Endless SSU | ลำดับ 1 แห่งไร้สิ้นสุด

ตอนที่ 8 : Role.7 - Have A Morality

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 44
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    6 ส.ค. 63

Role.7 - Have A Morality

 

ศีลธรรม คือความประพฤติที่ดีที่ชอบ คำว่าศีละมาจากภาษาหนึ่งซึ่งหมายถึงปกติ ธรรมคือความดี ความหมายโดยรวมของคำนี้จึงหมายถึงความดีซึ่งทำให้ผู้คนนั้นปกติ สังคมปกติ ลูเซียสไม่ใคร่เข้าใจความหมายของมันนักแม้จะอ่านอ้างอิงหนังสือตำรามามากมายเพียงใดกระทั่งแนวคิดเชิงปรัชญาเก่า ๆ ที่ยังคงถูกเก็บรักษาเอาไว้เป็นกรณีศึกษา

การมีศีลธรรม จะทำให้สังคมขับเคลื่อนไปด้วยความสงบสุขเพราะเต็มไปด้วยความปกติ

หลายต่อหลายครั้งคำถามจึงถูกตั้งขึ้นในหัวของลูเซียส

ดวงตาของเธอกลอกมองไปยังกลุ่มจู่โจมที่ถูกรวบเอาไว้อย่างสิ้นท่าโดยหน่วยสมทบของเอ็นเลส การพรากชีวิตผู้อื่นนั้นเป็นการกระทำอันไร้ศีลธรรมสำหรับมนุษย์อย่างไม่ต้องสงสัย... เพียงแต่หากว่านั่นเป็นมนุษย์ที่มีความผิดล่ะ? เป็นฆาตกร? เป็นอาชญากรข้ามโดม? เช่นนั้นแล้วการพรากชีวิตผู้ที่กระทำเรื่องหยาบช้าเหล่านั้นยังเป็นเรื่องขัดต่อศีลธรรมหรือไม่?

น่าเสียดายที่ลูเซียสนั้นยังคงคิดวนเวียนในหัวว่าการฆ่าคนเหล่านั้นไปเป็นเรื่องที่จะสร้างประโยชน์ในระยะยาวให้สังคมมากกว่า

น่าเสียดายที่โลกนี้ยังคงมีองค์กรสิทธิผู้มีชีวิตซึ่งยังคงปกป้องชีวิตต่ำทรามเหล่านั้นเพียงเพราะพวกเขายังคงมีชีวิตและควรได้รับโอกาสเพื่อแก้ไขตัวเองเพื่อกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่ดี กระนั้นในบรรดานักโทษทั้งหลายจำนวนผู้ที่ถูกหลอกใช้และไร้ทางเลือกจึงจำทำด้วยเหตุผลบางประการ ซึ่งนำมาด้วยการสำนึกผิดของพวกเขาหลังถูกจับกุมไต่สวนนั้น กลับมีจำนวนราวหนึ่งในห้าเท่านั้น

“การไว้ชีวิตฆาตกรเป็นศีลธรรมอันดีงามหรือไม่?” เธอหันไปถามท่านทูต เธอและเขาพบกันไม่นานแต่อาซาฮีเคยกล่าวว่าพี่ชายของหล่อนนั้นเป็นพวกคลั่งเรียนใฝ่รู้ มันคือเหตุผลที่ทำให้เธอคิดว่าเขาจะสามารถให้คำตอบอันซับซ้อนแก่เธอได้

“การช่วยชีวิตย่อมเป็นศีลธรรมอันดีงามเสมอลูเซียส ทว่าก็ยังคงขึ้นกับบริบทตอนนั้น และทัศนคติฝูงชนที่ห้อมล้อมเราไว้” อาซาไรตอบคำถามของเธอ เขาไม่ได้เจาะจงว่าใช่หรือไม่ แต่เป็นใช่และอาจจะ

“...” เธอยังคงไม่เข้าใจว่าเหตุใดถึงยอมให้อันตรายที่ก่อภัยถึงชีวิตผู้อื่นได้นั้นยังคงรอดชีวิตและคุมขังคนเหล่านั้นเอาไว้แทนที่จะตัดไฟแต่ต้นลม

“จิตใจของมนุษย์ซับซ้อนลูเซียส คนบางกลุ่มเมื่อได้ใคร่ครวญถึงสิ่งที่ทำลงไปว่าผิดก็จะเป็นทุกข์และสำนึกในความเลวทรามของตน แต่คนบางกลุ่มก็ไม่ พวกเขานั้นเต็มไปด้วยอัตตาและความคิดที่เข้าข้างตัวเอง” เอเลี่ยนจรดปลายนิ้วกับไหล่เล็กของหญิงสาวและชี้ไปทางกลุ่มอาชญากรที่มีสายตาแห่งความเคียดแค้น

“คนบางประเภทไม่มีค่าให้ใจดีด้วยเพราะเขานั้นเกลียดชังผู้อื่นอยู่เสมอ” เขาทิ้งท้ายเอาไว้แค่นั้นแหละเงียบลง เพียงเฝ้ามองอากัปกิริยาของหญิงสาวว่าจะตอบสนองอย่างไร

“...” เธอเอียงหัวเล็กน้อยพยายามทำความเข้าใจความย้อนแย้งที่ถูกอธิบายออกมา

“ถ้าอย่างนั้นฮีโร่ก็คือฆาตกรที่ได้รับการยอมรับ เพราะฆ่าคนที่คนส่วนมากเห็นว่าสมควรถูกฆ่าสินะ?” ลูเซียสหันไปถามอาซาไร เขาพยักหน้าแทนคำตอบ

เธอไม่ได้ถามอะไรอีกเพียงแค่อยู่คุ้มกันและเฝ้ามองการทำงานของทุกคน คอยระมัดระวังไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดอะไรขึ้น

‘เธอคนนั้นเป็นคนที่คอยให้ข้อมูลและบอกจุดอ่อนของมังกรแต่ละตนแก่พวกกลุ่มลักพาตัว’ คุณพ่อบุญธรรมเธอกระซิบ

‘และเธอคนนั้นก็รักสามีของหล่อนมากจนไม่เชื่อใจว่าตลอดมาที่มักหายไปอาทิตย์ละสองสามวันเขาไปจดบันทึกวิทยาการ ไม่เชื่อว่าทุกสิบสองปีที่หายตัวไปนั้นเป็นการลงไปยังคลังสมบัติ’ นั่นคือสิ่งที่ดีโลไลน์เฉลยให้ลูกสาวบุญธรรมได้ฟัง

มนุษย์บางคนกล่าวไว้ว่าพื้นฐานของความรักนั้นมีความเชื่อใจอยู่ แต่ว่าในเมื่อไม่เชื่อใจแล้วเหตุใดยังคงเรียกสายสัมพันธ์นั้นว่าความรักอยู่?

ลูเซียสเบนสายตาไปยังหญิงวัยกลางคนที่โอบกอดอย่างสุขใจกับชายรุ่นราวคราวเดียวกันอีกคน ผู้มีนัยน์ตาต่างออกไปจากมนุษย์ รูม่านตาราวกับสัตว์เลื้อยคลานนั่นทำให้รู้ว่าหากไม่ใช่สายพันธุ์ย่อยที่ใกล้เคียงก็คงเป็นมังกร หรือไฮบริดสักสายพันธุ์

ทั้งที่ความสุขที่เธอแสดงออกมาเป็นของจริง มันกลับแฝงไปด้วยความกลัวบางอย่าง

ลูเซียสหันไปหาจาฮาราที่มายืนรวมตัวได้หลังจบงานในส่วนของเขาแล้ว

“ลุง...ทำไมเธอกับซีโร่ทำแบบนั้น?” เธอถามอีกฝ่ายไปตรง ๆ

“...เพราะรักละมั้ง?” คำตอบนั้นกลับกลายเป็นอีกคำถามเสียเอง จาฮาราหันไปมองหญิงสาวและลูบหัวอีกฝ่าย

“ซีโร่น่ะไม่อยากมีการรวมตัวทุกสิบสองปีอีก แต่เขาเป็นเพียงตระกูลผู้ดูแลทำอะไรมากไม่ได้เพราะสิ่งที่ปลูกฝังกันมา มนุษย์เพียงคนเดียวอำนาจไม่พอจะเปลี่ยนแปลงขนบบางอย่างได้ และคุณเรวิก้าก็ต้องการจะรู้ว่าสามีหายไปไหนกันแน่ทุกสิบสองปี และทุกสองวันในหนึ่งสัปดาห์... มนุษย์มักเปราะบางลูเซียส” ชายมีอายุอธิบายเขาหันไปมองสถานการณ์ที่เริ่มคลี่คลาย

“ไม่ใช่ว่าเขาก็อธิบายเหรอว่าไปที่ไหนยังไง...” เธอสงสัยอีกเรื่อง

“แต่เธอไม่เคยได้ไปกับเขา” จาฮาราบอกข้อมูลอีกก้อนที่ตนรู้มาก

เพราะไม่ได้เห็นด้วยตา รับรู้ด้วยตัวเองจึงไม่เชื่อใจในสิ่งที่มีเพียงลมปากและกระดาษกับข้อมูลในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้เป็นพยาน

ลูเซียสตีความเอาว่าเพราะอย่างนั้นคุณนายเรวิก้าจึงไม่ไว้วางใจในตัวสามีทั้งใจ เพราะมีสิ่งที่ไม่รู้แน่แท้อยู่อีก โดยที่ลืมไปว่าคนทั้งโลกนั้นต่อให้มีทักษะในการประเมินว่าคู่สนทนาของตนกำลังพูดโกหกหรือไม่ ก็ไม่ได้เห็นชัดเจนเช่นเธอ

“ลู... ไม่ใช่ทุกคนที่แยกแยะออกว่าใครกำลังพูดความจริงหรือโกหก ดังนั้นมนุษย์จึงเผื่อใจเพื่อรับสิ่งไม่คาดฝันจากทั้งคำพูดและการกระทำของผู้อื่น บางครั้งกล่าวว่าเชื่อทั้งที่ไม่ได้เชื่อ บางครั้งก็กล่าวว่าไม่ทั้งที่ในใจนั้นเชื่อ” จาฮาราสอนหญิงสาวข้างตัว “และมนุษย์หลายคนก็กลัวความจริงเบื้องหลังคำโกหกเหล่านั้นว่าจะไม่เป็นไปดั่งหวังเช่นกัน...”

“วันนี้เธอจะได้รู้” ลูเซียสส่งเสียงแผ่วเบา ใช่แล้ววันนี้คุณนายเรวิก้าจะได้รู้ เพราะพวกเขาทั้งสิบสองตนจากตัวแทนสิบสองตระกูลจะนำกุญแจในส่วนของตนลงไปใต้น้ำและแหวกว่ายตัดผ่านความโกลาหลก้นสมุทรไปยังปลายทางที่เก็บซ่อนบางสิ่งบางอย่างเอาไว้ตลอดมาตั้งแต่ถูกสร้างขึ้น

“หวังว่าอุปกรณ์สื่อสารรุ่นล่าสุดจะสามารถส่งผ่านคลื่นสนามแม่เหล็กแปรปรวนได้นะ...” จาฮาราลูบคางที่มีหนวดสาก ๆ สั้นเตียน

“ต่อให้ขาดการติดต่อกับอุปกรณ์รุ่นล่าสุดก็ยังมีนักประดาน้ำที่เป็นมิวแทนท์เทเลพาธีลงไปด้วย” ลูเซียสกลับมายืนตรงเอามือไพล่หลังกุมรอบข้อมือตัวเอง

“บางครั้งพลังจิตก็ส่งผ่านพื้นที่มีสนามแม่เหล็กแปรปรวนไม่ได้...โบราณสถานแห่งนั้นสมควรจะขึ้นมาเหนือน้ำได้แล้ว” จาฮาราถอนหายใจ “ติดว่าประวัติศาสตร์นี่แหละที่อันตราย...” ชายสูงวัยนวดหัวคิ้วเครียด ๆ

ลูเซียสเลิกคิ้วเหลือบมองเป็นเชิงถาม จาฮาราเห็นท่าทีของเธอก็ป้อนข้อมูลอีกชุดใหญ่ให้

“ท่านประธานเคยพูดใช่ไหมว่าต่อให้เรียนประวัติศาสตร์ก็เชื่อถือไม่ได้ทั้งหมดใช่ไหม ความจริงแล้วตั้งแต่สมัยก่อน เมื่อครั้งที่โลกนี้มีประเทศหลายร้อยประเทศเล็ก ๆ บนผิวดาวทั้งบนแผ่นดินใหญ่และเกาะเล็กเกาะน้อย ทุกคนไม่ได้รับทรัพยากรอย่างเท่าเทียมเนื่องจากภูมิอากาศที่ต่างกันบนผิวโลก ทั้งเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม ภาษา หรือแม้แต่ขนบธรรมเนียมก็ต่างกันไปตามเชื้อพันธุ์ แต่ว่ากลับมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน” จาฮาราเว้นวรรคไป

“ไม่ว่าประเทศไหนก็ล้วนเคยถูกรุกรานจากประเทศข้างเคียง หรือไม่ก็เป็นประเทศรุกรานประเทศข้างเคียงเสียเอง แต่ว่าประวัติศาสตร์ที่ถูกส่งต่อและสั่งสอนกันในประเทศนั้นต่างเป็นประวัติศาสตร์ที่เข้าข้างแผ่นดินของตัวเอง ประวัติศาสตร์มากกว่าครึ่งนั้นถูกบิดเบือนจากความเป็นจริง ถูกอำนาจของรัฐบาลของประเทศนั้น ๆ แทรกแซงและเขียนขึ้นมาใหม่ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อสายตาคนในประเทศ บางครั้งก็กดดันด้วยความกลัวและค่อย ๆ ลบหลักฐานทางประวัติศาสตร์ไปทีละอย่างสองอย่าง ทำราวกับว่าเหตุการณ์อันโหดร้ายที่ตนเป็นคนเริ่มนั้นไม่เคยเกิดขึ้น” รองประธานเอ็นเลสภาคผิวดาวกล่าวเสริมและถอนหายใจ

“อย่างที่เธอรู้ลูเซียส... เมื่อมนุษย์เราก้าวหน้าขึ้นก็ย่อมมองโลกได้กว้างขึ้น ไม่สมควรมีใครถูกปฏิบัติเยี่ยงเดรัจฉาน กระทั่งเดรัจฉานเองก็ไม่สมควรถูกกระทำอย่างไร้ความเมตตาปรานี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเหยียดชาติพันธุ์และกระทั่งความแตกต่างก็ไม่ควรจะมี ความแตกต่างทางกายภาพเหล่านั้นถูกสร้างขึ้นเพื่อให้ใช้ชีวิตในพื้นเพบ้านเกิดได้ดี ดังนั้นแล้วประวัติศาสตร์ที่โหดร้ายจึงมักถูกประณามจากผู้คน ไม่ว่ามันจะเกิดมานานแค่ไหน สิ่งที่ทำลงไปก็ล้วนสร้างบาดแผลให้ใครสักคน และบาดแผลนั้นบางครั้งก็ส่งทอดไปยังลูกหลานจากรุ่นสู่รุ่นไปอีกหลายชั่วอายุคนก่อนจะจางหายไป” ประวัติศาสตร์สอนให้มนุษย์ในยุคหลังนั้นตระหนักถึงความผิดพลาด และเดินต่อไปโดยเรียนรู้จากสิ่งที่เคยเกิดขึ้นเพื่อไม่ซ้ำรอยเท้าเดิมที่เลวร้ายอีก แต่ผู้นำที่ถูกเลือกขึ้นมาบางครั้งก็เขลาเกินกว่าจะยอมรับความผิดพลาดและแก้ไขมัน

“...เคยมีประเทศหนึ่งที่กว้างใหญ่ พวกเขาประสบปัญหาประชากรมากเกินไปจนออกกฎให้ทุกบ้านมีทายาทได้เพียงคนเดียวเท่านั้น เด็กที่เกิดมาพร้อมกันมากกว่าหนึ่งหรือลูกคนที่สองจะถูกฆ่าทิ้งทั้งหมด บรรดาหญิงสาวบ้างก็ถูกบังคับให้ทำหมัน และในเวลาตอนมาพวกเขาก็ประสบกับปัญหาประชากรที่ไม่สมดุล มีคนแก่มากกว่าหนุ่มสาวและเด็ก จึงออกกฎใหม่ให้มีลูกสองคน แต่ว่าบาดแผลจากกฎข้อแรกที่ถูกประกาศออกมานั้นทำให้ประชาชนของเขาหมดศรัทธาในผู้นำที่โง่เขลาของตนเอง” ชายชาวมนุษย์เล่าถึงเรื่องเล่าอันโหดร้ายจากอดีตอันไกลโพ้นให้ลูเซียสฟัง

“เหล่าคนแก่เฒ่าที่อยู่ในยุคสมัยของการบังคับให้มีลูกคนเดียวคงรู้สึกถูกหักหลัง หากเป็นแนวทางที่ดีแต่แรกคงไม่มีการปรับกฎขึ้นใหม่ ในความสูญเสียนั้นฝังรากลึกมายังช่วงเวลาที่กฎข้อที่สองถูกตั้งขึ้น เพราะว่าประชาชนส่วนใหญ่ก็ถูกทำให้เป็นหมันไปแล้วหลังมีลูกคนแรก และเหล่าเด็ก ๆ ที่เกิดมาใหม่ก็ยังไม่โตพอจะมีทายาทรุ่นต่อไป ประวัติศาสตร์สอนให้เรารู้ว่าไม่ควรให้คนโง่มองเพียงการแก้ไขระยะสั้นขึ้นมาเป็นผู้นำประเทศ มาขับเคลื่อนความเป็นไปของชีวิตคนนับล้าน” จาฮาราเงียบไปสักพัก

“แม้ว่าจะมีเรื่องแบบนี้ให้เห็นอยู่เป็นจำนวนมากในประวัติศาสตร์แต่ผู้คนก็ยังหลงลืมบ้าง ทำเป็นมองไม่เห็นบ้าง บ่อยครั้งที่ผู้นำจากการสุ่มเลือกหรือผู้นำที่ผลักดันตนเองขึ้นไปยังตำแหน่งสั่งการสูงสุดด้วยความมิชอบนั้นทำให้คนที่อยู่เบื้องล่างของพวกเขาพบกับความฉิบหายวายวอด ต่างหลงคิดเข้าข้างตัวเองว่าพวกตนสามารถทำให้ทุกอย่างมันดีขึ้นได้โดยมองเพียงจุดเล็ก ๆ หรือสถานการณ์สั้น ๆ เลือกหลับตาข้างหนึ่งให้ปัญหาที่จะตามมาถูกนำไปแก้ไขในอนาคต หรือเลือกจะไม่มองความผิดพลาดที่ส่งผลต่อชีวิตผู้ที่อยู่ใต้อำนาจห่างไกลความเจริญที่ต้องเผชิญกับทุกข์เข็ญ เลวร้ายที่สุดก็มองเพียงความสะดวกสบายของตนเท่านั้น นั่นทำให้ประวัติศาสตร์ที่แท้ถูกบิดเบือนไปเพื่อส่งเสริมเส้นทางที่ตนเองจะสามารถกอบโกยผลประโยชน์ต่อไปได้อย่างไร้ความผิด”

ลูเซียสนิ่งฟังสิ่งที่จาฮาราเอ่ยออกมา ประวัติศาสตร์นั้นแหละที่อันตราย? ...ไม่ใช่เลย ที่อันตรายคือคนมีอำนาจที่ชี้สั่งกลบฝังประวัติศาสตร์ที่แท้จริงต่างหาก อยู่ในตำแหน่งที่สูงพออำนาจมากพอจะสั่งเก็บคนและปิดปากใครก็ตามที่พยายามจะทำให้ความจริงอันเป็นภัยต่อความมั่นคงของฐานะตนเองเปิดเผยขึ้นมา

ในรัฐบาลโลกปัจจุบันเป็นสภากลางที่รวมตัวนักบริหารจากโดมต่าง ๆ พูดไม่ได้เต็มปากว่าการที่ประวัติศาสตร์ที่จริงทั้งหมดถูกเปิดเผยนั้นจะมีผลดีหรือเสียมากกว่ากัน เพราะเธอเองก็ประเมินไม่ได้ว่าเหล่าผู้ที่นั่งเก้าอี้ที่ชื่อว่านักบริหารชั้นนำในสภาโลกนั้นเป็นพวกยอมรับความจริงในอดีตเพื่อปรับปรุงปัจจุบันและก้าวต่อไป หรือเป็นพวกที่กลัวเสียหน้า เสียชื่อเสียงในฐานะที่เกี่ยวข้อง และพยายามบิดเบือนมันอีกครั้งเหมือนอดีตที่ผ่านมา

สิ่งที่อยู่ใต้สมุทรนี้บางทีคงไม่ปลอดภัยนักหากจะนำขึ้นมา

ในขณะเดียวกันนั้นเองประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาก็ยังคงทำให้แม้กระทั่งตอนนี้ก็ยังคงมีความเหลื่อมล้ำในชีวิตของผู้คน

หากมีสักคนอดตายก็ไม่ควรมีคนที่รวยล้นฟ้าในแผ่นดินเดียวกัน ปัจจุบันแต่ละโดมไม่มีผู้ไร้บ้านหลงเหลืออยู่อีก การจัดสรรจำนวนประชากรนั้นเป็นไปอย่างเข้มงวด เพราะทรัพยากรของพวกเรามีจำกัด พื้นที่ในการอาศัยก็มีจำกัด จะโทษก็คงต้องโทษพิษภัยจากสงครามดวงดาวที่ไม่ได้ทำให้ทุกพื้นที่บนผิวดาวดวงนี้สามารถอยู่อาศัยได้ ส่วนใหญ่อาคารบ้านเรือนจะสูงเพื่อเพิ่มพื้นที่ในแนวดิ่ง รวมไปทั้งโดมจำลองเมืองเก่าแต่ละแห่งซึ่งแบ่งเป็นหมายเลขนั้นก็มีจำนวนมากในหมายเลขเดียว เมืองสีเทาใต้ดอกเห็ดนั้นอึมครึมแต่ก็มีทั้งแสงเทียมและโฮโลแกรมกับพืชพรรณบางประเภทปกคลุมเพื่อไม่ให้ดูหดหู่จนเกินไป

ความเหลื่อมล้ำในเวลานี้จึงกลายเป็นคำว่าหากว่าเรายังมีคนที่อยู่อาศัยในห้องรูหนูแล้วสมควรหรือที่จะมีผู้ที่ครอบครองห้องที่มีขนาดเท่าสนามฟุตบอล?

คำตอบทางทฤษฎีแล้วคือ ‘ไม่’ แต่ว่าการจำทำให้คำตอบนั้นกลายเป็นของจริงขึ้นมาได้คงต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างอาคารอาศัยทั้งหมดของทุกเขต ซึ่งทั้งเวลาและทรัพยากรนั้นมีไม่มากพอจะแก้ไขปัญหานี้

ด้วยศีลธรรมแล้วไม่ควรมีใครต้องอดตายหรือถูกฆ่า ด้วยศีลธรรมแล้วทุกคนควรได้รับรู้ถึงความสุขในการมีชีวิต และสมควรที่จะสามารถฝันกระทั่งทำตามความฝันของตนเองได้ ทั้งการศึกษา คุณค่าในตัวเอง ศีลธรรมนั้นทำให้สังคมไม่วุ่นวายแต่ว่า...

ในบรรดาเหล่าผู้คนที่อาศัยอยู่ในโลกใบนี้ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีศีลธรรม นั่นคือสิ่งที่ลูเซียสสรุปความออกมาได้จากข้อมูลและภาพตรงหน้า

หากว่าพวกเขามีศีลธรรมพอก็จะไม่รับงานลักพาตัว หากว่าพวกเขามีศีลธรรมพอก็จะไม่รับงานฆ่าใคร

หากเราใช้คำว่าศีลธรรมมาแบ่งแยกคนดีและชั่วแล้ว เช่นนั้นเหล่าผู้คอยดูแลและปราบปรามคนไม่ดีควรอยู่ฝั่งไหน?

ก็คงต้องเป็นตำแหน่งที่ดำรงอยู่ในศีลธรรมมากที่สุด และก้าวข้ามศีลธรรมไปบ่อยครั้งมากที่สุดเพราะการวิสามัญใช่หรือไม่?

“ท่านประธานครับสัญญาถูกรบกวนอย่างที่คิด เราติดต่อกับทีมประดาน้ำได้จนถึงละติจูดเหนือสามสิบจุดหกเจ็ดหนึ่งห้า...” เจ้าหน้าที่ควบคุมเครื่องสื่อสารทางไกลพิเศษรายงานผลเรดาห์ที่หายไปของกลุ่มใต้น้ำ ลูเซียสหันไปสนใจพวกเขาที่อยู่ใกล้ ๆ

“ภาพของกล้องล่ะ?” ดีโลไลน์สาวเท้าไปมองหลังมอนิเตอร์หลายตัวกับพนักงานมือดีของตน

“ยังใช้ได้อยู่ครับแต่มีสนามแม่เหล็กรบกวนทำให้ภาพเกิดนอยซ์... ตอนนี้เริ่มติด ๆ ดับ ๆ แล้วครับจะให้เปิดเครื่องต่อไปไหม?” เจ้าหน้าที่สองคนที่คอยดูแลระบบเงยหน้ามองท่านประธานสูงสุดของเอ็นเลสภาคผิวโลก

“เปิดเครื่องต่อไป ต่อให้ไม่มีภาพก็บันทึกพวกมันซะเราจะใช้พวกมันจับเวลาประกอบกับตัวจับเวลา ทางเทเลพาธีว่ายังไงบ้าง?” ท่านประธานตบบ่าพนักงานทั้งสองและก้าวไปหาอีกทีมสนับสนุนที่กำลังปรึกษาอะไรบางอย่าง

“ดูเหมือนใต้น้ำจะมีปล่องน้ำเงินอย่างที่นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ไว้ครับ แรงดึงดูดจากเกลียวน้ำมหาศาลทีเดียว ถ้าไม่ได้พวกเขาคอยนำทางคงหลงโดนปั่นลงไปก้นปล่องสมุทรอย่างไม่ต้องสงสัย การติดต่อยังทำได้อยู่ครับแม้จะเบาบางกว่าปกติแต่ก็ไม่ถึงกับสื่อสารกันไม่รู้เรื่อง เขาเป็นซิริอัส จะติดต่อกลับมาทุกสิบนาทีหวังว่าทริปนี้ของเขาจะกินเวลาน้อยกว่าสี่ชั่วโมงนะครับ...” เจ้าหน้าที่มิวแทนท์ผู้เป็นเทเลพาธีอีกฟากถอนหายใจ

ลูเซียสรู้ในทันทีว่าอีกฝ่ายเป็นมิวแทนท์ที่ใช้พลังได้ประมาณยี่สิบสี่ครั้งเป็นอย่างต่ำ และนี่ก็ผ่านไปครึ่งชั่วโมงแล้วนับจากเริ่มเดินทาง

“กังวลรึ?” อาซาไรทักขึ้น เขาไม่ได้เอ่ยชื่อของใครแต่ลูเซียสก็รับรู้ได้ว่าเขาหมายถึงเธอ เธอที่แปลกออกมา

“ไม่รู้... แต่ไม่ชอบความรู้สึกแบบนี้” เธอขมวดคิ้ว จาฮารายิ้มเจื่อน

“แบบไหน?” อาซาไรยกมุมปากขึ้น ในบรรดามนุษย์คนที่มักทำให้เขาแปลกใจได้ก็มีไม่กี่คนและลูเซียสเป็นหนึ่งในนั้น

“...” เธอทำสีหน้าปั้นยากพยายามไตร่ตรองว่าไอ้ความรู้สึกที่เธอพูดว่าไม่ชอบนั้นสมควรจะอธิบายออกมาด้วยคำพูดแบบไหน

เธอคิดอยู่นานทีเดียวด้วยสีหน้ากำลังเจอเข้ากับสถานการณ์ยุ่งเหยิง เปรียบเทียบรูปแบบของเธอกับคนอื่น เปรียบเทียบถ้อยคำกับความหมายอันซับซ้อนหลากหลาย และใช้ภาษากลางที่จะสื่อสารออกมาได้ใกล้เคียงที่สุด

“ไม่ชอบ...การต้องมานั่งคาดหวังให้มันออกมาดีในสิ่งที่ตัวเองควบคุมไม่ได้” คำตอบนั้นทำให้มุมปากของเอเลี่ยนหนุ่มยกสูงขึ้นอีกนิดด้วยความเอ็นดู

“มนุษย์นั้นมีวิธีจัดการต่อความไม่แน่นอนที่เข้ามากระทบกับชีวิตของตนเองแตกต่างกันออกไป แล้วเธอจะทำยังไง?” เขาไม่ได้แนะนำ แต่อ้างอิงถึงความเป็นไปได้อันหลากหลายโดยไม่ได้กะเกณฑ์หนทางที่ง่ายหรือดีในสถานการณ์นี้ให้กับเธอ เพราะเขาไม่ชอบคนที่ทำตามผู้อื่นโดยไม่คิดไปเสียทุกอย่างโดยเฉพาะทำตามเขา

“...ไม่จัดการ สิ่งที่ทำได้ในตอนนี้ก็คือคุ้มครองคนบนเรือ...” ลูเซียสกลับไปมีสีหน้าเรียบเฉย เธอคิดดีแล้ว ไม่ว่าจะกังวลหรือรู้สึกคันยุบยิบที่เครื่องในก็ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่ารอคอยให้ทีมประดาน้ำกลับมาพร้อมเหล่ามังกร

กลุ่มลักพาตัวเป็นคนละกลุ่มกันพวกที่โรยตัวลงมา ความไม่สบายใจนี้จึงเกิดขึ้นเพราะทั้งห่วงกลุ่มที่ลงไปใต้ทะเล และนึกหวาดระแวงทุกการเคลื่อนไหวบนเรือ กองกำลังไม่ทราบฝ่ายอีกกลุ่มมาจากไหน?

เธอกวาดตามองรอบ ๆ และลุกไปเมื่ออาซาฮีกวักมือเรียกหา ในจังหวะที่เธอออกห่างจากอาซาไรหนึ่งในคนที่ถูกคุมตัวก็กระแทกร่างใส่ผู้คุมและวิ่งตรงไปหาชาวต่างดาวหนุ่ม

ลูเซียสไหวตัวและเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนไหวทันที อีกฝ่ายอาจคิดว่าคงไม่มีช่องทางเข้าถึงตัวท่านทูตอีกถึงได้เคลื่อนไหวทั้งที่ไร้อาวุธ ทว่ามือของเขากลับกำลังกุมกระบอกเล็ก ๆ บางอย่าง บางอย่างที่ลูเซียสคิดว่าอาจจะเป็นกระบอกยาพิษหรืออะไรที่คล้ายกัน

อาซาไรไม่ได้แสดงท่าทีตกใจเขาเพียงแค่นั่งเป็นเป้านิ่ง แม้กระทั่งอาซาฮีเองก็ไม่แสดงอาการตกใจใด

‘คาดเอาไว้แล้ว?’ ลูเซียสไม่มีคำอธิบายอื่นมารองรับเหตุผลของอากัปกิริยาของพี่น้องชาวต่างดาวนอกเหนือจากนี้

ไวเท่าความคิดเพียงเร่งแรงโน้มถ่วงนอกระนาบผิวดาวเพิ่มดึงให้ตัวเองเคลื่อนไหวไปได้เร็วกว่าผนวชกับกำลังขา เธอเปิดกระเป๋าที่สะโพกและหยิบดาบเลเซอร์ขึ้นมาเปิดใบมีดความร้อนสูง

‘ฆ่า หรือไม่ฆ่า’ ในหัวเธอมีคำถามนี้วนเวียนทุกขณะที่ระยะห่างของเธอกับอาชญากรผู้นั้นลดลง

ชายมิวแทนท์นั้นดื้อดึงจะทำภารกิจให้สำเร็จ ฝืนกระทั่งปล่อยพลังจิตออกมาภายใต้เครื่องรบกวนการสำแดงพลังทำให้อำนาจของมันแสดงออกมาแค่หนึ่งในห้าเท่านั้นลังเหล็กที่ใช้ใส่อุปกรณ์ถูกเขวี้ยงใส่ลูเซียสเพื่อถ่วงเวลาให้เขาเข้าถึงทูตต่างดาวที่ไม่ร้อนรนกับความตายซึ่งคืบคลานเข้าหา

แต่ว่าหญิงสาวผู้เติบโตมาในฐานะอาวุธนั้นมีศักยภาพสูงกว่าที่เขาคิด ไม่เพียงแค่ละการทำลายลังเหล็กเธอยังเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วกว่าเก่าเข้าถึงตัวเขา ลำคอร้อนผ่าวเพราะไอร้อนจากมีดเลเซอร์ หัวของเขากำลังจะกระเด็นหลุด ทว่ากลับมีความเจ็บปวดรุนแรงที่ลิ้นปี่แทนลำคอ และกระแทกให้เขากระเด็นตกทะเลไปแทน

ในเสี้ยววินาทีลูเซียสปิดใบมีดเลเซอร์และเปลี่ยนจากการฟันคอเป็นกระทุ้งด้ามดาบซึ่งเป็นตัวทุบกระจกใส่ลิ้นปี่ของมิวแทนท์ เสี้ยววินาทีที่ตัดสินใจจะยืนอยู่ในเส้นทางที่เลือกมาตลอด

ชีวิตนี้ถูกเติมเต็มด้วยสิ่งไร้ศีลธรรมมากพอแล้ว หลังจากนี้เธอจะเดินไปบนเส้นทางที่เต็มไปด้วยแสงสว่าง แม้ว่าจะเป็นประกายแสงจากอาวุธก็ตาม

เพื่อให้ดูคล้ายกับพวกเขาที่เก็บและเลี้ยงเธอขึ้นอีกนิด จึงเลือกจะก้าวตามแผ่นหลังเหล่านั้นไป เลือกจะเชื่อและปฏิบัติตนในสิ่งที่เรียกว่าศีลธรรมของคนหมู่มากที่เอ็นเลสคอยปกป้องอยู่

ย่างก้าวของหญิงสาวส่งเสียงกระทบของส้นรองเท้ากับดาดฟ้าเรือ เธอดึงร่างที่ไร้สติของมิวแทนท์ขึ้นมาจากทะเลด้วยพลังจิตลดแรงโน้มถ่วงแล้วคว้าแขนของชายผู้นั้นเหวี่ยงกลับขึ้นเรือ

“...อืม ก็ดีนะ แต่สงสัยต้องสอนเพิ่มอีกหน่อยว่าร่างกายมนุษย์ปกติไม่น่าจะทนอะไรแบบนั้นได้หรอกนะลูเซียส” แฟร์ยิ้มแห้งเมื่อเห็นความไม่อ่อนโยนต่อร่างที่สลบนั่นเสียงราวกับโยนของแข็งลงพื้นทำเอากระทั่งผู้ที่อยู่ฝั่งเดียวกับเธอและจิตอ่อนเหงื่อซึมไปตามกัน

“อะไรแบบนี้หมายถึงอะไร?” เธอเอียงหัวเล็กน้อยสมองเริ่มวุ่นวายกับการย้อนสิ่งที่ทำเมื่อครู่ว่าเธอทำอะไรลงไปบ้าง

“ทั้งกระทุ้งลิ้นปี่และโยนใส่ดาดฟ้านั่นแหละ ถ้าผิดท่าหรือมีมุมขอบจนหัวไปกระแทกถูกก็ตายเอาได้ง่าย ๆ ...แล้วก็เรื่องกระทุ้งลิ้นปี่นะต้องลดแรงกว่านี้นะลู... เธอใส่ไปเต็มแรงแขนแบบนั้นซี่โครงเขาก็หักพอดี..." แฟร์พ่นลมหายใจเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้แสดงท่าทีโกรธหรือไม่พอใจเป็นจริงเป็นจัง เพราะสำหรับเขาจะรุนแรงกับอาชญากรหน่อยก็ไม่ผิดนัก ถึงจะขัดแย้งกับกฎปฏิบัติขององค์กรและในสายตาชาวสิทธิผู้มีชีวิตก็ตาม

ลูเซียสเหวี่ยงหมัดเล่น ๆ สองสามครั้ง เธอเงยหน้าขึ้นคล้ายนึกอะไรบางอย่างก่อนจะหันไปตอบแฟร์ด้วยสีหน้าเรียบเฉยเดิม ๆ กับน้ำเสียงไม่ขึ้นไม่ลงเพราะไม่ได้รู้สึกอะไรเป็นพิเศษ

“เมื่อกี้ใช้แรงไปแค่สามในสี่เองนะ...” เธอไม่รู้จักการออมมือ อันที่จริงไม่อยากจะทำด้วยซ้ำ แต่ในเมื่อใส่สุดแรงแล้วอีกฝ่ายจะช้ำในตายได้ง่ายก็จำใจพยายามฝึกออมมืออยู่เสมอ ถึงจะเผลอใส่ไปเต็มแรงบ่อยครั้งก็ตาม

“...ลู” แฟร์หัวเราะเก้อแบบคนไปไม่ถูกเขาลูบหน้า “คุณอาซาฮีเพิ่มตารางฝึกให้ลูด้วยนะครับ...”

“ไม่มีปัญหาจ้า~ เดี๋ยวจะเพิ่มตารางฝึกให้นะ~ คราวนี้ลดพละกำลังเหลือแค่สองในสี่กันเถอะลุกซ์~” คุณพี่สาวคนโตของหน่วยดูสนุกสนานออกหน้าออกตา

แค่ลดไปใช้แรงเป็นสองในสี่แค่ทำหน้าที่คุ้มครองท่านทูตแล้วก็แค่ฟาดคนสลบแต่ทำไมสายตาตัวประกันถึงมองมาที่เธอแบบนั้นกันนะ? ลูเซียสเดี๋ยวเลิกคิ้วเดี๋ยวขมวดคิ้วทำหน้ายุ่งยากแล้วก็ตัดสีหน้าตัวเองฉับราวสับสวิทช์ทอดน่องไปหาอาซาฮีที่กวักมือเรียกแต่ก่อนเกิดเรื่อง

“ไม่มีอะไรแล้วล่ะลุกซ์ พี่แค่เรียกมาเปิดช่องโหว่เฉย ๆ ค่ะ” อาซาฮียิ้มหวาน ลูเซียสมองรอยยิ้มนั่นร้อน ๆ หนาว ๆ เรียกมาเปิดช่อง? หมายความว่าเธอรู้แต่แรกแล้วสินะว่ากลุ่มไม่ทราบสังกัดมีเป้าหมายเป็นพี่ชายของตน?

“อาซาฮี... เข้าใจยาก” เธอบ่นงึมงำให้ได้ยิน

“เอ๋! ตรงไหนกันคะ! พี่สาวน่ะตรงไปตรงมานะคะ!” ชาวต่างดาวสาวเป็นเดือดเนื้อร้อนใจทันทีเมื่อถูกมนุษย์ที่ตนถูกอกถูกใจหาว่าทำตัวเข้าใจยาก

 

--------------------------

และใช่ค่ะ ตอนนี้มาเลทกว่าปกติ orz

พักหลังมานี้มักจะรู้สึกว่าข้อมูลเราน้อยเกินไปไหมนะ หรือว่าเขียนถึงไหมนะอยู่เป็นช่วง ๆ เวลาแต่งเรื่องนี้
ก็เลยซื้อหนังสือมาเป็นอ้างอิงหลายเล่มเลยค่ะแม้ไม่รู้ว่าจะได้ใช้ไหมหนอ 55555

เดิมทีลูเซียสที่ได้รับการศึกษาก็มีความซับซ้อนขึ้นมาบ้าง แต่ก็ยังเต็มไปด้วยคำถามที่ทื่อตรงต่อความปกติของคนอื่น
ถ้าเธอได้เข้าใจและเลือกจะถกเถียงเพื่อทำความเข้าใจมุมมองอื่นให้มากขึ้น

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

53 ความคิดเห็น

  1. #34 zutto (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2563 / 12:26
    น้องน้อย
    #34
    0
  2. #9 faza205317 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2563 / 19:12
    เข้าใจยากจริงๆอาซาฮี
    #9
    1
    • #9-1 DarkSoul.(จากตอนที่ 8)
      6 สิงหาคม 2563 / 19:20
      อาซาฮีเลิ่กลั่กใหญ่แล้วค่ะ55555555
      #9-1