Endless SSU | ลำดับ 1 แห่งไร้สิ้นสุด

ตอนที่ 10 : Role.9 - Dark Cloud On The Horizon

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 57
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 14 ครั้ง
    20 ส.ค. 63

Role.9 - Dark Cloud On The Horizon

 

หลังจากคดีมังกรจบลงอย่างสมบูรณ์เอ็นเลสก็ได้เวลาทำงานที่คั่งค้างเอาไว้อย่างการประเมินสหภาพจากเผ่าโคคิวรีอุนีปุสเป็นอันดำเนินต่อ และเพราะการตรวจสอบนี้จำเป็นต้องแสดงถึงความโปร่งใส ดังนั้นผู้ที่ตรวจสอบจึงไม่ใช่ทั้งอาซาฮี หรืออาซาไรผู้เป็นพี่ชาย แต่เป็นท่านรัฐมนตรีกระทรวงจัดการทรัพยากรระหว่างดวงดาวจากสภาดวงดาว

ลูเซียสนั้นยังคงฝึกซ้อมร่างกายสำหรับการออกภาคสนามอย่างไรในการจับเป็นเพื่อไม่ให้คนร้ายและตัวประกันช้ำในตายสัปดาห์ละหลายครั้ง เป็นเรื่องยากสำหรับเธอในการประเมินคู่ต่อสู้ว่าจะใช้แรงกี่ส่วนเพื่อทำให้สลบในครั้งเดียวดี...

“ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าปลายทางที่คุณคิดจะใช้เด็กคนนี้ต่อไปมันจะเป็นไปในทางไหน...” ห้องสังเกตการณ์มีท่านรัฐมนตรีจากสภาดวงดาวและคณะตัวแทนการประเมินเฝ้ามองอยู่เงียบ ๆ

“อืม... ต่อให้เธอไม่อยากสู้ก็ไม่เป็นไรยังไงตอนนี้ลูเซียสก็เป็นลูกสาวบุญธรรมของผม ท่านไม่คิดว่าเธอออกจะน่าเอ็นดู?” ดีโลไลน์ยกยิ้มสายตาใต้ผมหน้าม้าจับจ้องไปที่ห้องฝึกด้านล่าง เธอพัฒนาขึ้นมากการเคลื่อนไหวเริ่มรัดกุมขึ้นใช้พลังจิตต่อภารกิจน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด และเหนืออื่นใดคือการทำงานเป็นทีมกับแฟร์

อันที่จริงท่านประธานหน้าอ่อนอยากให้ทีมใต้บังคับบัญชาโดยตรงมีสมาชิกทีมภาคสนามมากกว่านี้ แต่เขายังไม่เจอคนที่ถูกใจและต้องตาทั้งร้อย ลูเซียสเป็นคนที่สองที่ตาทั้งร้อยของเขาตอบสนองด้วย

“ในแง่ความหมายของคำว่าน่าเอ็นดูจากภายนอกนั้นไม่ แต่ถ้าหมายถึงนิสัยและทัศนคติช่างสงสัยและตรงไปตรงมานับว่าน่าเอ็นดูมากเมื่อเทียบกับคนอื่นในวัยเดียวกัน” ท่านรัฐมนตรีจากสภาดวงดาวออกความเห็น เขาชอบคนช่างคิดช่างสงสัย ชาวดาวโคคิวรีอุนีปุสมีสมองที่ใหญ่และมักจะคิดบางสิ่งอยู่เสมอ เป็นเรื่องของนิสัยช่างสังเกต การวิเคราะห์ข้อมูล และความรักในการศึกษาแทบจะตลอดอายุขัย เพราะอย่างนั้นพวกเขาจึงไม่ค่อยชอบสิ่งมีชีวิตที่ไม่รู้จักระวังภัย สงสัย รวมไปถึงประเภทที่ทำตามคนอื่นโดยไม่เอะใจสงสัยอะไรด้วย

“ประเภทความโรแมนติกทางสติปัญญาสินะครับ” ดีโลไลน์คลี่ยิ้มและหัวเราะในลำคอเบา ๆ ชาวดาวที่คล้ายภูตดอกไม้สองเมตรนั้นสังคมค่อนข้างต่างจากชาวโลก ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคงจะเป็นการทำอะไรโง่ ๆ ที่ชาวโลกคงจะเห็นว่ามันตลก กลับกันกับชาวดาวโคคิวรีอุนีปุสจะเห็นว่าการกระทำนั่นค่อนข้างเปล่าประโยชน์ พวกเขามักจมอยู่กับเหตุผลมากกว่าอารมณ์ดังนั้นจึงไม่ค่อยเข้าในมุกตลกหรืออารมณ์ขันเท่าไหร่

“อ้อ ผมได้บอกคุณไปแล้วรึยังนะ aSlz—ไม่สิหมายถึงอาซาไรน่ะ...เขาจะมาดำรงตำแหน่งแทนผมในสมัยหน้า แล้วทางผมเองก็จะสลับไปเป็นท่านทูตแทน” ท่านรัฐมนตรีเอ่ยด้วยรอยยิ้ม เขาใกล้จะหมดวาระงานบนดาวโลกแล้วพอหมดสมัยก็สามารถไปเที่ยวได้ตามต้องการ นั่นเป็นข้อตกลงของชาวดาวโคคิวรีอุนีปุสต่อสภาดวงดาวซึ่งเป็นหนึ่งในสวัสดิการ

“เพิ่งทราบเลยครับ” ดีโลไลน์หันไปจ้องท่านรัฐมนตรีจากต่างดาว คลื่นพลังจิตรอบตัวเขาเข้มข้นขึ้น ชั่วขณะนั้นปานลายดวงตาเห่อขึ้นตามผิวหนังทั้งลายนัยน์ตาก็ยังเคลื่อนขยับได้อย่างน่ากลัวทว่ามันกินเวลาเพียงชั่วพริบตาเท่านั้น คล้ายเป็นภาพหลอนที่เกิดขึ้นในครึ่งลมหายใจ

ดีโลไลน์เป็นสายเลือดโบราณที่ใกล้จะสูญพันธุ์ ลักษณะทางกายภาพของเขาไม่ต่างอะไรจากมนุษย์ปกติเลย เว้นแต่เมื่อใช้พลังพิเศษ บนร่างกายของเขาจะปรากฏดวงตาขึ้นมาอีกสี่สิบเก้าคู่ ในสมัยก่อนสิ่งที่ไม่เข้าใจ ไม่รู้จัก ไม่สามารถทำความเข้าใจได้ด้วยวิทยาการตอนนั้นมักจะถูกเรียกเหมากันว่าเวทมนตร์ แต่เมื่อก้าวเข้าสู่คริสต์ศักราชที่สามพันเศษพวกมันถูกเรียกว่าพลังจิต แยกประเภทย่อยมากมาย เป็นไปได้ว่ามนุษย์นั้นจะมีพลังจิตมากกว่าหนึ่งประเภทแต่หาได้ยาก และมักไม่ทรงพลังนัก และหนึ่งในเวทมนตร์ที่ผู้คนจากทุกยุคสมัยให้การเคารพก็คือผู้มองเห็นอนาคต ‘ร้อยตา’ เป็นหนึ่งในเผ่าที่มีพลังจิตแก่กล้าจนสามารถทำนายอนาคตได้ผ่านดวงตาทั้งร้อยดวง มองเห็นความเป็นไปได้มากมายเหล่านั้น

สภาดวงดาวมีเผ่าที่ครอบครองพลังสมองในการคำนวณข้อมูลจำนวนมากอันเป็นเลิศเพื่อคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นล่วงหน้าอย่างชาวดาวโคคิวรีอุนีปุส ส่วนโลกมนุษย์ก็มีร้อยตาเป็นกำลังสำคัญในมองอนาคตเพื่อการหลีกเลี่ยงอันตรายใหญ่ต่าง ๆ ผ่านความเชื่อบ้าง การวิเคราะห์บ้าง หลบอยู่หลังฉากการบริหารและแสดงตนเป็นกลาง พวกเขาเป็นสายเลือดโบราณที่มีชีวิตยืนยาว และไม่ใส่ใจชื่อเสียงเงินตรา ใช้ชีวิตตามหาสิ่งที่สนใจไปเรื่อยในโลกแสนวุ่นวาย ส่วนดีโลไลน์ตอนนี้คงจะเป็นครั้งที่สี่ที่เขาเจอสิ่งที่ตนเองสนใจ

อนาคตที่มีความเป็นไปได้หลายร้อยเส้นทางและแตกแยกแขนงไปอีกหลายร้อยจุดหมาย

“สำหรับผมแล้วมองไม่เห็นปัญหาอะไรนะครับ แล้วก็ในอนาคตพวกเขาคงต้องเจอเรื่องยุ่งอีกเยอะ และเธอเองก็จำเป็นต้องอยู่ที่นี่ไม่ใช่ภาครัฐ” ดีโลไลน์ละสายตาจากชาวดาวห่างไกลกลับไปก้มมองลูกสาวบุญธรรมที่กำลังพักครึ่งการฝึก ภาพของลูเซียสนั้นมีความเป็นไปได้เยอะมากเพราะด้วยตัวเลือกและผลกระทบภายนอกมากมายที่เข้ามาเป็นตัวแปรในเส้นทางของเธอ

หากไม่ได้กลายเป็นมนุษย์ผู้หนึ่งขึ้นมาละก็ ปลายทางที่ชัดเจนที่สุดก็คือหุ่นเชิดสังหารของรัฐบาล ทำตามคำสั่งอย่างหมดจด ไม่มีความรู้สึกร่วมให้กังขาในคำสั่งอันไร้ศีลธรรม และไม่ตั้งคำถามแม้ว่าคำสั่งนั้นจะป่าเถื่อนหรือไร้เหตุผลเพียงใด

โชคยังดีว่าในบรรดาภาพความเป็นไปได้อันชัดเจนนั้นมีอีกสองสามหนทางที่ดีกว่า

ดวงตาทั้งร้อยมองเห็นอนาคตที่มีหญิงสาวอยู่ท่ามกลางความวุ่นวาย และเพื่อเปลี่ยนไม่ให้เธอต้องตกไปอยู่ในหนทางที่คาวเลือดผิดศีลธรรม ต้องกลายเป็นหุ่นเชิดสังหาร จนที่สุดต้องกลายเป็นแพะรับบาปในตอนจบ เขาจึงเลือกจะดึงเธอออกมาจากความเป็นไปได้เหล่านั้น พร้อมทั้งพยายามเลี้ยงดูให้ลูเซียสเป็นมนุษย์มากขึ้น ลูเซียสนั้นสามารถที่จะกลายเป็นฆาตกรในคราบวีรสตรีได้ เพราะหากว่าเธออยู่ถูกที่ถูกทาง ความรุนแรงของเธอที่แสดงออกผ่านการต่อสู้นั้นจะกลายเป็นภาพจำของความยุติธรรม ซึ่งจะไม่ยอมปรานีให้กับความชั่วร้ายไหน ๆ ทั้งนั้น

“พวกเราก็คิดเหมือนคุณ เหล่าตัวทดลองพวกนั้นที่อันตรายที่สุดเมื่อไปอยู่ในมือรัฐบาลคือหมายเลข 213 ส่วนหมายเลข 236 กับ 104 ทั้งเธอและเขานั้นเริ่มตอบสนองต่ออารมณ์ความรู้สึกแบบมนุษย์ขึ้นมาบ้างแล้ว แต่ทั้งระดับพลังและประเภทพลังจิตต่อให้อยู่กับทางรัฐบาลก็ยังเป็นอันตรายไม่มากเท่า 213” ท่านรัฐมนตรีจากสภาดวงดาวทราบดีว่าในชาวโลกนั้นยังมีกลุ่มหัวรุนแรงที่ซ่อนตัวอยู่ในคณะบริหารโลก รอวันจะได้ใช้ผลประโยชน์จากสงครามไม่ว่าเล็กใหญ่

แต่สิ่งที่ปะทุขึ้นช่วงนี้เห็นจะเป็นความเกลียดชังต่อเพื่อนบ้านห่างไกลที่เริ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ

“สมัยก่อนพวกเราเองก็มีเหตุการณ์อย่างการกีดกั้นวัฒนธรรมกันเองเพราะกลัวจะถูกกลืนไปในยุคสมัยของผู้อื่น... หรือต่อต้านการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยเหมือนกัน ครั้งนี้รุนแรงขึ้นกว่าที่เคยคงเพราะว่าวัฒนธรรมนั้นมาจากนอกโลกไม่ใช่นอกประเทศ” ดีโลไลน์ลูบคางเขาโคลงหัวเล็กน้อย เขาไม่ได้คิดว่ามันจะรุนแรงจนถึงขั้นจลาจล

“เพราะว่ามาจากสถานที่ที่ไม่รู้จักอย่างสิ้นเชิง ถึงได้ต่อต้านด้วยความไม่เข้าใจไม่รู้ถ่องแท้ อย่างน้อยมันก็เป็นปฏิกิริยาพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตที่ใช้ในการเอาตัวรอดที่น่าเอ็นดู... ถึงผมจะเห็นต่างออกมาว่ามันคงไม่จบลงแค่การใช้คำพูดทิ่มแทงทำร้ายกันก็ตามที อีกไม่นานเหตุการณ์น่าจะเริ่มบานปลายเพราะโครงการสร้างเดอะวันด้วย” ท่านรัฐมนตรีลุกขึ้นจากเก้าอี้ในห้องสังเกตการณ์ทำให้คนอื่นลุกตามรวมไปทั้งดีโลไลน์

“รัฐบาลคิดจะสร้างเกาะเทียมขึ้นมาจริง ๆ สินะครับ...” ดีโลไลน์ครางในลำคอโครงการนั้นเคยถูกพูดถึงในวงกว้างครั้งหนึ่งเมื่อหลายสิบปีก่อน แต่เนื่องจากวิทยาการยังไม่เพียงพอในการตอบโจทย์โครงสร้างเกาะซึ่งต้องรับน้ำหนักมหาศาลของตึกอาคารและยังต้องมีโดมชั้นนอกที่สามารถเปิดปิดได้เพื่อป้องกันภัยพิบัติทางธรรมชาติซึ่งรุนแรงขึ้นด้วย

“หลังจากการถกเถียงครั้งนั้นรัฐบาลโลกได้ริเริ่มโครงการวิจัยเพื่อสร้างเกาะลอยน้ำขนาดใหญ่เดอะวันอย่างจริงจังขึ้น พวกเขาเองก็มีแผนจะใช้ที่นั่นสร้างเป็นสถานีวิจัยทางการทะเลแห่งใหม่ นอกจากนี้ยังเพิ่มประโยชน์ในการใช้เป็นเมืองท่าแห่งใหม่สำหรับเพื่อนบ้านห่างไกลโดยเฉพาะ... คุณคงทราบดีว่าพวกเราที่มักจะแวะเวียนไปยังดาวทรัพยากรที่ยังหลงเหลือก็เพื่อชื่นชมความดั้งเดิมบนผิวดาว เพราะว่าดาวที่มีวิทยาการก้าวหน้านั้นแทบไม่หลงเหลือแผ่นดินแผ่นน้ำที่แท้จริงอยู่อีกแล้ว น่าเสียดายที่มนุษย์บางกลุ่มไม่ได้คิดเช่นนั้น...” ท่านรัฐมนตรีถอนหายใจ ชาวดาวหลายจำพวกเพื่อแลกกับความสะดวกสบายและความมั่นคงในชีวิตแล้ว จึงสร้างสภาพแวดล้อมที่อำนวยต่อเผ่าพันธุ์ของตนเองขึ้นมา ท้ายที่สุดสิ่งต่าง ๆ อันก่อกำเนิดดั้งเดิมบนดาวก็เริ่มจางหายไปตามกาลเวลา ดังนั้นสภาดวงดาวจึงมีมติบัญญัติสำหรับการช่วยเหลือด้านวิทยาการข้ามดวงดาวเพื่อคงสภาพทรัพยากรเก่าแก่ในบรรดารายชื่อดาวทรัพยากรให้หลงเหลือความดั้งเดิมของดาวเอาไว้

สภาดวงดาวไม่ได้กดหัวให้ชาวโลกโง่เขลาหรือเชื่อฟังเพราะตนเองกุมอำนาจเทคโนโลยีที่สูงกว่าไว้อยู่ แต่พวกเขาที่เลือกหนทางแห่งความสะดวกสบายนั้นรู้ดีว่าปลายทางที่รออยู่เมื่อเลือกเทคโนโลยีมากกว่าธรรมชาตินั้นจะเปลี่ยนไปในความเลวร้ายแบบใด แม้ว่าสภาพภูมิอากาศ แรงโน้มถ่วง ภูมิประเทศแต่ละผิวดาวจะต่างกันไปก็ตาม ทว่าปลายทางที่ใช้กำลังเอาชนะธรรมชาติบนดาวนั้นได้ให้ผลลัพธ์ที่เลวร้ายอย่างคาดไม่ถึงกลับมา

ผืนดินแข็งแตกระแหง แหล่งน้ำแห้งผากแล้งจัดตามฤดูกาลที่แวะเวียนอย่างไม่ปกติ ผลจากสิ่งก่อสร้างที่บดบังทางลมและสร้างอุณหภูมิที่ไม่อำนวยต่อสภาพดั้งเดิมบนผิวดาวกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของดาวดวงนั้นอย่างช้า ๆ ค่อย ๆ กลืนกินชีวิตบนดาวจนท้ายที่สุดจึงเหลือเพียงสีเทาของสสารที่สังเคราะห์ขึ้นมา

“คุณดีโลไลน์...ผมจะช่วยบอกอะไรให้หน่อย ลูกสาวของคุณเธอยังขาดสิ่งสำคัญของมนุษย์ปกติอยู่สามสิ่ง” ท่านรัฐมนตรีทิ้งท้ายกับดีโลไลน์เอาไว้และไม่ได้กล่าวอะไรไปมากกว่านั้น ชาวดาวโคคิวรีอุนีปุสม้วนคิ้วคล้ายเลิกขึ้นสูงเย้าแหย่ท่านประธานเอ็นเลสก่อนจะเดินออกไปตามกำหนดการเพื่อเยี่ยมชมการทำงานแบบไม่แจ้งล่วงหน้าในแผนกอื่นของบริษัทเอกชนยักษ์ใหญ่ที่สุดในโลก

ดีโลไลน์ถอนหายใจยาวคลายเนกไทลง “ไม่ค่อยถูกชะตากับนิสัยชอบทดสอบความฉลาดทางสติปัญญาของพวกเขาเลยแฮะ” สายเลือดโบราณขยี้ท้ายทอยตัวเองเท้ามือกับราวกั้นหน้ากระจกสังเกตการณ์ วันนี้กระจกทั้งแนวเป็นสีดำทึบจากมุมมองในห้องฝึกด้วยระบบกรองแสง ถึงอย่างนั้นลูเซียสก็เงยขึ้นมาสบสายตาพ่อบุญธรรมได้เหมาะเจาะอย่างน่ากลัวพร้อมกับโบกมือให้ ลูเซียสไม่มีรอยยิ้มแต่แววตาตื่นเต้นนั้นได้บอกความรู้สึกดีใจของหญิงสาวออกมาจนหมด

“ยัยลูกสาวตัวน้อยของคุณพ่อยังขาดอีกตั้งสามอย่างเพื่อเป็นมนุษย์เลยเหรอคะ ป๊าละเหนื่อยแทนเลยน้า~” ดีโลไลน์ไม่แปลกใจนักกับประสาทสัมผัสอันเป็นเลิศของตัวทดลอง 213

 

 

อาซาไรนั้นต้องเดินทางไปพบปะรัฐมนตรีกระทรวงย่อยอื่นเพื่อปรึกษาข้อมูลด้านการทูตระหว่างที่แบบทดสอบของเขายังไม่ได้ถูกไหว้วานจากชาวดาวเดียวกันผู้นั่งตำแหน่งเป็นรองเพียงนายกโลก การคุ้มกันของเขาหนาแน่น ทีมนักคุ้มครองจากเอ็นเลสนั้นประกอบไปด้วยหน่วยอารักขาฝีมือดีที่สุดสองหน่วยตลอดการเดินทางพร้อมทั้งไพ่ลับอย่างลูเซียสคอยประกบข้างกายตลอดเวลา

เค้าลางของความวุ่นวายนั้นก่อตัวอยู่นานแล้ว และมันก็ปะทุขึ้นเมื่ออาซาไรปรากฏตัวต่อสาธารณชนอย่างเป็นทางการครั้งที่สาม

กลุ่มผู้ประท้วงขนาดเล็กชูป้ายขับไล่ท่านทูตต่างดาวตัวสูงใหญ่ ถ้อยคำร้องตะโกนมีทั้งส่อเสียดและโห่ไล่ นั่นเป็นครั้งแรกที่ลูเซียสได้พบกับสิ่งที่เรียกว่าผู้ประท้วง ในระหว่างทางเดินไปสู้ห้องเจรจาที่มีแค่เขาและเธอมิวแทนท์จากห้องทดลองจึงเอ่ยถาม

“พวกเขาไม่ชอบอาซาไรตรงไหน?” มันทำให้เอเลี่ยนหนุ่มหลุดขำออกมาเล็กน้อย

“เธอควรถามพวกเขามากกว่าผมนะลูเซียส” อาซาไรขยับชูปลายคิ้วที่คล้ายหนวดผีเสื้อกลางคืน

“ก็ได้ยินแต่อะไรที่ไม่มีเหตุผลนี่” เธอขมวดคิ้วแม้จะห่างออกไปแต่ประสาทที่ถูกผ่าตัดสร้างขึ้นมานั้นได้ยินเพียงเสียงไล่เพราะว่าดาวดวงนี้ไม่ใช่บ้านของเขา ไม่ใช่ที่ที่เขาจะมาบงการอะไร ๆ ตามใจชอบ สำหรับลูเซียสแล้วถ้อยคำเหล่านั้นก็เป็นคล้ายเสียงเห่าหอนที่เปล่งออกมาด้วยอคติและความไม่พอใจอันไร้เหตุผลทั้งนั้น

เธอคิดต่างออกมา ก็ในเมื่อตัวเองกำลังไม่เพียงพอจะจัดการงานทุกอย่างให้หมดจดได้เสมอเหมือนจึงต้องให้คนที่ทำได้สานต่อหน้าที่นั้น แต่กลับยังคงคิดจะเอาแต่ใจด้วยการเลือกคนทำงานตามอำเภอใจ ทั้งที่ผู้ที่พวกเขาเลือกมาด้วยใจพิศวาสนั้นอาจจะไร้สามารถก็ได้

“ไม่เชิงว่าไม่มีเหตุผลหรอกนะลูเซียส พวกเขาก็แค่กลัวเท่านั้นเอง” อาซาไรถกเถียงมุมมองที่ต่างออกไปของเขา “เพราะว่ากลัวว่าสิ่งที่เห็นกับสิ่งที่เป็นจะต่างจนก่อให้เกิดผลร้ายกับพวกเขา คิดว่าชาวต่างดาวที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการเมืองหรืองานบริหารจะใช้โอกาสนี้เพื่อสร้างประโยชน์ส่วนตัวแก่ตนเอง และละเลยประโยชน์ส่วนรวมที่พวกเขาจะได้รับสิทธิ์ แฟร์ได้พูดถึงสิทธิของพลเมืองต่อการสงสัยในรัฐบาลให้เธอฟังรึยัง?” เอเลี่ยนหนุ่มเหล่มองด้วยตาคู่บนเล็กน้อยก่อนจะกลับไปมองทางเดินสู่ห้องรับรองเล็ก

“มีสิทธิสงสัยในการทำงานที่ใช้เงินภาษีเพื่อไปจัดการบริหาร” ลูเซียสตอบความสั้น ๆ กลับไป

“อืม... พวกเขาสงสัยในการทำงานของชาวต่างดาวว่าโปร่งใสแน่หรือไม่ เพราะพวกเราส่วนใหญ่มาจากดาวที่ก้าวหน้ากว่ามาก แต่กลับยอมมาทำงานในดาวที่ล้าหลังกว่า...และสะดวกสบายน้อยกว่า” อาซาไรยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มของเขาไม่ค่อยชัดเจนนักเพราะโครงสร้างปากคล้ายแมลงที่เป็นขากรรไกรสามทาง

“แค่นั้น?” ลูเซียสรู้สึกแปลกใจยิ่งกว่าตอนที่ยังไม่รู้เหตุผลเสียอีก...

“สำหรับคนปกติแล้วนั่นไม่แค่หรอกนะครับลูเซียส ทั้งเธอและผมยังคงต้องศึกษามนุษย์อีกสักพักใหญ่เลยล่ะ แต่เธอเองก็น่าจะเหลืออีกไม่กี่อย่างเพื่อเป็นมนุษย์ปกติแล้วนะ” อาซาไรลูบคางเขาเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยขบคิดถึงสิ่งที่ยังขาดไปในตัวหญิงสาวเมื่อเทียบกับมนุษย์ธรรมดาคนอื่น

“ประมาณสี่อย่างละมั้ง” ลูเซียสหยุดก้าวเมื่ออาซาไรหยุดเดิน เขาหันมาพิจารณาสาวชาวมนุษย์ด้วยสีหน้าจริงจังก่อนจะหมุนตัวกลับไปคนคุ้มกันติดตัวอย่างเธอถึงก้าวขาตามอีกครั้ง

“ผมว่าคุณขาดแค่สามอย่างนะ” เอเลี่ยนหนุ่มวิเคราะห์ เขาไม่ได้อธิบายเพิ่มและก้าวเข้าสู่ห้องประชุมเล็กในการปรึกษาหารือเฉพาะกิจ ลูเซียสตามเข้าไปยืนเยื้องอยู่หลังเก้าอี้ของเขานิ่ง ๆ ไม่ได้แสดงท่าทีอะไร ไม่ได้ออกความเห็นอะไร เป็นเหมือนหุ่นคุ้มกันที่คู่เจรจาเองก็มีเช่นกันทว่าอีกฝ่ายเป็นไฮบริด

การพูดคุยนั้นกล่าวถึงวัฒนธรรมของชาวดาวโคคิวรีอุนีปุสและสภาพความเป็นอยู่พร้อมทั้งภาพบันทึกล้ำสมัยที่นำมาเป็นกรณีศึกษา ในเมื่อถูกสงสัยในระดับวิทยาการจึงหาทางแก้ไขเพื่อให้เข้าใจถึงเหตุผลในการมายังดาวดวงนี้ และเหตุผลที่เขาจะไม่ยักยอกทรัพยากรดาวล้าหลังทั้งที่ตัวเองมาจากดาวที่พัฒนาไปไกลกว่า

โคคิวรีอุนีปุสนั้นคล้ายโลกเป็นอย่างมากแต่ต้นไม้ใบหญ้านั้นสูงใหญ่กว่า สีสันสะดุดตาและเป็นโทนสีฟ้าไปจนถึงม่วงไม่ใช่เขียวไปจนเหลืองแบบดาวโลก เมืองของพวกเขาคล้ายกับโดมดอกเห็ดแต่ตั้งใกล้กันโดยมีสะพานเชื่อมติดต่อระหว่างโดมดอกเห็ด

ลูเซียสมองภาพบันทึกเคลื่อนไหวเหล่านั้นอย่างสนใจเพราะแม้จะเคยฟังมาจากอาซาฮีก็ยังไม่ดีเท่าเห็นภาพโดยตรง

การพูดคุยแนวทางเผยแพร่ข้อมูลชุดนี้ได้ตกลงกันเรียบง่ายและรวดเร็วโดยจะใช้ช่องสื่อสารเชิงสารคดีเพื่อกระจายภาพบันทึกนี้ คงต้องใช้เวลาในการทำข้อความประกอบการบรรยายเป็นภาษาท้องถิ่นตามโดมนอกจากภาษากลางระดับดวงดาว ทว่าคงไม่นานเกินรอนักอย่างมากก็กินเวลาสักสัปดาห์

พวกเขากลับออกมาและขึ้นรถคุ้มกันของเอ็นเลส กลุ่มอารักขาเองก็ขึ้นรถคันเดียวกันไปด้วยสองคน

“คุยกันต่อเรื่องก่อนหน้าจะเข้าไปห้องเจรจา... ผมได้พูดใช่ไหมว่าเธอยังขาดไปอีกสามอย่างสำหรับการเป็นมนุษย์” อาซาไรชวนหญิงสาวคุยในรถเงียบ หน่วยอารักขาสองคนเหลือบมองกันและทำหูทวนลม พวกเขาได้ยินเรื่องราวของทั้งคู่จากเพื่อนร่วมงานแผนกอื่นมาเยอะทั้งท่านทูตที่กำลังศึกษามนุษย์และตัวทดลองที่กำลังเรียนรู้การเป็นมนุษย์ ท่านประธานไม่ได้ว่ากล่าวอะไรเวลาพวกเขาพูดคุยถกเถียงกันด้วยมุมมองความคิดที่แตกต่างตราบใดที่ไม่ใช่การลงไม้ลงมือก็ไม่จำเป็นต้องเข้าไปยุ่ง นั่นคือคำสั่งของท่านดีโลไลน์

“หนึ่งคือความรัก อีกหนึ่งคือความโกรธ แต่ไม่รู้อย่างสุดท้าย” ลูเซียสพิจารณาตัวเองว่าห้วงอารมณ์ใดที่ตนเองนั้นยังไม่เคยสัมผัสมันในใจอย่างลึกซึ้งรุนแรง

“วิเคราะห์ได้ดีและใช่...สองในสามที่เธอขาดคือรักและโกรธ” อาซาไรอารมณ์ดีขึ้นมาเขารู้สึกสนุกเวลาได้อยู่กับหญิงสาว และไม่จำเป็นต้องทำตัวเป็นผู้ใหญ่มากนักเขาสามารถชวนเธอสงสัยและคลายสงสัยถกเถียงแนวคิดกับเธอได้เสมอ

“อย่างที่สามล่ะ?” ลูเซียสหันไปจ้องคู่สนทนา อีกสิ่งที่เธอขาดสำหรับการเป็นมนุษย์ปกติ เจ้าตัวยังคงไม่เข้าใจว่าอีกหนึ่งที่ขาดหายไปนั้นคือสิ่งใด สิ่งที่จำเป็นสำหรับคนปกติ

เอเลี่ยนหนุ่มมีสีหน้าครุ่นคิดอยู่ครู่ก่อนตัดสินใจใช้แขนทั้งสี่ของตนกักขังร่างของหญิงสาวเอาไว้ด้วยการพาดกับประตูรถและพนักพิง ลูเซียสหายใจกระตุกไปจังหวะหนึ่งแต่ก็กลับมาเป็นปกติทั้งที่อยู่ใต้เงาของอีกฝ่าย ทำเพียงเงยหน้ามองอย่างไม่รู้สึกถึงสิ่งสำคัญสุดท้ายเพื่อเป็นมนุษย์ปกติ ไม่มีท่าทีต้องการจะหนีหรือกระทั่งความไม่สบอารมณ์เมื่อตกเป็นรอง

“อืม... อย่างที่คิด สิ่งสุดท้ายที่ขาดของเธอค่อนข้างแก้ไขได้ยาก...” อาซาไรเปรยออกมาแล้วเก็บแขนทั้งสี่ของตนกลับไป เขานั่งกอดอกพลางหัวเราะในลำคอ เหล่มองผู้คุ้มกันส่วนตัวที่ยังคงไม่แสดงอาการอะไรออกมา

“ยังไม่รู้อีกเหรอว่าสิ่งที่ขาดอย่างที่สามคืออะไร?” อาซาไรย้ำถามหญิงสาวชาวมนุษย์

“ไม่ใช่ความตกใจสินะ” ลูเซียสลูบคางตัวเองขมวดคิ้ววิเคราะห์สิ่งที่ตัวเองประสบเมื่อครู่แต่กลับมองไม่เห็นถึงมัน

“...”

“เธอขาดความกลัวลูเซียส...” อาซาไรเฉลยสิ่งสุดท้ายที่แม้จะทิ้งให้หญิงสาวนั่งคิดถึงหนึ่งนาทีเต็มก็ยังคงนิ่งเงียบเนื่องจากหาคำตอบไม่เจอ

“อาซาไรไม่เห็นน่ากลัวตรงไหน...” มิวแทนท์หญิงมุ่นคิ้วหนัก หน่วยอารักขาสองคนที่เห็นทุกอย่างหนึ่งคนซบหน้าผากกับพวงมาลัยรถขณะจอดติดไฟแดงส่วนอีกคนหันออกกระจกข้างกำลังกลั้นขำเพื่อไม่ให้เป็นการเสียมารยาท เอาล่ะตอนนี้พวกเขาคิดว่าเริ่มเข้าใจอาการเห่อลูกบุญธรรมของท่านประธานขึ้นมาเล็กน้อยแล้ว

“ต่อให้ผมไม่น่ากลัวแต่การถูกคุกคามก็คือการถูกคุกคามนะลูเซียส ไม่ว่าจะเป็นแววตา คำพูด หรือแม้แต่การกระทำเธอก็ควรจะมีความกลัวเกิดขึ้นบ้างในใจเป็นอย่างน้อย...” อาซาไรถอนหายใจเล็กน้อยหันไปสบสายตาหญิงสาว

“ไม่กลัวเลยเหรอ ไม่สักนิด? ไม่คิดว่าผมจะทำอะไรมากกว่าแค่ขังเธอไว้ในแขนเลยเหรอ?” อาซาไรยังคงสงสัยระบบความคิดอันตรงไปตรงมาของหญิงสาว บางครั้งเธอก็ถกเถียงด้วยสนุก แต่บางครั้งก็เป็นฟองน้ำอันว่างเปล่าที่รอบการเติมเต็มดูดซับข้อมูล รถเคลื่อนตัวอีกครั้งเพื่อมุ่งหน้ากลับไปศูนย์บัญชาการเอ็นเลส

“...คุกคามนี่หมายถึงความหมายไหน?” ลูเซียสขมวดคิ้วคิดหนักพยายามหาเหตุผลต่าง ๆ มารองรับการคุกคามของอาซาไรแต่ก็ไม่พบปัจจัยที่จะทำให้มันเกิดขึ้นต่อเขาและเธอ

“...” เอเลี่ยนหนุ่มรู้สึกอับจนหนทางเป็นครั้งแรกเขาลูบสันกรามตนเองม้วนปลายขนคิ้วขดเข้ามา

“ในความหมายทางจิตใจและถึงชีวิตล่ะว่าไง?” อาซาไรยกกรณีที่น่าจะทำให้สัญชาตญาณของเธอทำงานขึ้นมาอย่างเที่ยงตรง

“ทางจิตใจไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ด้วยเหตุผลจูงใจของนาย ส่วนถึงชีวิตก็เป็นไปไม่ได้” ลูเซียสตอบเขาได้ในทันที

“เพราะ?” อาซาไรกระตุกยิ้มอีกครั้ง ยังคงรู้สึกสนุกอยู่ลึก ๆ ในทุกครั้งที่หล่อนทำให้เขาประหลาดใจขึ้นมา

“กรณีแรกนายไม่มีเหตุผลที่จะทำอย่างนั้น กรณีหลังฉันสามารถล้มนายได้ภายในสองจุดแปดวินาที” ลูเซียสตีหน้าจริงจังคำนวณเวลาที่เร็วที่สุดออกมา

“น่าประทับใจ... แต่ไม่คิดว่าผมจะมีข้อมูลลับเรื่องศักยภาพร่างกายหรือพลังจิตอื่นแอบแฝงเอาไว้ไม่ให้เธอรู้เพื่อใช้เป็นไพ่ตายเหรอ?” เอเลี่ยนหนุ่มยิ้มตาหยี

“อ่ะ...” หญิงสาวเพิ่งจะฉุกคิดเมื่อเขาทักขึ้น อาจเพราะเธอเคยชินกับการที่คิดอะไรก็ถกกันแทบทุกเรื่องเลยไม่ได้นึกถึงว่าอีกฝ่ายจะมีความลับซับซ้อนกันตนเองขึ้นมา

“ไม่ได้คิดถึงสินะ... เธอไว้ใจผมมากเกินไปแล้วนะลูเซียสระมัดระวังหน่อย” อาซาไรถอนหายใจแต่ก็ยังคงยิ้มอยู่ เขายกมือลูบหัวอีกฝ่ายอย่างเอ็นดู ลูเซียสเงยหน้าขึ้นมองเอเลี่ยนหนุ่มที่ก็ยังคงไร้พิษภัยในสายตาเธอ

เสียงแสบแก้วหูหนึ่งแทงทะลุโสตประสาทของลูเซียสเธอเพียงรู้สึกและสัมผัสได้ก็รีบคล้องคออาซาไรให้หมอบลงต่ำพร้อมชักปืนพกขนาดเล็กออกมาจากซองที่ข้อเท้า

กระจกรถนิรภัยแตกเป็นทรายด้วยกระสุนเจาะเกราะชนิดพิเศษมันยิงเฉียดความสูงระดับศีรษะของอาซาไรไปเพียงเล็กน้อยและทะลุผ่านหน้าต่างฝั่งตรงข้ามไปรถกำลังแล่นด้วยความเร็วแต่มือปืนลอบยิงกลับสามารถลั่นกระสุนได้อย่างแม่นยำขนาดนี้ นับว่าเป็นพวกเก่งจนหาตัวจับยากเลยก็ว่าได้ยิ่งในยุคสมัยนี้ด้วยแล้ว

เธอไม่สามารถเล็งปืนไปยังต้นทางวิถีกระสุนได้เพราะตำแหน่งเคลื่อนออกมาไกลแล้ว

“ลอบยิงท่านทูตแบบนี้งานคงไม่หมูแล้วนะครับคุณลูเซียส” คนขับรถที่เป็นหนึ่งในหน่วยอารักขายิ้มแห้ง พวกเขาไม่เจอการลอบสังหารเอิกเกริกแบบนี้มานานแล้วนับตั้งแต่ก่อนตั้งเอ็นเลส เขารีบโทรไปที่ศูนย์เพื่อแจ้งการลอบยิงและตำแหน่งที่ถูกยิงเพื่อจำกัดวงต้นตอกระสุนจากนักฆ่า

“รายงานศูนย์มีการลอบยิงรถท่านทูตวิถีเจาะศีรษะ เราเพิ่งผ่านถนนM-84 พิกัดเมื่อถูกดักยิงจะส่งไปทันทีเมื่อย้อนตำแหน่งจากการคำนวณเสร็จ ทีมอารักขาคันหลังส่งคนไปตรวจสอบจุดที่กระจกตกอยู่บนถนนด้วย” หน่วยอารักขาอีกคนติดต่อไปที่รถด้านหลังให้กะระยะจากเศษซากกระจกนิรภัยบนถนนเมื่อครู่อย่างน้อยก็น่าจะได้ตำแหน่งคร่าว ๆ ว่าระยะยิงอยู่ราว ๆ ไหน

“...” ลูเซียสยกมือทาบอกและขมวดคิ้ว หัวใจของเธอเต้นไม่หยุด และมันไม่ใช่ทั้งความตกใจหรือตื่นเต้นแบบที่เธอเคยเจอมา

“บาดเจ็บเหรอ?” อาซาไรรีบคว้ามือของสาวชาวมนุษย์มาดูฝ่ามือแต่ก็ไม่มีร่องรอยของบาดแผล

“แค่สงสัยว่าเมื่อกี้นับเป็นความกลัวรึเปล่า?” เธอเอียงคอเล็กน้อย เพราะไม่สามารถแชร์ความรู้สึกนึกคิดตอนนี้ให้เขาได้เข้าใจเหมือนกันว่าเธอกำลังรู้สึกแบบไหนจึงได้แต่ตั้งคำถามกับอารมณ์ที่เพิ่งเคยสัมผัสเป็นครั้งแรก

“ถ้าไม่ชอบที่อาซาไรจะตายเมื่อกี้นับเป็นความกลัวรึเปล่า?” แววตาขี้สงสัยนั้นทั้งสับสนและใคร่รู้สิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเอง

“...นั่นคงเป็นคำตอบที่เธอต้องศึกษาเพื่อทำความเข้าใจมันอีกสักระยะ” ท่านทูตวางมือที่จับกุมของเธอลงบนตักตัวเอง

“เพราะว่าไม่มีใครสามารถเข้าใจถึงเนื้อแท้ในใจผู้อื่นได้จึงมีแค่เธอเท่านั้นที่จะรู้คำตอบลูเซียส” อาซาไรยิ้มอีกครั้ง “ขอบคุณที่ช่วยชีวิตผมเอาไว้นะ”

“มันเป็นหน้าที่ไม่ต้องเกรงใจ” ทว่าคำตอบที่ควรจะนุ่มนวลหรือถ่อมตนกว่านี้กลับกลายเป็นประโยคตอบปัด ลูเซียสสงสัยขึ้นมาอีกครั้งว่าคุณหน่วยอารักขาสองคนกลั้นขำอะไร...

“...” อาซาไรเองก็เป็นไปกับเขาด้วย แต่แม้เธอจะถามก็ไม่มีใครยอมตอบคำถามของเธออีก

 

--------------------------

ช่วงทอร์ค

ช่วงนี้ท้าตายมากค่ะ ทั้งฟิคทั้งเรื่องนี้เขียนแบบเลยเดดไลน์เวลามาช่วงนึงแล้ว แงงงงงงงงงงงงง อาการตัน ๆ ทั้งที่ก็เขียนทรีตกับพล็อตเอาไว้แล้วเริ่มถามหาอีกครั้ง แหง่กกกกก/พลังงานถูกสูบ

ชอบเคมีคู่นี้ฮือ จริงๆคือชอบความต่างของส่วนสูงและอาซาไรที่สามารถซ่อนลูเซียสเอาไว้ในสี่แขนของตัวเองได้ค่ะ/แก๊บโมเอะ???

แต่ยังไงก็ขอบคุณนักอ่านที่เข้ามาอ่านและกดให้กำลังใจทุกคนเลยนะคะ ขอบคุณเหล่านักอ่านที่คอมเม้นท์คุยเล่นด้วยค่ะ ใจฟูตลอดเลยเวลามีคนมาเม้นท์

ก็จริงอยู่ที่การเขียนโดยไม่หวังยอดวิวหรือคอมเม้นต์มันทำให้เราเขียนได้เรื่อย ๆ นั่นแหละ เหมือนคุยกับกำแพง แต่พอมีคอมเม้นต์แล้วก็ชอบตื่นเต้นทุกทีเลย(ฮา) ยังคงดีใจเสมอนะคะถึงจะชวนคุยกลับไม่เก่ง ;;;;;

หลัก ๆ แล้วเราเองก็อยากจะอ่านตอนจบของเรื่องราวจากเหล่าตัวละครเหมือนกัน สุดท้ายแล้วจะเป็นยังไงนะ บางเรื่องก็รู้อยู่แล้วแต่ถ้าแค่คิดแล้วปล่อยให้มันผ่านไป เวลาที่ย้อนคิดอีกทีมันมักจะไม่เหมือนเดิม เพราะงั้นเราก็เลยชอบเขียนเรื่องราวที่เกิดขึ้นเพียงชั่วคราวในหัวขึ้นมาเก็บเอาไว้อ่านค่ะ(จะให้ยกตัวอย่างก็คงเป็นเรื่องของซีลอนละมั้งตอนแรกไม่มีแฝดล่ะเพิ่งไปรื้อเจอสมุดเก่า ๆ สมัยม.ต้น ว่าไม่เคยมีเอิร์ลเกรย์อยู่เลย/กรี้ดดดดดด)

บ่นงุงิอีกเรื่อง เรื่องยากในการเขียนคือตัวละครที่ฉลาดกว่าตัวเองนี่แหละค่ะ!!!/กุมขมับเวลาเขียน จะสื่อออกมายังไงดี ก็ยังรู้สึกว่าไม่ได้ฉลาดเบอร์สุดอะไรขนาดนั้นเพราะเราเขียนไม่ถึงเอง ฮาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา(ในเสียงหัวเราะมีน้ำตา)

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 14 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

53 ความคิดเห็น

  1. #36 zutto (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2563 / 12:55
    เริ่มถึงเนื้อถึงตัวกันยฝน้าาาา
    #36
    0
  2. #13 faza205317 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 21 สิงหาคม 2563 / 00:41
    พึ่งมีเวลาอ่าน บอกกับตัวเองไว้ว่าถ้ายังจำฮิรางานะกับคาตากานะตัว sa ไม่ได้ไม่ต้องพัก 555555 // น้องงงช่วงท้ายๆดูมีซัมติงหรือเรามโนไปเองหวา อ้ายยยย
    #13
    1
    • #13-1 DarkSoul.(จากตอนที่ 10)
      21 สิงหาคม 2563 / 09:58
      แวบมาตอบ ฮืออ่านมาราธอนจังค่ะตัวคล้ายกันก็ตั้งเยอะ สู้ๆนะคะเป็นกำลังใจให้!! ความพยายามของคุณต้องสำเร็จแน่นอนค่ะ!
      ส่วนช่วงท้ายๆแอบมีซัมติงจริงๆ-----/แค่กๆๆ
      #13-1