจะบอกว่าเป็นการดวลก็เถอะ แต่พีนัทเป็นคนมาหาเรื่องก่อน ไรย์จำเป็นต้องรับคำท้าเพื่อให้มันจบกันแค่สองคน…..แต่รู้ใช่ไหม ว่าคนอื่นในกลุ่ม ยังมีความไม่พอใจกันอยู่ทั้งสองฝ่ายนะ พวกเราไม่พอใจที่จู่ ๆ พีนัทก็เข้ามาหาเรื่องแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย พวกนั้นเองก็คงไม่พอใจที่พี่นัทแพ้”

“เรายังไม่ทำอะไรเพราะเคารพผลการดวลของสองคนนั้น แต่ถ้ามีชนวนแค่นิดเดียว…..รู้ไหมจะเกิดอะไร ถ้าตอนนี้มีใครมาเห็นเราอยู่ด้วยกัน รู้ไหมว่ามันอาจจะทำให้เรื่องบานปลา-….!” คำพูดของผมขาดห้วงไปทันที เมื่อจู่ ๆ พีแคนก็ทำหน้าตาตื่น ย่อตัวลงแล้วพุ่งเข้าไปในช่องว่างใต้เคาท์เตอร์ 

อะไรของเขาเนี่ย!?

และก่อนที่ผมจะได้นึกสงสัยไปมากกว่านี้ เสียงกระดิ่งหน้าร้านก็ดังขึ้นพร้อมกับเสียงทุ้มที่คุ้นเคย

“เนวี่! เมื่อกี้ลืม-……อะไรเนี่ย ตกใจขนาดนั้นเลยเหรอ”

“ก็เออน่ะสิ มาไม่ให้ซุ่มให้เสียง” ให้ตายเถอะ หัวใจเต้นจนจะทะลุ จังหวะนรกเกินไปแล้ว 

“ครับ ๆ พ่อคนขวัญอ่อน”

“แล้วนี่เมื่อกี้บอกว่าลืมอะไร”

“อ่อ มีดสั้นอะ เมื่อวานเจออยู่ในกระเป๋าเฉยเลย สงสัยเผลอหยิบไปตอนเมา ว่าจะให้ตั้งแต่ในคาบแล้วแต่ลืม ผ่านมาแถวนี้พอดีเลยเอามาให้ก่อน” เขาพูดพลางยื่นมีดสั้นขนาดกลางสีดำด้านมาให้ผม แล้วผมก็รับมันมาถือเอาไว้

“นึกว่าทำหายไปละ แต้งกิ้ว”

“เค งั้นไปละ เมื่อกี้ปล่อยไอวี่ไว้อยู่ร้านเมล่อนปัง” 

เราพยักหน้าตอบรับกันเล็กน้อยก่อนที่ไรย์จะเดินไปขึ้นมอเตอร์ไซด์ที่จอดไว้ข้างหน้าแล้วออกตัวไป ผมถอนหายใจออกมายาว ทีนี้ก็ถึงเวลาที่ต้องเคลียกับคนที่หลบอยู่ใต้เคาท์เตอร์แล้ว ผมเดินไปล็อกประตูกระจกหน้าร้าน แล้วจึงเดินกลับมา คว้าแขนเขาให้ลุกขึ้น แล้วพาเดินเข้าไปที่ห้องพักด้านในเพื่อหลบสายตาจากด้านนอก

แต่ว่าทำไมถึงเอาแต่ทำหน้าหงอย ก้มหน้าก้มตาอย่างนี้ล่ะ เพราะที่โดนดุเมื่อกี้เหรอ

“ผมขอโทษ”

“ไม่เป็นไร เมื่อกี้ไรย์ไม่เห็นหรอก”

“ไม่ใช่เรื่องนั้น….ผมคิดดูแล้ว พี่พีนัทคงไปหาเรื่องพี่ไรย์เพราะผม คือว่า เมื่อเช้าผมไปขอให้พี่พีนัทอยู่กลุ่มด้วยมา แต่ว่าโดนปฏิเสธ บอกว่าผมยังมือไม่ถึง พอขอให้ฝึกให้ ก็บอกว่ากลุ่มของเขาไม่ใช่โรงเรียนสอนต่อสู้ ถ้าจะเข้ามาก็ต้องมีฝีมือตั้งแต่แรก ผมไม่พอใจ ก็เลย…..เผลอพูดออกไปว่าจะไปเข้ากลุ่มพี่ไรย์ แล้วก็หนีออกมาเรียนเลย คิดว่าพี่พีนัทคงรู้ว่าผมประชด ไม่คิดว่ามันจะ….” เสียงน้องแผ่วลงไปเรื่อย ๆ ทั้งยังทำหน้าตาอย่างกับจะร้องไห้

ทำยังไงดีล่ะ

“แต่พี่คิดว่าพีนัทเข้าใจว่าประชดนะ ที่มาหาเรื่องคงเพราะไม่พอใจที่นายพูดถึงไรย์มากกว่า”

ให้ตาย! ความหมายผิดไปหมด

“ขอโทษครับ ขอโทษจริง ๆ ครับ”

“ไม่ใช่ ไม่ได้จะหมายความอย่างนั้น พี่หมายถึง จริง ๆ แล้วถึงคำพูดนั้นจะไปสะกิดใจพี่นัท แต่ที่พวกเขามีเรื่องกันก็เป็นเพราะความรู้สึกส่วนตัว นายไม่เกี่ยวหรอก ไม่ต้องขอโทษ”

“ครับ…..งั้นผมกลับแล้วดีกว่า ขอโทษที่รบกวนนะครับ” แล้วเขาก็ยังคงพูด ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมาสบตา ก่อนจะเบี่ยงตัวแล้วเดินตัวเหี่ยว ๆ ออกไปจากห้อง 

แล้วก็ไม่รู้ว่าทำไม

แต่ตอนนี้ผมกำลังคว้าแขนเขาเอาไว้แล้วดึงให้กลับมายืนอยู่ข้าง ๆ กัน ผมถอนหายใจออกมาอีกครั้ง ผมไม่รู้ว่าสิ่งที่ผมกำลังจะทำมันสร้างความเดือดร้อนอะไรภายหลังหรือเปล่า แต่พีแคนก็เป็นน้องคนหนึ่งที่ผมเห็นมานาน แม้จะเป็นในฐานะของน้องชายพีนัทก็เถอะ 

ผมปล่อยน้องไปทั้ง ๆ แบบนี้ไม่ได้ ถ้าผมปฏิเสธ ผมกลัวว่าน้องจะไปเข้ากลุ่มคนที่ไม่น่าไว้ใจ

อย่างน้อย ๆ ก็แค่ตอนนี้

“จะฝึกให้ก็ได้”

“ครับ? นี่พี่ยอมฝึกให้ผมเหรอ! จริง ๆ เหรอ” พีแคนหันมาหาผมด้วยแววตาลุกวาว ท่าทีเปลี่ยนไปคนละขั้ว นี่ผมคงไม่ได้โดนน้องหลอกปั่นหัวอยู่หรอกใช่ไหม

“อืม แต่ก็อย่าให้คนอื่นรู้ละกัน พี่ไม่อยากมีปัญหา ไม่อยากให้มันเป็นเรื่อง”

“ครับ ได้ครับ ผมจะระวังนะ”

“อืม…..งั้นอยากกินน้ำไรไหม เดี๋ยวทำให้”

“ชาเขียว” ผมพยักหน้ารับก่อนจะเดินออกไปตรงเคาท์เตอร์แล้วชงน้ำให้น้องตามสั่ง ใช้เพียงเวลาครู่หนึ่งชาเขียวก็ถูกรินใส่แก้วใส ใส่น้ำแข็ง ผมเดินกลับเข้าไปในห้องพักพร้อมน้ำแก้วนั้น ยื่นให้เขา ก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้ตรงหน้า

“ขอบคุณครับ นี่พี่ทำร้านนี้คนเดียวเหรอ”

“อืม ใช่”

“ให้ผมช่วยได้ไหม แลกกัน กับที่พี่ช่วยฝึกให้ผม”

“ไม่ต้องหรอก ที่คุยเมื่อกี้นี้ลืมแล้วเหรอไง ถ้ามาช่วยทำงานที่ร้านเดี๋ยวสักวันก็มีคนมาเห็นจนได้”

“ก็ช่วยอยู่ในห้องนี้ไง นั่นอ่ะ เดี๋ยวเป็นคนล้างแก้วให้ นะ ๆ” เขาชี้นิ้วไปที่ซิงค์ล้างจานที่อยู่ด้านหลังผม ยิ้มกว้างแล้วก็พยักหน้าไม่หยุด จนเป็นผมเองที่เผลอหลุดหัวเราะออกมา

เราทั้งคู่กำลังหัวเราะออกมา

รู้ตัวอีกทีบรรยากาศตึง ๆ เมื่อครู่ก็หายไปหมดแล้ว

“ตามใจละกัน….แล้วทำไมจู่ ๆ ถึงอยากฝึกขึ้นมาล่ะ ก่อนหน้านี้ก็ไม่เห็นจะสนใจเท่าไหร่ไม่ใช่เหรอ”

“คือเรื่องนั้น…..ผมมีรุ่นพี่ที่ชอบอยู่คนหนึ่งอ่ะครับ อยู่ปีสองภาคเดียวกัน จริง ๆ ก็แอบมองมาตั้งแต่ช่วงรับน้องแล้ว เพื่อนผมที่สนิทกับรุ่นพี่บอกว่าพี่เค้าค่อนข้างปลื้มพวกพี่ไรย์กับพี่พีนัท ผมก็เลยคิดว่าถ้าผมได้อยู่ในกลุ่ม ก็อาจจะทำให้พี่เค้าประทับใจบ้างก็ได้”

“อื้อ ก็ดูสมกับเป็นเฟรชชี่ดีนะ เป้าหมายชัดเจนดี งั้นวันฝึกก็เอาเป็นหลังปิดร้านละกัน น่าจะประมาณทุ่มหนึ่ง วันพฤหัสถึงวันอาทิตย์ แล้วก็ถ้าเป้าหมายคืออยากเข้ากลุ่มกับพีนัท พี่ก็จะฝึกให้จนกว่าพีแคนจะชนะในการดวลหมัดเดียวก็แล้วกัน เท่านั้นก็น่าจะพอ ดีล”

“ดีลครับ” 

เราสองคนยื่นมือมาจับกันหนึ่งทีเป็นการปิดข้อเสนอ

 

..................................................

 

ตัวอย่าง ตอนที่ 2 #7BC4C4 Aqua Sky

 

“ทำไมพี่ต้องไปหาเรื่องพี่ไรย์ด้วย พี่ไม่รู้จริง ๆ เหรอว่าที่ผมพูดไปนั่นประชด”

 

“เรื่องครั้งนี้ พี่ยืนยันได้ว่าไม่เกี่ยวกับพีแคนนะ แต่ครั้งหน้า….ก็ไม่แน่”

 

“จริง ๆ ปกติพี่ก็ไม่ฝึกให้ใครง่าย ๆ นะ พีแคนได้โอกาสแล้ว พี่ว่าอย่าปล่อยให้หลุดมือดีกว่านะ”

 

“ไม่ใช่แค่ไอไรย์แต่ไม่ว่ากับใครก็ตาม ถ้าพีแคนคิดจะไปเข้ากลุ่มกับคนอื่น พี่ก็จะตามไปเอาเรื่องมัน”

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

0 ความคิดเห็น