Endless SSU | ลำดับ 1 แห่งไร้สิ้นสุด

ตอนที่ 9 : Role.8 - Try to be normally

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 52
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 12 ครั้ง
    13 ส.ค. 63

Role.8 - Try to be Normally

 

ลูเซียสเปลี่ยนช่องข่าวไปเรื่อย ๆ หลังจากที่การเก็บกู้ซากอารยธรรมและบันทึกเหตุการณ์ที่หายไปในรอยต่อประวัติศาสตร์จากการถูกทำลายโดยฝีมือมนุษย์บ้าง ฝีมือของภัยพิบัติทางธรรมชาติบ้าง องค์ความรู้บางอย่างก็ได้ถูกเติมให้เต็มฉบับ จะยกตัวอย่างก็เช่นศาสตร์ในการคำนวณของตรีโกณมิติซึ่งตั้งแต่อดีตมาจนถึงตอนนี้เป็นเพียงเศษเสี้ยวที่หลงเหลือจากการถูกเผาตำรา เมื่อทางการได้เก็บกู้ส่วนที่เหลือจากบันทึกเก่าแก่ที่ถูกรักษาไว้ในคลังสมบัติมังกร พวกมันส่วนที่เหลือได้รับการศึกษาและตีพิมพ์วิจัยแจกจ่ายอย่างกว้างขวางในบรรดานักคณิตศาสตร์ สูตรโครงสร้างและการคำนวณที่เพิ่มมานั้นทำให้สิ่งเดิมที่เคยมีอยู่ดูง่ายไปเลย แน่นอนว่าก็เป็นที่โอดครวญของเหล่านักเรียนนักศึกษารุ่นใหม่ผู้ต้องเตรียมปรับตัวกับหลักสูตรปรับปรุงอันมีเนื้อหาเข้มข้นมากขึ้น

คดีมังกรปิดลงโดยคณะเจ้าหน้าที่ของเอ็นเลสผู้รับเรื่องต่อจากรัฐบาล และด้วยการกระทำนี้ทำให้สายตาของประชาชนยังคงเฝ้ามองมาที่เอ็นเลสด้วยความคาดหวังกว่าเดิม ว่าปัญหาของพวกเขาจะคลี่คลายเมื่อมันถึงมือนักคุ้มครองและสารพัดรับจ้างขององค์กรเอกชนอันเลื่องชื่อแห่งนี้

สิ่งที่สื่อตีพิมพ์และแถลงการณ์ตามสำนักข่าวนั้นไม่ได้กล่าวถึงเรื่องราวทั้งหมดใต้ผืนน้ำลึกมืด ยังมีความรู้และประวัติศาสตร์ที่แท้จริงบางส่วนไม่ได้เปิดเผยออกมามีเพียงแค่คนแวดวงในที่เกี่ยวข้องถึงจะรู้ อย่างเหล่าเจ้าหน้าที่ผู้เก็บกู้ข้อมูลและแปลงให้ตัวอักษรเหล่านั้นกลายเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เพื่อเข้าระบบส่วนกลาง นอกจากนี้ก็มีเพียงนักประวัติศาสตร์เท่านั้นที่ได้รับรู้ถึงส่วนที่ขาดหายไป มีเพียงเนื้อหาประวัติศาสตร์บางส่วนที่เมื่อปล่อยออกสู่สาธารณะแล้วจะไม่เกิดความวุ่นวายเท่านั้นที่ถูกเผยแพร่อย่างกว้างขวาง

“ดีแล้วเนอะที่เก็บกู้ส่วนใหญ่ขึ้นมาได้ในเวลาสั้น ๆ” แฟร์เดินมาจากด้านหลังโซฟากระโดดข้ามพนักนั่งลงข้างลูเซียสที่กอดถังขนมเอาไว้

“การดำเนินการยังไม่เสร็จสิ้นแต่ว่าคงเก็บขึ้นมาได้ทั้งหมดนั่นแหละ” เธอออกความเห็นนิ่ง ๆ ไม่รู้สึกอยากรู้ถึงเรื่องราวของพวกมันเป็นพิเศษ แต่สิ่งที่สนใจคือปฏิกิริยาของเหล่าผู้คนต่อจากนี้

เพราะวิทยาการที่นำขึ้นมาบางส่วนนั้นช่วยทดแทนจุดที่เป็นไปไม่ได้และต่อยอดกระตุ้นความคิดในการวิจัยงานบางสาขา ส่วนที่ตื่นตัวกันเป็นพิเศษเห็นจะเป็นกลุ่มนักวิจัยทางทะเลที่สนใจพื้นที่อาถรรพ์มานาน เมื่อได้รู้กลไกข้างโลกใต้สมุทรที่แสนอันตรายนั่นจึงทุ่มเทเวลาและพลังสมองในการต่อกรกับธรรมชาติเหล่านั้นเพื่อสักวันพื้นที่อาถรรพ์จะทำอะไรพวกเขาไม่ได้อีกต่อไป

“ก็ไม่แน่หรอกวิธีเข้าออกอันตรายถึงจะได้เหล่ามังกรช่วยขนออกมาแต่ก็ใช่ว่าจะไม่เสี่ยง... อีกอย่างเพราะว่าหลังจากคดีมังกรนี้มันเกี่ยวข้องกับความรู้อันเป็นสิ่งสำคัญมากกว่าที่คิด พวกรัฐบาลเลยยิ่งจับตาเรามากกว่าเก่าเสียอีก” แฟร์ประสานมือหลังคอไหลเลื้อยไปกับโซฟาใหญ่

“ก็เป็นพวกชอบโยนงานที่ทำไม่ได้ไปให้คนอื่นเอง คนอื่นทำสำเร็จแล้วจะมาเสียดายโวยวายเอาทีหลังไม่เห็นแก่ตัวไปหน่อยรึไง” ลูเซียสขมวดคิ้ว และใช่ เธอรู้ข่าวคราวพวกนี้มาตลอดนั่นแหละ ผ่านหูผ่านตาและเธอก็คิดว่าในรัฐบาลนั้นมีเรื่องไม่ชอบมาพากลอยู่หรอก แต่ไม่ว่าจะเป็นการฉ้อโกงหรือยักยอกมันก็ไม่เกี่ยวกับเธอทั้งนั้น จะหาว่าไม่ใส่ใจหรือเมินเฉยก็สามารถเรียกเธอได้เช่นนั้นอย่างเต็มปากเต็มคำ

“แต่ไม่สนใจหรอกเพราะถึงรัฐจะห่วยก็ไม่เกี่ยวกับฉันอยู่ดี” เธอเคี้ยวลูกกวาด

“ไม่แยแสสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับตัวเอง จะว่าสมเป็นเธอที่โตมาแบบนี้หรือนึกประหลาดใจกว่าที่คิดดีละเนี่ย” แฟร์หัวเราะคิกคัก พูดไปเรื่อยต่อโดยแฝงข้อมูลของคนปกติใส่มนุษย์ดัดแปลงผู้กำลังเรียนรู้ไปในตัว

“ที่จริงแล้วนะลู... ประชาชนอย่างพวกเราส่วนใหญ่มักจะกังขากับรัฐบาลเสมอ และเมื่อมีโอกาสแสดงออกก็สามารถแสดงออกได้เพราะมันเป็นสิทธิ์พื้นฐานในการออกความเห็นหรือสงสัย เพราะว่ารัฐบาลคือกลุ่มคนที่ประชาชนเลือกให้เป็นตัวแทนในการดูแลพวกเราเอง เมื่อใดก็ตามที่รัฐบาลหรือคนใหญ่คนโตที่คอยกุมอำนาจเหล่านั้นเริ่มปกปิดรายละเอียดหรือทำตัวไม่ชอบมาพากล พวกเราก็จะจับจ้องสายตาไปที่พวกเขาและถามถึงการกระทำเหล่านั้น”

“เงินของพวกเราส่งให้รัฐบาลผ่านภาษีนะลู จากคนละนิดคนละหน่อยแต่พวกรวมกันทั้งหมดก็เป็นเงินจำนวนมหาศาล ปริมาณเหล่านั้นเป็นค่าสวัสดิการในชีวิตประจำวันต่าง ๆ ที่เราควรจะได้ ถูกปันไปให้โครงการพัฒนาบ้าง สวัสดิการชุมชนหรือกลุ่มคนผู้ต้องการความช่วยเหลือบ้าง และก็เป็นเงินเดือนของเจ้าหน้าที่ผู้ทำงานหนักจัดการเรื่องเหล่านี้ให้คนส่วนมากด้วย เวลาที่พวกเขาเอาไปใช้ผิดจุดประสงค์หรือยักยอกไปเป็นของตัวเองนั้นจึงเป็นเรื่องที่ผิด” แฟร์อธิบาย

“แต่ว่ามันไกลตัวมากไม่ใช่เหรอ? ก็ไม่ได้ทำงานในสภากลางเสียหน่อย ไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่รัฐด้วย” ลูเซียสเถียงกลับไป

“ไม่เลยลู มันใกล้ตัวมากต่างหาก” แฟร์หัวเราะในลำคอโยกหัวอีกฝ่ายอย่างเอ็นดู

“สิ่งที่จ่ายไปและเรียกว่าภาษีน่ะ อยู่ในสิ่งแวดล้อมรอบตัวพวกเราทั้งหมดเลยนะลู ๆ ไม่ว่าจะน้ำที่ดื่มได้จากก๊อก ระบบขนส่งมวลชนสาธารณะ ถนนหนทาง ไฟฟ้า เครื่องฟอกอากาศและโดมต่าง ๆ ระบบรักษาความปลอดภัยและการแจ้งเตือนภัยพิบัติ รวมไปทั้งข้อความแจ้งสภาพอากาศหรือปรับปรุงสาธารณูปโภคที่จะยิงเข้าไอดีเอเมื่อมีเรื่องเตือนอะไร รัฐบาลที่โปร่งใสและซื่อสัตย์จะทำให้ประชาชนในพื้นที่นั้นได้รับผลประโยชน์เต็มเม็ดเต็มหน่วยคุ้มค่ากับภาษีที่จ่ายตามไปด้วย” เขายิ้ม

“แต่เราจ่ายไปแค่เล็กน้อยเองนี่ ไม่ใช่ว่าทุกคนจะเสียภาษีรายได้สักหน่อย และไม่ใช่ทุกคนจะยอมเสียภาษีเต็มเม็ดเต็มหน่วยมันมีเงื่อนไขการลดหย่อนอะไรตั้งเยอะ” ลูเซียสตีหน้ายุ่ง เธอชอบชีวิตที่ทำตามคำสั่งมากกว่าเสียอีกเพราะไม่ต้องคิดอะไรแค่ก้มหน้าก้มตาทำตามที่สั่งก็พอ ไม่ต้องคิดอะไร และไม่ต้องไตร่ตรองผลกระทบที่ตามมาของมัน แต่เมื่อเธอถูกเลี้ยงและสั่งสอนให้เป็นมนุษย์มากขึ้น โลกใบนี้ก็แสดงให้เธอเห็นถึงความซับซ้อนทางโครงสร้างต่าง ๆ ในสังคมใหญ่ 

ไม่ว่าจะเรื่อง ‘ปกติ’ ของคนส่วนใหญ่ เรื่องค่านิยม จารีตประเพณีและความเชื่อ และอาจจะทัศนคติมากมายที่ต่างกันไปตามเชื้อชาติดั้งเดิม

“นอกจากภาษีรายได้แล้วเราก็เสียภาษีให้รัฐบาลเป็นภาษีทางอ้อมอยู่เสมอนั่นแหละ ภาษีทางอ้อมพวกนี้รวมกันแล้วมากกว่าภาษีรายได้ที่ทุกคนจ่ายรวมกันต่อปีเสียอีก ผ่านพวกขนม น้ำดื่ม ของใช้ในชีวิตประจำวันแค่ซื้อก็เท่ากับจ่ายแล้วนะลู แค่ไม่รู้สึกว่าจ่ายเพราะภาษีมีเฉลี่ยรวมอยู่ในราคาสินค้าอยู่แล้ว และก็ไม่มีเขียนบอกด้วยว่าราคาที่ขายรวมค่าภาษีซึ่งทางผู้ประกอบการผลักภาระมาให้ผู้บริโภคจ่าย เพราะคนส่วนใหญ่ไม่ค่อยใส่ใจกันน่ะ” ชายที่โตกว่าไม่กี่ปียักไหล่

“โอ้...” หญิงสาวทำหน้าเหมือนจะเข้าใจขึ้นมาอีกนิด

“ของที่แพงขึ้นก็คือภาษีที่แพงขึ้น???” ลูเซียสขมวดคิ้วสงสัย

“อืม... ปัจจัยที่ทำให้สินค้าขึ้นราคามีหลายสาเหตุนะลู ถ้าทางการขึ้นภาษีน้ำตาลหรือภาษีเกลือ พวกของกินเล่นที่ใส่สองสิ่งนี้มากเกินเกณฑ์ก็ต้องจ่ายภาษีเพิ่มราคาจะเพิ่มก็ไม่แปลก แต่ก็ไม่ใช้กับสินค้าทุกอย่างหรอกนะที่ขึ้นราคาตามภาษีน่ะมีแค่ไม่กี่อย่างเท่านั้น พื้นฐานชีวิตที่ดีจะทำให้ประชากรมีความสุขและแน่นอน ในเมื่อทุกอย่างสะดวกสบายการทำงานของทุกคนสามารถสร้างเงินเดือนที่มีเหลือกินเหลือใช้ก็จะซื้อของไม่จำเป็นได้มากขึ้น รายได้เหล่านั้นก็หมุนเวียนอยู่ในระบบเศรฐกิจนั่นแหละ มันทำให้รัฐบาลมั่งคั่งตามไปด้วย อันที่จริงมันเป็นเรื่องไม่โปร่งใสนะหากพวกนักการเมืองบางคนมีท่อน้ำเสียงจากกลุ่มนายทุนใหญ่ แต่ถ้ามีเส้นสายการกู้ยืมเพื่อสร้างโครงการสวัสดิการใหม่ ๆ ให้กับประชาชนก็ทำได้ง่ายขึ้น พึ่งพานักลงทุนใหญ่บ่อยน่ะมักจะกลายเป็นการผูกขาดอำนาจไปในท้ายที่สุดซึ่งไม่ดีกับฝ่ายประชาชนเอง ดังนั้นพวกเราก็เลยคอยจับตามองและถามถึงความโปร่งใสในการบริหารบ่อยครั้ง”

“ดีไม่สุดชั่วไม่สุด?” ลูเซียสโคลงหัวเล็กน้อย

“ประมาณนั้นแหละ เป็นวงการเทา ๆ ที่มีอำนาจคานกันถึงได้ต้องทำตัวให้โปร่งใส่น่าเชื่อถือมากที่สุดเท่าที่จะทำได้น่ะ สมัยก่อนมีคำกล่าวว่าประเทศเป็นของประชาชนดังนั้นชนชั้นปกครองจึงจำเป็นต้องทำให้ประชาชนอยู่ข้างตัวเองให้ได้ไม่งั้นต่อให้มีอำนาจแค่ไหนสุดท้ายมันก็จะเป็นปราสาททราย...” แฟร์หัวเราะแล้วคว้ารีโมตเปลี่ยนช่องข่าวไปเป็นสารคดีใต้น้ำที่ถ่ายเก็บข้อมูลแนวพื้นที่ทะเลอาถรรพ์

ตอนนี้เรื่องของมันกลับมาบูมอีกครั้งและเป็นที่จับตาของคนทั่วโลกที่รู้จักมาในฐานะทะเลปีศาจที่คร่าเรือและยานบินหลายต่อหลายลำให้หายไป พวกเขานั่งดูสารคดีกันเงียบ ๆ จนกระทั่งลูเซียสเอ่ยทำลายความเงียบนั้นอย่างสงสัย

“ไม่ใช่ว่าพวกเขามองข้ามอะไรไปเหรอ?” หญิงสาวขมวดคิ้ว

“อะไรที่เธอว่ามันอะไรล่ะ?” แฟร์กลั้นหัวเราะ อยู่ด้วยกันนานขึ้นตอนนี้เธอเริ่มจะพูดจากกำกวมตามพวกเขาบ้างแล้ว

“ศพที่หายไป” ลูเซียสเฉลย ‘อะไร’ สำหรับเธอ

เรือและเครื่องบินที่หายไปในน่านน้ำพิเศษนี้นั้นต่างอยู่ในสภาพที่กล่าวได้ว่าดีพอสมควร ที่น่ากลัวก็คือภายในของซากอับปางหลายลำนั้นไม่มีร่องรอยการหนีหรือความวุ่นวายพวกมันตั้งนิ่งอยู่เช่นนั้นราวกับผู้คนด้านในหายไปเสียเฉย

“นั่นสินะ แม้ในเวลานี้จะยังไม่มีคำตอบที่พอจะอธิบายได้ แต่สักวันก็คงจะได้รู้แหละว่าคนเหล่านั้นเขาหายไปไหน” ชายมิวแทนท์ไม่สนใจว่าคนเหล่านั้นตายหรือหายไปไหน มันนานมาแล้ว จะด้วยเพราะอะไรพวกเขาก็ไม่สามารถมีลมหายใจได้จนถึงตอนนี้หรอก และใช่ว่าเชื้อสายของพวกเขาจะอยู่รอดจนถึงยุคสมัยนี้ ในสงครามดวงดาวพวกเขาสูญเสียประชากรโลกไปมากกว่าครึ่ง นับว่าเป็นภัยพิบัติใหญ่ทีเดียว

“แล้ววันนี้เธอว่าง? ไม่ใช่ว่าต้องไปคุ้มครองท่านทูตเหรอ?” แฟร์หันไปถามเพื่อนหน่วยที่ยังดูทำตัวสบายเสียเหลือเกิน

“อาซาฮีจะพาอาซาไรมาในอีกสี่สิบนาที ไว้ตอนนั้นค่อยทำงาน ตารางวันนี้ออกไปคุ้มครองท่านทูตตอนสำรวจถนนคนเดินสายหก!” ลูเซียสกล่าวลำดับงานของตนเองออกมาอย่างฉะฉาน

“งั้นก็ไปเปลี่ยนเสื้อรอดิ?” แฟร์ตีหน้ายุ่ง พวกสาว ๆ จะออกไปเดินเที่ยวทีไรก็มักจะขลุกในห้องแต่งตัวนานสองนาน เขาคิดว่าลูเซียสเองก็ควรจะเป็นแบบนั้นได้แล้ว

“นี่ไงใส่อยู่...” คู่สนทนาทำหน้างงราวกับกำลังสงสัยว่าเขาไม่มีตารึยังไง ลูเซียสใส่บอดี้สูทสำหรับออกภาคสนามคลุมทับด้วยฮู้ดเพียงตัวเดียวซึ่งยาวพอจะคลุมหน้าขาได้

“ไม่พกอาวุธ?” แฟร์เลิกคิ้วกวาดตามองลูเซียสขึ้น ๆ ลง ๆ สองรอบ

เจ้าหล่อนวางถังขนมของตนเองกับโต๊ะแล้วหยิบมีดสั้นออกมาจากหลังคอที่ซ่อนไว้ในชุด รวมไปทั้งปืนพกเล็กสองกระบอกในซองหนังที่เอวใต้รักแก้ข้างในฮู้ด ลูเซียสรูดซิปขึ้นหลังจากโชว์อาวุธให้อีกฝ่ายดูเป็นที่เรียบร้อย

“มีเงินทั้งทีแต่ใส่แค่บอดี้สูทเนี่ยน้า...” แฟร์เกาะแก้มตัวเองเดินไปหยิบแท็บเล็ตของตนมาสไลด์เปิดร้านแฟชั่นให้อีกฝ่ายดู

“ปกติแล้วสาว ๆ ที่มีเงินเหลือน่ะมักจะซื้อเสื้อผ้าชั้นนอกคลุมบอดี้สูทเพื่อความสวยงามเอาไว้ อีกอย่างพวกเราอยู่ในโดมปรับอากาศแล้ว บอดี้สูทเอาไว้ใช้เฉพาะตอนอยู่ข้างนอกก็ได้ ไม่มีแบบที่เธอชอบบ้างเลยเหรอหืม?” แฟร์ปาดนิ้วกับจออุปกรณ์ มันแสดงผลเป็นแฟชั่นหลากหลายสไตล์ตั้งแต่มินิมอลยันโลลิต้า แน่นอนว่าในบรรดาหลายแบรนด์ที่มีรายละเอียดชุดหรูหราส่วนมากถูกจัดเป็นสินค้าสิ้นเปลือง

“...” ลูเซียสจ้องแท็บเล็ตไม่วางตาจนเหมือนแฟร์จะเลื่อนมาจนแบบสุดท้าย หญิงสาวกลอกตาคล้ายทบทวนสิ่งที่ผ่านตาแล้วเข้าไปฝังอยู่ในหัวของเธอ

“หน้าที่สิบเก้า...” ลูเซียสเอ่ย แฟร์นิ่งไปก่อนหรี่ตามองตัวเลขเล็ก ๆ ที่มุมรูปสีจาง ไม่ว่าจะกี่ครั้งเขาก็รู้สึกทั้งทึ่งทั้งกลัวความทรงจำภาพถ่ายที่เธอครอบครองเอาไว้เสียเหลือเกิน

“อืม... ชอบแบบ EBoy กับ black style สินะ แบบนี้ถ้าเป็นโกธิคหรือสตรีทที่กระชับตัวคล่องแคล่วหน่อยก็น่าจะชอบไปด้วย... นึกว่าเธอจะชอบสีฟ้าซะอีกเพราะชอบจ้องท่านทูตอยู่เรื่อย?” แฟร์งุนงงเขาเดินไปทางประตูพร้อมกวักมือเรียกลูเซียสให้ตามตนเองไป

“ก็อาซาไรบอกว่าถ้าสีอารมณ์เปลี่ยนแล้วให้บอกทีเพราะเขาอยากรู้” เธอกะพริบตาปริบ ๆ แฟร์นำทางไปที่ชั้นสวัสดิการด้านล่าง

“สวัสดีคุณกฤตนู วันนี้มีใครมาเช่าเสื้อที่ห้องสวัสดิการไปบ้างรึยังครับ?” แฟร์ทักทายเจ้าหน้าที่กองสวัสดิการแผนกเครื่องแต่งกายสำหรับออกปฏิบัติภารกิจ แผนกนี้จะมีเสื้อผ้าฟุ่มเฟือยให้ยืมใช้ได้เฉพาะคนในเอ็นเลส โดยส่วนมากจะเป็นเจ้าหน้าที่ข่าวกรองภาคสนามที่มักมาปลอมตัวออกไปสืบข่าวตามสถานที่ต่าง ๆ และหน่วยข่าวกรองของพวกเขาก็มีขนาดตัวไล่เลี่ยกันไซส์เสื้อที่สำรองเอาไว้ในแผนกจึงมีไม่มาก

นับว่าโชคดีที่ลูเซียสนับเป็นไซส์มาตรฐานสำหรับมนุษย์สาว ๆ ในเอ็นเลสพอดี

“โอ๊ะ คุณแฟร์จะพาคุณลูเซียสจะออกไปสืบข่าวเหรอครับวันนี้ยังเลยล่ะ ผมเช็กตารางงานเท่าที่ทราบช่วงนี้ไม่น่าจะมีใครเข้ามาใช้นะครับนอกจากงานด่วน ยืมได้ตามสบายทุกราวเลยครับ” ชายที่ชื่อกฤตนูหันมาทักทายยิ้มแย้มเขามีผมสีดำยาวซึ่งนับว่าหายากพอสมควรในโดมที่สี่นี้ ลูเซียสจ้องสีดำขลับนั่นตาเป็นประกายจนเจ้าหน้าที่ประจำกองสวัสดิการแผนกเครื่องแต่งกายเก้อเขินจนหัวเราะออกมาเบา ๆ

“คนเอเชียอย่างผมหายากสินะครับ เรียกผมว่านูก็ได้นะครับ ไซส์สูงไม่เกินร้อยเจ็ดสิบจะอยู่ทางขวาของแผนกหญิงนะครับ” เขาเผยมือไปอีกฟากของห้องสวัสดิการเครื่องแต่งกาย

“แต๊งกิ้ว~ ขอยืมโทนดำไปหน่อยน้าลงชื่อคนใช้ว่าลูเซียสไปเลยฉันไม่เกี่ยว ฮะฮ่า~” แฟร์จับไหล่ลูเซียสหมุนให้เธอหันไปยังราวเสื้อผู้หญิงสีดำและดันให้ก้าวไปทางนั้น ฝ่ายคนโดนลากมาเปลี่ยนเสื้อก็ไม่หือไม่อือก้าวขาฉับ ๆ ตามที่แฟร์ชักชวนอย่างไร้การขัดขืน

“ถนนย่านคนเดินสายที่หกสินะ~ เส้นนั้นเป็นถนนอาหารแทบทั้งเส้นเลยล่ะ ขอให้สนุกนะลู~” แฟร์กลั้นหัวเราะแล้วหยิบเสื้อจากราวมาสองสามตัวให้คนจะได้ไปเที่ยวเลือกชม แต่ลูเซียสดูจะเลือกไม่ถูกเขาเลยต้องพาไปหน้ากระจกแล้วเอาเสื้อทาบตัวเธอให้ดูทีละตัว

“ข้างในเป็นบอดี้สูทอยู่แล้วงั้นใส่แค่คลุมนอกก็น่าจะชวนร้อนพอแล้ว ถึงโดมสี่อากาศจะเย็นอยู่แทบตลอดก็เถอะ” แฟร์ยักไหล่ ลูเซียสนิ่งไปครู่ก่อนจะชี้เชิ้ตดำโอเวอร์ไซส์และเข็มขัดห้อยโซ่ กางเกงสเลคถูกจัดให้เข้าชุดก่อนที่ลูเซียสจะชี้ไปที่กางเกงใส่ขาสั้นแทน

“...ตอนแรกฉันก็สงสัยว่าทำไมเธอไม่ชอบใส่กระโปรงหรือกางเกงทับบอดี้สูท ชอบขาโล่ง ๆ มากกว่าสินะเนี่ย?” แฟร์ขมวดคิ้ว

“ใส่กางเกงแล้วตอนฉีกขาเตะเป้ามันขาดง่ายนี่...” ลูเซียสขมวดคิ้วนึกสงสัยว่าทำไมแฟร์ไม่นึกถึงจุดนี้ การใส่แต่บอดี้สูทนั้นสะดวกกับเคลื่อนไหวระหว่างต่อสู้มากกว่าชุดสวยงามเป็นไหน ๆ

“นั่นสินะ ขอโทษนะลู ฉันน่ะถึงจะเป็นภาคสนามแต่ก็ไม่ได้ทำงานนอกเวลาตลอดแบบเธอหรอกนะ...” แฟร์ห่อเหี่ยวลงเมื่อได้ยินเหตุผลเรื่องการใช้งานที่ว่า เขาคิดว่าที่จริงหากเป็นห่วงเรื่องนั้นใส่หลวมหน่อยก็ไม่น่ามีปัญหาแล้ว

“เอาล่ะเข้าไปแต่งตัวในห้อง ไหน ๆ แต่งแล้วเดี๋ยวจะเลือกเครื่องประดับให้แล้วกัน” แฟร์เคาะคางตัวเองแล้วหมุนตัวดูสนุกเสียเต็มประดาไปยังโต๊ะรวมเครื่องประดับ

ใช้เวลาไม่นานเพราะลูเซียสค่อนข้างเปลี่ยนเสื้อไวพอเธอออกมาแฟร์ก็กวักมือเรียก

“ปกติแล้วสไตล์อีบอยจะใส่แหวนกับต่างหูแต่ต่างหูเธอเป็นสมอลทอร์คไปแล้ว ใส่แหวนนน่าจะดีกว่า เรียบ ๆ สีเงิน มีเหลี่ยมสีหน่อย เนี่ยนะลู... เพราะเธอพูดถึงฟังก์ชันการต่อสู้เพราะงั้นแหวนแบบมีเหลี่ยมพุ่งออกมาแบบนี้น่าจะใช้แทนสนับมือได้ เป็นไงแบบนี้ใส่สวยด้วยใช้ชกแล้วเจ็บกว่ามือเปล่าด้วย ไม่มีปัญหาใช่ไหม?” เขาราวกับเสนอขายสินค้าลูเซียสเห็นแล้วก็พยักหน้า

แต่งตัวเสร็จก็ได้เวลาพาเธอไปส่ง ทว่ายังไม่ทันก้าวออกจากแผนกสวัสดิการห้องเครื่องแต่งกายอาซาฮีกับพี่ชายก็เดินเข้ามาเสียก่อน

“ลุกซ์ในสไตล์อีบอยเหรอคะ น่ารักดีน้า~ แต่ทำผมสักหน่อยก็น่าจะดูดีขึ้นนะคะ เดี๋ยวฉันทำผมให้เอง~” อาซาฮีดี๊ด๊าเข้ามาหมุนตัวหญิงสาวชาวมนุษย์ไปที่เครื่องแป้ง

“ผมพาเสียเวลาเหรอเนี่ยขอโทษด้วยนะครับท่านทูต” แฟร์กลั้นขำแม้จะกล่าวขอโทษแต่น้ำเสียงกลับกำลังสนุกอย่างเปิดเผย

“ไม่หรอก อาซาฮีคิดไว้แล้วน่ะว่านายจะไม่ยอมให้เธอออกไปในสภาพเหมือนเดินออกจากห้องนอน...” อาซาไรตอบตรงไปตรงมา เขาส่ายหน้าและยกมือไม่ได้ใส่ใจว่าจะเสียเวลานักเพราะน้องสาวเป็นผู้คาดการณ์และเอ่ยล่วงหน้าเอาไว้แล้ว

“ยังเป็นความสามารถที่สุดยอดและน่ากลัวไม่เปลี่ยนเลยแฮะ เวลาอยู่ด้วยกันทั้งทีมแล้วผมดูเป็นมนุษย์ที่สุดแล้วละมั้ง?” แฟร์ยกยิ้ม เขาไม่ได้น้อยอกน้อยใจอะไรหากตนเองจะดูเป็นพวกหัวกะทิน้อยลง เขาชอบการเป็นคนธรรมดามากกว่า “แต่สภาพเหมือนออกจากห้องนอนงั้นเหรอ... นั่นสิน้า ลูเลือกแต่เสื้อผ้านุ่ม ๆ ทั้งนั้นจะเหมือนออกจากห้องนอนก็ไม่แปลก” เขาหัวเราะในลำคอประสานมือกอดอกยืนรอสาว ๆ กับท่านทูต

อาซาฮีมีท่าทีตกใจเล็กน้อยตอนเสยผมของลูเซียสขึ้นแล้วเจอรอยแผลเป็นใหญ่คาดกากบาทเอาไว้ เธอเปลี่ยนจากการเสยผมถักเปียไปเป็น รวบธรรมดาแทน ท่าทีของเอเลี่ยนสาวดูเสียดายที่ใบหน้าของลูเซียสนอกจากแผลฟ้าผ่าที่สันกรามล่างแล้วก็ยังมีแผลบนหน้าผากอีก

“น่าเสียดายนะคะ หรือเราไปเข้าแมชชีนเยียวยาดีไหมคะจะได้ลบแผลเป็นด้วย?” อาซาฮีก้มมองหญิงสาวในกระจก สำหรับมนุษย์ผู้หญิงทั่วไปแผลบนใบหน้านับเป็นเรื่องร้ายแรงที่ทำลายความมั่นใจแต่สำหรับลูเซียสแล้ว

“ไม่เอา ลูเซียสมีมันคนเดียวพิเศษออก” เจ้าของแผลเป็นกลางหน้าผากมองต่างออกไป และที่มาของมันก็ทำให้เธอยังคงจดจำถึงเหตุผลที่คงตนเองไว้กับปัจจุบัน

“งั้นเหรอคะ นั่นสินะ เอาล่ะ~ เราไปถนนสายที่หกกันเถอะค่ะ พี่ชายของฉันอยากศึกษาอาหารยอดนิยมของมนุษย์และนักท่องเที่ยวต่างดาวในโดมแห่งนี้ วันนี้เราสองคนก็ไปกินให้เต็มคราบกันดีไหมคะ?” อาซาฮีคลี่ยิ้มเล็กน้อย

“ดี!” ลูเซียสตาเป็นประกายแม้ใบหน้าจะเรียบเฉยเหมือนทุกครั้ง 

 

 

เสียเวลาเดินสำรวจไปหลายชั่วโมงรวมไปถึงเดินชิมไม่หยุดตั้งแต่มาถึง จนท้ายที่สุดก่อนจะกลับตึกกันอาซาฮีก็ขอแยกตัวไปต่อแถวซื้อของฝากคนอื่นในทีมเซทซีโร่ ท่านทูตกับลูเซียสจึงนั่งรออยู่บนม้านั่งพักที่จัดเอาไว้สำหรับนักท่องเที่ยวให้แวะพัก ซึ่งมีอยู่เป็นระยะตลอดถนนคนเดินสายนี้

“เริ่มร้อนเพราะไม่ชินกับเสื้อนอกสินะ...” อาซาไรรู้สึกเอ็นดูหญิงสาวที่ทำตัวปกติแต่เหงื่อเม็ดผุดพรายชวนแปลกตา

“ไม่เห็นรู้มาก่อนเลยว่าใส่เสื้อทับแล้วจะร้อนขนาดนี้...” เธอขมวดคิ้วลง

“เพราะมันบังทางลมและไม่ได้ทำให้บอดี้สูทถ่ายเทอากาศเหมือนไม่ใส่เสื้อคลุม... อีกอย่างใส่สีดำในวันแดดจัดแบบนี้ก็นับว่ากล้ามากทีเดียว” อาซาไรกระตุกยิ้ม ลูเซียสคิ้วกระตุก เธอไม่ได้อยากใส่สีดำในวันแดดจัด แต่พยากรณ์อากาศนั้นเพี้ยนไปเพราะท่านทูตแถวนี้จะมาเยือน ระบบฝนเทียมที่ตั้งให้ตกปรอย ๆ ในอีกสามชั่วโมงพร้อมเมฆครึ้มจึงมีอันถูกปิดกั้นชั่วคราว...

“รอบหน้าจะไม่ยอมใส่คลุม...” ลูเซียสนิ่วหน้า อาซาไรยกมือป้องแสงแดดที่พาดเข้าใบหน้าเล็ก ๆ ให้อย่างสงสาร ลูเซียสหันไปมองเขานิ่ง

“นายกำลังสนุกอีกแล้ว...” หญิงสาวไม่เข้าใจเท่าไหร่ว่าอะไรที่กำลังกระตุ้นให้เขาสนุกแต่ก็รีบบอกเมื่อสีสันของอีกฝ่ายผลิบานออกมาในสายตาของเธอ

“แต่เธอใส่เพราะชอบไม่ใช่เหรอ เช่นนั้นก็ใส่เวลาอยู่ในที่เย็น ๆ อย่างตึกองค์กรก็ได้ไม่จำเป็นต้องใส่เวลาออกมาข้างนอกอย่างเดียวหรอกนะ” อาซาไรยกมุมปาก

“...ก็จริงของนาย แต่ถ้าอยู่ในตึกใส่นุ่ม ๆ แบบพร้อมนอนดีกว่า” เธอใช้สีหน้าจริงจังกับเรื่องจริงจังของตัวเอง

อาซาไรกลั้นขำมือสั่น เขาคิดว่าลูเซียสนั้นประหลาด เดี๋ยวก็ดูเป็นผู้ใหญ่ เดี๋ยวก็ซื่อตรงเป็นเด็ก คำกล่าวของพวกมนุษย์ที่พูดไว้ว่าสังคมและการหล่อหลอมให้คนคนหนึ่งเติบโตนั้นสำคัญมากเพราะจะชี้ชัดว่าคนคนนั้นจะพัฒนาไปในบริบทไหนได้บ้าง

บางทีสำหรับสิ่งแวดล้อมที่หาศึกษาได้ยากที่สุดคงจะเป็นลูเซียสอย่างไม่ต้องสงสัย

“งั้นผมจะให้มือก็แล้วกันนะ” ท่านทูตส่งมือตัวเองคู่ล่างให้กับสาวมนุษย์

เทียบกันแล้วมือของเขาเย็นกว่ามาก

“...” ลูเซียสบีบนิ้วนุ่มนิ่มที่เป็นรยางค์เกือบใสใต้บอดี้สูทพิเศษสำหรับกักเก็บความชื้นทางผิวหนังของมือคู่ที่สอง เธอจ้องไปขมวดคิ้วไปสลับสายตาระหว่างเขาและมือที่ส่งให้

“พวกเรามีอุณหภูมิเย็นกว่ามนุษย์ และเพราะแบบนี้ก็เลยอยู่ที่อากาศเย็นมากไม่ได้ ทางการที่แสนใจดีก็เลยปรับให้แดดจ้าตลอดเวลาที่ผมกับอาซาฮีออกมาแล้วแจ้งพวกเขาน่ะ” ท่านทูตอธิบายข้อเท็จจริงหนึ่งอย่างให้ฟังพลางขยับนิ้วมือกุมข้อมือเล็ก ๆ เอาไว้ เส้นเลือดที่สูบฉีดของเหลวนั้นเต้นตุบ เลือดที่ปลายแขนงมักเย็นกว่าจุดศูนย์รวมดังนั้นปลายมือปลายเท้าจึงเป็นที่ระบายและเปลี่ยนความร้อนของร่างกายมนุษย์ได้ดีกว่าจุดอื่น

“ไม่มีแกนกระดูกอ่อนด้วยเหรอ?” ตาเป็นประกายราวกับเด็กค้นพบของเล่นใหม่ระยิบระยับใส่ท่านทูตที่ให้เธอยืมเล่นมือของเขา

“ไม่มี จริงสิ... ดูเหมือนจะมีศัพท์สแลงของพวกเธอชาวโลกที่ใช้เรียกหนวดเนื้ออยู่ อะไรนะ... อ้อ เทนทาเคิล ละมั้ง?” อาซาไรลูบคางตนเองเมื่อนึกคำศัพท์เฉพาะทางและเอ่ยออกมาก่อนจะค้างไปเพราะลูเซียสแปะมือคู่ล่างของเขากับแก้มของเธอเอง

“มือของผมไม่ใช่ถุงเย็นหรอกนะ...” แม้เขาจะพูดก็ช้าไปเสียแล้ว อาซาไรลูบมือคู่หลักลงบนศีรษะหญิงสาวที่ดูท่าจะไม่เข้าใจระยะห่างของชายหญิงชาวมนุษย์นัก นานจนมือคู่รองของเขากลายเป็นอุณหภูมิเดียวกันกับลูเซียส

“อาร๊า~~~ เล่นอะไรกันอยู่คะ?” อาซาฮีเข้ามายิ้มน้อยยิ้มใหญ่

“อาซาฮีขอมือ! คู่รอง!...ค่ะ!” ลูเซียสหันไปแบมือใส่อีกฝ่าย เพราะสายตาตื่นเต้นนั้นทำให้เอเลี่ยนสาวที่นึกชอบเอ็นดูสาวชาวมนุษย์ผู้นี้ปฏิเสธไม่ลง

“ค่ะ ๆ ครู่เดียวนะคะ” พอได้มือคู่รองของอาซีฮีลูเซียสก็ปล่อยมือของอาซาไรอย่างไม่ไยดีแล้วใช้มือของอาซาอีแทนถุงเย็นมานาบแก้มตัวเองแทน

เอเลี่ยนสาวที่รู้ตัวว่าคุณพี่ชายถูกใช้ต่างถุงเย็นก็กลั้นขำสุดชีวิต

“ดูเหมือนมีเรื่องจะต้องเพิ่มในตารางเรียนให้ลุกซ์อีกเพียบเลยละค่ะ” อาซาฮียกมือหลักข้างหนึ่งทาบแก้มพลางถอนหายใจ

 

--------------------------

วีคนี้มาอย่างเลทเลยค่ะ แงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง ขออภัยในความไม่ตรงต่อเวลาด้วย ; ;

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 12 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

53 ความคิดเห็น

  1. #35 zutto (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2563 / 12:39
    อ้อนไม่รุ้ตัว55
    #35
    0
  2. #12 faza205317 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2563 / 03:12
    ช่างเป็นการพูดถึงรัฐได้ตรงกับปัจจุบันมาก 5555 ลูของเรายังน่ารักมึนอึนเหมือนเดิม
    #12
    2
    • #12-1 DarkSoul.(จากตอนที่ 9)
      14 สิงหาคม 2563 / 18:10
      แอบแฝงความรู้สึกของคนที่รับรู้มาว่าภาษีไทยเท่าไต้หวันเลยแต่ไต้หวันสวัสดิการต่างๆดีกว่าไทยเยอะเลยค่ะ เป็นสะเทือนเลย เงินหายไปไหนหมดน๊าาาาา
      #12-1
  3. #11 faza205317 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2563 / 03:01
    วันนี้ตัวมาอัพช้าา แต่ที่แปลกยิ่งกว่าคือเราที่มาอ่านตอนตี3 5555 เครียด กังวลเรื่องย้ายคณะ เฮ้ออออ่านย้อมใจแป๊บ
    #11
    1
    • #11-1 DarkSoul.(จากตอนที่ 9)
      14 สิงหาคม 2563 / 18:09
      ทำไมนอนดึกจังคะ แงงงงงง
      #11-1
  4. #10 KUB29198 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2563 / 23:06
    ลูน่ารักกกก
    #10
    1
    • #10-1 DarkSoul.(จากตอนที่ 9)
      14 สิงหาคม 2563 / 18:07
      มุมน้องน้อยของลูๆ♥
      #10-1